10 เทคนิคการออมเงิน แบบง่ายๆ คนที่ไม่เคยมีเงินออมมาก่อน ก็ทำได้

เมื่อก่อนนี้ ผมเองก็เป็นคนนึงที่ไม่เคยสนใจเรื่องการเงินเลย ได้เงินมาก็ใช้ไป แม่ให้เงินไปโรงเรียน ก็ใช้หมด ทำงานพิเศษวันเสาร์ อาทิตย์ ก็ใช้หมด ไม่เคยเหลือเก็บ และไม่เคยรู้จักคำว่าออมเลย จนมาถึงวันที่โควิดระบาด พ่อตกงาน พี่ชายขาดรายได้ และตัวผมเองก็พึ่งเรียนจบ และนั่นเองก็เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมต้องรู้จักคำว่า “ออมเงิน” ⠀ ความหมายของการออมเงิน สำหรับใครที่ไม่เคยออมเงิน หรือไม่รู้ว่าจะออมเงินไปทำไม เรามาทำความรู้จักการออมเงินกันก่อนการออมเงิน คือ การที่เราสะสมเงินจากรายได้ที่เราได้รับ และจัดสรรเป็นส่วนต่างๆ เพื่อนำไปใช้ในอนาคตหรือตามที่เราได้กำหนดไว้ เช่น ออมเพื่อใช้ตอนเกษียณ , ออมเงินไว้สำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉินต้องใช้เงิน หรือออมไว้เพื่อใช้ซื้อสิ่งของที่เราต้องการ ⠀ ทำไมต้องออมเงิน เหตุผลสำคัญที่ทำให้เราต้องออมเงินก็มีอยู่ด้วยกัน 4 ข้อ ⠀ ออมเผื่อกรณีฉุกเฉิน เพื่อเก็บไว้ใช้ในกรณีเจ็บป่วย หรือมีเหตุให้ต้องใช้เงินก้อนอย่างเร่งด่วน โดยควรแยกเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ⠀ ออมเพื่อวัยเกษียณ เป็นการออมระยะยาว เพื่อใช้จ่ายเมื่อพ้นวัยทำงาน และมีเพียงพอสำหรับการดูแลสุขภาพ ทำกิจกรรมเพื่อความสุข และลดภาระของลูกหลาน ⠀ ออมเพื่อเติมฝัน เป็นการออมระยะสั้นถึงปานกลาง 1-5 ปี เพื่อนำไปใช้จ่ายในสิ่งที่ต้องการ เช่น ท่องเที่ยว ซื้อของที่อยากได้ หรือบริจาคเพื่อสังคม ⠀ ออมเพื่อการลงทุน เป็นการออมระยะสั้นถึงปานกลาง 1-5 ปี เพื่อนำไปใช้จ่ายในสิ่งที่ต้องการ เช่น ท่องเที่ยว ซื้อของที่อยากได้ หรือบริจาคเพื่อสังคม ⠀ เห็นข้อดีและความสำคัญเยอะขนาดนี้แล้ว เราลองมาเริ่มต้นออมเงินกันเถอะ วันนี้ผมก็มี 10 เทคนิคในการออมเงิน แบบง่ายๆ คนที่พึ่งเริ่มต้นออมเงินก็ทำได้ จะมีอะไรบ้างไปดูกัน ⠀ 10 เทคนิคการออมเงิน แบบง่ายๆ 1.ออมก่อนใช้ เริ่มต้นข้อแรก ด้วยข้อเบสิกพื้นฐานที่ทุกคนเริ่มต้นทำได้เลย ก็คือการออมก่อนใช้ ก่อนหน้านี้ผมเป็นจำพวกได้มาใช้เลยเหมือนกัน ก็เปลี่ยนใหม่เมื่อเงินเดือนเข้าก็ให้หักเงินบางส่วนเข้าบัญชีเงินออมก่อนเลย ⠀ ยกตัวอย่าง บริษัทผมจะจ่ายเงินเดือนทุกวันที่ 28 ถ้าได้เงินเดือนเข้ามา 20,000 บาท ผมจะนำเงิน 4,000 บาท ออกไปไว้ในอีกบัญชีทันทีเพื่อเป็นออมให้กับตัวผมเอง ⠀ 2.เริ่มต้นออมเท่าที่ไหว แต่จะดีมากๆ ถ้าได้ถึง 20% ของรายได้ ในช่วงเริ่มต้นออม เราไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองแบบสุดๆเพื่อออมเงิน เช่น ได้เงินเดือนมา 20,000 แต่หักออมไปเลย 10,000 บาท กลายเป็นว่าเราจะใช้ชีวิตแบบไม่มีความสุข สภาพจิตใจแย่ยิ่งกว่าตอนที่ไม่มีเงินเก็บ ⠀ สำหรับใครที่เป็นช่วงเริ่มต้น ให้ลองหักออมที่ 5% หรือ 10% ดูก่อน ว่ากระทบการใช้จ่ายในแต่ละวันของตัวเรามากน้อยแค่ไหน แล้วถ้ารู้สึกว่ายังไหว ก็ค่อยขยับออมมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าออมได้ถึง 20% ของรายได้เลย ยิ่งดี ⠀ 3.ออมเงินเพิ่ม ตามเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น ทุกๆ ปีเงินเดือนผมจะเพิ่มขึ้น ผมก็จะออมเพิ่มขึ้น เช่น เงินเดือนขึ้น 500 บาท ก็จะเอา 500 บาทนั้นออม/ลงทุนหมด หรือเพิ่ม 1,000 บาท ก็จะเอา 1,000 บาทออม/ลงทุนหมด เนื่องจากไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินให้เพิ่มขึ้นตามฐานเงินเดือน เหตุผลหลักๆ ก็เพราะว่าอยากจะเลิกนิสัยเดิมๆ ที่เป็นคนใช้เงิน “สุรุ่ยสุร่าย” มือเติบตามฐานเงินเดือน ⠀ ยกตัวอย่าง เมื่อปีที่ผ่านมาเงินเดือนผมเพิ่มมา 2,000 บาทถ้วน แต่ผมก็ใช้จ่ายเท่าเดิม ทำให้เหลือเงินออมเพิ่มเดือนละ 2,000 บาท ผมจึงนำเงินนั้นไปออมในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง เช่น หุ้น และกองทุนรวม 4.ออมเงินผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ใครที่เป็นพนักงานประจำเหมือนผม น่าจะมีสวัสดิการบริษัทที่เรียกว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะเป็นหักเงินเราไปและบริษัทก็จะสมทบเพิ่ม และนำเงินนั้นไปลงทุนต่อในกองทุนที่เราเลือก ซึ่งดีมากๆ เพราะนอกจากเงินจะมีโอกาสได้งอกเงยจากการลงทุนแล้ว ยังได้เงินเพิ่มฟรีๆจากบริษัทอีกด้วย ⠀ ยกตัวอย่าง อย่างผมเอง ก็อัดกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไว้เต็มที่ ที่ 15% เลย ก็จะโดนบริษัทหักเงินไป 15% ของรายได้ และบริษัทก็สมทบให้อีก 3% ซึ่งส่วนใหญ่เงินสมทบของบริษัทจะเพิ่มขึ้นตามอายุงานของเรา ถ้าอยู่เกิน 10 ปี ก็น่าจะได้สมทบ 10% เลย ขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัทนั้น ⠀ 5.อย่าพึ่งสร้างหนี้เยอะเกินไป หลายคนอาจจะสงสัยว่า มีหนี้เยอะ แล้วมันไปเกี่ยวกับเงินออมยังไง ซึ่งผมบอกเลยว่ามันเกี่ยว 100% ถ้าเรามีหนี้เยอะ เท่ากับว่ารายจ่ายต่อเดือนก็จะเยอะตาม อาจจะทำให้โอกาสที่จะเหลือเงินสำหรับการออมเนี่ยน้อยลงไป โดยเฉพาะกับเด็กจบใหม่ที่พึ่งเริ่มต้นทำงาน เงินเดือนยังไม่เยอะ ถ้าเป็นหนี้เพิ่มด้วย อย่าว่าแต่สร้างเงินออมเลย แค่มีเงินใช้ต่อเดือนยังยาก ⠀ 6.ให้รางวัลตัวเองเท่าที่ควร การให้รางวัลตัวเองหลังจากทำงานมาเหนื่อยๆ เป็นสิ่งที่ดีและสร้างความสุขให้กับตัวเราเอง เพื่อที่จะมีกำลังใจในการลุยงานต่อไป ไม่ใช่ว่าเราจะเก็บเงินแสนแล้วต้องตัดเรื่องการให้รางวัลตัวเองออกไปเลย สามารถให้รางวัลตัวเองได้ แต่ให้เท่าที่ควร ⠀ ยกตัวอย่าง จากที่เราจะไปเที่ยวปีละ 4 ครั้ง ก็อาจจะลดเหลือ 2 หรือ 1 ครั้ง หรือใครที่เป็นสายช็อป อาจจะต้องช็อปเสื้อผ้าเดือนละ 4 ตัว อาจจะต้องลดลงเหลือเดือนละ 2 ตัว เพื่อให้เรามีเงินเก็บต่อเดือนเพิ่มขึ้น ⠀ 7.ลดชา กาแฟ บุหรี่แหละของมึนเมาให้ได้มากที่สุด ผมเนี่ยโชคดีมากๆอีกแล้ว ที่ไม่ดื่มชา กาแฟ แถมไม่สูบบุหรี่และยุ่งกับของมึนเมาเลย ทำให้ผมมีเงินเก็บแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่เสียเงินไปกับของแนวๆนี้เลย แต่ถ้าหลายคนยังติดอยู่ ไม่จำเป็นที่จะถึงขั้นเลิกไปเลย แต่อยากให้ลดให้ได้มากที่สุด ⠀ ยกตัวอย่าง กาแฟก็อาจจะลดแบรนด์ลงมา ทานแบรนด์ที่ถูกลงมาหน่อย บุหรี่ก็ลดจำนวนการสูบลง เพราะของพวกนี้มันมีราคาแพงจริงๆ การลดของพวกนี้ได้ นอกจากจะมีเงินเหลือเก็บเพิ่มขึ้นแล้วยังทำให้สุขภาพของเราดีขึ้นด้วยนะ ได้ทั้ง 2 เรื่องเลย ทั้งเรื่องเงินและสุขภาพ ⠀ 8.หาความรู้ด้านการลงทุนควบคู่ไปกับการออมเงิน ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยรู้เลยว่าการลงทุนนั้นมันมีดียังไง เหมือนเอาตัวเองไปเสี่ยง ไม่ต่างกับการพนันเลย จนพอเริ่มมีเงินเก็บได้ศึกษาเรื่องการลงทุนมากขึ้น จึงทำให้ผมรู้ว่าการลงทุนมันมีหลักการของมัน หุ้นจะขึ้นมันต้องมีพื้นฐานที่ดี ⠀ ในช่วงที่เริ่มต้นเก็บเงิน ก็อยากให้ศึกษาการลงทุนควบคู่ไปด้วย พอเรามีเก็บมากพอพร้อมกับมีความรู้เรื่องการลงทุนในระดับนึงแล้วเนี่ย เราอาจจะสามารถทำให้เงินออมของเรา งอกเงยเพิ่มมากขึ้นไปได้มากกว่าเดิม ⠀ 9.ไม่ต้องตามเทรนด์เยอะ เอาเท่าที่เราต้องใช้งาน หลายคนติดกับดักเทรนด์สินค้า เวลามีสินค้าหรือบริการอะไรออกใหม่ แล้วดูน่าสนใจ ดูแพง ดูรวย ของมันต้องมี สุดท้ายก็ซื้อไปทั้งที่เราอาจจะใช้งานมันได้ไม่เต็มที่ หรือเต็มประสิทธิภาพ เปลี่ยนใหม่ ให้เน้นเลือกซื้อสินค้าหรืออุปกรณ์เท่าที่เราจำเป็นต้องใช้ เช่น เราซื้ออุปกรณ์ชิ้นนึงมาที่มีความสามารถ 100% แต่เราใช้เพียง 50% มันก็ไม่คุ้มค่ากับเงินที่เราจ่ายไปนั่นเอง ซึ่งถ้าเราลดได้ เราจะมีเงินเหลือเก็บอีกเยอะเลยหล่ะ ⠀ ยกตัวอย่าง ผมเองก็เป็นที่ติดใช้โทรศัพท์ iPhone เหมือนกัน แต่สิ่งที่ผมทำก็คือ ผมจะพยายามเปลี่ยนใหม่ทุกๆ 5 ปี เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่โอเคและไม่ฟุ่มเฟือยจนเกินไป แถมเครื่องเก่าก็สามารถนำไปน้องหรือคนในครอบครัวใช้ต่อได้อีกด้วย รุ่นสู่รุ่นกันเลยทีเดียว ⠀ 10.นำงานอดิเรกที่เราชอบ เปลี่ยนมาเป็นเงินออม หลายคนก็น่าจะมีงานอดิเรกที่ตัวเองชอบทำใช่ไหมล่ะครับ แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราถ้าสิ่งที่เราชอบเหล่านั้น สามารถนำมาเป็นเงินออมเพิ่มให้กับเราได้อีก ⠀ ยกตัวอย่าง อย่างตัวผมเอง ก็เป็นคนนึงที่ชอบเล่นเกมออนไลน์มาก เล่นได้ทุกวัน เล่นมาตั้งแต่สมัยเรียนมาถึงตอนทำงานก็ยังเล่นอยู่ เลยทำเพจเกมสร้างรายได้เสริมเล็กๆ เพื่อมาเป็นเงินออมให้กับตัวเองได้ด้วย ทั้งสนุกทั้งได้เงิน ⠀ สรุป ㅤㅤใครที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ได้ ต้องยอมรับว่าเก่งมากๆ เพราะเนื้อหาค่อนข้างเยอะและสำคัญเลย เพราะสามารถนำไปใช้ได้จริงๆ โดยประสบการณ์จากตัวผมเอง สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้นออม แต่ยังไม่รู้ว่าออมไปทำไม ก็ให้ออมเป็นเงินสำรองฉุกเฉินเอาไว้ก่อน แล้วค่อยๆศึกษาเรื่องการเงินเพิ่มเติม เพื่อนำไปใช้ให้ตรงกับตามความต้องการจริงๆของเราเอง เทคนิคการออมเงินที่ผมว่ามา มันก็อาจจะใช้ไม่ได้กับทุกคน ลองนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเองดูนะครับ ⠀ ใครทำข้อไหนอยู่ และมีเงินเก็บเพิ่มขึ้น หรือใครที่มีเทคนิคออมเงินดีๆ ก็อย่าลืมมาบอกกันด้วยนะครับ

  ธนากร นวมรัตน์


  13 มิถุนายน 2567

เคล็ดลับบริหารเงิน 3 ส่วน 50/30/20

เคยไหม ? “เงินเดือนออกมาทีไร ไม่เคยเหลือเงินใช้ยันสิ้นเดือน” “ทำงานมาก็หลายปีแล้ว แต่ไม่มีเงินเก็บเลย” “แบ่งเงินไม่ได้เลย ค่าใช้จ่ายมันเยอะไปหมด ไม่รู้ว่าต้องแบ่งเท่าไหร่ดี” ชีวิตของพนักงานเงินเดือนหลายคนอาจจะวนลูปอยู่ใน 3 ข้อนี้ เพราะไม่สามารถจัดสรรเงินเป็นส่วนๆได้ วันนี้แอดจึงขอนำเทคนิคออมเงิน 50 / 30 / 20 ที่จะแบ่งเงินเป็น 3 กอง เพื่อที่เราจะได้มีเงินใช้ประจำวัน เงินใช้สนองความสุขตัวเอง และก็เงินเก็บ 1.เงินใช้ในชีวิตประจำวัน 50% เงินก้อนแรกของเราเป็นเงินไว้ใช้สำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งค่าบ้าน ค่ารถ ค่าอาหารการกินในชีวิตประจำวันที่จำเป็น ซึ่งแน่นอนค่อนข้างยากที่จะควบคุมรายจ่ายประจำวันของเราให้อยู่ใน 50% ของเงินเดือน แต่แอดอยากให้เราลองพยายามปรับดูก่อน เพราะถ้าทำได้ชีวิตการเงินของเราจะง่ายขึ้นทันที 2.เงินใช้จ่ายเพื่อตอบสนองความสุขของตัวเอง 30% ทำงานมาเหนื่อยๆจะให้เอาเงินไปเก็บหมด มันก็ยังไงๆอยู่ ต้องมาเอามาสนองความสุขของตัวเราเองหน่อย การให้รางวัลตัวเองในทุกๆเดือนเป็นสิ่งที่ดีแต่อย่าลืมว่าใช้ได้ไม่เกิน 30% ของเงินเดือนนะครับ ถ้าเดือนนี้ใช้หมดแล้ว ก็ต้องอดใจไว้ รอใช้เดือนหน้าแทนนะ 3.เงินออม / ลงทุน 20% ส่วนสุดท้ายเป็นเงินเพื่ออนาคตของเรา ในช่วงแรกให้เราเน้นเก็บออมไปก่อนและเมื่อมีเงินมากขึ้นแล้วก็ให้ลองศึกษาเรื่องการลงทุนก่อนในระหว่างออมเงินอยู่ และเมื่อเรามีความรู้บวกกับเงินออมที่เยอะประมาณนึง ก็ให้แบ่งเงินออมส่วนนึงนำไปลงทุนได้ อย่านำไปลงทุนหมดนะครับแบ่งไว้เป็นเงินสำรองฉุกเฉินด้วย เผื่อเกิดเหตุการณ์ที่ต้องใช้เงินขึ้น เราจะได้มีเงินสำรองเพื่อรองรับเอาไว้ นี่ก็เป็นเทคนิคออมเงิน 50/30/20 แอดหวังว่ามันจะเป็นเทคนิคที่ช่วยให้เพื่อนๆสามารถออมเงินได้และมีชีวิตการเงินที่ดีขึ้นนะครับ ขอบคุณค้าบ

  ธนากร นวมรัตน์


  13 มีนาคม 2567

ก็มันอดไม่ได้ เทคนิคแก้นิสัย ของคนเก็บเงินไม่อยู่

เชื่อหลายๆคนรู้ดี ว่าการเก็บเงินบ้างจะช่วยสร้างทางเลือกให้คุณในอนาคตได้มากขึ้น ตั้งแต่ช่วยป้องกันปัญหาเงินขาดมือ เรื่องฉุกเฉินที่ไม่คาดคิด ได้ทำตามฝันที่อยากทำ ไปจนถึงเรื่องการเกษียณที่อาจจะดูยาวนานแต่ยังไงเราก็ต้องแก่แน่ แต่มันก็ติดอยู่นิดนึง ที่การต้องมาอดทนเก็บเงินเพื่อไปใช้ในอนาคต หรือคำคุ้นหูที่เราได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก อย่าง "อดเปรี้ยวไว้กินหวาน" เนี่ยมันให้ความสุขน้อยกว่าการที่เราได้เงินมาปุ๊บกินวันนี้และสุขเลยนี่สิ ซึ่งนั่นมันก็ไม่ผิดนะครับ แต่มันจะมีทางเลือกอื่นอีกไหมนะ ที่ช่วยให้คุณสุขไปกับการใช้เงินในทุกช่วงของชีวิต วันนี้ผมเลยอยากชวนทุกคนมาหาเทคนิคเพื่อให้เราลองปรับนิสัยเล็กๆ เพื่อการเงินของตัวเราเองกัน 1. เริ่มให้สนุก เวลาที่เราอยากเริ่มทำอะไร หลายคนอาจจะเป็นคล้ายๆผม คือเรามักมองแต่เป้าใหญ่ๆ ภาพความฝันที่สมบูรณ์แบบ อยากมีเงินเก็บ 1ล้าน 10ล้าน ซึ่งมันเป็นเป้าหมายที่ดีนะครับ และจะดีมากถ้าเราไปถึง แต่เมื่อเราไม่มีแรงใจมากพอ ไฟในการทำตามเป้าหมายมันก็มักจะมอดดับไปไวเหลือเกิน หลายๆเป้าหมายที่เราตั้งกันไว้ หลายครั้งก็เลยไม่สำเร็จ ดังนั้น ผมคิดว่าถ้าคุณอยากลองเก็บเงินสักก้อนดู ยังไม่ต้องไปไกลแบบนั้น ลองตั้งเป้าเล็กๆ เพื่อท้าทายตัวเอง และลองตั้งจากสิ่งที่คุณอยากได้ เช่น อยากได้กระเป๋าใบใหม่สักใบ นาฬิกาเรือนใหม่สักเรือน ซึ่งปกติแล้ว เราอาจจะเลือกใช้วิธีรูดก่อนค่อยมาจ่าย ลองท้าทายตัวเองด้วยการเก็บก่อนแล้วเอามาซื้อดูครับ ผมเชื่อว่าหลายคนพอเห็นเงินจำนวนนั้นที่มันเป็นเงินของเราจริงๆแล้ว คุณอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้ แต่ถ้าไม่ ก็ซื้อ!เลยครับ อย่างน้อยคุณก็ได้นิสัยการออมกลับมาบ้างแล้ว 2. มองตัวเองให้ชัดขึ้นอีกนิด เคยเป็นไหมครับ เวลาเราอยากได้ของอะไรมากๆ เรามักจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าเราจ่ายไหว ? นั่นมันเป็นเพราะของชิ้นนั้นมันมีแรงจูงใจมากพอที่จะทำให้คุณพยายามมากขึ้น เพื่อที่จะได้มันมา ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ คุณสามารถเอามาใช้กับเรื่องการเงินของคุณได้ทั้งชีวิตเลย ความฝันที่อยากเป็น ความจำเป็นที่ต้องทำ…. ที่วันนี้เราอาจให้ความสำคัญน้อยไป ฮึดไม่พอ แรงจูงใจไม่มี เพราะจริงๆแล้วหลายเรื่องภาพมันอยู่แค่ในหัวของเรา และเมื่อวันๆเรามีเรื่องต้องคิดเยอะแยะมากมาย แน่นอนว่า บางช่วงเวลาเราก็ลืม ! ดังนั้น ลองเขียนภาพในหัวออกมา ว่าคุณอยากทำอะไร ต้องทำอะไร มันจะทำให้คุณรู้สึกจริงจังมากขึ้น ดูสำคัญมากขึ้น และแน่นอนว่ามันจะมีโอกาสสำเร็จมากขึ้น 3. ไม่เห็น ไม่มี ไม่จ่าย หลายคนคงรู้ดีว่าสิ่งที่ยากที่สุดของคนอย่างเราๆ คือการควบคุมตัวเอง มันคงยากถ้าคุณอยากลดน้ำหนัก แล้วในห้องมีขนมวางอยู่เต็มไปหมด แต่มันจะง่ายกว่าถ้าคุณสร้างสิ่งแวดล้อมใหม่ โดยการเอาขนมออกไปจากห้องให้หมด เรื่องเงินผมว่าก็คล้ายกันเลย หรืออาจจะหนักกว่าด้วยซ้ำจากนิสัยพื้นฐานของเราทุกคน ที่ความอยากไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งมันนำมาสู่ความสามารถในการขยับรายจ่าย ตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น ถ้าคุณอยากลองแก้นิสัยเก็บเงินไม่อยู่ คงต้องใช้วิธีเดียวกับการเอาขนมออกไปจากห้อง นั่นคือการสร้างสิ่งแวดล้อมใหม่ เอาเงินออกไปก่อนที่มันจะถึงมือคุณ โดยจะบังคับตัดอัตโนมัติใส่กองทุนก็ได้ ฝากประจำก็ได้ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็ได้ ซึ่งผมหวังว่ามันช่วยคุณได้ ถ้า ไม่เห็น = ไม่มี / ไม่มี = ไม่จ่ายมากเกินไปกว่าความจำเป็น หวังว่าทั้ง 3 เทคนิคเล็กๆนี้ อาจจะช่วยให้คุณได้เริ่ม ได้มุมมองและได้ลองทำตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้นะครับ เริ่มต้นวางแผนวันนี้เพื่อสุขภาพการเงินที่ดี คลิกเลยที่นี่ หรือ line: @lumpsumofficial

  เทส ธนสิทธิ์


  12 ตุลาคม 2566

ให้การออม ลงทุน เป็นเรื่องง่ายกับ Kept by Krungsri

การรู้จักหา รู้จักแบ่งกิน รู้จักแบ่งใช้ และรู้จักเก็บออม นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่สิ่งนี้อาจจะยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เรามั่งคั่งและมั่นคง จนใช้ชีวิตอย่างมีอิสรภาพทางการเงิน (เงินไม่ใช้เงื่อนไขหลักในการใช้ชีวิต) “เศรษฐี” หลายคนเป็นตัวอย่างได้อย่างดีสำหรับ “การวางแผนบริหารเงินเป็น” เพราะ “เศรษฐี” นอกจากจะลงแรงทำงานจนร่ำรวยแล้ว “เศรษฐี” ยังให้เงินที่หามาได้นั้นทำงาน เป็น “เงินต่อเงิน” สร้างความมั่งคั่งและมั่นคงมากยิ่งขึ้นและยิ่งขึ้น แต่โลกการลงทุนไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทุกคนจะสามารถทำได้ มีข้อจำกัดและอุปสรรคหลายอย่างที่ทำให้ลงทุนแล้วไม่ประสบความสำเร็จ หรือไม่กล้าที่จะเริ่มต้นลงทุน Kept by krungsri ช่วยได้!! ล่าสุด!! แอป Kept ยกระดับการบริหารเงิน เป็นแอปที่จะทำให้ทั้งการออมเงินและการลงทุนเป็นเรื่องง่าย จนเราสามารถจัดการได้ครบ จบ ในแอปเดียว นอกจากจะออมเงินรับดอกเบี้ยสูงสุด 1.7%* ต่อปี ได้ดอกเบี้ยทุกเดือน และมีฟีเจอร์ช่วยเก็บออมเงินหลากหลายแล้ว เรายังสามารถต่อยอดเงินออม เพื่อรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น กับกระปุกใหม่ล่าสุด Kept Invest กระปุกที่จะช่วยให้การลงทุน เริ่มต้นได้ง่าย สามารถต่อยอดเงินออม เพื่อรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น เป็นเส้นทางไปสู่เป้าหมายทางการเงินและสะสมความมั่งคั่ง รู้จักแอป Kept by krungsri มากขึ้นที่ www.keptbykrungsri.com Kept by krungsri แอปพลิเคชันที่ทําให้การบริหารจัดการเงินและการลงทุนเป็นเรื่องง่ายและทําได้จริง ครบจบ และง่ายในแอปเดียว โดยมาพร้อมกับ 5 บัญชี ที่ทําหน้าที่แบบ 1 กระเป๋า 4 กระปุก โดยทํางานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ดังนี้ 1. กระเป๋า Kept เป็นกระเป๋าเงินที่ไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจําวัน เราสามารถแยกเงินไว้สําหรับใช้ในบัญชี Kept ได้ และโอนจ่ายได้ฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียม 2. กระปุก Grow สําหรับเก็บเงินก้อน เงินสํารองฉุกเฉิน เนื่องจากกระปุกนี้ให้ดอกเบี้ยสูงสุด 1.7% ต่อปี* ช่วยให้เงินเก็บงอกเงย จ่ายดอกเบี้ยให้ทุกเดือน ฝากได้สูงสุด 3 ล้านบาท* และหากจำเป็นต้องใช้ก็ยังถอนได้อย่างสะดวกโดยไม่มีเงื่อนไข 3. กระปุก Fun เป็นกระปุกไว้เก็บเล็กผสมน้อย มีฟีเจอร์ช่วยเก็บเงินอัตโนมัติ• ฟีเจอร์แอบเก็บ คอยแอบเก็บเงินให้ทุกครั้งที่โอนเงินออกจากกระเป๋า Kept เลือกวิธีแอบเก็บได้ตามใจ จะเป็น % ของยอดโอน, ระบุจำนวนเงิน หรือปัดเศษก็ได้• ฟีเจอร์สั่งเก็บ ให้เราได้สั่งเก็บเงินได้อัตโนมัติ ระบุวัน และจํานวนเงินที่อยากเก็บได้เลย 4. กระปุก Together เป็นกระปุกที่จะช่วยให้เราเก็บเงินได้ตามเป้าหมายได้ง่ายขึ้น เพราะเราสามารถเปิดกระปุกแยกเก็บเงินตามเป้าหมายได้ถึง 5 กระปุก 5. กระปุกลงทุน Kept Invest กระปุกใหม่ ที่พร้อมตอบโจทย์การออมและการลงทุนในแอปเดียว ให้เราต่อยอดเงินออม ให้ “เงินต่อเงิน” ด้วย Kept invest powered by Finnomena ที่จะทําให้การเริ่มต้นลงทุนเป็นเรื่องง่ายและมีโอกาสเห็นผลได้จริง ทำไมเราต้องลงทุน? ถ้าเก็บเงินไว้เฉย ๆ ไว้เพียงอย่างเดียว เช่น การหยอดกระปุกออมสินที่ไม่ได้ผลตอบแทนเลย หรือเอาไปเก็บในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำมาก (ไม่ถึง 1% ต่อปี) สุดท้ายแล้วจะถูกเงินเฟ้อกัดกินมูลค่าให้ลดลงเงินเฟ้อทำให้กำลังซื้อลดลง กล่าวคือ เงินเท่าเดิมแต่ซื้อของได้น้อยลง เพราะสินค้าและบริการต่าง ๆ ล้วนแพงขึ้นนั่นเองดังนั้น เราจึงต้องนำเงินไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนอย่างน้อยเทียบเท่าเงินเฟ้อ ยิ่งมากกว่าเงินเฟ้อยิ่งดี เพราะจะทำให้มูลค่าที่แท้จริงเพิ่มขึ้น หากทำได้อย่างสม่ำเสมอการบรรลุเป้าหมายทางการเงินจะง่ายขึ้น ช่วยสะสมความมั่งคั่งจากการที่ให้เงินหรือสินทรัพย์ทำงานแทนเราตัวอย่าง พอเก็บเงินได้แล้ว เราก็แบ่งมาลงทุนต่อได้ง่าย ๆ เช่น เงินออมที่เก็บไว้ในกระปุก Grow (ให้ดอกเบี้ยสูงสุดถึง 1.7% ต่อปี*) เราก็สามารถแบ่งบางส่วนมาลงทุน เช่น นำดอกเบี้ยที่ได้รับทุกเดือนไปลงทุนก็ได้ หรือในจังหวะที่จะลงทุน เวลาทำรายการหากเงินในกระเป๋า Kept ไม่พอ เพียงแค่เปิดฟีเจอร์โอนออกอัตโนมัติไว้ ระบบก็จะมาดึงเงินจากกระปุก Grow มาให้ กระปุกใหม่ “Kept Invest” กระปุกลงทุนที่เป็นโอกาสในการต่อยอดเงินออม เข้าสู่โลกของการลงทุน มาพร้อมกับจุดเด่นดังต่อไปนี้ • เริ่มได้ง่าย เปิดบัญชีลงทุนกองทุนรวม ไม่ต้องใช้เอกสาร• จัดการง่าย สามารถดูยอดเงินฝาก และเงินลงทุนได้ในที่เดียว พร้อมผลตอบแทนที่ได้ กับเมนู “My wealth”• เลือกลงทุนกองทุนได้หลากหลาย บลจ.• มือใหม่เลือกลงทุนตามแผนก็ได้ หรือจะเลือกกองทุนด้วยตัวเองก็สะดวก ทุนเท่าไหร่ก็เริ่มได้• มี Knowledge hub คลังความรู้ บทวิเคราะห์การลงทุนจากผู้เชี่ยวชาญ• กระปุก Kept Invest นี้ได้ Partner กับ Finnomena ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนที่เข้ามาช่วยออกแบบแผนการลงทุนให้ได้เลือกตามสไตล์การลงทุนที่ชอบ บริหารตามความเสี่ยงที่รับได้ ใครมีแอป Kept อยู่แล้วสามารถเปิดบัญชีลงทุนกองทุนรวมกับ Kept Invest ได้โดยการกดที่กระปุก Kept Invest เพื่อเข้าสู่หน้า Kept Invest powered by Finnomena และทำตามขั้นตอนบนหน้าจอ พร้อมทำการยืนยันตัวตน และผูกตัดบัญชีอัตโนมัติกับบัญชี Kept บัญชีลงทุนใช้เวลา 1 -2 วันทำการในการอนุมัติบัญชี เมื่อบัญชีได้รับอนุมัติแล้ว เริ่มเพิ่มแผนลงทุนได้ หรือเลือกกองทุนรวมที่ต้องการเริ่มลงทุนได้เลย Kept Invest กับตัวอย่าง 5 แผนการลงทุน เลือกได้ตามสไตล์คุณ 1. All Balance สูตรลงทุนจัดการเงินก้อน เหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงค่อนข้างสูง และต้องการลงทุนระยะกลางเพื่อเป้าหมายการเก็บเงินก้อน โดยสร้างสมดุลด้วยการกระจายลงทุนในหลายสินทรัพย์หลักทั่วโลก 2. 1st million สูตรลงทุนสู่เงินล้าน พอร์ตการลงทุนแบบถัวเฉลี่ย (DCA) ที่เน้นการกระจายการลงทุน ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 2,500 บาทต่อเดือน เหมาะสำหรับคนที่ยังไม่มีเงินก้อนใหญ่ แต่พร้อมลงทุนสม่ำเสมอในระยะยาว เพื่อบรรลุเป้าหมายสร้างเงินล้านแรก 3. Goal สูตรลงทุนเพื่อเป้าหมาย พอร์ตการลงทุนแบบถัวเฉลี่ย (DCA) ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาทต่อเดือน โดยเราสามารถกำหนดเป้าหมายการลงทุนได้ด้วยตัวเอง (กี่เป้าหมายก็ได้) และมาพร้อมกับคำแนะนำการลงทุนอย่างละเอียด เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสการลงทุนให้ไปถึงเป้าหมาย 4. Tax saving fund สูตรลงทุนช่วยลดหย่อนภาษี ลงทุนในกองทุนที่ช่วยประหยัดภาษี (SSF, RMF) เริ่มต้นขั้นต่ำเพียง 1 บาท สามารถลงทุนได้ถึง 22 บลจ. เหมาะกับคนที่ต้องการลงทุนระยะยาวพร้อมได้สิทธิลดหย่อนภาษี และต้องการคำแนะนำเป็นแนวทางจาก FINNOMENA 5. DIY สูตรลงทุนสําเร็จด้วยตัวเอง ลงทุนรายกองทุน เก็งกำไร หรือจัดพอร์ตระยะยาวด้วยตัวเราเอง พร้อมกับรับคำแนะนำในการลงทุน เพื่อหาจังหวะซื้อ–ขาย เป็นไอเดียต่อยอดพอร์ตการลงทุน เหมาะกับคนที่มีมุมมองการลงทุนหรือกองทุนที่ชื่นชอบเป็นของตัวเอง และต้องการจัดพอร์ตการลงทุนด้วยตนเองข้อมูลเพิ่มเติม https://www.keptbykrungsri.com/kept-invest หรือดูรายละเอียดได้ในแอป Kept เลย หมายเหตุ: สูตรลงทุนคัดสรรโดย Finnomena (โดยรายละเอียดแผนการลงทุนต่างๆ ข้อมูลกองทุน และสิทธิประโยชน์จากการลงทุนที่นำเสนอผ่าน Kept Invest ทางบริษัท ฟีโนมีน่า จำกัด เป็นผู้จัดทำ Kept by krungsri เป็นเพียงผู้นำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนเท่าในฐานะนายหน้าที่ได้รับการแต่งตั้งโดยบริษัท ฟีโนมีน่า จำกัด) วิธีสมัครใช้งานแอป Kept by krungsri เพียง 4 ขั้นตอนง่าย ๆ ขั้นตอนที่ 1 ดาวน์โหลดแอป Kept by krungsri https://keptbykrungsri.onelink.me/AJas/mqzel6e2 ขั้นตอนที่ 2 สมัครใช้งาน กรอกข้อมูลตามบัตรประชาชน ขั้นตอนที่ 3 ยืนยันตัวตนผ่านบริการ NDID ด้วย mobile banking ที่ใช้งานอยู่ หรือยืนยันตัวตนได้ที่จุดบริการ Krungsri i-CONFIRM ได้ที่ 7-11 ทุกสาขา ขั้นตอนที่ 4 กลับมาทำการเซลฟี่ที่แอป และเริ่มใช้งานได้เลย พิเศษ!! สมัครแอป Kept และทำครบเงื่อนไข รับเงินขวัญถุงเข้าบัญชี Kept 100 บาท*โอนเงินเข้าขั้นต่ำ 2,000 บาท 1 รายการ ภายใน 14 วัน นับจากวันที่สมัครสำเร็จตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ส.ค. 2566ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.keptbykrungsri.com/.../pro.../kept-100-thb-jun23เมื่อสมัครแอป Kept เรียบร้อยแล้วสามารถเปิดบัญชีลงทุนกองทุนรวมกับ Kept Invest ได้โดยการกดที่กระปุก Kept Invest เพื่อเข้าสู่หน้า Kept Invest powered by Finnomena และทำตามขั้นตอนบนหน้าจอ พร้อมทำการยืนยันตัวตน และผูกตัดบัญชีอัตโนมัติกับบัญชี Kept บัญชีลงทุนใช้เวลา 1 -2 วันทำการในการอนุมัติบัญชี เมื่อบัญชีได้รับอนุมัติแล้ว เริ่มเพิ่มแผนลงทุนได้ หรือเลือกกองทุนรวมที่ต้องการเริ่มลงทุนได้เลย รู้หรือไม่ สำหรับคนที่อยากรวยเงียบ ๆ เก็บยอดเงินเป็นความลับ แอป Kept มีฟีเจอร์ “ซ่อนยอดเงิน” ด้วยนะ ไม่ว่าจะยอดเงินไหน ก็เลือกซ่อนได้ สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงเข้าไปที่แถบเมนูด้านล่าง “อื่น ๆ” > “การตั้งค่าบัญชี” > “ซ่อนยอดเงิน” แล้วเลือกยอดเงินที่ต้องการซ่อน *เงื่อนไขเป็นไปตามประกาศของธนาคารกรุงศรี คำเตือน:- การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน- ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  20 กรกฎาคม 2566

เก็บเงินได้จริง ง่ายและสนุก กับ Kept by krungsri

อยากออม อยากเก็บเงิน แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จซักที เพราะคนส่วนใหญ่ทำแบบนี้ รายได้ - ค่าใช้จ่าย = เงินออม ใช้ไปก่อน เหลือเท่าไหร่ค่อยเก็บ แต่มักจะไม่เหลือเก็บ ซ้ำร้ายบางคนใช้เงินเกินตัวจนติดลบด้วยซ้ำ วิธีแก้ก็แสนง่าย เพียงแค่เปลี่ยนวิธีการนิดเดียว รายได้ - เงินออม = ค่าใช้จ่าย ได้มาเท่าไหร่ หักเป็นเงินออมก่อนเลย เหลือเท่าไหร่ให้ใช้เท่านั้นแต่เชื่อว่าหลายคนก็ยังมีปัญหา เก็บเงินไม่ได้ซักที วันนี้ LUMPSUM จึงจะพาทุกคนไปรู้จักกับตัวช่วย ที่จะทำให้การเก็บเงินเป็นเรื่องง่าย สนุก และทำได้จริง กับ Kept by krungsriบริหารเงินให้เป็นมีชัยไปกว่าครึ่ง เห็นอนาคตอันสดใส Kept คืออะไร และทำอะไรได้บ้าง ? Kept คืออะไร Kept เป็นแอปพลิเคชั่นเก็บเงินแนวใหม่จากธนาคารกรุงศรี ถึงจะไม่มีธนาคารกรุงศรีก็ใช้งานได้แบบสบายๆ แอพจะทำให้การบริหารจัดการเงินเป็นเรื่องง่าย ทำได้จริง และสนุกด้วยฟีเจอร์ช่วยเก็บเงินอัตโนมัติแบบหลากหลาย สามารถปรับใช้ได้ตามไลฟ์สไตล์ของตัวเอง โดยเป็นบัญชีเงินฝากออนไลน์ที่มาพร้อมกับ 1 กระเป๋า 3 กระปุก ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ดังนี้ 1. กระเป๋า Kept เป็นกระเป๋าเงินออนไลน์ไว้ใช้จ่าย - โอนฟรี! โอนเงินเข้า – ออกกี่ครั้งก็ได้ ไม่มีค่าธรรมเนียม - ตั้งงบใช้จ่ายที่ต้องการในกระเป๋าได้เลย แยกใช้เอาไว้ - ทำงานอัตโนมัติร่วมกับกระปุก Grow กระปุก Fun และกระปุก Together 2. กระปุก Grow เป็นกระปุกไว้เก็บเงินก้อน แบบออมระยะยาว แต่ไม่ใช่ฝากประจำ - ฝากเงินขึ้นต่ำ 1,000 บาท ก็ได้ดอกเบี้ยสูงสุด 1.5% ต่อปี* นาน 2 ปี จ่ายดอกเบี้ยให้ทุกเดือน - ฝากได้สูงสุดได้ 2,000,000 บาท หากจำเป็นต้องใช้ ถอนได้เลย (ส่วนที่เหลือก็ยังรับดอกเบี้ยสูงต่อไปได้) *เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด 3. กระปุก Fun เป็นกระปุกไว้เก็บเล็กผสมน้อย ใช้จ่ายไปแต่กลับมีเงินเก็บอีกก้อน เก็บเงินสนุกกว่าเดิมด้วย 2 ฟีเจอร์เด็ด แอบเก็บและสั่งเก็บ ช่วยให้เราเก็บเงินได้แบบไม่รู้ตัว - แอบเก็บคือ ทุกครั้งที่โอนจ่ายเงินจากกระเป๋า Kept ระบบจะแอบหักเงินออกตามที่เราตั้งค่าไว้ มีแบบ เก็บแบบตามจำนวนเงินต่อครั้ง เก็บแบบเป็นเปอร์เซ็นต์ และเก็บแบบปัดเศษ - สั่งเก็บเงินคือ สามารถสั่งเก็บได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะแบบวัน แบบสัปดาห์ และแบบเดือน ตั้งค่าได้เลย ช่วยให้เก็บเงินได้อย่างมีวินัย ไม่หลงลืม - พิเศษ! เมื่อแอบเก็บครบ 10 ครั้งในเดือน ก็จะได้ดอกเบี้ยโบนัสในเดือนถัดไปในกระปุก Fun จ่ายดอกเบี้ยให้ทุกเดือนเหมือนกัน 4. กระปุก Together ใช้เก็บเงินตามเป้าหมาย ช่วยให้ทุกเป้าหมายการออมเงินเป็นเรื่องง่ายและเป็นระบบมากกว่าเดิม - สามารถ DIY ตั้งชื่อ ใส่รูปกระปุกได้ตามความชอบและค่อยช่วยเตือนเมื่อเห็นกระปุก - จะแบ่งเก็บตามฝันคนเดียว หรือจะชวนเพื่อน คนรัก หรือใครก็ได้เข้ามาดูกระปุกและเก็บเงินด้วยกัน แค่มีแอป Kept เหมือนกัน​ - เปิดได้สูงสุด 5 กระปุก ข้อมูลเพิ่มเติม : Kept by krungsri กระปุก Fun ทำให้การออมเงินเป็นเรื่องง่าย สนุก และทำได้จริง แถมเกิดขึ้นแบบไม่รู้ตัว กระปุก Fun กระปุก Fun มาพร้อมกับ 2 ฟีเจอร์เด็ด คือ แอบเก็บและสั่งเก็บ 1. ฟีเจอร์แอบเก็บ ช่วยเก็บเงินให้คุณทุกครั้งที่โอน หรือจ่าย QR code จากกระเป๋า Kept ไปไว้ให้ในกระปุก Fun โดยเลือกวิธีเก็บเงินที่เราถนัดได้เลยมี 3 แบบดังตัวอย่างต่อไปนี้ 1) ระบุจำนวนเงินต่อครั้ง เช่น ตั้งค่าให้แอบเก็บ 5 บาท 2) เมื่อโอนเงินออกหรือสแกนจ่ายผ่าน QR ระบบจะทำการเก็บเงินให้เป็น % ของยอดใช้จ่าย เช่น ตั้งค่าให้แอบเก็บ 10% ระบบจากแอบเก็บเงินให้ 9 บาท (10% ของยอดใช้) 3) เมื่อโอนเงินออกหรือสแกนจ่ายผ่าน QR 90 บาท ปัดเศษขึ้น เหมือนเก็บเงินทอน เช่น โอนออก 89 บาท จ่ายแบงก์ 100 บาท ตั้งแอบเก็บหลักร้อย ก็จะเก็บ 11 บาท ถ้าตั้งเก็บหลักสิบก็จะเก็บให้ 1 บาท เป็นต้น พิเศษ! แอบเก็บเก่งครบ 10 ครั้ง/เดือน รับดอกเบี้ยโบนัสในเดือนถัดไปฟีเจอร์นี้เหมาะกับสายใช้เงินเก่ง ช่วยตัดปัญหาใช้ไปก่อน เหลือเท่าไหร่ค่อยเก็บ ที่ปกติมักจะไม่เหลือเก็บ เพราะใช้ไปด้วยเก็บไปด้วยพร้อมกันเลย ทำแบบนี้มีเงินเก็บแน่นอน 2. ฟีเจอร์สั่งเก็บ อยากเก็บเมื่อไหร่ เท่าไหร่ก็ตั้งสั่งเก็บไว้ จะทุกวัน ทุกเดือน หรือทุกสัปดาห์ก็ได้ เช่น นักล่าแบงก์ 50 ก็ไม่ต้องลุ้นรออีกต่อไป ตั้งเลยเก็บ 50 บาททุกสัปดาห์ อย่างน้อยต่อเดือนก็ได้แน่ ๆ 200 บาท หรือขยันหน่อยเก็บทุกวันวันละ 5 บาท ทยอยเก็บไปเรื่อย ๆ ก็ได้เช่นกันฟีเจอร์นี้จึงเหมาะกับคนที่อยากมีวินัยการออมเงิน เพราะเป็นการสั่งให้ตัวเองออมเงินอย่างสม่ำเสมอนั่นเองข้อมูลเพิ่มเติม : Fun savings กระปุก Together ทุกเป้าหมายการเงินต้องพุ่งชน แบ่งเก็บอย่างมีสติและตั้งใจ กระปุก Together กระปุก Together เป็นกระปุกใหม่ที่จะช่วยให้เราเก็บเงินตามเป้าหมายได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะสามารถเปิดกระปุกแยกเก็บเงินตามเป้าหมายได้ถึง 5 กระปุก ทำให้จัดสรรเงินได้ง่ายขึ้น และยังชวนเพื่อน คนรัก คนในครอบครัวเข้ามาดูกระปุกและช่วยกันเก็บเงินเพื่อไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น ตัวอย่าง กรองแก้วเพิ่งเรียนจบ เริ่มทำงานได้ 1 ปี จึงตั้งเป้าหมายอยากเก็บเงินก้อนแรก เพื่อสร้างวินัยและความภูมิใจทางการเงิน โดยเริ่มต้นจากเป้าหมาย 1 แสนบาทแรก กรองแก้วตั้งชื่อกระปุกนี้ว่า “แสนสบาย” นอกจากนี้ การไปเที่ยวญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในความฝันของกรองแก้ว โดยตั้งใจว่าจะให้เป็นของขวัญกับตัวเองหลังจากเรียนจบ จึงตั้งเป้าหมายเก็บเงินเพื่อไปเที่ยวญี่ปุ่นร่วมกับเพื่อนชายคนสนิท โดยตั้งชื่อกระปุกว่า “Go! Japan”หลายคนอาจสงสัยว่ามีคนอื่นเข้ามาดูกระปุกเงินและเก็บเงินด้วยกันได้ จะเป็นบัญชีร่วมรึเปล่า จริง ๆ แล้ว เจ้าของกระปุกเป็นเจ้าของบัญชี Together เพียงคนเดียว คนอื่นที่เราชวนเข้ามาดูหรือเก็บเงินด้วยไม่ใช่เจ้าของบัญชีร่วมแต่อย่างใด แต่ก็โปร่งใสและสบายใจ เพราะทุกคนดูยอดเงินและการเคลื่อนไหวในกระปุกที่เข้าร่วมได้ แถมใส่ note เงินเข้าออกเอาไว้เหมือนทำบัญชีไปในตัวได้อีกด้วย ไม่ต้องมาคอยอัพเดทกันว่าเป็นค่าใช้จ่ายอะไร สะดวกสุดๆ ก็เหมือนให้เหรัญญิกกลุ่มช่วยดูแลจัดการเงินนั่นเองข้อมูลเพิ่มเติม : Together savings โหลดแอปฯ Kept มีโปรโมชั่นเด็ดด้วยนะ แอปฯ Kept มีโปรโมชั่นเด็ด พิเศษ!! ใช้ดีบอกต่อ ได้เงินเข้าบัญชี Kept สูงสุด 500 บาทใครที่ใช้ Kept อยู่แล้ว เพียงแค่แชร์รหัสแนะนำเพื่อน จากนั้นให้เพื่อนสมัครแอป Kept ด้วยการใส่รหัสแนะนำจากเรา เราที่เป็นคนชวนจะได้รับเงินเข้าบัญชี Kept 50 บาท ต่อเพื่อน 1 คน ที่สมัครพร้อมกรอกรหัสแนะนำได้สำเร็จ ส่วนเพื่อน (คนที่ถูกชวน) หลังจากสมัคร Kept ด้วยรหัสแนะนำจากเพื่อนที่ชวนสำเร็จ ก็จะได้เงินเข้าบัญชี Kept 50 บาท เช่นกัน เราที่เป็นคนชวน จะชวนเพื่อนกี่คนก็ได้ (ยิ่งมากยิ่งดี) แต่จะได้เงินเข้าบัญชี Kept สูงสุด 500 บาท (ชวนเพื่อน 10 คนนั่นเอง) ชวนเพื่อนมาออมเงินกัน สมัครแล้วเริ่มบริหารเก็บออมเงินเพื่ออนาคตที่สดใสและสำหรับใครที่เพิ่งสมัครแอป Kept มีโปรผู้สมัครใหม่ด้วยนะ รับไปเลย โค้ดส่วนลดค่าอาหาร LINE MAN สูงสุด 150 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. – 31 ธ.ค. 65 ​ต่อที่ 1 ได้รับ โค้ดส่วนลดค่าอาหาร LINE MAN 100 บาท เพียง​โอนเงินเข้าบัญชี Kept ขั้นต่ำ 1,000 บาท​ และเปิดกระปุก Fun ให้สำเร็จ​ ต่อที่ 2 ได้รับ โค้ดส่วนลดค่าอาหาร LINE MAN เพิ่มอีก 50 บาท เพียงสแกนจ่ายผ่าน QR รายการใดก็ได้ขั้นต่ำ 50 บาทต่อ 1 รายการ ​ ทั้ง 2 ต่อต้องทำภายใน 14 วันนับจากวันที่สมัครแอป Kept สำเร็จ และอย่าลืมยืนยันอีเมลภายในวันที่ 15 ม.ค. 66 ด้วยนะข้อมูลเพิ่มเติม : โปรโมชั่นและข่าวสาร Kept by krungsri วิธีการสมัครแอป Kept by krungsri ก็ไม่ยาก เพียง 4 ขั้นตอนเท่านั้น 1. โหลดแอป Kept สมัครใช้งาน (ไม่จำเป็นต้องมีบัญชีของธนาคารกรุงศรีมาก่อนก็สมัครได้) ได้ทั้ง iOS และ Android เลยนะ โหลดเลย 2. กรอกข้อมูลตามบัตรประชาชน 3. เลือกยืนยันตัวตนด้วย Krungsri i-CONFIRM ได้ที่ 7-11 ที่มีบริการเคาน์เตอร์เซอร์วิสหรือธนาคารกรุงศรี (อย่าลืมนำ QR code ที่ได้จากแอป และบัตรประชาชนไปด้วย) หรือยืนยันตัวตนด้วยบริการ NDID ผ่าน Mobile banking ที่คุณใช้อยู่ (ขั้นตอนและเงื่อนไขขึ้นอยู่กับธนาคารที่เลือก) 4. กลับมาสมัครต่อที่แอป พร้อมถ่ายเซลฟี่ และตั้งค่าการใช้งานได้เลยข้อมูลเพิ่มเติม : วิธีใช้งาน Kept

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  20 ตุลาคม 2565

ลงทุนวันละร้อย นานแค่ไหนจะมีเงิน ล้าน? ?

ลงทุนวันละ “ร้อย” นานแค่ไหนจะมีเงิน “ล้าน” ? อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อยอย่าคอยวาสนาไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน 3 ข้อความข้างต้นก็ยังทรงคุณค่าเสมอ เงินน้อย ลงทุนวันละ "ร้อย" ก็โตเป็นเงิน "ล้าน" ได้แต่จะต้องลงทุนอย่างไร และใช้เวลานานแค่ไหนเราไปหาคำตอบพร้อมกันเลยดีกว่าครับ เงิน “ร้อย” ลงทุนอะไรได้บ้าง? 3 รูปแบบการลงทุนที่เงินร้อยเดียวก็สามารถลงทุนได้ 1. เงินฝาก ที่ทุกคนรู้จักกันดีอยู่แล้ว จริง ๆ แล้วเงินฝากคือการลงทุนรูปแบบหนึ่ง เพียงแต่ว่ามีความเสี่ยงต่ำมาก ซึ่งนั่นแลกมากับผลต่ำแทนที่ต่ำเช่นกัน (ปัจจุบันเงินฝากออมทรัพย์ให้อัตราดอกเบี้ยเพียง 0.25% ต่อปี) แต่ก็มีข้อดีอีกอย่างที่มีสภาพคล่องสูงมาก (เทียบเท่าเงินสด) 2. กองทุนรวมหุ้น ปัจจุบันหลายกองทุนรวมขยับเพดานขั้นต่ำในการซื้อขายกองทุนรวมเหลือแค่ 1 บาท เท่านั้น ต่างจากอดีตที่ขั้นต่ำมักจะอยู่ที่ 500 หรือ 1,000 บาท จึงทำให้เข้าถึงการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นง่ายยิ่งขึ้น 3. ออมทอง ทองคำถือเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ สำหรับหลายคนนอกจากจะมีมูลค่าทางการเงินแล้ง ยังมีมุลค่าทางจิตใจอีกด้วย แต่การจะซื้อทองคำจริงแน่นอนว่าเงินร้อยใช้ซื้อทองคำไม่ได้ จึงมีรูปแบบการลงทุนที่เรียกว่า “ออมทอง” เพื่อตอบโจทย์การลงทุนทองคำในลัษณะของการเก็บเล็กผสมน้อยเพื่อให้ได้ทองคำจริง ซึ่งล่าสุดแค่ร้อยเดียวก็เริ่มออมทองได้แล้ว ลงทุนวันละร้อย นานแค่ไหนจะมีเงินล้าน? 1. เงินฝาก ด้วยผลตอบแทนที่ต่ำมาก (0.25% ต่อปี) จึงใช้เวลานานถึง 26 ปีครึ่ง จึงจะมีเงินครบล้าน 2. กองทุนรวมหุ้น หากจัดพอร์ตการลงทุนให้ดี การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นมีโอกาสให้ผลตอบแทน 10% ต่อ ปี ถ้าลงทุนวันละร้อย จะใช้เวลา 13 ปี 2 เดือน เงินจะครบล้าน (น้อยกว่าฝากออมทรัพย์ถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว) 3. ออมทอง หากอิงผลตอบแทนโดยระยะยาวโดยเฉลี่ยจากราคาทองคำโลก การลงทุนทองคำให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ย 3.2% ต่อปี* ถ้าออมทองวันละร้อย จะใช้เวลาเกือบ 20 ปี จึงจะครบล้าน (*ข้อมูลจาก https://www.visualcapitalist.com/historical-returns-by.../) ดังนั้น พอจะได้คำตอบกันแล้วนะครับ ว่าควรเลือกการลงทุนรูปแบบไหนดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องมีความรู้ก่อนลงทุน พึงระลึกไว้เสมอว่า “ไม่รู้ ไม่ลงทุน” ลงทุนวันละร้อย ควรมีรายได้เท่าไหร่?มาตรฐานทั่วไป ควรนำเงิน 20% ของรายได้ไปลงทุนดังนั้น จะลงทุนวันละร้อย ควรมีรายได้ขั้นต่ำวันละ 500 บาทขึ้นไปครับ คนที่มีรายได้ต่อวันมากหรือน้อยกว่า 500 บาท ต้องทำอย่างไร? กลุ่มที่มีรายได้น้อยกว่าวันละ 500 บาท แน่นอนว่าเราจะสามารถแบ่งเงินมาลงทุนได้น้อยกว่าวันละ 100 บาท ดังนั้น แบ่งมาลงทุนได้วันละเท่าไหร่ ให้เก็บสะสมเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน แล้วค่อยนำไปลงทุนก็ได้ครับ ส่วนคนที่รายได้มากกว่าวันละ 500 บาทคนกลุ่มนี้ยิ่งดี ยิ่งได้เปรียบ เพราะจะสามารถลงทุนได้มากกว่าวันละ 100 บาท จึงมีโอกาสที่จะบรรลุเป้าหมายเงินล้านได้เร็วอยิ่งขึ้น “อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา” ไม่ว่าจะยุคไหนหรือปีไหนก็ใช้ได้เสมอครับเงินน้อย ลงทุนวันละร้อยก็มีเงินล้านได้ เพราะเวลานอกจากจะช่วยสะสมความมั่งคั่ง ยังช่วยลดความเสี่ยงอีกด้วย เพียงแต่ต้องศึกษา รู้และเข้าใจวิธีการลงทุนลงทุนด้วยสัดส่วนที่เหมาะสมกับรายได้ (20% ของรายได้) หรือปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับฐานรายได้หรือฐานะการเงินส่วนบุคค เพียงเท่านี้ สุขภาพการเงินของคุณจะดีขึ้นแน่นอน และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของ “อิสรภาพทางการเงิน” =============================== สนใจโฆษณาติดต่อ : Tel: 081-773-6258 (จอย) Email: [email protected]

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  16 ธันวาคม 2564

มาแล้ว ! "มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้สินเชื่อรถยนต์"

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดกิจกรรมเจ๋ง ๆ สำหรับลูกหนี้อีกแล้ว รอบนี้เป็นงาน "มหกรรมไกล่เกลี่ยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์" ที่จัดขึ้นมาเพิ่มเติม หลัง "มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล" ค่อนข้างเวิร์ค ความจำเป็นของการจัดงานไกล่เกลี่ยสินเชื่อเช่าซื้อ คือ 1.โควิด-19 ยังระบาดต่อเนื่อ ส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบ รายได้หาย-รายจ่ายเท่าเดิม 2.ลูกหนี้ที่ผ่อนรถเริ่มขาดส่งและอาจจะนำไปสู่การถูกยึดรถ 3.ไม่มีหน่วยงานดูและเฉพาะ เป็นเหตุให้เกิดการปฏิบัติไม่เหมาะสมบางจุด ดังนั้น ธปท..จึงร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค รวมถึงกระทรวงยุติธรรมและสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อจัดงานนี้ขึ้นมา โดยมีผู้ให้บริการ 12 แห่ง ประกาศตัวเข้าร่วมโครงการแล้ว คือ 1.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) 2.ธนาคารไทยธนชาติ จำกัด (มหาชน) 3.ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท ซีไอเอ็มบี ไทย ออโต้ จำกัด 5.บริษัท สีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด 6.บริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลิส จำกัด (มหาชน) 7.บริษัท กรุงไทยธรกิจลีสซิ่ง จำกัด 8.บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) 9.บริษัท ชยภาค จำกัด 10.บริษัท ตะวันออกพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) 11.บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) 12.บริษัท เฮงลิสซิ่ง แอนด์ แคปปิตอล จำกัด (มหาชนน) ซึ่งทั้ง 12 บริษัทมีมาร์เก็ตแชร์รวมถึง 65% ของสินเชื่อเช่าซื้อทั้งระบบ จุดเด่นของงานนี้คือจะครอบคลุมกลุ่มลูกหนี้เช่าซื้อ 3 กลุ่ม 1.กลุ่มที่ยังไม่เป็นหนี้เสีย (NPL) หรือเป็น NPL แล้ว แต่รถยังไม่ถูกยึด 2.กลุ่มที่รถถูกยึดแล้วแต่ยังไม่ถูกขายทอดตลาด 3.กลุ่มที่ขายทอดตลาดแล้ว แต่ยังมีหนี้ส่วนที่ขาด ซึ่งต้องจ่ายเพิ่ม เป้าหมายของงานนี้คือ ลูกหนี้สามารถเจรจาผ่อนชำระได้ตามความสามารถ เพื่อให้นำรถที่ถูกยึดไปกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากโควิด-19 โดยจะช่วยเหลือตามความเหมาะสมและความสามารถของลูกหนี้ และจะพิจารณาความช่วยเหลืออย่างเป็นธรรมให้มากที่สุด ลูกหนี้ทั้ง 3 กลุ่มจะได้อะไรจากงานนี้บ้าง ?1.ลูกหนี้ดีแต่เริ่มขาดสภาพคล่อง -สามารถขอปรับโครงสร้างหนี้ได้ -สามารถขอลดค่างวดได้ -สามารถขอขยายเวลาชำระหนี้ได้ -สามารถขอพักชำระนี้ได้ 3 เดือน โดยการคิดดอกเบี้ยจะคิดจากมูลคงค้าง คือ ปกติสินเชื่อเช่าซื้อจะคิดดอกเบี้ยคงที่ (Flat rate) ส่งผลให้ดอกเบี้ยทั้งหมดจะเฉลี่ยอยู่ในค่างวดแต่ละงวดแล้ว แต่หากขอพักชำระหนี้ผ่านมาตรการนี้ จะคิดดอกเบี้ยใหม่จากยอดหนี้ที่พักชำระเท่านั้น เช่น ขอพักชำระ 3 งวด ก็จะคิดดอกเบี้ยเพียง (ค่างวด x ดอกเบี้ย) / จำนวนงวดที่ขอพักชำระ ไม่ใช่คิดดอกเบี้ยจากมูลหนี้ทั้งหมดตามสัญญา(จำไว้ให้ขึ้นใจเลยนะข้อนี้ เวลาเจรจาจะได้ไม่เสียเปรียบ)ขณะเดียวกันลูกที่เคยขอพักชำระหนี้ไปแล้ว หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้่ไปแล้วช่วงก่อนหน้านี้ และได้รับผลกระทบจากโควิดจนไม่สามารถผ่อนต่อได้ก็สามารถขอคืนรถยนต์เพื่อลดภาระได้ โดยสามารถเจรจาขอให้ยกหนี้ส่วนเกินหลังขายทอดตลาดได้อีกด้วย2.ลูกหนี้ที่ถูกยึดรถแล้ว แต่ยังไม่ขายทอดตลาด กลุ่มนี้หากอยากได้รถกลับมาใช้อีกครั้ง สามารถขอเจรจาเพื่อขอรถที่ถูกยึดคืนกลับมาใช้งาน โดยเจ้าหนี้จะชะลอการขายทอดตลาดและปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะสำเร็จ เพราะก่อนหน้านี้ไม่มีหน่วยงานกำกับ และแนวทางที่ชัดเจน ส่งผลให้เจรจาได้ยาก หากรถถูกยึดไปแล้ว 3.ลูกหนี้่ที่รถยนต์ถูกขายทอดตลาดไปแล้ว และมีส่วนต่างคงค้าง กลุ่มนี้สามารถขอเจรจาเพื่อลดภาระหนี้คงค้างได้ โดยจะคิดตามส่วนต่างคงค้างที่แท้จริงเท่านั้น ไม่ใช่จากมูลค่ารถ ซึ่ง สคบ.และ ศาลยุติธรรม จะช่วยดูแลส่วนนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและโปร่งใสต่อลูกหนี้มากที่สุด และมีการพัฒนา App เพื่อใช้คำนวณหนี้ส่วนขาดที่แท้จริง สามารถใช้งานได้ที่ https://www.ocpb.go.th/debt/ งานนี้เป็นกิจกรรมผ่านออนไลน์ทั้งหมด ตั้งแต่ 1 มิ.ย.-31 ก.ค.64 ผ่านช่องทางหรือ URL ดังต่อไปนี้ http://mediation.coj.go.th www.ocpb.go.th www.bot.or.th www.egov.go.th ไปครับไปเลย นักผ่อนรถท่านใดเริ่มมีปัญหา ไปขอความช่วยเหลือโลด เชื่อผม โครงการที่ผ่าน ธปท.มา ช่วยได้จริง ผมไปใช้งานมาแล้วก่อนหน้านี้

  หนึ่ง ศราพงค์


  04 มิถุนายน 2564

โค้งสุดท้าย มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ ช่วยแก้ได้จริง

โค้งสุดท้าย "มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้" อย่ารอช้า ช่วยได้จริงแบบใจถึงพึ่งได้ หลังจากที่ได้รีวิวโครงการ "มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้" ไปครั้งก่อน ย้อนอ่านคลิก ซึ่งตอนนั้นหมดเขต 14 เม.ย.64 แต่ปรากฎว่ามีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการกว่า 2 แสนราย 5 แสนกว่าบัญชี ดังนั้นเพื่อให้ความช่วยเหลือแบบต่อเนื่อง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงขยายเวลาไปถึง 30 มิ.ย.64 เท่ากับเหลือเวลาอีกเดือนกว่า ๆ เพื่อให้ลูกหนี้ทั้งหลายเข้าร่วมโครงการเพื่อปลดหนี้หรือผ่อนหนักให้เป็นเบาข้อมูลสถิติจาก ธปท.ระบุว่า จากจำนวนลูกหนี้ที่เข้าเงื่อนไข สามารถเจรจาหากข้อสรุปและไกล่เกลี่ยได้มากกว่า 60% ถือว่ามีโอกาสจัดการหนี้สินพะรุงพะรังได้สูงมาก จากปกติที่โอกาสการต่อรองแทบจะไม่มี ยิ่งกลุ่มที่ถูกฟ้องร้องแล้ว ผมเองเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่เข้าร่วมมาแล้ว สำเร็จทุกหนี้ลองย้อนอ่านรีวิวดูนะครับ เพราะมีรายละเอียด เพื่อเป็นตัวอย่าง ปัญหาสำคัญของโครงการนี้คือกลุ่มลูกหนี้ไม่ทราบว่ามีงานแบบนี้ ดังนั้นจึงขอใช้พื้นที่ในการประชาสัมพันธ์โครงการอีกครั้ง เพราะผมคิดว่าสำคัญมากสำหรับผู้ที่เป็นหนี้ทั้งหลาย และต้องการจะผ่อนหลายภาระการเงินทั้งทางกายและทางใจธปท. เผยว่า ผู้ที่เข้าร่วมโครงการนี้ เปิดกว้างให้สามารถเจรจาได้ตามความสามารถโดยสถิติที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะออกมาแบบนี้ 1.หนี้บัตรที่ยังไม่ผิดชำระ แต่เริ่มรู้สึกฝืดเคือง สามารถลดภาระดอกเบี้ยได้ โดยหยุดจ่ายขั้นต่ำ แต่เปลี่ยนเป็นวงเงินสินเชื่อแบบมีกำหนดเวลา (คล้ายสินเชื่อบุคคล) ซึ่งจะได้ดอกเบี้ยถูกลงจาก 16% เหลือ 12% ต่อปี แถมมีวงเงินคงเหลือไว้ใช้ และไม่เสียประวัติเครดิตบูโร 2.หนี้บัตรที่เป็นหนี้เสียแล้ว แต่ยังไม่ฟ้อง หรือฟ้องแต่ยังไม่พิพากษา สามารถผ่อนชำระได้นานสูงสุด 10 ปี ดอกเบี้ยต่ำเพียง 4-7% 3.หนี้บัตรที่ถูกบังคับคดีแล้ว กลุ่มนี้เป็นเป้าหมายหลัก เพราะปกติจะเจรจาไม่ได้ โดยครั้งหนี้สามารถปรับโครงสร้างร่วมกันใหม่อีกครั้ง ซึ่งให้ผ่อนชำระแค่เงินต้น นานสูงสุด 5 ปี หากชำระดีตามแผน ยกดอกเบี้ยให้เลย ไม่คิด เห็นไหมว่าโคตรดี มีประโยชน์ ช่วยแบบจัดเต็ม ! ใหม่ล่าสุด อัพเดทกันสด ๆ วันนี้เลย กำลังจะพิจารณาให้ลูกหนี้สินเชื่อเช่าซื้อเข้าร่วมด้วยจากเดิมแค่หนี้บัตรเครดิตกับสินเชื่อส่วนบุคคลนอกจากนี้มีผู้ให้บริการอีก 4 แห่งที่เข้าร่วมโครงการคือ 1.บริษัท บริหารสินทรัพย์ คอลเลคเชียส จำกัด 2.บริษัท บริหารสินทรัพย์ ชโย จำกัด 3.บริษัท บริหารสินทรัพย์ ทวีทรัพย์ จำกัด 4.บริษัท บริหารสินทรัพย์ ฮาร์โมนิช จำกัด ใครเป็นลูกหนี้ของ 4 รายนี้ ไปกดลงทะเบียนโลด นอกจาก 23 รายเดิมก่อนหน้านี้ แบบนี้ต้องเรียกว่าช่วยแบบใจถึงพึ่งได้ของแท้ ช่วยแบบไม่รู้จะช่วยยังไงแล้ว สุด ๆ ไปเลยไปเถอะ ลูกหนี้ทั้งหลาย ไปเข้าร่วมกันได้แล้ว โค้งสุดท้ายละ ไม่รู้จะมีต่อเวลาอีกไหม อย่าลีลา ยืดยาด เพราะหากหมดเวลาโครงการจะมาโอดโอยตอนโดนทวงหนี้-ยึดทรัพย์ ไม่ได้นะ แจกช่องทางลงทะเบียนกันอีกครั้ง สำนักงานยุติธรรม : www.coj.go.th ธนาคารแห่งประเทศไทย : www.bot.or.th รักนะ อยากให้ทุกคน พ้นหนี้ หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  14 พฤษภาคม 2564

จะแต่งงานรู้จัก "หนี้สมรส" หรือยัง ?

จะแต่งงานรู้จัก "หนี้สมรส" หรือยัง ? ช่วงนี้ผู้คนรอบตัวแต่งงานกันไปมากมายหลายคู่ ส่วนเรานั้นเป็นได้แค่แขกรับเชิญ… เพราะคู่ยังมิมี แต่มีประโยชน์แฮะ ได้เรื่องมาเล่าเฉย บังเอิญว่าไปสะดุดตาที่ "สินสมรส" ในงานหนึ่ง ซึ่งบอกเลยว่า "มหากาฬ" มาก (จะรวยไปไหน) เกิดไอเดียว่า...แล้วถ้าเปลี่ยนจาก "เงิน-ทอง" ตรงนั้น เป็น "หนี้สิน" เขาจะยังรักกันไหมหว่า...(อิจฉาเขาแหล่ะ) และหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแบกหนี้มาก่อนแต่ง หลังแต่งเขาต้องรับผิดชอบร่วมกันไหมนะ ? . . . เมื่ออยากรู้ก็ต้องหาคำตอบ ... วันรุ่งขึ้นผมหาข้อมูลเลยครับเกี่ยวกับ "หนี้สมรส" อ่านไปอ่านมา เฮ้ย ! น่าจะเป็นประโยชน์ต่อหลายท่าน เพราะเชื่อว่าน่าจะยังมีคนไม่รู้เหมือนผมไม่น้อยเลย ผมไปรวบรวมข้อมูลแล้วทำความเข้าใจและสรุปได้ดังนี้ . . . 1."หนี้สมรส" จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อจดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย 2.ก่อนจดทะเบียน ตามกฎหมายให้รับผิดชอบของใครของมัน 3.แต่งงาน "แต่ไม่จดทะเบียน" ตามกฎหมาย "ไม่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน" 4.เมื่อจดทะเบียนสมรส ทรัพย์สิน/หนี้สิน ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นต้อง "รับผิดชอบร่วมกัน" 5.หนี้สินในที่นี้ไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก่อขึ้น แม้อีกฝ่ายไม่รู้ "ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน" 6.แม้จะหย่าร้างแล้ว แต่สร้างหนี้ไว้ก่อนหย่า ก็ยังต้อง "รับผิดชอบร่วมกัน" . . . แล้วหนี้สินอะไรบ้างที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันหลังจดทะเบียนสมรส 1.หนี้สินที่เกี่ยวกับสินสมรส เช่น... สามีกู้เงินมาซื้อบ้าน แม้ภรรยาไม่ได้กู้ด้วย แต่หนี้ก้อนนี้ถือว่า "ต้องร่วมกันรับผิดชอบ" 2.หนี้สินที่เกี่ยวกับการจัดการบ้านเรือน เช่น... การจัดหาสิ่งจำเป็นแก่ครอบครัว, เลี้ยงดูอุปการะคนในครอบครัว การรักษาพยาบาล, การศึกษาบุตร เหล่านี้ต้อง "รับผิดชอบร่วมกัน" 3.หนี้ที่ฝ่ายหนึ่งก่อขึ้น และอีกคนให้สัตยาบัน เช่น ... ภรรยากู้เงินมาใช้ส่วนตัว แม้สามีไม่ได้ใช้สักบาท แต่ลงชื่อเป็นพยานหรือยินยอมด้วยวาจา ยังไงก็ต้อง "รับผิดชอบร่วมกัน" 4.หนี้ที่เกิดจากอาชีพการงานระหว่างสมรส เช่น ... สามีกู้เงินมาร่วมทำธุรกิจ แต่เจ๊ง ภรรยาก็ต้อง "รับผิดชอบด้วย" แม้ไม่ได้เป็นชื่อผู้กู้ แต่ถือเป็นธุรกิจร่วมกันระหว่างสมรส . . . ต่อไปถึงขั้นเบี้ยวหนี้ โดนบังคับคดี เจ้าหนี้สามารถยึดทรัพย์สินส่วนตัว หรือสินสมรสแบบไหนก่อนก็ได้ ยังไงก็โดนแหล่ะว่ากันแบบนั้น . . . การแต่งงานกันก็ต้องใช้ชีวิตร่วมกันอะเนอะ คุณต้องร่วมทั้งทุกข์และสุขไปด้วยกัน ฉะนั้นเมื่อจดทะเบียนสมรสกันแล้ว จะทำอะไรก็ให้นึกถึงอีกฝ่ายไว้ด้วย ไม่ว่าจะเรื่องการใช้ชีวิต หรือ เรื่องทางการเงิน . . . ส่วนผมนั้น เหงาเลย ไม่มีใครมาแชร์อะไรด้วย... หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  19 มีนาคม 2564

ไอเดียเก็บเงิน 1 แสนบาท ใน 1 ปี ที่ทำได้จริง!!

...ในวันที่รุ่นน้องของเพื่อนสาวตั้งเป้าเก็บเงินแสนใน 1 ปี เพื่อนสาว : นี่เธอ รุ่นน้องที่รู้จักกันอะ นางอยากเก็บเงินแสนใน 1 ปี เลยมาถามชั้นว่าทำอย่างไรดี มีไอเดียหรือวิธีเก็บยังไงบ้าง ที่ทำได้ง่าย ทำได้จริง น้องโน่ : ชั้นมีไอเดียแนะนำให้ทำได้จริง แต่ว่าจะง่ายหรือยากนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวิธีการเป็นหลัก แต่อยู่ที่รายได้และรายจ่ายของแต่ละคนมากกว่า ว่าจะมีโอกาสทำได้จริงมั้ย เพื่อนสาว : ยังไงเหรอ น้องโน่ : ช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ก็มักจะเห็นการแชร์เทคนิคหรือไอเดียต่าง ๆ มากมาย เพื่อเริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ อย่างการเก็บออมก็เช่นกัน ล่าสุดชั้นเพิ่งไปเจอเทคนิคเก็บเงิน 7 หมื่นบาท ใน 1 ปี โดยวิธีการคือ เริ่มต้นจากวันละ 10 บาท ในวันแรก จากนั้นเพิ่มเงินเก็บเข้าไปวันละ 1 บาท ทำไปเรื่อย ๆ จบครบปี จะได้เงินเก็บทั้งหมด 70,080 บาท แต่ถ้าปรับเป็นเริ่มจาก 100 บาท จากนั้นเพิ่มเข้าไปวันละ 1 บาท เหมือนเดิม ครบ 1 ปี จะเก็บเงินได้ทั้งหมด 102,930 บาท เพื่อนสาว : เดี๋ยวก่อนเธอ ไอเดียก็ดูน่าสนุกดีนะ แต่ชั้นว่าทำได้จริงยาก วันแรก ๆ เงินที่ต้องเก็บไม่เยอะ ก็ทำได้ง่าย แต่วันท้าย ๆ จำนวนเยอะขึ้นกว่าวันแรกมาก ๆ และติดกันหลายวันต่อเนื่องด้วย ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ชั้นว่าไม่เวิร์ค จับต้องไม่ได้ น้องโน่ : ปรบมือค่า เป็นแบบที่เธอว่า ไอเดียดูน่าสนุก แต่ทำได้ยาก ถ้าเริ่มต้นจากวันแรก 10 บาท ในวันแรกของเดือนสุดท้าย จะต้องเก็บเงิน 344 บาท วันต่อไป 345 ต่อไป 346 คือต้องเก็บสามร้อยกว่าบาททุกวัน ซึ่งมันหนักหนาสาหัสมากเลยนะ ประมาณว่าสุดโต่งเกินไป ช่วงแรกก็เบามาก แต่ช่วงท้ายก็หนักเกิน เพื่อนสาว : เราควรต้องเดินทางสายกลางเนอะ น้องโน่ : ช่าย ถ้าพูดถึงสายกลาง อะไรที่เป็นตัวเลข ก็ต้องนึกถึงพวกค่าเฉลี่ยต่าง ๆ เป้าหมายเงินเก็บ 1 แสนบาท ใน 1 ปี เป้าหมายนี้มีเงื่อนไขหลัก 2 เงื่อนไข คือ เงิน 1 แสนบาท กับเวลา 1 ปี 1 ปี มี 12 เดือน นั่นคือ เงิน 1 แสนบาท แบ่งเก็บรายเดือน ต้องเก็บเดือนละ 8,333 บาท 1 ปี มี 52 สัปดาห์ นั่นคือ เงิน 1 แสนบาท แบ่งเก็บรายสัปดาห์ ต้องเก็บสัปดาห์ละ 1,923 บาท 1 ปี มี 365 วัน นั่นคือ เงิน 1 แสนบาท แบ่งเก็บรายวันต้องเก็บวันละ 274 บาท นี่คือค่าเฉลี่ยที่เป็นทางสายกลาง ถ้าจะเลือกเก็บเงินเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน ให้ได้เงินเก็บ 1 แสนบาท ใน 1 ปี ทุกคนก็ต้องทำแบบนี้ แต่ถ้าอยากจะนำค่าเฉลี่ยนี้มาประยุกต์ เพิ่มลูกเล่น ก็ทำได้เช่นกัน เช่น ถ้าเลือกจะเก็บเป็นรายสัปดาห์ ถ้าปัดเป็นตัวเลขกลม ๆ ก็จะได้ 1,900 บาท ใส่ลูกเล่นให้ดูสนุก แบ่งเป็น วันจันทร์ เก็บ 100 บาท วันอังคาร เก็บ 200 บาท วันพุธ เก็บ 200 บาท วันพฤหัสบดี เก็บ 300 บาท วันศุกร์ เก็บ 300 บาท วันเสาร์ เก็บ 400 บาท วันอาทิตย์ เก็บ 400 บาท รวม 7 วัน เป็น 1 สัปดาห์ ก็ได้ 1,900 บาท เช่นกัน 1 ปี มี 52 สัปดาห์ จะได้ 52 x 1,900 = 98,800 บาท ขาดอีก 1,200 บาท ก็เก็บเพิ่มในวันที่ 365 หรือวันสุดท้ายของปี ก็จะครบ 1 แสนบาทพอดี (52 สัปดาห์ จะเท่ากับ 364 วัน) เพื่อนสาว : ไอเดียเริ่ดอยู่นะเธอ น้องโน่ : เสริมอีกนิด ถ้าเราเก็บอย่างเดียว แบบหยอดกระปุก เงินที่เก็บได้ก็คือเงินต้นอย่างเดียว ไม่ได้งอกเงยอะไร หรืออย่างมากก็เอาเข้าบัญชีออมทรัพย์ได้ดอกเบี้ย 0.5% ต่อปี ก็แค่ 2 สลึง นิดเดียวเอง แต่ถ้าจะให้เอาไปลงทุนก็ดูจะเสี่ยงเกินไป ดังนั้น ก้าวแรกเก็บเงินแสนเอาเงินเก็บนี้ไปใส่กองทุนรวมตลาดเงินได้นะ เพราะความเสี่ยงเป็นศูนย์ ทำไมความเสี่ยงเป็นศูนย์ เธอควรตอบได้นะ เพื่อนสาว : ดีออก คิดแปป นึกออกละ เพราะกองทุนรวมตลาดเงินเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลที่ไม่มีความเสี่ยง หรือความเสี่ยงเป็นศูนย์ ใช่มะ น้องโน่ : เก่งนะ ดีออก เพื่อนสาว : นี่เธอ แต่ชั้นว่า ถึงจะเน้นสายกลาง เก็บล้อไปกับค่าเฉลี่ย ต่อวันก็หลายตังค์อยู่นะ มันจะทำได้จริงเหรอ น้องโน่ : ทำได้จริงซิ แต่ขึ้นอยู่กับกำลังของแต่ละคน กำลังที่ว่าคือรายได้ เพราะตัวเลขนี่เราไปเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว จะเก็บเงิน 1 แสน ใน 1 ปี เฉลี่ยต่อเดือนก็ต้องเก็บเดือนละ 8,333 บาท เฉลี่ยต่อสัปดาห์ก็ต้องเก็บสัปดาห์ละ 1,923 บาท หรือเฉลี่ยต่อวันก็ต้องเก็บวันละ 274 บาท เพื่อนสาว : ก็จริงของเธอ น้องโน่ : เอางี้ มาตรฐานทั่วไปเลยนะ ออมเงิน 20% ของรายได้ต่อเดือน เงินที่ต้องออม คือ 8,333 บาท เพื่อเป้าหมาย 1 แสนบาท ใน 1 ปี เท่ากับว่าควรจะมีเงินเดือนอย่างน้อย 41,665 บาท ก็จะทำได้ง่ายกว่าคนที่เงินเดือนน้อยกว่านี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่เงินเดือนน้อยกว่านี้จะทำไม่ได้ เพราะคนที่เงินเดือนน้อยกว่านี้ก็ต้องชาเลนจ์ตัวเอง เช่น เพิ่มเงินออมเป็น 30% ของรายได้ต่อเดือน คนที่มีเงินเดือนประมาณ 27,700 บาท ก็จะทำได้เช่นกัน เพื่อนสาว : แล้วคนที่เงินเดือนน้อยกว่านี้ละ น้องโน่ : ควรลดเป้าหมายลง เราไม่จำเป็นต้องตั้งเป้า 1 แสนบาทก็ได้ ทำตามกำลังของเรา อาจจะเริ่มจากครึ่งหนึ่งเหลือ 5 หมื่นบาทก่อน เป้าหมายไม่ได้สำคัญที่สุด แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือเริ่มลงมือทำหรือยัง เพื่อนสาว : สมมติลดเป้าเหลือ 5 หมื่นบาทใน 1 ปี เท่ากับว่า 1 เดือนต้องเก็บ 4,167 บาท หากอิงเงินออม 20% ของรายได้ต่อเดือน เท่ากับว่า ควรมีเงินเดือนอย่างน้อยประมาณ 20,800 บาท จริงด้วยเธอ มันอยู่ที่เราจะพลิกแพลงยังไงเนอะ เงินเดือนขั้นต่ำ = (เงินที่ต้องเก็บต่อเดือน x 100) / จำนวนเปอร์เซ็นต์ที่ต้องออมต่อเดือน นี่คือสมการที่เอาไปคำนวณดูง่าย ๆ ว่าเราควรจะมีรายได้หรือเงินเดือนเท่าไหร่ เพื่อเป้าหมายในการเก็บเงินจะมีโอกาสทำได้จริง กลับกัน เงินเดือนเท่านี้ จะสามารถออมได้เท่าไหร่ ก็มาใช้สมการนี้ เงินที่เก็บได้ต่อเดือน = (เงินเดือน x จำนวนเปอร์เซ็นต์ที่ต้องออมต่อเดือน) / 100 เช่น มีเงินเดือน 20,000 บาท ออมเดือนละ 20% ของเงินเดือน เข้าสูตรก็จะได้ผลดังนี้ 4,000 = (20,000 x 20) / 100 นั่นคือ ออมได้เดือนละ 4,000 บาท นั่นเอง เพื่อนสาว : OK!! Number one ชั้นเข้าใจละ สรุป!! • หลายไอเดียเก็บเงินแสน แม้น่าสนใจ แต่ทำจริงได้ยาก • ควรประยุกต์จากค่าเฉลี่ยที่เป็นทางสายกลาง • ทำได้ง่ายหรือยากขึ้นอยู่กับรายได้และความตั้งใจ • สามารถนำเงินเก็บนี้ใส่ในกองทุนรวมตลาดเงินเพื่อสร้างผลตอบแทน • เป็นจุดเริ่มต้นรู้จักกองทุนรวม

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  06 มกราคม 2564

วิธีเก็บเงินเมื่อต้อง Work from home

COVID-19 เป็นวิกฤติใหญ่ระดับโลก การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ใหม่ 2019 หรือ COVID-19 ได้กระจายไปทั่วโลกแม้อัตราการเสียชีวิตจะไม่สูงมากราว 3 - 4% เมื่อเทียบกับ SARS ที่ 10% แต่การแพร่ระบาดได้ง่ายกว่า เพราะแม้ผู้ติดเชื้อจะยังไม่มีอาการป่วย เพียงแค่เป็นพาหะกามารถแพร่เชื้อได้แล้ว จึงทำให้ยอดผู้ติดเชื้อในหลายประเทศ โดยเฉพาะยุโรปทะลุหลักหมื่นไปแล้ว นั่นทำให้เกิดกระแส Work from home เพื่อป้องกันการติดเชื้อและยับยั้งการแพร่ระบาด Work from home แม้จะไม่มารถทำได้ทุกคน โดยเฉพาะสายงานบริการ แต่มนุษย์เงินเดือนจำนวนไม่น้อยก็สามารถทำงานจากที่บ้านได้ อาจจะมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันก็ช่วยได้เยอะ อีกทั้งไม่ต้องฝ่ารถติด แออัดบนขนส่งสาธารณะให้สุขภาพจิตเสีย และช่วยลดความเสี่ยงจากฝุ่น PM 2.5 นอกจากนี้ยังสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายหลายอย่าง นำมาเป็นเงินเก็บได้อีกด้วย 1. ค่าเดินทาง เมื่อไม่ต้องเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมัน ค่ารถโดยสาร (รถเมล์ รถไฟฟ้า สองแถว วินมอเตอร์ไซค์ เป็นต้น) จะเหลือศูนย์บาท กลายเป็นเงินเก็บเต็ม ๆ 2. ค่ากิน ในวันที่ต้องทำงานที่บ้าน ด้วยสาเหตุโรคระบาด จะทำให้เราไม่อยากออกไปไหน ตุนซื้อของกิน ของใช้ทีละมาก ๆ เมื่อซื้อเยอะราคาก็ย่อมถูกลงไปด้วย บางครอบครัวเป็นครอบครัวใหญ่ ทำอาการกินเอง การซื้อวัตถุดิบมาปรุงอาหารเองก็ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย แถมได้อยู่พร้อมหน้าเป็นผลพลอยได้อีกด้วย 3. เงินรางวัลให้ตนเอง การบริหารเงินในแต่ละเดือน โดยปกติเราจะแบ่งเงิน 10% สำหรับเป็นเงินรางวัลให้ตนเอง "สุขใดไม่เท่า ล้วงกระเป๋าแล้วเจอตังค์" ในวันที่ต้องอยู่บ้าน เงินก้อนนี้จะกลายเป็นเงินเก็บเต็ม ๆ เว้นแต่ว่าคุณจะเป็นขาช้อปออนไลน์ อาจจะจ่ายหนักกว่าเดิม 55+ 4. ภาษีสังคม การจัดงานต่าง ๆ จะถูกเลื่อนออกไป โดยเฉพาะงานแต่ง มนุษย์เงินเดือนเป็นวัยที่เพื่อนฝูง ญาติพี่น้องแต่งงานบ่อยสุด แต่ละเดือนโดนกันกี่ซอง ตอนนี้งดหมด ได้เก็บเงินเต็ม ๆ แต่ก็ต้องแลกมากับค่าน้ำ ค่าไฟที่เพิ่มขึ้นแน่ ๆ เพราะเราอยู่บ้านแทบจะ 24 ชั่วโมง แต่เชื่อว่าเมื่อเอามาบวกลบกับสิ่งที่ประหยัดไปได้แล้ว เชื่อว่ายอดเป็นบวกแน่นอน ตัวอย่าง 1. ค่าเดินทาง 2,000 บาท 2. ค่ากินประหยัดได้ 3,000 บาท (สมมติวันละ 100 บาท) 3. ค่ารางวัลให้ตนเอง 3,000 บาท (สมมติเงินเดือน 30000 บาท) 4. ค่าซองอีก 1,000 บาท รวมกันแล้วตกเดือนละ 9,000 บาท สมมติปกติจ่ายค่าน้ำค่าไฟเดือนละ 2,000 บาท ให้เพิ่มเท่าตัวก็กลายเป็น 4000 บาท เท่ากับว่าเรามีเงินเก็บเพิ่มถึงเดือนละ 5,000 บาทแถมได้สุขภาพจิตดีขึ้นจากการไม่ต้องไปผจญรถติด ได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวเพิ่มขึ้นอีกด้วย ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะครับ ว่ายังมีส่วนไหนประหยัดเพิ่มได้อีกบ้าง ^^

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  25 มีนาคม 2563

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม