ไม่มีรายการ

อยากลาออก เปลี่ยนงานใหม่ เงินเดือนต้องเพิ่มเท่าไหร่ดี?

11 กุมภาพันธ์ 2563


 

เริ่มต้นปีใหม่ โบนัสที่รอคอยก็คงออกกันหมดแล้ว คนคิดที่จะเปลี่ยนงานใหม่ก็คงจะเริ่มหาหรือแอบไปสัมภาษณ์กันแล้ว ซึ่งเหตุผลที่ทำให้หลายๆคนอยากหาที่ใหม่ก็เยอะแยะไปหมด เบื่องานบ้าง เบื่อคนบ้าง หมด Passion อยากหาประสบการณ์ใหม่ๆ(ส่วนใหญ่ใช้เป็นข้ออ้าง) หรือเหตุผลหลักๆของหลายคนอย่าง อยากได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น

แล้วคุณคิดว่าเงินเดือนใหม่ที่ได้เพิ่มขึ้น คุ้มค่าแล้วหรอ?

วันนี้ผมเลยอยากเอาต้นทุนค่าเสียโอกาสต่างๆ ที่เรามักหลงลืมไปเมื่อเปลี่ยนงานมาให้เอาไปคำนวณกันดูว่าหากคุณอยากเปลี่ยนงานใหม่ เงินเดือนต้องเพิ่มเท่าไหร่ดี ? ไปดูกัน

1. ค่ารถ ค่าเรือ

ค่าเดินทาง อันนี้ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายประจำ จำเป็นต้องจ่าย!!! แต่ก็แล้วแต่ว่าคุณจะเลือกความสะดวกสบายแบบไหน เมื่อเวลาเราเปลี่ยนงานใหม่เราก็จะนึกถึงแค่ว่าเงินเดือนเพิ่มเยอะแล้วนะ จนมองข้ามรายจ่ายเล็กๆน้อยๆ มันน้อยแต่จ่ายทุกวัน ทุกเดือนหลายๆปี มันเยอะนะ

หากใครได้ที่ทำงานไกลขึ้น ค่าเดินทางสูงขึ้น ก็จำเป็นต้องเอาค่าใช้จ่ายส่วนต่างตรงนี้ไปคำนวณกับเงินเดือนใหม่ที่เพิ่มขึ้นด้วย
ก็เอาส่วนต่างค่าเดินทางต่อวัน x จน.วันทำงานต่อเดือน (ส่วนใหญ่ก็20+-)
= เงิน ที่ควรบวกเพิ่มไปกับเดือนใหม่ด้วย
** ใครทำงานใกล้บ้าน ใกล้ที่ทำงานเดิม ก็ข้ามข้อนี้ไป **

2. ค่าครองชีพ

ค่าครองชีพที่เปลี่ยนไป(ส่วนใหญ่จะเพิ่มขึ้น) ใครที่เปลี่ยนที่ทำงานใหม่แบบย้ายไกลจากโลเคชั่นเดิมของคุณก็เช็คหน่อย แถวที่ใหม่เค้ามีค่าครองชีพกันยังไง โดยเฉพาะคนที่ย้ายเข้าโซนเมือง

เมื่อพูดถึงค่าครองชีพ เรามักจะนึกถึงค่าอาหารกันเป็นส่วนใหญ่ แต่จริงๆมันรวมทุกอย่าง ตั้งแต่ค่าผัดกระเพราไข่ดาว ก๋วยเตี๋ยว ยันค่าพี่วินหน้าออฟฟิศ นี่ยังไม่นับค่าภาษีสังคมต่างๆอีกนะ

ก็ลองประเมินจากโลเคชั่นนั้นดูว่าควร +- เท่าไหร่
(คงไม่ต้องถึงกับไปถามร้านข้าวตามสั่งหน้าออฟฟิศใหม่หรอกนะ)
แล้วก็บวกเพิ่มไปกับเดือนใหม่ด้วย

3.โบนัส

โบนัส !!! สำหรับข้อนี้เชื่อว่าทุกดูแน่นอน ว่ามันมากกว่า น้อยกว่า ที่เก่าเท่าไหร่
เวลาเราเอาโบนัส(คาดหวัง)มาคำนวณ
“ เงินเดือนใหม่ + โบนัส(คาดหวัง) / 12 = ก็จะได้เงินเดือนใหม่ ”

มีหลายคนยอมลดเงินเดือนตัวเอง เพราะได้โบนัสเยอะขึ้น

แต่ !!! โบนัส = ความคาดหวัง -> ผลประกอบการบริษัท
ซึ่งโบนัส ชื่อมันก็บอกอยู่แล้ว ว่าคือ โบนัส ส่วนเพิ่มที่ได้รับนอกจากเงินเดือน จะจ่ายก็ได้ ไม่จ่ายก็ได้(ยกเว้นบางที่การันตีโบนัส)
ฉะนั้น ผมมองว่าส่วนนี้เราเอามาคำนวณได้ แต่ไม่ควรเอามาคิดแบบ 100%
ถึงแม้บางที่จะการันตีโบนัสก็ตาม เพราะหากบริษัทผลประการไม่ดี รายได้ลด แต่จ่ายโบนัสเท่าเดิม หรือมากกว่า แสดงว่าบริษัทก็เข้าเนื้อถูกไหม แล้ววิธีแก้ปัญหาที่หลายๆบริษัทเริ่มทำกัน รู้ใช่ไหมว่าคืออะไร ?

*** เปลี่ยนที่ทำงานใหม่ โบนัสปีแรกก็หายนะ แม้บางที่เฉลี่ยให้หลังผ่านโปร แต่ก็หายไปหลายบาทอยู่ อย่าลืมคำนวณตรงนี้ด้วย ***

4. สวัสดิการ

สวัสดิการที่บริษัทส่วนใหญ่ให้พนักงาน วันหยุด-วันลา ประกันสังคม ประกันกลุ่ม ค่าล่วงเวลา ชุดทำงาน ตรวจสุขภาพ โบนัส กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(ขอเอาไปเขียนขยายความเป็นอีกข้อ) เบี้ยขยัน

สิ่งที่น่าจะสำคัญกับเราที่สุดในการป้องกันความเสี่ยงของชีวิต คือ ประกันต่างๆ เพราะปวดหัว ปวดท้อง ตัวร้อน เราก็สามารถใช้สวัสดิการนี้ได้ไม่ต้องควักเงินในกระเป๋าจ่าย

ซึ่งบริษัทแต่ละที่นั้นให้สวัสดิการส่วนนี้ต่างกัน มีทั้งเหมาจ่าย และให้วงเงินการรักษาจำกัดต่อปี ดังนั้นจำเป็นต้องรู้เงื่อนไขตรงนี้ของบริษัทด้วย รักษาผลประโยชน์กันหน่อย
เพราะหากป่วยกะทันหันนอนโรงพยาบาลขึ้นมา จะยุ่งเงินในกระเป๋าแน่ๆ

5. เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

เงินส่วนนี้ถือเป็นสวัสดิการที่บริษัทให้เพิ่ม ซึ่งขึ้นอยู่แต่ละเงื่อนไขของบริษัท
เช่น

จะเห็นว่าเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะมีเรื่องของปีการทำงานเข้ามาเกี่ยวด้วย
“สมมติ”
ทำงานที่เก่ามา มาระยะเวลา 5 ปี เงินเดือน 20,000บาท
ซึ่งอยู่ในเงื่อนไข อายุงานครบตั้งแต่ 4-6 ปีอัตราร้อยละ 5
ผลประโยชน์ส่วนที่บริษัทให้ อายุงาน 5 ปีไม่ครบ 7 ปีอัตรา 50%
แสดงว่า เงินที่บริษัทสมทบให้คุณตอนนี้ 1,000 บาทต่อเดือน
ถ้าลาออกก่อนอายุงานครบ 7 ปี จะได้ส่วนนี้ 50%

ฉะนั้น ใครที่ทำงานที่เก่ามานาน ก็ควรเอาผลประโยชน์ที่ตัวเองได้รับปัจจุบัน ไปคำนวณกับเงินเดือนใหม่ที่จะได้รับด้วยนะ

นี่ก็เป็นทั้งหมด 5 ข้อ ที่ผมคิดว่าเรามักจะหลงลืมไปเวลาจะเปลี่ยนงานใหม่
ก็ลองเอาไปคำนวณกันดูนะครับว่า เงินเดือนใหม่ที่ได้เพิ่มขึ้น คุ้มค่าแล้วหรือยัง ไม่มีใครบอกคุณได้ว่าเป็นตัวเลขเท่าไหร่ เพราะฐานเงินเดือน สวัสดิการ ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ มันเป็นเฉพาะบุคคล

สุดท้าย ผมอยากให้คุณถามตัวเองดูหน่อยว่า “ เหตุผลที่แท้จริงของการลาออกของคุณคืออะไร? ”

อยากก้าวหน้า เงินเดือนเพิ่ม ไม่สนุกกับงาน เบื่องาน หรือความจริงแล้วอยู่ที่วิธีคิดของคุณที่ทำให้รู้สึกแย่ เพราะหากคำตอบคือ เป็นเพราะตัวคุณ ผมจะบอกว่าอยู่ที่ไหนก็เจอปัญหาทั้งนั้นแหละครับ ลองปรับวิธีคิด เปลี่ยนมุมมอง แล้วเชื่อว่าคุณจะมีความสุขกับการทำงานมากขึ้นครับ ^^

บทความแนะนำล่าสุด


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ