มาต่อกันจากเรื่อง "ตายแล้ว...เงินไปไหน" เมื่อสัปดาห์ก่อน
พ่อเพื่อนผมที่เสียชีวิตไปมีสินทรัพย์มากโขเลยเนอะ
1. ที่ดินทองหล่อ 40 ไร่
2. เงินสดในธนาคาร 8 ล้านบาท
3. มีกรมธรรม์ประกันชีวิตมูลค่า 2 ล้านบาท
4. เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมูลค่า 1 ล้านบาท
ลูก 4 คน แบ่งตามสิทธิโดยธรรมและพินัยกรรมได้ดังนี้
คนโต : ที่ดิน 10 ไร่ + เงินสด 2 ล้านบาท
คนกลาง : ที่ดิน 10 ไร่ + เงินสด 2 ล้านบาท (เพื่อนผมเอง ^^)
คนเล็ก : ที่ดิน 10 ไร่ + เงินสด 2 ล้านบาท
ลูกบุญธรรม : ที่ดิน 10 ไร่ + เงินสด 2 ล้านบาท + เงินประกันชีวิต 2 ล้านบาท + กองทุนสำรองเลี้ยงชีพอีก 1 ล้านบาท
(สงสัยลูกบุญธรรมนี่คงทำดีไว้เยอะเนอะ พ่อเลยจัดเต็ม ฮ่า ๆ)
แต่ผ่านไป 1 เดือน ดันมีเจ้าหน้าที่แบงก์มาบอกว่า "พ่อมีหนี้อยู่ 20 ล้านบาท !"
เป็นหนี้เอาที่ดินไปจำนองไว้เพื่อขอกู้เงินสด 15 ล้านบาท
และเป็นหนี้สินเชื่อเงินสดแบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 5 ล้านบาท
มารู้ตอนหลังว่าพ่อมีอีกบ้านหนึ่ง และนำเงินก้อนนี้ไปให้ก่อนจะตาย
เหมือนพ่อจะรู้ตัวเองอยู่แล้วว่าใกล้ถึงเวลา...
เอวัง...เลยทีนี้
เอาจากใครล่ะ ฟ้องใคร ใครต้องจ่ายบ้าง
จากการสอบถามนักกฎหมายและหาข้อมูลพบว่า...
1. หากสินทรัพย์มรดกข้างต้นยังไม่ได้แบ่ง
แบงก์สามารถร้องศาลขออายัดสินทรัพย์เพื่อชำระหนี้ให้หมดก่อนถึงจะแบ่งได้
โดยอาจจะนำที่ดินจำนองขายทอดตลาด-หรือยึดเงินฝากในบัญชีธนาคาร
2. แต่กรณีนี้แบ่งไปแล้ว บางคนใช้ไปแล้ว
แบงก์ต้องฟ้องผู้รับมรดกทั้ง 4 คน
เพราะเป็นผู้รับมรดกตามกฎหมาย
โดยต้องประเมินราคาสินทรัพย์ที่ได้รับและชำระคืนหนี้เท่า ๆ กัน
ยกเว้น !!! เงินประกันและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ของลูกบุญธรรม
ตามกฎหมายไม่ถือเป็น "มรดก" นะจ๊ะ ผู้รับประโยชน์ยังได้เหมือนเดิม ฟ้องรวมไม่ได้
เท่ากับสิ่งที่แบงก์เรียกร้องได้คือ ที่ดินคนละ 10 ไร่ และ เงินสดคนละ 2 ล้านบาท
เอ๊ะ !!! แล้วบ้านน้อยได้เงินสดไป 20 ล้านบาท ไม่ต้องใช้หรอ ?
ไม่ต้องใช้อะไรทั้งสิ้นจ้า เพราะให้ก่อนเสียชีวิต ตามกฎหมายไม่ถือเป็น "มรดก"
สบายสุดละบ้านนี้ เชิ้บ เชิ้บ แย่งกันไปซี้พวกบ้านใหญ่ ...
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ กฎหมายระบุชัดเจนว่า...
หนี้ที่ติดมากับมรดก ผู้รับต้องใช้หนี้นะ
แต่ใช้แค่เท่ากับมูลค่าสินทรัพย์ของมรดกเท่านั้น
เช่นสมมติว่า ที่ดิน 40 ไร่ขายได้แค่ 10 ล้านบาท
มีเงินสดในธนาคาร 8 ล้านบาท
รวม 18 ล้านบาท
แบงก์ก็จะได้เงินแค่นี้นะ ไม่มีสิทธิฟ้องเอาเงินเพิ่มจากผู้รับมรดก
เพราะหนี้ของผู้ตาย คิดแค่สินทรัพย์ที่เป็นมรดกเท่านั้น
อาจจะมาขู่ จะฟ้องขอเพิ่ม ไม่ต้องกลัว ฟ้องมาเลย ชนะแน่นอน
เพราะกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1754 ระบุชัดเลย
"หากเจ้ามรดกมีหนี้สิน หนี้ถือว่าเป็นมรดก
เจ้าหนี้สามารถทวงเงินกับทายาทได้เพียงเท่ากับมรดกที่ได้รับเท่านั้น
หากมีหนี้มากกว่านั้นทายาทก็ไม่ต้องจ่าย"
แต่เคสของบ้านนี้บังเอิญที่ดินอยู่ทองหล่อ
ปรากฎว่าทุกคนพร้อมใจแบ่งขายคนละ 2 ไร่
รวมเป็น 10 ไร่ให้กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์เจ้าหนึ่ง
ได้มากกว่ายอดหนี้อีกเท่าตัว ใช้หนี้หมด ที่เหลือแบ่งกันได้อีก
จบว่ะ...ไม่กระเทือนเงินสดที่ได้มา 2 ล้านบาทเลยสักคน
เรื่องบ้านเพื่อนผมหมดแล้วนะ แต่ขอเพิ่มเติมเป็นความรู้นิดหนึ่ง
สมมติว่าพ่อดันไม่มีมรดกอะไรเลย แต่มีหนี้บัตรเครดิต 1 ล้านบาท
แบงก์จะฟ้องนะ เพราะเขามีสิทธิ แต่เราไม่ต้องกลัวเด้อ
เพราะพ่อไม่มีสินทรัพย์อะไรเหลือไว้ เท่ากับทายาทไม่ได้รับอะไรมา
ไม่ต้องจ่ายจ้า .....
อีกเรื่องคือ พ่อมีหนี้บัตรเครดิต 1 ล้านบาท
ให้รถเรามา 1 คันที่ตกทอดมา มูลค่า 3 แสนบาท
แบงก์ยึดรถได้นะ แต่ได้แค่นั้น มาฟ้องเอาส่วนต่าง 7 แสนไม่ได้นะ
อย่ามามั่ว...เพราะเราได้มาแค่นั้น สินทรัพย์ของทายาทไม่เกี่ยวกับสินทรัพย์ของผู้ตายเด้อ
ยิ่งเป็นหนี้นอกระบบ เช่น พ่อไปยืมเพื่อนมา หรือ ยืมเฮียกวงดอกโหดมา หรือ หนี้พนัน
ตามกฎหมายเจ้าหนี้ฟ้องอะไรไม่ได้เลยนะครับ
แต่อาจจะมาขู่ ปล่อยขู่ไป อย่าไปให้ ไม่ใช่หน้าที่
ถ้าโหดมาแต่สู้ไม่ได้แจ้งความเลยครับ ไม่งั้นก็ฟ้องโซเชี่ยล เดี๋ยวก็จ๋อย
นอกจากนี้ กลับไปที่หนี้ในระบบ มันมีอายุความแค่ 1 ปีนะครับ
หากพ่อเป็นหนี้แบงก์แล้วหลังจากเสียชีวิต 1 ปี แบงก์ไม่มาทวง
ก็ไม่มีสิทธิทวงแล้วนะ เพราะถือว่าสิ้นอายุความแล้ว....
สรุปคือ มรดกที่มีหนี้ ตกทอดได้แค่เท่ากับมูลค่าของ มรดกเท่านั้น นะครับ
เอ้อ...สุดท้ายจริงละ ข้อนี้สำคัญ
อย่าบ้าจี้ขี้กลัวนะ ถ้าแบงก์มาขอประนอมหนี้ส่วนต่างที่มากกว่ามรดก
อย่าไปเซ็นยินยอมอะไรทั้งสิ้นเกี่ยวกับการประนอมหนี้
เพราะจะกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งไปเลย
บอกไปเลยว่า ไม่มีแล้ว จบแค่นี้ พอกันเถอะ พอกันที ไปละ ^^
