ไม่มีรายการ

"กองทุนรวม" จุดเริ่มต้นง่าย ๆ ของมือใหม่

13 มกราคม 2564


...ในวันที่เพื่อนสาวอยากส่งต่อความรู้เรื่อง “กองทุนรวม”

เพื่อนสาว : นี่เธอ พอดีเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ลุงป้าน้าอา ที่วงฝึกคณิตศาสตร์โอลิมปิค เขาเห็นว่าชั้นเริ่มลงทุน จนมีเงินไปลงเรียนคอร์สใหญ่คณิตศาสตร์สม่ำเสมอ ก็เลยถามกันใหญ่เลยว่า ลงทุนอะไรยังไงบ้าง ช่วยชั้นหน่อยซิ ว่าควรเริ่มอะไรยังไงก่อนดี

น้องโน่ : ดีออก!! ช่วงนี้ขาขาดมั้ย

เพื่อนสาว : ขาดไปขานึง กลัวโควิด เอ้ย!! ไม่ใช่

น้องโน่ : ไม่ทันละดีออก เพลา ๆ ลงบ้าง ช่วงนี้หยุดได้ก็หยุดไปก่อน มันเสี่ยงโควิด

เพื่อนสาว : คนกันเอง ขาประจำ ไม่มีปัญหาหรอก

น้องโน่ : เห็นข่าวยัง ระบาดรอบล่าสุดมาจากไหน หึหึ

เพื่อนสาว : เออน่า ตอบที่ชั้นถามมาก่อน

น้องโน่ : แกนี่นะ เฮ้อออออออ

 มือใหม่ควรเริ่มที่ “กองทุนรวม” เพราะเป็นการลงทุนที่ครอบคลุมและเริ่มต้นได้ง่ายที่สุด

 ก่อนอื่นมาทำความรู้จัก “กองทุนรวม” กันก่อน

“กองทุนรวม” เป็นเครื่องมือการลงทุนที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อตอบโจทย์การลงทุนสำหรับนักลงทุนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นรายใหญ่หรือรายย่อย เพราะกองทุนรวมสามารถลงทุนได้ในทุกสินทรัพย์ที่มีอยู่ใบโลกใบนี้ ตามนโยบายที่เขียนไว้ชัดเจนของแต่ละกองทุน ไม่ว่าจะเป็นเงินฝาก ตราสารหนี้ หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ ฯลฯ ทั้งในและต่างประเทศ ตั้งแต่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำสุดไปจนถึงสูงสุด

 

หลักการของ “กองทุนรวม” ก็ง่ายมาก

“กองทุนรวม” เป็นการระดมทุน หรือรวบรวมเงินของแต่ละคนหรือองค์กร มาเป็นเงินก้อนใหญ่ จากนั้นก็จะนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนแทนเราในสินทรัพย์ต่าง ๆ ตามนโยบายที่ได้บอกไว้

โดยคนที่นำเงินไปลงทุน หรือบริหารจัดการก็คือ “ผู้จัดการกองทุน” ส่วนเราที่ลงทุน ก็เรียกว่า “ผู้ถือหน่วยลงทุน” โดยจะถือตามสัดส่วนเงินที่ลงทุนไป

ในวันที่กองทุนเติบโต ก็จะนำผลตอบแทนที่ทำได้มาเฉลี่ยคืนตามสัดส่วนให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน ทั้งกำไร/ขาดทุน ตามผลงานที่กองทุนนั้นทำได้

สิ่งที่เราจะได้ตามสัดส่วนการลงทุน คือ “หน่วยลงทุน” โดยจะมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วย (NAV) หรือเรียกง่าย ๆ ว่า ราคา NAV เป็นตัวบ่งบอกมูลค่า

เช่น กองทุนร่ำรวยเงินทอง มีราคา NAV 10 บาท เราลงทุนหรือซื้อไป 1,000 บาท เราก็จะได้หน่วยลงทุน 100 หน่วย

สมมติว่า 1 ปีข้างนอก ราคา NAV ของกองทุนนี้ ขยับขึ้นไป 12 บาท ถ้าเราขายคืนก็จะได้เงิน 12 x 100 = 1,200 บาท ได้กำไร 200 บาท หรือ 20% นั่นเอง

 

“ผู้จัดการกองทุน” คือใคร?

ผู้จัดการกองทุน (Fund Manager) คือ มืออาชีพที่เข้ามาดูแล บริหารเงินให้กับนักลงทุนเต็มเวลา เพื่อแลกกับค่าธรรมเนียม

ปัจจุบันมีผู้จัดการกองทุนในประเทศเพียงแค่ 853 คน (อ้างอิงจาก https://market.sec.or.th)

แต่กลับต้องดูแลกองทุนรวมที่มีมูลค่ามหาศาลในหลักล้านล้านบาท

และกว่าจะเป็นผู้จัดการกองทุนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ

1. ต้องผ่านการสอบ Chartered Financial Analyst หรือที่คุ้นหูกันว่า CFA หรือ Chartered Investment and Securities Analyst (CISA) ระดับที่หนึ่ง

2. ต้องมีประสบการณ์ลงทุนหรือการวิเคราะห์การลงทุนอย่างน้อย 2 ปี

การสอบ CFA หรือ CISA ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องใช้ทั้งเวลาอ่านหนังสือ (อย่างน้อยก็ 1 ปีครึ่งหรือ 2 ปี) และเงินสำหรับค่าสมัครสอบพอสมควร

นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานกำกับดูแลอย่างเข้มงวดจาก “สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)” อีกด้วย ไม่ใช่แชร์ ต้มตุ๋น ไก่กาอาราเร่แน่นอน

 ด้วยหลักการแสนง่ายของกองทุนรวม จึงช่วยขจัดปัญหาเรื่องเงินทุน (ทุนน้อย) ไม่มีเวลา ไม่มีความรู้ด้านการลงทุนมากนัก

เพราะเงินหลักร้อย หลักพันก็สามารถลงทุนกองทุนรวมได้แล้ว (ปัจจุบัน บาทเดียวก็ลงทุนได้) มีผู้เชี่ยวชาญดูแล จัดการ บริหารเงินแทนเรา แถมมีหน่วยงานกำกับดูแลเข้มงวด เชื่อถือได้ ไม่หลอกลวงอย่างแน่นอน

 

น้องโน่ : ไหนเธอลองสรุปให้ชั้นฟังหน่อย ว่ากองทุนรวมง่ายยังไงสำหรับมือใหม่

เพื่อนสาว : ชั้นสรุปได้ดังนี้

หลักการของกองทุนเป็นเหมือนโรงงานที่พร้อมรับจ้างผลิตสินค้าให้เรา ตามแต่ว่าเราจะจ้างให้ผลิตอะไร (การเลือกกองทุนแต่ละกอง)

โรงงานดูแลทุกอย่างให้เบ็ดเสร็จ บอกสเปควัตถุดิบทุกอย่างว่าใช้อะไรบ้าง (กองทุนนั้นลงทุนอะไรบ้าง)

การคิดราคาที่ชัดเจน (จัดสรรหน่วยลงทุนตามสัดส่วนที่ลงทุน / ราคา NAV)

ที่เหลือให้เราต้องไปทำการบ้านอีกนิดหน่อย คือทำความเข้าใจกระบวนการ ความเสี่ยง และลักษณะของสินทรัพย์ที่เราลงทุน

น้องโน่ : เริ่ดมากลูกสาว ชั้นภูมิใจในตัวเธอ!! แต่ยังไม่หมดนะ ยังมีอีกอย่างที่ง่ายสำหรับการลงทุนผ่าน “กองทุนรวม” นั่นคือ กระบวนการซื้อขายกองทุนรวม แต่ชั้นขอติดไว้ก่อนนะ ไว้มาบอกคราวหน้าอย่างละเอียดเลย ตั้งแต่การเปิดบัญชี ไปจนถึงการซื้อขาย

เพื่อนสาว : โอเคจ้า ^^

น้องโน่ : ช่วงนี้ก็หยุดฝึกคิดเลขโอลิมปิคไปก่อนละ รอวัคซีนโควิดมาก่อน

เพื่อน : จ้ะ (ยิ้มอ่อน)

 

สรุป!!

“กองทุนรวม” แม้มีเงินน้อย หลักร้อยหรือหลักพันก็ลงทุนได้

ผลตอบแทนสะท้อนความเสี่ยงที่กระจายอยู่ให้เลือกหลายระดับ

ตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำ ปานกลางและสูง ตามความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถในการลงทุน ที่สำคัญมีผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมาช่วยดูแลพอร์ตการลงทุนให้เรา และมีหน่วยงานคอยกำกับดูแลอย่างเข้มงวดอีกด้วย

บทความแนะนำล่าสุด


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ