ไม่มีรายการ

ลงทุนหุ้นไทยได้ง่ายๆ ผ่านกองทุนรวม มือใหม่ ทุนน้อย ก็เริ่มต้นได้

22 กันยายน 2564


เราทุกคนล้วนเป็นลูกค้าของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะกับหุ้นขนาดใหญ่หลายบริษัท

เป็นลูกค้าแล้ว อยากลองเป็นเจ้าของบริษัทเหล่านั้นบ้างรึเปล่าครับ?

เราสามารถเป็นเจ้าของได้ ผ่านการซื้อหุ้น (แค่ 10 หุ้นได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของแล้วนะครับ แม้จะเศษเสี้ยวก็ตาม แต่อย่าเอาไปเบ่งใครเขานะ อายแย่ 55+)

แต่จะให้ซื้อหุ้นโดยตรงก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

ทุนน้อย แถมความรู้ก็ยังไม่มีอีก

ให้ "กองทุนรวม" ช่วยได้ง่าย ๆ เลยครับ

จะง่ายอย่างไรนั้น ไปดูพร้อมกันกับ Lumpsum เลยครับ

เอ้า!!! ไปปปปป

 

ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยประมาณ 8-12% ต่อปี ซึ่งถือเป็นผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากเงินหรือการลงทุนตราสารหนี้

 

ทำไมต้องลงทุนในหุ้น?

45 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นผันผวนมาโดยตลอด บางปีตลาดหุ้นบวกมากกว่า 100% และบางปีก็ติดลบเกือบ 50% ซึ่งแน่นอนว่าตลาดหุ้นจะยังคงผันผวนขึ้นและลงเช่นนี้ต่อไปในอนาคต

แม้การลงทุนใน "หุ้น" จะมีความเสี่ยงสูง แต่ "หุ้น" ก็ยังเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนสูง เห็นได้จากข้อมูลในอดีตย้อนหลัง 45 ปี พบว่า ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยประมาณ 8-12% ต่อปี ซึ่งถือเป็นผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากเงินหรือการลงทุนตราสารหนี้ จึงดึงดูดให้นักลงทุนหลายคนต้องมีกองทุนรวมหุ้นอยู่ในพอร์ต

ที่มา : www.setinvestnow.com

 

การลงทุน “หุ้น” โดยตรงสำหรับหลายคนมีอุปสรรค (โดยเฉพาะมือใหม่) “กองทุนรวม” สามารถแก้ 3 ปัญหาหลักนี้ได้ เพราะกองทุนรวมช่วยลดข้อจำกัด

 

ทำไมต้องลงทุนหุ้น ผ่านกองทันรวม?

การลงทุน "หุ้น" โดยตรงสำหรับหลายคนมีอุปสรรค (โดยเฉพาะมือใหม่)

3 ปัญหาหลัก ที่ทำให้ไม่กล้าลงทุน หรือเริ่มลงทุนไปแล้วไม่ประสบความสำเร็จ

1. มีทุนจำกัด ไม่สามารถกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงได้อย่างดีพอ

2. ไม่มีความรู้ ความชำนาญ และประสบการณ์ในการลงทุน

3. ไม่มีเวลามากพอที่จะศึกษา ค้นหา และติดตามข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจการลงทุน

กองทุนรวม สามารถแก้ 3 ปัญหาหลักนี้ได้ เพราะกองทุนรวมช่วยลดข้อจำกัด

- อยากซื้อหุ้นหลายตัว แต่มีงบจำกัด

- ไม่ต้องเลือกหุ้นรายตัวด้วยตนเอง

- มีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลและบริหารจัดการให้

- ไม่ค่อยมีเวลาติดตามการลงทุน

ที่สำคัญ...หลาย บลจ. ทำให้รายย่อยเข้าถึงการลงทุนได้ง่ายขึ้น ด้วยการขยับเพดานขั้นต่ำเงินที่ต้องใช้ลงทุนเหลือเพียงแค่ 1 บาทเท่านั้น

 

ดัชนี คือ การคำนวณค่าทางสถิติเพื่อให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่เราสนใจ ดังนั้น ดัชนีราคาหุ้น หรือ SET Index ก็คือ ดัชนีที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นทุกตัวในตลาดหลักทรัพย์

 

รู้จักดัชนีหุ้นไทย?

ดัชนี คือ การคำนวณค่าทางสถิติเพื่อให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่เราสนใจ

ดังนั้น ดัชนีราคาหุ้น หรือ SET Index ก็คือ ดัชนีที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นทุกตัวในตลาดหลักทรัพย์ (ไม่นับรวมหุ้นที่ขึ้นเครื่องหมาย SP นานเกิน 1 ปี)

SET50 Index เป็นดัชนีที่ใช้แสดงระดับราคาหุ้นสามัญ 50 ตัว โดยคัดเลือกกลุ่มหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) และสภาพคล่องในการซื้อขายสูงสุด 50 อันดับแรก

SET100 Index เป็นดัชนีที่ใช้แสดงระดับราคาหุ้นสามัญ 100 ตัว โดยคัดเลือกกลุ่มหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) และสภาพคล่องในการซื้อขายสูงสุด 100 อันดับแรก

โดยทั่วไปมักจะใช้ดัชนีราคา SET50 และ SET100 ในการวัดการเปลี่ยนแปลงของดัชนี SET เนื่องจากดัชนีราคา SET50 และ SET100 คัดเลือกมาจากกลุ่มหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด 50 และ 100 อันดับแรก ซึ่งมีผลต่อดัชนี SET อยู่ไม่น้อย เห็นได้จากข้อมูลตั้งแต่ปี 2007 – 2018 ที่ดัชนีราคา SET SET50 และ SET100 ต่างปรับตัวไปในทิศทางเดียวกัน จึงสามารถตีความได้ว่าดัชนีราคา SET50 และ SET100 เปรียบเหมือนตัวแทนของดัชนี SET นั่นเอง

ที่มา : https://knowledge.bualuang.co.th/

 

 

รู้จักกองทุนรวมหุ้นไทย

สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ได้แบ่งประเภท "กองทุนรวมตราสารทุนในประเทศ" หรือ "กองทุนรวมหุ้นไทย" ไว้เป็น 3 ประเภท

1. กองทุนหุ้นขนาดกลาง-เล็ก (Equity Small – Mid Cap) ปัจจุบันมี 29 กอง เน้นลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็กที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มดัชนี SET50

ด้วยความเป็นหุ้นขนาดกลาง-เล็ก จึงมีความเสี่ยงและผลตอบแทนคาดหวังที่สูงกว่ากลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ (ตามหลัก High Risk High Return) กองทุนกลุ่มนี้จึงเหมาะเป็นส่วน Satellite ตามหลักการจัดพอร์ตแบบ Core-Satellite Portfolio เพื่อโอกาสในการสร้างกำไรส่วนเพิ่มในระยะกลาง-สั้น

ผลผลตอบแทนของกลุ่มนี้ เฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี อยู่ที่ 6.59% ต่อปี

(ที่มา: www.morningstarthailand.com ข้อมูล ณ วันที่ 7 ก.ย. 64)

2. กองทุนหุ้นขนาดใหญ่ (Equity Large Cap) ปัจจุบันมี 94 กอง มีนโยบายเน้นลงทุนหุ้นขนาดใหญ่ที่อยู่ในดัชนี SET50 เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในหุ้นชั้นนำของประเทศในทุกอุตสาหกรรม

ด้วยความที่เน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ 50 บริษัทชั้นนำ จึงเป็นกลุ่มที่มีความมั่นคงสูง หากเอ่ยชื่อบริษัท ย่อมรู้จักกันอย่างแน่นอน หุ้นกลุ่มนี้จึงเหมาะเป็นส่วนหนึ่งของส่วน Core ตามหลักการจัดพอร์ตแบบ Core-Satellite Portfolio

ผลผลตอบแทนของกลุ่มนี้ เฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี อยู่ที่ 5.82% ต่อปี

(ที่มา: www.morningstarthailand.comข้อมูล ณ วันที่ 7 ก.ย. 64)

3. กองทุนหุ้นทั่วไป (Equity General) ปัจจุบันมี 316 กอง เป็นกลุ่มกองทุนหุ้นไทยที่มีจำนวนกองทุนมากที่สุด เพราะนโยบายการลงทุนมีความยืดหยุ่นสูง จึงสามารถเลือกลงทุนหุ้นได้หลากหลายอย่างไม่มีข้อจำกัด

ด้วยความที่สามารถเลือกลงทุนหุ้นได้หลากหลายอย่างไม่มีข้อจำกัด กองทุนกลุ่มนี้จึงเหมาะเป็นส่วน Satellite ตามหลักการจัดพอร์ตแบบ Core-Satellite Portfolio เพื่อโอกาสในการสร้างกำไรส่วนเพิ่มในระยะกลาง-สั้น

ผลตอบแทนของกองทุนกลุ่มนี้ เฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี อยู่ที่ 5.71% ต่อปี

(ที่มา: www.morningstarthailand.comข้อมูล ณ วันที่ 7 ก.ย.64)

นอกจากนี้ กองทุนรวมหุ้นไทยยังมีกลุ่ม "กองทุนรวมดัชนี (Index Fund)" ที่คาดหวังให้ผลตอบแทนของกองทุนใกล้เคียงกับดัชนีหุ้นมากที่สุด จึงบริหารกองทุนเชิงรับ (Passive Management) ที่สร้างผลตอบแทนเกาะหรือล้อไปกับดัชนีเทียบวัด

"กองทุนรวมดัชนี (Index Fund)" จึงเป็นกองทุนที่เหมาะสำหรับสำหรับมือใหม่ เนื่องจากเข้าใจง่ายและมีค่าธรรมเนียมต่ำ และเหมาะเป็นส่วนหนึ่งของส่วน Core ตามหลักการจัดพอร์ตแบบ Core-Satellite Portfolio

สำหรับกองทุนกลุ่มนี้มีจุดสังเกตุที่น่าสนใจคือ ชื่อย่อกองทุนมักจะมีคำว่า SET SET50 หรือ SET100

ส่วนอีกกลุ่มคือ "กองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรม (Sector Fund)" เป็นกองทุนรวมที่เน้นลงทุนเฉพาะเจาะจงในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น กลุ่มพลังงาน กลุ่มสุขภาพ กลุ่มธนาคาร และกลุ่มสื่อสาร เป็นต้น โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีต้องมีสัดส่วนหุ้นในอุตสาหกรรมนั้น ๆ ไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน

จากการที่เน้นลงทุนในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งโดยเฉพาะ เป็นการลงทุนแบบกระจุกตัว กองทุนกลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงที่สูงกว่ากองทุนหุ้นปกติ จึงเหมาะกับนักลงทุนที่มีความเข้าใจการลงทุนในหุ้นเป็นอย่างดีและยอมรับความเสี่ยงได้สูง และเหมาะเป็นส่วน Satellite ตามหลักการจัดพอร์ตแบบ Core-Satellite Portfolio เพื่อโอกาสในการสร้างกำไรส่วนเพิ่มในระยะกลาง-สั้น

 

 

อยากลงทุนกองทุนรวมหุ้นไทย เลือกกองทุนไหนดี?

ดัชนี SET50 คือ ดัชนีราคาที่คำนวณโดยใช้หุ้น 50 อันดับแรก ที่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดของตลาดหุ้น พูดง่าย ๆ คือ ดัชนีราคาของหุ้น 50 บริษัทที่ดีที่สุดของตลาดหุ้นไทย

ฉะนั้น ดัชนี SET50 จะเคลื่อนไหวตามราคาหุ้นที่อยู่ในกลุ่ม 50 บริษัทเหล่านี้ ส่วนเกณฑ์ที่ใช้คัดเลือกหุ้นเข้ามาคำนวณใน SET50 มี 3 เกณฑ์หลัก คือ มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) สูง การซื้อขายมีสภาพคล่องสูงอย่างสม่ำเสมอ และมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อยผ่านเกณฑ์ที่กำหนด โดยจะพิจารณาปรับเปลี่ยนหุ้นที่ใช้ในการคำนวณ SET50 ทุก ๆ 6 เดือน

ดังนั้น กองทุน Index Fund ที่อิงกับดัชนี SET50 จึงเหมาะสำหรับมือใหม่ เนื่องจากเข้าใจง่ายและมีค่าธรรมเนียมต่ำ และเหมาะเป็นส่วนหนึ่งของส่วน Core ตามหลักการจัดพอร์ตแบบ Core-Satellite Portfolio อ่านเพิ่มเติมที่เพจ Lumpsum

 

 

"หุ้น" มีโอกาสสร้างผลตอบแทน 8-12% ต่อปี ด้วยผลตอบแทนสูงที่เป็นเสน่ห์ จึงชวนให้น่าลงทุน แต่สำหรับมือใหม่ที่ความรู้น้อยแถมทุนน้อย จะลงทุนโดยตรงก็ดูยากหรือลำบาก "กองทุนรวมหุ้น" จึงตอบโจทย์ เพราะนอกจากจะมีมือโปรบริหารจัดการให้แล้ว เรายังสามารถลงทุนบริษัทชั้นนำของประเทศที่อยู่ใน SET50 ได้อย่างครบถ้วนอีกด้วย

บทความแนะนำล่าสุด


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ