5 ข้อได้เปรียบของคนที่เริ่มเร็วเรื่องการเงิน

1.การเงินเป็นเรื่องที่เรียนรู้เพียงครั้งเดียว แต่ใช้ได้ตลอดชีวิต วิชาที่เรียนแล้วเราได้ใช้แน่ๆและสามารถนำไปใช้ได้ทั้งชีวิตเลยก็คือ เรื่องการบริหารเงินส่วนบุคคล ถ้าเราเริ่มเรียนและศึกษาเรื่องการเงินได้เร็ว เราจะไม่มีปัญหาเรื่องเงินอีกเลยไปทั้งชีวิต ทั้งกับดักหนี้ การลดหย่อนภาษี ⠀ เริ่มศึกษาเรื่องการบริหารการเงินได้เลยครับ แอดการันตีได้เลยว่า ชีวิตการเงินของทุกคนจะดีขึ้นแน่ๆ ⠀ 2.ยิ่งเริ่มเร็ว ก็จะมีโอกาสรวยเร็วขึ้น มาถึงในด้านการลงทุน ระยะเวลาเป็น 1 ใน 3 หลักของความสำเร็จในการลงทุนเลย โดยทั้ง 3 หลักมีดังนี้ 1.เงินต้น 2.ระยะเวลา 3.ผลตอบแทน ถ้าเราเริ่มลงทุนได้เร็ว สมมุติว่าเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 25 ปีเลย จะทำให้เราได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆจากพลังของดอกเบี้ยทบ เช่น แอดนำเงิน 1 แสนบาทที่เก็บมา ไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน 10% ต่อปี เป็นระยะเวลา 10 ปี เงิน 1 แสนของเราจะกลายเป็น 235,000 เลยทีเดียว ⠀ แล้วลองคิดดูสิว่าถ้าเรานำเงินไปลงทุนเป็นเวลา 30 ปี เราจะมีเงินเท่าไหร่ ⠀ 3.ลองผิด ลองถูก และเสี่ยงได้มากกว่า คนเราถ้าแก่ตัวลง จะทำอะไรก็ต้องคิดให้มาก จะนำเงินที่หามาทั้งชีวิตไปลงทุนก็ไม่ได้ เพราะถ้าพลาดขาดทุนขึ้นมา ก็จะไม่มีเงินไว้สำหรับใช้หลังเกษียณ กลับกัน วัยรุ่นจบใหม่แบบแอดเนี่ย สามารถเสี่ยงได้มากกว่า เพราะต่อให้เราลงทุนแล้วเจ๊งยับ ขาดทุนแบบหมดตัว แต่สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือแรงของเรา แรงที่จะทำงานและเก็บเงินมาสู้ใหม่อีกครั้ง ⠀ ลุยไปให้เต็มที่ในช่วงที่ยังมีแรงอยู่ อาจจะลงทุนทำในสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราคลั่งไคล้ ใส่มันไปให้สุด ⠀ 4.มีภาระค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่า ช่วงที่เพิ่งเริ่มทำงานเป็นช่วงเวลาทองในการออมเงินของเราเลย เพราะเป็นช่วงที่เรายังมีภาระค่าใช้จ่ายไม่เยอะมาก เต็มที่ก็มีค่าที่พัก และส่งเงินให้ที่บ้าน พยายามบริหารเงินให้ดีและอย่าพึ่งสร้างหนี้บริโภคในช่วง 10 ปีแรกของการทำงาน สำคัญมากเพราะถ้าหากเราสร้างหนี้ตั้งแต่เริ่มทำงานมันจะทำให้เราไม่มีเงินเก็บ ⠀ แต่ถ้าใครจำเป็นที่จะต้องมีหนี้จริงๆ อาจจะต้องซื้อรถเพื่อขับไปทำงาน หรือซื้อบ้านเพื่อขยายครอบครัว ก็มีได้ แต่แอดอยากให้ควบคุมหนี้ของเราไม่ให้เกิน 40% ของรายได้ เพื่อให้มีเหลือเก็บเหลือออมบ้าง ⠀ 5.มีโอกาสที่เราจะเกษียณได้เร็ว และไปถึงอิสรภาพทางการเงินได้จริงๆ คงไม่มีใครอยากทำงานไปทั้งชีวิตใช่ไหมครับ แล้วจะเป็นอย่างไรถ้าเราสามารถเกษียณตัวเองได้ตั้งแต่อายุ 40 ปี มันเป็นไปได้นะครับ ถ้าเราปูพื้นฐานทางด้านการเงินไว้ตั้งแต่เริ่มทำงาน หรือเริ่มตั้งแต่ตอนเรียนเลยยิ่งดี ศึกษาเรื่องการเงินตั้งแต่วัยเรียนเลย ⠀ โดยเราจะคำนวณค่าใช้จ่ายหลังเกษียณได้จากค่าใช้จ่ายรายเดือนของเรา เช่น แอดอยากเกษียณตอนอายุ 40 ปี และจะใช้ชีวิตอยู่ต่ออีก 40 ปี และคาดว่าจะใช้เงินเดือนละ 20,000 บาทหลังเกษียณ เท่ากับว่า ผมจะต้องเก็บเงินให้ได้ 10 ล้านบาท เพื่อที่จะมีเงินใช้เดือนละ 20,000 บาทต่อเดือนหลังเกษียณ ⠀ นั่นหมายความว่าในช่วงอายุ 25- 40 ปี ผมจะต้องทำงานหาเงินให้ได้ 10 ล้านบาท ฟังดูเหมือนยากใช่ไหมครับ ใช่ครับมันยากมาก เพราะเฉลี่ยแล้วผมต้องลงทุนเดือนละประมาณ 25,000 บาทเลยทีเดียว แต่แอดก็อยากให้ทุกคนลองเริ่มดูก่อน เพราะถึงแม้ปลายทางอาจจะไม่ถึงเป้าที่เราวางไว้ แต่แอดมั่นใจว่าชีวิตหลังเกษียณของทุกคนจะมีความสุขหมดห่วงเรื่องการเงินอย่างแน่นอนครับ

  ธนากร นวมรัตน์


  25 มิถุนายน 2567

เปิดสูตรลับ วางแผนสร้างเงินออมเพื่ออนาคต ฉบับคนขี้เกียจแต่อยากมีอนาคต

ผมก็เคยเป็นคนนึง ที่ไม่ชอบเรื่องการเงินและการวางแผนการเงิน เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของคนที่มีเงินหลักล้าน หลักสิบล้านขึ้น และขี้เกียจศึกษาหาความรู้เพิ่ม ⠀ แต่หลังจากวิกฤตโควิด 19 ที่ทำให้ใครหลายคนตกงาน รวมถึงพ่อและแม่ของผม โชคยังดีที่ครอบครัวผมไม่เหลือหนี้ที่ต้องจัดการแล้ว ทำให้ช่วยกันประหยัดและผ่านชีวิตในช่วงเวลานั้นมาได้ แต่มันก็ทำให้ผมรู้ได้เลยว่า เรื่องเงินมันสำคัญกับชีวิตเราขนาดไหน ⠀ วันนี้ผมเลยจะมาพูดถึงการวางแผนสร้างเงินออมเพื่ออนาคตของแต่ละคน ในแบบฉบับที่คนขี้เกียจแบบผมก็ทำได้ โดยเกริ่นไว้ก่อนเลยว่า โพสต์นี้สั้นๆ แปปเดียวก็อ่านจบ เพราะรู้ว่าคนที่มาอ่านโพสต์นี้ น่าจะขี้เกียจอ่านกันทุกคน 555 ⠀ สร้างเป้าหมาย เพื่อวางแผนสร้างเงินออม อย่างแรกคือการตั้งเป้าหมายในการออมของเรา โดยเป้าหมายหลักๆในการออม มีอยู่ 4 ข้อ ⠀ 1.ออมเผื่อกรณีฉุกเฉิน⠀ 2.ออมเพื่อวัยเกษียณ 3.ออมเพื่อการลงทุน 4.ออมเพื่อเติมฝัน ⠀ ถ้าให้ผมแนะนำก็คือควรสร้างเงินออมเรียงลำดับตามนี้เลย จาก 1 ไป 4 เริ่มจากเงินสำรองฉุกเฉิน เงินออมเพื่อวัยเกษียณ เงินออมเพื่อการลงทุน และออมเพื่อทำตามฝัน ⠀ บรรลุเป้าหมายวางแผนสร้างเงินออมเพื่ออนาคต ด้วยเทคนิค SMART เมื่อได้เป้าหมายที่ต้องการจะออมชัดเจนแล้ว ขั้นต่อมาก็จะเป็นส่วนที่ยากที่สุด ก็คือวิธีในการไปถึงเป้าที่เราตั้งไว้ ซึ่งผมก็มีเทคนิคที่ชื่อว่า SMART ที่ช่วยให้การไปถึงเป้าหมายการเงินเป็นเรื่องง่าย เพราะผมเคยลองทำแล้วได้ผลจริง ผมได้รถคันแรกในชีวิตจากเทคนิคนี้เลย ขอขิงไว้หน่อยว่าได้จากการซื้อสดด้วยไม่ได้ผ่อน ⠀ โดยเทคนิค SMART จะประกอบไปด้วย 5 ส่วนสำคัญจากตัวอักษรทั้ง 5 ตัว S = Specific – ชัดเจน ตั้งเป้าหมายของเราให้ชัดไปเลยว่าต้องการอะไร ไม่คลุมเครือ ⠀⠀ M = Measurable - วัดผลได้ ต้องรู้ว่าเป้าหมายนั้นต้องใช้เงินจำนวนเท่าไหร่จะไปถึง มีตัวเลขที่ชัดเจน ⠀ A = Achievable – ทำสำเร็จได้ เป้าหมายนั้นต้องสามารถทำสำเร็จได้จริง รู้ว่าจะมีวิธีการอย่างไรเพื่อให้เป้าหมายนั้นสำเร็จลุล่วง และมีความรับผิดชอบในการทำให้สำเร็จ ⠀ R = Realistic – เป็นไปได้ เป้าหมายนั้นต้องมีความสมเหตุสมผล สอดคล้องกับความเป็นจริง และสัมพันธ์กับชีวิตของเรา ⠀ T = Time-bound – มีกรอบเวลาแน่ชัด รู้ว่าเป้าหมายนี้ต้องใช้เวลาเท่าใดในการบรรลุเป้าหมายเพื่อไม่ให้กลายเป็นฝันกลางวันแล้วก็ล้มเลิกไป ⠀ ตัวอย่าง เรามาลองตั้งเป้าหมายการเงินด้วย SMART กันจริงๆดู S = จะวางแผนซื้อบ้าน M = ด้วยการดาวน์บ้านในราคา 2 แสนบาท A = ด้วยการเก็บออมเงิน R = เดือนละ 10,000 เพราะสามารถเก็บออมได้โดยไม่ลำบากเกินไป T = โดยจะใช้เวลาในการไปถึงเป้าหมายทั้งหมด 20 เดือน สรุปและให้คำแนะนำ ㅤㅤสั้นๆ แบบกระชับเลยก็คือ ตั้งเป้าหมายการออมเงินของเราก่อน อยากได้เงินออมก้อนนี้ไปเพื่ออะไร แล้วก็เริ่มต้นเก็บเงินตามที่เราตั้งไว้ด้วยเทคนิค SMART แล้วทำตามอย่างมีวินัย เท่านี้เราก็มีเงินออมตามเป้าหมายเป็นของตัวเองแล้ว

  ธนากร นวมรัตน์


  20 มิถุนายน 2567

10 เทคนิคการออมเงิน แบบง่ายๆ คนที่ไม่เคยมีเงินออมมาก่อน ก็ทำได้

เมื่อก่อนนี้ ผมเองก็เป็นคนนึงที่ไม่เคยสนใจเรื่องการเงินเลย ได้เงินมาก็ใช้ไป แม่ให้เงินไปโรงเรียน ก็ใช้หมด ทำงานพิเศษวันเสาร์ อาทิตย์ ก็ใช้หมด ไม่เคยเหลือเก็บ และไม่เคยรู้จักคำว่าออมเลย จนมาถึงวันที่โควิดระบาด พ่อตกงาน พี่ชายขาดรายได้ และตัวผมเองก็พึ่งเรียนจบ และนั่นเองก็เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมต้องรู้จักคำว่า “ออมเงิน” ⠀ ความหมายของการออมเงิน สำหรับใครที่ไม่เคยออมเงิน หรือไม่รู้ว่าจะออมเงินไปทำไม เรามาทำความรู้จักการออมเงินกันก่อนการออมเงิน คือ การที่เราสะสมเงินจากรายได้ที่เราได้รับ และจัดสรรเป็นส่วนต่างๆ เพื่อนำไปใช้ในอนาคตหรือตามที่เราได้กำหนดไว้ เช่น ออมเพื่อใช้ตอนเกษียณ , ออมเงินไว้สำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉินต้องใช้เงิน หรือออมไว้เพื่อใช้ซื้อสิ่งของที่เราต้องการ ⠀ ทำไมต้องออมเงิน เหตุผลสำคัญที่ทำให้เราต้องออมเงินก็มีอยู่ด้วยกัน 4 ข้อ ⠀ ออมเผื่อกรณีฉุกเฉิน เพื่อเก็บไว้ใช้ในกรณีเจ็บป่วย หรือมีเหตุให้ต้องใช้เงินก้อนอย่างเร่งด่วน โดยควรแยกเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ⠀ ออมเพื่อวัยเกษียณ เป็นการออมระยะยาว เพื่อใช้จ่ายเมื่อพ้นวัยทำงาน และมีเพียงพอสำหรับการดูแลสุขภาพ ทำกิจกรรมเพื่อความสุข และลดภาระของลูกหลาน ⠀ ออมเพื่อเติมฝัน เป็นการออมระยะสั้นถึงปานกลาง 1-5 ปี เพื่อนำไปใช้จ่ายในสิ่งที่ต้องการ เช่น ท่องเที่ยว ซื้อของที่อยากได้ หรือบริจาคเพื่อสังคม ⠀ ออมเพื่อการลงทุน เป็นการออมระยะสั้นถึงปานกลาง 1-5 ปี เพื่อนำไปใช้จ่ายในสิ่งที่ต้องการ เช่น ท่องเที่ยว ซื้อของที่อยากได้ หรือบริจาคเพื่อสังคม ⠀ เห็นข้อดีและความสำคัญเยอะขนาดนี้แล้ว เราลองมาเริ่มต้นออมเงินกันเถอะ วันนี้ผมก็มี 10 เทคนิคในการออมเงิน แบบง่ายๆ คนที่พึ่งเริ่มต้นออมเงินก็ทำได้ จะมีอะไรบ้างไปดูกัน ⠀ 10 เทคนิคการออมเงิน แบบง่ายๆ 1.ออมก่อนใช้ เริ่มต้นข้อแรก ด้วยข้อเบสิกพื้นฐานที่ทุกคนเริ่มต้นทำได้เลย ก็คือการออมก่อนใช้ ก่อนหน้านี้ผมเป็นจำพวกได้มาใช้เลยเหมือนกัน ก็เปลี่ยนใหม่เมื่อเงินเดือนเข้าก็ให้หักเงินบางส่วนเข้าบัญชีเงินออมก่อนเลย ⠀ ยกตัวอย่าง บริษัทผมจะจ่ายเงินเดือนทุกวันที่ 28 ถ้าได้เงินเดือนเข้ามา 20,000 บาท ผมจะนำเงิน 4,000 บาท ออกไปไว้ในอีกบัญชีทันทีเพื่อเป็นออมให้กับตัวผมเอง ⠀ 2.เริ่มต้นออมเท่าที่ไหว แต่จะดีมากๆ ถ้าได้ถึง 20% ของรายได้ ในช่วงเริ่มต้นออม เราไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองแบบสุดๆเพื่อออมเงิน เช่น ได้เงินเดือนมา 20,000 แต่หักออมไปเลย 10,000 บาท กลายเป็นว่าเราจะใช้ชีวิตแบบไม่มีความสุข สภาพจิตใจแย่ยิ่งกว่าตอนที่ไม่มีเงินเก็บ ⠀ สำหรับใครที่เป็นช่วงเริ่มต้น ให้ลองหักออมที่ 5% หรือ 10% ดูก่อน ว่ากระทบการใช้จ่ายในแต่ละวันของตัวเรามากน้อยแค่ไหน แล้วถ้ารู้สึกว่ายังไหว ก็ค่อยขยับออมมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าออมได้ถึง 20% ของรายได้เลย ยิ่งดี ⠀ 3.ออมเงินเพิ่ม ตามเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น ทุกๆ ปีเงินเดือนผมจะเพิ่มขึ้น ผมก็จะออมเพิ่มขึ้น เช่น เงินเดือนขึ้น 500 บาท ก็จะเอา 500 บาทนั้นออม/ลงทุนหมด หรือเพิ่ม 1,000 บาท ก็จะเอา 1,000 บาทออม/ลงทุนหมด เนื่องจากไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินให้เพิ่มขึ้นตามฐานเงินเดือน เหตุผลหลักๆ ก็เพราะว่าอยากจะเลิกนิสัยเดิมๆ ที่เป็นคนใช้เงิน “สุรุ่ยสุร่าย” มือเติบตามฐานเงินเดือน ⠀ ยกตัวอย่าง เมื่อปีที่ผ่านมาเงินเดือนผมเพิ่มมา 2,000 บาทถ้วน แต่ผมก็ใช้จ่ายเท่าเดิม ทำให้เหลือเงินออมเพิ่มเดือนละ 2,000 บาท ผมจึงนำเงินนั้นไปออมในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง เช่น หุ้น และกองทุนรวม 4.ออมเงินผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ใครที่เป็นพนักงานประจำเหมือนผม น่าจะมีสวัสดิการบริษัทที่เรียกว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะเป็นหักเงินเราไปและบริษัทก็จะสมทบเพิ่ม และนำเงินนั้นไปลงทุนต่อในกองทุนที่เราเลือก ซึ่งดีมากๆ เพราะนอกจากเงินจะมีโอกาสได้งอกเงยจากการลงทุนแล้ว ยังได้เงินเพิ่มฟรีๆจากบริษัทอีกด้วย ⠀ ยกตัวอย่าง อย่างผมเอง ก็อัดกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไว้เต็มที่ ที่ 15% เลย ก็จะโดนบริษัทหักเงินไป 15% ของรายได้ และบริษัทก็สมทบให้อีก 3% ซึ่งส่วนใหญ่เงินสมทบของบริษัทจะเพิ่มขึ้นตามอายุงานของเรา ถ้าอยู่เกิน 10 ปี ก็น่าจะได้สมทบ 10% เลย ขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัทนั้น ⠀ 5.อย่าพึ่งสร้างหนี้เยอะเกินไป หลายคนอาจจะสงสัยว่า มีหนี้เยอะ แล้วมันไปเกี่ยวกับเงินออมยังไง ซึ่งผมบอกเลยว่ามันเกี่ยว 100% ถ้าเรามีหนี้เยอะ เท่ากับว่ารายจ่ายต่อเดือนก็จะเยอะตาม อาจจะทำให้โอกาสที่จะเหลือเงินสำหรับการออมเนี่ยน้อยลงไป โดยเฉพาะกับเด็กจบใหม่ที่พึ่งเริ่มต้นทำงาน เงินเดือนยังไม่เยอะ ถ้าเป็นหนี้เพิ่มด้วย อย่าว่าแต่สร้างเงินออมเลย แค่มีเงินใช้ต่อเดือนยังยาก ⠀ 6.ให้รางวัลตัวเองเท่าที่ควร การให้รางวัลตัวเองหลังจากทำงานมาเหนื่อยๆ เป็นสิ่งที่ดีและสร้างความสุขให้กับตัวเราเอง เพื่อที่จะมีกำลังใจในการลุยงานต่อไป ไม่ใช่ว่าเราจะเก็บเงินแสนแล้วต้องตัดเรื่องการให้รางวัลตัวเองออกไปเลย สามารถให้รางวัลตัวเองได้ แต่ให้เท่าที่ควร ⠀ ยกตัวอย่าง จากที่เราจะไปเที่ยวปีละ 4 ครั้ง ก็อาจจะลดเหลือ 2 หรือ 1 ครั้ง หรือใครที่เป็นสายช็อป อาจจะต้องช็อปเสื้อผ้าเดือนละ 4 ตัว อาจจะต้องลดลงเหลือเดือนละ 2 ตัว เพื่อให้เรามีเงินเก็บต่อเดือนเพิ่มขึ้น ⠀ 7.ลดชา กาแฟ บุหรี่แหละของมึนเมาให้ได้มากที่สุด ผมเนี่ยโชคดีมากๆอีกแล้ว ที่ไม่ดื่มชา กาแฟ แถมไม่สูบบุหรี่และยุ่งกับของมึนเมาเลย ทำให้ผมมีเงินเก็บแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่เสียเงินไปกับของแนวๆนี้เลย แต่ถ้าหลายคนยังติดอยู่ ไม่จำเป็นที่จะถึงขั้นเลิกไปเลย แต่อยากให้ลดให้ได้มากที่สุด ⠀ ยกตัวอย่าง กาแฟก็อาจจะลดแบรนด์ลงมา ทานแบรนด์ที่ถูกลงมาหน่อย บุหรี่ก็ลดจำนวนการสูบลง เพราะของพวกนี้มันมีราคาแพงจริงๆ การลดของพวกนี้ได้ นอกจากจะมีเงินเหลือเก็บเพิ่มขึ้นแล้วยังทำให้สุขภาพของเราดีขึ้นด้วยนะ ได้ทั้ง 2 เรื่องเลย ทั้งเรื่องเงินและสุขภาพ ⠀ 8.หาความรู้ด้านการลงทุนควบคู่ไปกับการออมเงิน ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยรู้เลยว่าการลงทุนนั้นมันมีดียังไง เหมือนเอาตัวเองไปเสี่ยง ไม่ต่างกับการพนันเลย จนพอเริ่มมีเงินเก็บได้ศึกษาเรื่องการลงทุนมากขึ้น จึงทำให้ผมรู้ว่าการลงทุนมันมีหลักการของมัน หุ้นจะขึ้นมันต้องมีพื้นฐานที่ดี ⠀ ในช่วงที่เริ่มต้นเก็บเงิน ก็อยากให้ศึกษาการลงทุนควบคู่ไปด้วย พอเรามีเก็บมากพอพร้อมกับมีความรู้เรื่องการลงทุนในระดับนึงแล้วเนี่ย เราอาจจะสามารถทำให้เงินออมของเรา งอกเงยเพิ่มมากขึ้นไปได้มากกว่าเดิม ⠀ 9.ไม่ต้องตามเทรนด์เยอะ เอาเท่าที่เราต้องใช้งาน หลายคนติดกับดักเทรนด์สินค้า เวลามีสินค้าหรือบริการอะไรออกใหม่ แล้วดูน่าสนใจ ดูแพง ดูรวย ของมันต้องมี สุดท้ายก็ซื้อไปทั้งที่เราอาจจะใช้งานมันได้ไม่เต็มที่ หรือเต็มประสิทธิภาพ เปลี่ยนใหม่ ให้เน้นเลือกซื้อสินค้าหรืออุปกรณ์เท่าที่เราจำเป็นต้องใช้ เช่น เราซื้ออุปกรณ์ชิ้นนึงมาที่มีความสามารถ 100% แต่เราใช้เพียง 50% มันก็ไม่คุ้มค่ากับเงินที่เราจ่ายไปนั่นเอง ซึ่งถ้าเราลดได้ เราจะมีเงินเหลือเก็บอีกเยอะเลยหล่ะ ⠀ ยกตัวอย่าง ผมเองก็เป็นที่ติดใช้โทรศัพท์ iPhone เหมือนกัน แต่สิ่งที่ผมทำก็คือ ผมจะพยายามเปลี่ยนใหม่ทุกๆ 5 ปี เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่โอเคและไม่ฟุ่มเฟือยจนเกินไป แถมเครื่องเก่าก็สามารถนำไปน้องหรือคนในครอบครัวใช้ต่อได้อีกด้วย รุ่นสู่รุ่นกันเลยทีเดียว ⠀ 10.นำงานอดิเรกที่เราชอบ เปลี่ยนมาเป็นเงินออม หลายคนก็น่าจะมีงานอดิเรกที่ตัวเองชอบทำใช่ไหมล่ะครับ แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราถ้าสิ่งที่เราชอบเหล่านั้น สามารถนำมาเป็นเงินออมเพิ่มให้กับเราได้อีก ⠀ ยกตัวอย่าง อย่างตัวผมเอง ก็เป็นคนนึงที่ชอบเล่นเกมออนไลน์มาก เล่นได้ทุกวัน เล่นมาตั้งแต่สมัยเรียนมาถึงตอนทำงานก็ยังเล่นอยู่ เลยทำเพจเกมสร้างรายได้เสริมเล็กๆ เพื่อมาเป็นเงินออมให้กับตัวเองได้ด้วย ทั้งสนุกทั้งได้เงิน ⠀ สรุป ㅤㅤใครที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ได้ ต้องยอมรับว่าเก่งมากๆ เพราะเนื้อหาค่อนข้างเยอะและสำคัญเลย เพราะสามารถนำไปใช้ได้จริงๆ โดยประสบการณ์จากตัวผมเอง สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้นออม แต่ยังไม่รู้ว่าออมไปทำไม ก็ให้ออมเป็นเงินสำรองฉุกเฉินเอาไว้ก่อน แล้วค่อยๆศึกษาเรื่องการเงินเพิ่มเติม เพื่อนำไปใช้ให้ตรงกับตามความต้องการจริงๆของเราเอง เทคนิคการออมเงินที่ผมว่ามา มันก็อาจจะใช้ไม่ได้กับทุกคน ลองนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเองดูนะครับ ⠀ ใครทำข้อไหนอยู่ และมีเงินเก็บเพิ่มขึ้น หรือใครที่มีเทคนิคออมเงินดีๆ ก็อย่าลืมมาบอกกันด้วยนะครับ

  ธนากร นวมรัตน์


  13 มิถุนายน 2567

ประกัน 3 รูปแบบ ที่จะช่วยให้คุณมีเงินออม

หลายคนพอพูดถึง ประกัน ก็จะคิดแค่ว่าเป็นการคุ้มครองค่ารักษาหากเกิดอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยเพียงเท่านั้น แต่ทุกคนรู้รึเปล่าว่า ประกัน บางรูปแบบสามารถช่วยสร้างเงินออมให้กับเราได้ด้วย นอกจากจะได้ความคุ้มครองแล้ว ยังมีเงินก้อนเพิ่มด้วย และการทำประกันยังเป็นส่วนหนึ่งของ พีระมิดทางการเงิน ที่จะทำให้ชีวิตการเงินของเรามั่นคงด้วย พอฟังมาถึงตรงนี้ เริ่มสนใจการทำประกัน เพิ่มขึ้นแล้วใช่ไหมล่ะครับ งั้นมาฟังกันเลยดีกว่าว่า ประกันทั้ง 3 รูปแบบที่ช่วยสร้างเงินออมให้กับคุณเนี่ย มีอะไรบ้าง 1.ประกันสะสมทรัพย์ ประกันสะสมทรัพย์ คือ แผนประกันที่ได้ทั้งความคุ้มครองในเรื่องประกันชีวิตและได้รับเงินคืน หากจ่ายค่าเบี้ยจนครบกำหนดสัญญา มีจ่ายคืนทั้งแบบเป็นก้อนและจ่ายระหว่างทาง ขึ้นอยู่กับการตกลงกัน หากผู้ทำประกันเกิดเสียชีวิต คนในครอบครัวก็จะได้รับเงินก้อนนี้ไป ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ และสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ด้วย เปลี่ยนเงินที่ต้องจ่ายภาษีทุกปี มาเป็นเงินประกันให้กับตัวเรากันเถอะ 2.ประกันชีวิต เป็นประกันที่คุ้มครองชีวิตตามชื่อเลย เป็นประกันขั้นพื้นฐานที่ใครหลายคนทำกัน ถึงแม้จะไม่ได้ผลตอบแทนทุกปี แต่จะได้รับเงินก้อนทันที หากคนทำประกันเกิดเสียชีวิตขึ้นมา โดยส่วนใหญ่คนที่ทำประกันชีวิต คือคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ที่รับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆภายในครอบครัว เพราะถ้าหากหัวหน้าครอบครัวเกิดเสียชีวิตไปกะทันหัน จะได้มีเงินก้อน มารองรับค่าใช้จ่ายภายในบ้านก่อน เช่น หนี้บ้าน หนี้รถ ที่ยังต้องผ่อนจ่ายอยู่ คุณลองคิดดูว่าหากเราเกิดเสียชีวิตไป โดยที่ไม่มีเงินเก็บ ไม่มีประกันไว้เลย ภาระต่างๆ ที่คนในครอบครัวต้องรับผิดชอบมันมากขนาดไหน และแน่นอนว่า ค่าเบี้ยของประกันชีวิตก็สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน 3.ประกันบำนาญ ประกันบำนาญ เป็นประกันที่เน้นผลตอบแทน มากกว่าการคุ้มครอง เป็นการจ่ายค่าเบี้ยไปเรื่อยๆจนถึงอายุ 55 ปี และจะได้รับเงินกลับมาเป็นเงินบำนาญ ไปเรื่อยๆ จนถึงอายุ 85 ปี หรือ 99 ปี ตามที่สัญญาระบุเอาไว้ ข้อดีก็คือ เป็นการเก็บออมเงินระยะยาวที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่แน่นอนว่าผลตอบแทนก็อาจจะน้อยเช่นกัน แต่การันตีมีเงินใช้ในตอนเกษียณแน่ๆ หากเกิดเสียชีวิตกะทันหัน เงินก้อนนี้ก็ยังถูกส่งต่อไปให้ลูกหลานด้วยเช่นกัน และเช่นเคย สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ สรุป ในมุมของผม การทำประกันค่อนข้างเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะไม่มีใครรู้ว่าในอนาคตเราจะเจอกับอะไรบ้าง เราจะเกิดพลาดเสียชีวิตตอนไหน การทำประกันไว้ เพื่อคนข้างหลังก็เป็นสิ่งที่เซฟมากกว่า ยิ่งใครที่เป็นหัวหน้าครอบครัว มีภาระค่าใช้จ่ายท่วมตัว เกิดวันนึงพลาดไป จะได้มีเงินก้อนให้กับคนในครอบครัวไปเคลียร์หนี้สินและทำทุนต่อ แถมเงินประกันที่ผมกล่าวมา สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ด้วย ใครที่เริ่มต้นเสียภาษีแล้ว ก็ควรจะเปลี่ยนเงินที่นำไปจ่ายภาษีมาจ่ายค่าเบี้ยประกันแทน เพราะยังไงเราก็ต้องเสียเงินนั้นอยู่ดี ก็เปลี่ยนจากเสียเงินให้กับการจ่ายภาษี เป็นเสียให้กับทางประกันเพื่อรับความคุ้มครองเพิ่ม ก็ดีกับตัวเรามากกว่าเห็นๆ ถ้าใครที่เพิ่งเริ่มต้นเรียนรู้เรื่องประกัน สามารถอ่าน คำศัพท์เกี่ยวกับประกัน เพิ่มเติมได้ ยิ่งรู้เยอะ ยิ่งได้ประโยชน์ ถ้าเพื่อนๆสนใจการทำประกัน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย >> คลิก

  ธนากร นวมรัตน์


  26 เมษายน 2567

ก็มันอดไม่ได้ เทคนิคแก้นิสัย ของคนเก็บเงินไม่อยู่

เชื่อหลายๆคนรู้ดี ว่าการเก็บเงินบ้างจะช่วยสร้างทางเลือกให้คุณในอนาคตได้มากขึ้น ตั้งแต่ช่วยป้องกันปัญหาเงินขาดมือ เรื่องฉุกเฉินที่ไม่คาดคิด ได้ทำตามฝันที่อยากทำ ไปจนถึงเรื่องการเกษียณที่อาจจะดูยาวนานแต่ยังไงเราก็ต้องแก่แน่ แต่มันก็ติดอยู่นิดนึง ที่การต้องมาอดทนเก็บเงินเพื่อไปใช้ในอนาคต หรือคำคุ้นหูที่เราได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก อย่าง "อดเปรี้ยวไว้กินหวาน" เนี่ยมันให้ความสุขน้อยกว่าการที่เราได้เงินมาปุ๊บกินวันนี้และสุขเลยนี่สิ ซึ่งนั่นมันก็ไม่ผิดนะครับ แต่มันจะมีทางเลือกอื่นอีกไหมนะ ที่ช่วยให้คุณสุขไปกับการใช้เงินในทุกช่วงของชีวิต วันนี้ผมเลยอยากชวนทุกคนมาหาเทคนิคเพื่อให้เราลองปรับนิสัยเล็กๆ เพื่อการเงินของตัวเราเองกัน 1. เริ่มให้สนุก เวลาที่เราอยากเริ่มทำอะไร หลายคนอาจจะเป็นคล้ายๆผม คือเรามักมองแต่เป้าใหญ่ๆ ภาพความฝันที่สมบูรณ์แบบ อยากมีเงินเก็บ 1ล้าน 10ล้าน ซึ่งมันเป็นเป้าหมายที่ดีนะครับ และจะดีมากถ้าเราไปถึง แต่เมื่อเราไม่มีแรงใจมากพอ ไฟในการทำตามเป้าหมายมันก็มักจะมอดดับไปไวเหลือเกิน หลายๆเป้าหมายที่เราตั้งกันไว้ หลายครั้งก็เลยไม่สำเร็จ ดังนั้น ผมคิดว่าถ้าคุณอยากลองเก็บเงินสักก้อนดู ยังไม่ต้องไปไกลแบบนั้น ลองตั้งเป้าเล็กๆ เพื่อท้าทายตัวเอง และลองตั้งจากสิ่งที่คุณอยากได้ เช่น อยากได้กระเป๋าใบใหม่สักใบ นาฬิกาเรือนใหม่สักเรือน ซึ่งปกติแล้ว เราอาจจะเลือกใช้วิธีรูดก่อนค่อยมาจ่าย ลองท้าทายตัวเองด้วยการเก็บก่อนแล้วเอามาซื้อดูครับ ผมเชื่อว่าหลายคนพอเห็นเงินจำนวนนั้นที่มันเป็นเงินของเราจริงๆแล้ว คุณอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้ แต่ถ้าไม่ ก็ซื้อ!เลยครับ อย่างน้อยคุณก็ได้นิสัยการออมกลับมาบ้างแล้ว 2. มองตัวเองให้ชัดขึ้นอีกนิด เคยเป็นไหมครับ เวลาเราอยากได้ของอะไรมากๆ เรามักจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าเราจ่ายไหว ? นั่นมันเป็นเพราะของชิ้นนั้นมันมีแรงจูงใจมากพอที่จะทำให้คุณพยายามมากขึ้น เพื่อที่จะได้มันมา ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ คุณสามารถเอามาใช้กับเรื่องการเงินของคุณได้ทั้งชีวิตเลย ความฝันที่อยากเป็น ความจำเป็นที่ต้องทำ…. ที่วันนี้เราอาจให้ความสำคัญน้อยไป ฮึดไม่พอ แรงจูงใจไม่มี เพราะจริงๆแล้วหลายเรื่องภาพมันอยู่แค่ในหัวของเรา และเมื่อวันๆเรามีเรื่องต้องคิดเยอะแยะมากมาย แน่นอนว่า บางช่วงเวลาเราก็ลืม ! ดังนั้น ลองเขียนภาพในหัวออกมา ว่าคุณอยากทำอะไร ต้องทำอะไร มันจะทำให้คุณรู้สึกจริงจังมากขึ้น ดูสำคัญมากขึ้น และแน่นอนว่ามันจะมีโอกาสสำเร็จมากขึ้น 3. ไม่เห็น ไม่มี ไม่จ่าย หลายคนคงรู้ดีว่าสิ่งที่ยากที่สุดของคนอย่างเราๆ คือการควบคุมตัวเอง มันคงยากถ้าคุณอยากลดน้ำหนัก แล้วในห้องมีขนมวางอยู่เต็มไปหมด แต่มันจะง่ายกว่าถ้าคุณสร้างสิ่งแวดล้อมใหม่ โดยการเอาขนมออกไปจากห้องให้หมด เรื่องเงินผมว่าก็คล้ายกันเลย หรืออาจจะหนักกว่าด้วยซ้ำจากนิสัยพื้นฐานของเราทุกคน ที่ความอยากไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งมันนำมาสู่ความสามารถในการขยับรายจ่าย ตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น ถ้าคุณอยากลองแก้นิสัยเก็บเงินไม่อยู่ คงต้องใช้วิธีเดียวกับการเอาขนมออกไปจากห้อง นั่นคือการสร้างสิ่งแวดล้อมใหม่ เอาเงินออกไปก่อนที่มันจะถึงมือคุณ โดยจะบังคับตัดอัตโนมัติใส่กองทุนก็ได้ ฝากประจำก็ได้ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็ได้ ซึ่งผมหวังว่ามันช่วยคุณได้ ถ้า ไม่เห็น = ไม่มี / ไม่มี = ไม่จ่ายมากเกินไปกว่าความจำเป็น หวังว่าทั้ง 3 เทคนิคเล็กๆนี้ อาจจะช่วยให้คุณได้เริ่ม ได้มุมมองและได้ลองทำตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้นะครับ เริ่มต้นวางแผนวันนี้เพื่อสุขภาพการเงินที่ดี คลิกเลยที่นี่ หรือ line: @lumpsumofficial

  เทส ธนสิทธิ์


  12 ตุลาคม 2566

ให้การออม ลงทุน เป็นเรื่องง่ายกับ Kept by Krungsri

การรู้จักหา รู้จักแบ่งกิน รู้จักแบ่งใช้ และรู้จักเก็บออม นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่สิ่งนี้อาจจะยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เรามั่งคั่งและมั่นคง จนใช้ชีวิตอย่างมีอิสรภาพทางการเงิน (เงินไม่ใช้เงื่อนไขหลักในการใช้ชีวิต) “เศรษฐี” หลายคนเป็นตัวอย่างได้อย่างดีสำหรับ “การวางแผนบริหารเงินเป็น” เพราะ “เศรษฐี” นอกจากจะลงแรงทำงานจนร่ำรวยแล้ว “เศรษฐี” ยังให้เงินที่หามาได้นั้นทำงาน เป็น “เงินต่อเงิน” สร้างความมั่งคั่งและมั่นคงมากยิ่งขึ้นและยิ่งขึ้น แต่โลกการลงทุนไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทุกคนจะสามารถทำได้ มีข้อจำกัดและอุปสรรคหลายอย่างที่ทำให้ลงทุนแล้วไม่ประสบความสำเร็จ หรือไม่กล้าที่จะเริ่มต้นลงทุน Kept by krungsri ช่วยได้!! ล่าสุด!! แอป Kept ยกระดับการบริหารเงิน เป็นแอปที่จะทำให้ทั้งการออมเงินและการลงทุนเป็นเรื่องง่าย จนเราสามารถจัดการได้ครบ จบ ในแอปเดียว นอกจากจะออมเงินรับดอกเบี้ยสูงสุด 1.7%* ต่อปี ได้ดอกเบี้ยทุกเดือน และมีฟีเจอร์ช่วยเก็บออมเงินหลากหลายแล้ว เรายังสามารถต่อยอดเงินออม เพื่อรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น กับกระปุกใหม่ล่าสุด Kept Invest กระปุกที่จะช่วยให้การลงทุน เริ่มต้นได้ง่าย สามารถต่อยอดเงินออม เพื่อรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น เป็นเส้นทางไปสู่เป้าหมายทางการเงินและสะสมความมั่งคั่ง รู้จักแอป Kept by krungsri มากขึ้นที่ www.keptbykrungsri.com Kept by krungsri แอปพลิเคชันที่ทําให้การบริหารจัดการเงินและการลงทุนเป็นเรื่องง่ายและทําได้จริง ครบจบ และง่ายในแอปเดียว โดยมาพร้อมกับ 5 บัญชี ที่ทําหน้าที่แบบ 1 กระเป๋า 4 กระปุก โดยทํางานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ดังนี้ 1. กระเป๋า Kept เป็นกระเป๋าเงินที่ไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจําวัน เราสามารถแยกเงินไว้สําหรับใช้ในบัญชี Kept ได้ และโอนจ่ายได้ฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียม 2. กระปุก Grow สําหรับเก็บเงินก้อน เงินสํารองฉุกเฉิน เนื่องจากกระปุกนี้ให้ดอกเบี้ยสูงสุด 1.7% ต่อปี* ช่วยให้เงินเก็บงอกเงย จ่ายดอกเบี้ยให้ทุกเดือน ฝากได้สูงสุด 3 ล้านบาท* และหากจำเป็นต้องใช้ก็ยังถอนได้อย่างสะดวกโดยไม่มีเงื่อนไข 3. กระปุก Fun เป็นกระปุกไว้เก็บเล็กผสมน้อย มีฟีเจอร์ช่วยเก็บเงินอัตโนมัติ• ฟีเจอร์แอบเก็บ คอยแอบเก็บเงินให้ทุกครั้งที่โอนเงินออกจากกระเป๋า Kept เลือกวิธีแอบเก็บได้ตามใจ จะเป็น % ของยอดโอน, ระบุจำนวนเงิน หรือปัดเศษก็ได้• ฟีเจอร์สั่งเก็บ ให้เราได้สั่งเก็บเงินได้อัตโนมัติ ระบุวัน และจํานวนเงินที่อยากเก็บได้เลย 4. กระปุก Together เป็นกระปุกที่จะช่วยให้เราเก็บเงินได้ตามเป้าหมายได้ง่ายขึ้น เพราะเราสามารถเปิดกระปุกแยกเก็บเงินตามเป้าหมายได้ถึง 5 กระปุก 5. กระปุกลงทุน Kept Invest กระปุกใหม่ ที่พร้อมตอบโจทย์การออมและการลงทุนในแอปเดียว ให้เราต่อยอดเงินออม ให้ “เงินต่อเงิน” ด้วย Kept invest powered by Finnomena ที่จะทําให้การเริ่มต้นลงทุนเป็นเรื่องง่ายและมีโอกาสเห็นผลได้จริง ทำไมเราต้องลงทุน? ถ้าเก็บเงินไว้เฉย ๆ ไว้เพียงอย่างเดียว เช่น การหยอดกระปุกออมสินที่ไม่ได้ผลตอบแทนเลย หรือเอาไปเก็บในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำมาก (ไม่ถึง 1% ต่อปี) สุดท้ายแล้วจะถูกเงินเฟ้อกัดกินมูลค่าให้ลดลงเงินเฟ้อทำให้กำลังซื้อลดลง กล่าวคือ เงินเท่าเดิมแต่ซื้อของได้น้อยลง เพราะสินค้าและบริการต่าง ๆ ล้วนแพงขึ้นนั่นเองดังนั้น เราจึงต้องนำเงินไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนอย่างน้อยเทียบเท่าเงินเฟ้อ ยิ่งมากกว่าเงินเฟ้อยิ่งดี เพราะจะทำให้มูลค่าที่แท้จริงเพิ่มขึ้น หากทำได้อย่างสม่ำเสมอการบรรลุเป้าหมายทางการเงินจะง่ายขึ้น ช่วยสะสมความมั่งคั่งจากการที่ให้เงินหรือสินทรัพย์ทำงานแทนเราตัวอย่าง พอเก็บเงินได้แล้ว เราก็แบ่งมาลงทุนต่อได้ง่าย ๆ เช่น เงินออมที่เก็บไว้ในกระปุก Grow (ให้ดอกเบี้ยสูงสุดถึง 1.7% ต่อปี*) เราก็สามารถแบ่งบางส่วนมาลงทุน เช่น นำดอกเบี้ยที่ได้รับทุกเดือนไปลงทุนก็ได้ หรือในจังหวะที่จะลงทุน เวลาทำรายการหากเงินในกระเป๋า Kept ไม่พอ เพียงแค่เปิดฟีเจอร์โอนออกอัตโนมัติไว้ ระบบก็จะมาดึงเงินจากกระปุก Grow มาให้ กระปุกใหม่ “Kept Invest” กระปุกลงทุนที่เป็นโอกาสในการต่อยอดเงินออม เข้าสู่โลกของการลงทุน มาพร้อมกับจุดเด่นดังต่อไปนี้ • เริ่มได้ง่าย เปิดบัญชีลงทุนกองทุนรวม ไม่ต้องใช้เอกสาร• จัดการง่าย สามารถดูยอดเงินฝาก และเงินลงทุนได้ในที่เดียว พร้อมผลตอบแทนที่ได้ กับเมนู “My wealth”• เลือกลงทุนกองทุนได้หลากหลาย บลจ.• มือใหม่เลือกลงทุนตามแผนก็ได้ หรือจะเลือกกองทุนด้วยตัวเองก็สะดวก ทุนเท่าไหร่ก็เริ่มได้• มี Knowledge hub คลังความรู้ บทวิเคราะห์การลงทุนจากผู้เชี่ยวชาญ• กระปุก Kept Invest นี้ได้ Partner กับ Finnomena ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนที่เข้ามาช่วยออกแบบแผนการลงทุนให้ได้เลือกตามสไตล์การลงทุนที่ชอบ บริหารตามความเสี่ยงที่รับได้ ใครมีแอป Kept อยู่แล้วสามารถเปิดบัญชีลงทุนกองทุนรวมกับ Kept Invest ได้โดยการกดที่กระปุก Kept Invest เพื่อเข้าสู่หน้า Kept Invest powered by Finnomena และทำตามขั้นตอนบนหน้าจอ พร้อมทำการยืนยันตัวตน และผูกตัดบัญชีอัตโนมัติกับบัญชี Kept บัญชีลงทุนใช้เวลา 1 -2 วันทำการในการอนุมัติบัญชี เมื่อบัญชีได้รับอนุมัติแล้ว เริ่มเพิ่มแผนลงทุนได้ หรือเลือกกองทุนรวมที่ต้องการเริ่มลงทุนได้เลย Kept Invest กับตัวอย่าง 5 แผนการลงทุน เลือกได้ตามสไตล์คุณ 1. All Balance สูตรลงทุนจัดการเงินก้อน เหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงค่อนข้างสูง และต้องการลงทุนระยะกลางเพื่อเป้าหมายการเก็บเงินก้อน โดยสร้างสมดุลด้วยการกระจายลงทุนในหลายสินทรัพย์หลักทั่วโลก 2. 1st million สูตรลงทุนสู่เงินล้าน พอร์ตการลงทุนแบบถัวเฉลี่ย (DCA) ที่เน้นการกระจายการลงทุน ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 2,500 บาทต่อเดือน เหมาะสำหรับคนที่ยังไม่มีเงินก้อนใหญ่ แต่พร้อมลงทุนสม่ำเสมอในระยะยาว เพื่อบรรลุเป้าหมายสร้างเงินล้านแรก 3. Goal สูตรลงทุนเพื่อเป้าหมาย พอร์ตการลงทุนแบบถัวเฉลี่ย (DCA) ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาทต่อเดือน โดยเราสามารถกำหนดเป้าหมายการลงทุนได้ด้วยตัวเอง (กี่เป้าหมายก็ได้) และมาพร้อมกับคำแนะนำการลงทุนอย่างละเอียด เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสการลงทุนให้ไปถึงเป้าหมาย 4. Tax saving fund สูตรลงทุนช่วยลดหย่อนภาษี ลงทุนในกองทุนที่ช่วยประหยัดภาษี (SSF, RMF) เริ่มต้นขั้นต่ำเพียง 1 บาท สามารถลงทุนได้ถึง 22 บลจ. เหมาะกับคนที่ต้องการลงทุนระยะยาวพร้อมได้สิทธิลดหย่อนภาษี และต้องการคำแนะนำเป็นแนวทางจาก FINNOMENA 5. DIY สูตรลงทุนสําเร็จด้วยตัวเอง ลงทุนรายกองทุน เก็งกำไร หรือจัดพอร์ตระยะยาวด้วยตัวเราเอง พร้อมกับรับคำแนะนำในการลงทุน เพื่อหาจังหวะซื้อ–ขาย เป็นไอเดียต่อยอดพอร์ตการลงทุน เหมาะกับคนที่มีมุมมองการลงทุนหรือกองทุนที่ชื่นชอบเป็นของตัวเอง และต้องการจัดพอร์ตการลงทุนด้วยตนเองข้อมูลเพิ่มเติม https://www.keptbykrungsri.com/kept-invest หรือดูรายละเอียดได้ในแอป Kept เลย หมายเหตุ: สูตรลงทุนคัดสรรโดย Finnomena (โดยรายละเอียดแผนการลงทุนต่างๆ ข้อมูลกองทุน และสิทธิประโยชน์จากการลงทุนที่นำเสนอผ่าน Kept Invest ทางบริษัท ฟีโนมีน่า จำกัด เป็นผู้จัดทำ Kept by krungsri เป็นเพียงผู้นำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนเท่าในฐานะนายหน้าที่ได้รับการแต่งตั้งโดยบริษัท ฟีโนมีน่า จำกัด) วิธีสมัครใช้งานแอป Kept by krungsri เพียง 4 ขั้นตอนง่าย ๆ ขั้นตอนที่ 1 ดาวน์โหลดแอป Kept by krungsri https://keptbykrungsri.onelink.me/AJas/mqzel6e2 ขั้นตอนที่ 2 สมัครใช้งาน กรอกข้อมูลตามบัตรประชาชน ขั้นตอนที่ 3 ยืนยันตัวตนผ่านบริการ NDID ด้วย mobile banking ที่ใช้งานอยู่ หรือยืนยันตัวตนได้ที่จุดบริการ Krungsri i-CONFIRM ได้ที่ 7-11 ทุกสาขา ขั้นตอนที่ 4 กลับมาทำการเซลฟี่ที่แอป และเริ่มใช้งานได้เลย พิเศษ!! สมัครแอป Kept และทำครบเงื่อนไข รับเงินขวัญถุงเข้าบัญชี Kept 100 บาท*โอนเงินเข้าขั้นต่ำ 2,000 บาท 1 รายการ ภายใน 14 วัน นับจากวันที่สมัครสำเร็จตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ส.ค. 2566ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.keptbykrungsri.com/.../pro.../kept-100-thb-jun23เมื่อสมัครแอป Kept เรียบร้อยแล้วสามารถเปิดบัญชีลงทุนกองทุนรวมกับ Kept Invest ได้โดยการกดที่กระปุก Kept Invest เพื่อเข้าสู่หน้า Kept Invest powered by Finnomena และทำตามขั้นตอนบนหน้าจอ พร้อมทำการยืนยันตัวตน และผูกตัดบัญชีอัตโนมัติกับบัญชี Kept บัญชีลงทุนใช้เวลา 1 -2 วันทำการในการอนุมัติบัญชี เมื่อบัญชีได้รับอนุมัติแล้ว เริ่มเพิ่มแผนลงทุนได้ หรือเลือกกองทุนรวมที่ต้องการเริ่มลงทุนได้เลย รู้หรือไม่ สำหรับคนที่อยากรวยเงียบ ๆ เก็บยอดเงินเป็นความลับ แอป Kept มีฟีเจอร์ “ซ่อนยอดเงิน” ด้วยนะ ไม่ว่าจะยอดเงินไหน ก็เลือกซ่อนได้ สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงเข้าไปที่แถบเมนูด้านล่าง “อื่น ๆ” > “การตั้งค่าบัญชี” > “ซ่อนยอดเงิน” แล้วเลือกยอดเงินที่ต้องการซ่อน *เงื่อนไขเป็นไปตามประกาศของธนาคารกรุงศรี คำเตือน:- การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน- ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  20 กรกฎาคม 2566

เก็บเงินได้จริง ง่ายและสนุก กับ Kept by krungsri

อยากออม อยากเก็บเงิน แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จซักที เพราะคนส่วนใหญ่ทำแบบนี้ รายได้ - ค่าใช้จ่าย = เงินออม ใช้ไปก่อน เหลือเท่าไหร่ค่อยเก็บ แต่มักจะไม่เหลือเก็บ ซ้ำร้ายบางคนใช้เงินเกินตัวจนติดลบด้วยซ้ำ วิธีแก้ก็แสนง่าย เพียงแค่เปลี่ยนวิธีการนิดเดียว รายได้ - เงินออม = ค่าใช้จ่าย ได้มาเท่าไหร่ หักเป็นเงินออมก่อนเลย เหลือเท่าไหร่ให้ใช้เท่านั้นแต่เชื่อว่าหลายคนก็ยังมีปัญหา เก็บเงินไม่ได้ซักที วันนี้ LUMPSUM จึงจะพาทุกคนไปรู้จักกับตัวช่วย ที่จะทำให้การเก็บเงินเป็นเรื่องง่าย สนุก และทำได้จริง กับ Kept by krungsriบริหารเงินให้เป็นมีชัยไปกว่าครึ่ง เห็นอนาคตอันสดใส Kept คืออะไร และทำอะไรได้บ้าง ? Kept คืออะไร Kept เป็นแอปพลิเคชั่นเก็บเงินแนวใหม่จากธนาคารกรุงศรี ถึงจะไม่มีธนาคารกรุงศรีก็ใช้งานได้แบบสบายๆ แอพจะทำให้การบริหารจัดการเงินเป็นเรื่องง่าย ทำได้จริง และสนุกด้วยฟีเจอร์ช่วยเก็บเงินอัตโนมัติแบบหลากหลาย สามารถปรับใช้ได้ตามไลฟ์สไตล์ของตัวเอง โดยเป็นบัญชีเงินฝากออนไลน์ที่มาพร้อมกับ 1 กระเป๋า 3 กระปุก ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ดังนี้ 1. กระเป๋า Kept เป็นกระเป๋าเงินออนไลน์ไว้ใช้จ่าย - โอนฟรี! โอนเงินเข้า – ออกกี่ครั้งก็ได้ ไม่มีค่าธรรมเนียม - ตั้งงบใช้จ่ายที่ต้องการในกระเป๋าได้เลย แยกใช้เอาไว้ - ทำงานอัตโนมัติร่วมกับกระปุก Grow กระปุก Fun และกระปุก Together 2. กระปุก Grow เป็นกระปุกไว้เก็บเงินก้อน แบบออมระยะยาว แต่ไม่ใช่ฝากประจำ - ฝากเงินขึ้นต่ำ 1,000 บาท ก็ได้ดอกเบี้ยสูงสุด 1.5% ต่อปี* นาน 2 ปี จ่ายดอกเบี้ยให้ทุกเดือน - ฝากได้สูงสุดได้ 2,000,000 บาท หากจำเป็นต้องใช้ ถอนได้เลย (ส่วนที่เหลือก็ยังรับดอกเบี้ยสูงต่อไปได้) *เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด 3. กระปุก Fun เป็นกระปุกไว้เก็บเล็กผสมน้อย ใช้จ่ายไปแต่กลับมีเงินเก็บอีกก้อน เก็บเงินสนุกกว่าเดิมด้วย 2 ฟีเจอร์เด็ด แอบเก็บและสั่งเก็บ ช่วยให้เราเก็บเงินได้แบบไม่รู้ตัว - แอบเก็บคือ ทุกครั้งที่โอนจ่ายเงินจากกระเป๋า Kept ระบบจะแอบหักเงินออกตามที่เราตั้งค่าไว้ มีแบบ เก็บแบบตามจำนวนเงินต่อครั้ง เก็บแบบเป็นเปอร์เซ็นต์ และเก็บแบบปัดเศษ - สั่งเก็บเงินคือ สามารถสั่งเก็บได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะแบบวัน แบบสัปดาห์ และแบบเดือน ตั้งค่าได้เลย ช่วยให้เก็บเงินได้อย่างมีวินัย ไม่หลงลืม - พิเศษ! เมื่อแอบเก็บครบ 10 ครั้งในเดือน ก็จะได้ดอกเบี้ยโบนัสในเดือนถัดไปในกระปุก Fun จ่ายดอกเบี้ยให้ทุกเดือนเหมือนกัน 4. กระปุก Together ใช้เก็บเงินตามเป้าหมาย ช่วยให้ทุกเป้าหมายการออมเงินเป็นเรื่องง่ายและเป็นระบบมากกว่าเดิม - สามารถ DIY ตั้งชื่อ ใส่รูปกระปุกได้ตามความชอบและค่อยช่วยเตือนเมื่อเห็นกระปุก - จะแบ่งเก็บตามฝันคนเดียว หรือจะชวนเพื่อน คนรัก หรือใครก็ได้เข้ามาดูกระปุกและเก็บเงินด้วยกัน แค่มีแอป Kept เหมือนกัน​ - เปิดได้สูงสุด 5 กระปุก ข้อมูลเพิ่มเติม : Kept by krungsri กระปุก Fun ทำให้การออมเงินเป็นเรื่องง่าย สนุก และทำได้จริง แถมเกิดขึ้นแบบไม่รู้ตัว กระปุก Fun กระปุก Fun มาพร้อมกับ 2 ฟีเจอร์เด็ด คือ แอบเก็บและสั่งเก็บ 1. ฟีเจอร์แอบเก็บ ช่วยเก็บเงินให้คุณทุกครั้งที่โอน หรือจ่าย QR code จากกระเป๋า Kept ไปไว้ให้ในกระปุก Fun โดยเลือกวิธีเก็บเงินที่เราถนัดได้เลยมี 3 แบบดังตัวอย่างต่อไปนี้ 1) ระบุจำนวนเงินต่อครั้ง เช่น ตั้งค่าให้แอบเก็บ 5 บาท 2) เมื่อโอนเงินออกหรือสแกนจ่ายผ่าน QR ระบบจะทำการเก็บเงินให้เป็น % ของยอดใช้จ่าย เช่น ตั้งค่าให้แอบเก็บ 10% ระบบจากแอบเก็บเงินให้ 9 บาท (10% ของยอดใช้) 3) เมื่อโอนเงินออกหรือสแกนจ่ายผ่าน QR 90 บาท ปัดเศษขึ้น เหมือนเก็บเงินทอน เช่น โอนออก 89 บาท จ่ายแบงก์ 100 บาท ตั้งแอบเก็บหลักร้อย ก็จะเก็บ 11 บาท ถ้าตั้งเก็บหลักสิบก็จะเก็บให้ 1 บาท เป็นต้น พิเศษ! แอบเก็บเก่งครบ 10 ครั้ง/เดือน รับดอกเบี้ยโบนัสในเดือนถัดไปฟีเจอร์นี้เหมาะกับสายใช้เงินเก่ง ช่วยตัดปัญหาใช้ไปก่อน เหลือเท่าไหร่ค่อยเก็บ ที่ปกติมักจะไม่เหลือเก็บ เพราะใช้ไปด้วยเก็บไปด้วยพร้อมกันเลย ทำแบบนี้มีเงินเก็บแน่นอน 2. ฟีเจอร์สั่งเก็บ อยากเก็บเมื่อไหร่ เท่าไหร่ก็ตั้งสั่งเก็บไว้ จะทุกวัน ทุกเดือน หรือทุกสัปดาห์ก็ได้ เช่น นักล่าแบงก์ 50 ก็ไม่ต้องลุ้นรออีกต่อไป ตั้งเลยเก็บ 50 บาททุกสัปดาห์ อย่างน้อยต่อเดือนก็ได้แน่ ๆ 200 บาท หรือขยันหน่อยเก็บทุกวันวันละ 5 บาท ทยอยเก็บไปเรื่อย ๆ ก็ได้เช่นกันฟีเจอร์นี้จึงเหมาะกับคนที่อยากมีวินัยการออมเงิน เพราะเป็นการสั่งให้ตัวเองออมเงินอย่างสม่ำเสมอนั่นเองข้อมูลเพิ่มเติม : Fun savings กระปุก Together ทุกเป้าหมายการเงินต้องพุ่งชน แบ่งเก็บอย่างมีสติและตั้งใจ กระปุก Together กระปุก Together เป็นกระปุกใหม่ที่จะช่วยให้เราเก็บเงินตามเป้าหมายได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะสามารถเปิดกระปุกแยกเก็บเงินตามเป้าหมายได้ถึง 5 กระปุก ทำให้จัดสรรเงินได้ง่ายขึ้น และยังชวนเพื่อน คนรัก คนในครอบครัวเข้ามาดูกระปุกและช่วยกันเก็บเงินเพื่อไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น ตัวอย่าง กรองแก้วเพิ่งเรียนจบ เริ่มทำงานได้ 1 ปี จึงตั้งเป้าหมายอยากเก็บเงินก้อนแรก เพื่อสร้างวินัยและความภูมิใจทางการเงิน โดยเริ่มต้นจากเป้าหมาย 1 แสนบาทแรก กรองแก้วตั้งชื่อกระปุกนี้ว่า “แสนสบาย” นอกจากนี้ การไปเที่ยวญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในความฝันของกรองแก้ว โดยตั้งใจว่าจะให้เป็นของขวัญกับตัวเองหลังจากเรียนจบ จึงตั้งเป้าหมายเก็บเงินเพื่อไปเที่ยวญี่ปุ่นร่วมกับเพื่อนชายคนสนิท โดยตั้งชื่อกระปุกว่า “Go! Japan”หลายคนอาจสงสัยว่ามีคนอื่นเข้ามาดูกระปุกเงินและเก็บเงินด้วยกันได้ จะเป็นบัญชีร่วมรึเปล่า จริง ๆ แล้ว เจ้าของกระปุกเป็นเจ้าของบัญชี Together เพียงคนเดียว คนอื่นที่เราชวนเข้ามาดูหรือเก็บเงินด้วยไม่ใช่เจ้าของบัญชีร่วมแต่อย่างใด แต่ก็โปร่งใสและสบายใจ เพราะทุกคนดูยอดเงินและการเคลื่อนไหวในกระปุกที่เข้าร่วมได้ แถมใส่ note เงินเข้าออกเอาไว้เหมือนทำบัญชีไปในตัวได้อีกด้วย ไม่ต้องมาคอยอัพเดทกันว่าเป็นค่าใช้จ่ายอะไร สะดวกสุดๆ ก็เหมือนให้เหรัญญิกกลุ่มช่วยดูแลจัดการเงินนั่นเองข้อมูลเพิ่มเติม : Together savings โหลดแอปฯ Kept มีโปรโมชั่นเด็ดด้วยนะ แอปฯ Kept มีโปรโมชั่นเด็ด พิเศษ!! ใช้ดีบอกต่อ ได้เงินเข้าบัญชี Kept สูงสุด 500 บาทใครที่ใช้ Kept อยู่แล้ว เพียงแค่แชร์รหัสแนะนำเพื่อน จากนั้นให้เพื่อนสมัครแอป Kept ด้วยการใส่รหัสแนะนำจากเรา เราที่เป็นคนชวนจะได้รับเงินเข้าบัญชี Kept 50 บาท ต่อเพื่อน 1 คน ที่สมัครพร้อมกรอกรหัสแนะนำได้สำเร็จ ส่วนเพื่อน (คนที่ถูกชวน) หลังจากสมัคร Kept ด้วยรหัสแนะนำจากเพื่อนที่ชวนสำเร็จ ก็จะได้เงินเข้าบัญชี Kept 50 บาท เช่นกัน เราที่เป็นคนชวน จะชวนเพื่อนกี่คนก็ได้ (ยิ่งมากยิ่งดี) แต่จะได้เงินเข้าบัญชี Kept สูงสุด 500 บาท (ชวนเพื่อน 10 คนนั่นเอง) ชวนเพื่อนมาออมเงินกัน สมัครแล้วเริ่มบริหารเก็บออมเงินเพื่ออนาคตที่สดใสและสำหรับใครที่เพิ่งสมัครแอป Kept มีโปรผู้สมัครใหม่ด้วยนะ รับไปเลย โค้ดส่วนลดค่าอาหาร LINE MAN สูงสุด 150 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. – 31 ธ.ค. 65 ​ต่อที่ 1 ได้รับ โค้ดส่วนลดค่าอาหาร LINE MAN 100 บาท เพียง​โอนเงินเข้าบัญชี Kept ขั้นต่ำ 1,000 บาท​ และเปิดกระปุก Fun ให้สำเร็จ​ ต่อที่ 2 ได้รับ โค้ดส่วนลดค่าอาหาร LINE MAN เพิ่มอีก 50 บาท เพียงสแกนจ่ายผ่าน QR รายการใดก็ได้ขั้นต่ำ 50 บาทต่อ 1 รายการ ​ ทั้ง 2 ต่อต้องทำภายใน 14 วันนับจากวันที่สมัครแอป Kept สำเร็จ และอย่าลืมยืนยันอีเมลภายในวันที่ 15 ม.ค. 66 ด้วยนะข้อมูลเพิ่มเติม : โปรโมชั่นและข่าวสาร Kept by krungsri วิธีการสมัครแอป Kept by krungsri ก็ไม่ยาก เพียง 4 ขั้นตอนเท่านั้น 1. โหลดแอป Kept สมัครใช้งาน (ไม่จำเป็นต้องมีบัญชีของธนาคารกรุงศรีมาก่อนก็สมัครได้) ได้ทั้ง iOS และ Android เลยนะ โหลดเลย 2. กรอกข้อมูลตามบัตรประชาชน 3. เลือกยืนยันตัวตนด้วย Krungsri i-CONFIRM ได้ที่ 7-11 ที่มีบริการเคาน์เตอร์เซอร์วิสหรือธนาคารกรุงศรี (อย่าลืมนำ QR code ที่ได้จากแอป และบัตรประชาชนไปด้วย) หรือยืนยันตัวตนด้วยบริการ NDID ผ่าน Mobile banking ที่คุณใช้อยู่ (ขั้นตอนและเงื่อนไขขึ้นอยู่กับธนาคารที่เลือก) 4. กลับมาสมัครต่อที่แอป พร้อมถ่ายเซลฟี่ และตั้งค่าการใช้งานได้เลยข้อมูลเพิ่มเติม : วิธีใช้งาน Kept

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  20 ตุลาคม 2565

6 step ออมเงินง่ายๆ สไตล์ญี่ปุ่น

ถ้าอยากมีเงินออมเพิ่ม วิธีที่หลายๆ คนคิดถึงก็น่าจะเป็นการหารายได้เพิ่ม ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ในทางกลับกันก็อาจทำให้บางคนยังออมเงินไปไม่ถึงไหน เพราะยังไม่สามารถเพิ่มรายได้ตัวเอง หรือมีรายได้เพิ่มแหละแต่รายจ่ายก็เพิ่มตามไปด้วยวันนี้แอดมินมีศิลปะการออมแบบญี่ปุ่น ที่เหมาะมากๆ สำหรับมนุษย์เงินเดือนมาฝาก โดยมีผู้ที่ทดลองใช้วิธีนี้แล้วปรากฏว่าสามารถมีเงินออมเพิ่มขึ้นถึง 35% โดยที่รายได้ยังเท่าเดิม นั่นคือวิธีที่เรียกว่า คะเคโบะ (Kakeibo)คะเคโบะ (Kakeibo) แปลว่า สมุดบัญชีครัวเรือน ถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกในปี 1904 โดยคุณฮานิ โมโตะโกะ นักหนังสือพิมพ์หญิงคนแรกของญี่ปุ่น ที่ต้องการหาวิธีให้แม่บ้านญี่ปุ่นจัดการรายรับรายจ่ายของครอบครัวให้ดียิ่งขึ้น เพราะผู้หญิงในยุคนั้นไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานนอกบ้าน จึงมีรายรับเพียงแค่เงินเดือนจากสามีเท่านั้นจนกระทั่งถูกนำมาเขียนเป็นหนังสือ Kakeibo: The Japanese Art of Budgeting & Saving Money (คะเคโบะ : ศิลปะการจัดงบประมาณและการออมเงิน) โดย คุณฟูมิโกะ ชิบะ เป็นจุดเริ่มต้นทำให้ คะเคโบะ เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางหลักการคิดของคะเคโบะ จะเน้นไปที่การจัดการรายจ่าย โดยเฉพาะรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ด้วยการจดบันทึกใน 6 Step ได้แก่ 1. จดรายได้ทั้งหมด บันทึกรายได้ทั้งหมดที่ได้รับมาในแต่ละเดือน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนจากงานประจำหรืองานเสริมก็บันทึกลงไปให้ครบ 2. จดค่าใช้จ่ายประจำที่แน่นอน บันทึกค่าใช้จ่ายประจำที่ต้องจ่ายในทุกๆ เดือน เช่น ค่าเช่าบ้าน, ค่าเดินทาง, ค่าอาหาร, ค่าโทรศัพท์ และหนี้สินต่างๆ 3. หาจำนวนเงินที่เหลือ หักค่าใช้จ่ายประจำออกจากรายรับ เพื่อดูว่าจำนวนเงินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายประจำแล้วมีเท่าไร เพื่อนำมาวางแผนการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันต่อไป 4. ตั้งเป้าหมายจำนวนเงินออม เมื่อที่รู้ว่ามีเงินเหลือเท่าไรจากการหักค่าใช้จ่ายประจำแล้ว จากนั้นเริ่มกำหนดเป้าหมายในการใช้จ่ายและเก็บออม อาจจะเริ่มตั้งจากจำนวนน้อยๆ ก่อน เมื่อคุ้นชินแล้วจึงค่อยๆ เพิ่มเป้าหมายในการออมทีละนิดให้เป็นการท้าทายตัวเองเล็กๆ เพื่อการออมเงินจะได้สนุกขึ้น 5. ระบุหมวดหมู่การใช้จ่าย เมื่อรู้ค่าใช้จ่ายประจำต่อเดือน เงินที่เหลือจากค่าใช้จ่ายประจำ และเป้าหมายการออมอย่างชัดเจนแล้ว หลังจากนั้นเมื่อใช้จ่ายอะไรไป ก็จดค่าใช้จ่ายทั้งหมดนั้น โดยแยกออกเป็นหมวดๆ ได้แก่ 5.1 Survival ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องจ่ายเพื่อการมีชีวิตอยู่ได้ เช่น ค่าที่อยู่อาศัย ค่าอาหาร 5.2 Optional ค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นที่ในบางครั้งไม่ต้องมีก็ได้ เช่น ออกไปกินข้าวนอกบ้าน ซื้อเสื้อผ้าใหม่ ไปเที่ยวพักผ่อน งานอดิเรก 5.3 Culture การใช้จ่ายในกิจกรรมด้านความบันเทิงต่างๆ เช่น หนังสือ ภาพยนตร์ คอนเสิร์ต และการสมัครสมาชิกสตรีมมิงต่างๆ 5.4 Extra ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด และเกิดขึ้นไม่บ่อย เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมรถ 6. การสรุปประจำเดือน เมื่อถึงสิ้นเดือนก็มาสรุปจากสิ่งที่ได้บันทึกไป ว่าใช้อะไรไปเท่าไรและได้ทำตามที่ตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่ หรือว่ามีจุดใดที่มีปัญหา ซึ่งในขั้นตอนนี้สามารถสรุปได้โดยตอบคำถาม 4 ข้อนี้- มีเงินออมอยู่เท่าไร?- ต้องการออมเงินเท่าเท่าไร?- ใช้เงินไปเท่าไร?- จะปรับเปลี่ยนการใช้จ่ายอย่างไร เพื่อให้การออมดีขึ้น?ในระหว่างหาช่องทางเพิ่มรายได้ การจัดการค่าใช้จ่ายก็เป็นวิธีที่น่าสนใจ เพราะจากที่แอดมินลองทำประมาณ 6 เดือน พบว่ามีรายจ่ายไม่จำเป็นที่สามารถปรับลดลงและเอาเงินในส่วนนั้นมาออมเพิ่มได้ทันทีมากกว่า 30% จริงๆอาจดูว่าเป็นวิธีที่เรียบง่าย แต่อยากจะบอกว่าวิธีเรียบๆ นี่แหละที่ได้ผลจริงและยั่งยืน อยากฝากเพื่อนๆ ให้ลองทำดูค่ะ ได้ผลยังไงเอามาแชร์กันบ้างนะคะส่วนถ้าใครไม่ถนัดในการจดบันทึกลงสมุด แอดมินแนะนำ app lumpsum ที่สามารถแบ่งหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายและสรุปสถิติรายเดือน ได้เหมือนหลักการคะเคโบะเลย ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นมากๆ ที่สำคัญคือใช้ฟรีด้วยค่ะ ดาวน์โหลดได้ที่นี่เลยนะคะ ios android แอดมินเคยทำคลิปแชร์วิธีใช้ app เบื้องต้น รับชมได้ที่นี่เลย หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้เพื่อนๆ ได้ไอเดีย และเครื่องมือในการออมเงินเพิ่มขึ้นนะคะ ขอบคุณทุกท่านสำหรับการติดตามในทุกช่องทาง ขอบคุณ ขอบคุณ และขอบคุณค่ะ แอดมินเก๋

  เก๋เก๋ ดาริน ปริญญากุล


  05 สิงหาคม 2565

ทำอย่างไร ให้มีสตังค์

ช่วงนี้ตัวเลขคนติดเชื้อโควิคเพิ่มสูงขึ้น จนคุณหมอทวีสิน ออกมาเตือนว่าการ์ดอย่าตกนะแต่คุณหมอคะ!!ตอนนี้คนไทยส่วนใหญ่พบว่าที่ ร้ายกว่าโรคระบาด คือ โรค....ไม่มีสักบาทนี่แหละ ลูกหมู!!จึงถือโอกาสนี้ พูดคุยเรื่องการวางแผนเงินของคนรอบข้าง พอมีเวลา ลูกหมูจึงแวะไปทำเล็บที่ร้าน NAIL บน THA MALL รามคำแหงชั้น 2 เจ้าของร้านชื่อน้องส้ม เป็นร้านทำเล็บด้วยสมุนไพร สะอาด ราคาไม่แพง สิ่งที่ชอบน้องคือคำพูดที่ดูจริงจัง 1. อยากให้คนมีเงินน้อย ก็สวยได้ 2. สามารถแก้ปัญหาเรื่องเล็บได้ เพราะเจอปัญหามามาก ลูกค้าเป็นครูจึงทำมีประสบการณ์ ยิ่งมีปัญหา ยิ่งชอบ ค่อยๆปรับ ค่อยๆแต่ง (ว้าว!!นี่แสดงความเป็นมืออาชีพชัดๆ) แต่ พอเจาะลึกเรื่องส่วนตัวปัจจุบันน้องอายุ 30 ปี เมื่อ 10 ปีก่อนเคยเป็นมนุนย์เงินเดือน เกิดความคิดอยากเปลี่ยนอาชีพ แต่มีเงินติดตัวเพียง 20,000 บาท จะเปลี่ยนชีวิตอย่างไร ลองติดตาม ชีวิตของสาวน้อยคนนี้มีแนวคิดสรุปได้ 1. ตั้งเงินลงทุนน้อย ถ้าพลาดจะได้ไม่เสียใจ ใช้เงิน 20,000 บาท ซื้อเก้าอี้มือสอง ยาทาเล็บ 10 ขวด เครื่องมือตัดหนัง ค่าเช่าร้านถูก ตัดหนังอย่างเดียว 2. ตั้งใจทำงาน ด้วยความความซื่อสัตย์เน้นคุณภาพ ราคาย่อมเยาว์ 3. ตั้งเป้าหมายชีวิต ชัดเจนภายใน 10 ปี ต้องมีรถ และ บ้าน เดิมเช่าหอพักหน้ารามอยู่ แล้วค่อยขยับมาซื้อรถ และ บ้าน มีความมุ่งมั่น เรื่องงานทำทุกวันไม่มีวันหยุด ลดค่าใช้จ่าย โดยย้ายบ้านไปอยู่กับพ่อแม่สามี เพื่อเก็บเงินดาวน์บ้าน (ฟังมาถึง ตอนนี้เกิดศรัทธาในตัวน้องส้ม เพราะเธอ เลือกที่จะทำ และ ทำทันที สุดยอด ) 4. ตั้งสติ เมื่อเกิดวิกฤตพร้อมรับมือ เธอพูดว่า บนโลกนี้คือธรรมชาติมีขึ้น ก็มีลง เมื่อเกิดโควิคขึ้น เราก็ต้องยิ้มรับทุกคนในร้านต้องร่วมด้วยช่วยกันลดรายจ่าย และเพิ่มอาชีพโดยการให้สามีมาขายอาหารกล่องที่มีสูตรของครอบครัวอยู่แล้ว เธอยังบอกกับเราว่าอย่าเคลียด เพราะความเคลียดจะเป็นตัวฉุด ให้แย่ลง สติเท่านั้น ที่ทำให้ทุกอย่างผ่านไป มาถึงตอนท้าย ยิ่งทำให้ลูกหมูมั่นใจว่า การวางแผนการเงิน พลิกชีวิตได้จริงๆๆ หากไม่เริ่ม “ ก้าวแรก “ จะมีก้าวต่อไปได้อย่างไร นฤมล บุญสนอง CFP® นักวางแผนการเงิน / วิทยากรตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย

  นฤมล บุญสนอง (ลูกหมู)


  20 มกราคม 2564

3 การออมที่จะอยู่กับคุณไปตลอดชีวิต

"การออมเงิน" เวลาเราพูดการออม มักตามมาด้วยข้ออ้าง เพียบบบบ “เงินไม่พอใช้จะออมยังไง, เงินไม่มีจะเอาที่ไหนมาออม” แต่จริงๆแล้ว การออมมันอยู่ในสัญชาตญาณเราทุกคนครับ เพราะเป้าหมายของการออมที่แท้จริง คือ เราต้องการสะสมเงินน้อย ให้ได้เงินก้อน เพื่อเอาไปใช้ตามเป้าหมายต่างๆของชีวิตเราเท่านั้นเอง แต่อยู่ที่ว่าคุณจะเลือกออมแบบไหน ซึ่งสรุปได้ 3 แบบ ดังนี้ 1. ออมก่อน ใช้ทีหลัง 2. ใช้ก่อน ออมทีหลัง 3. ออมก่อน ใช้ระหว่างทาง แล้วค่อยออมต่อ เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ลองไปดูรูป 3 การออมที่จะอยู่กับคุณไปตลอดชีวิต 1. ออมก่อน ใช้ทีหลัง สำหรับแบบแรก ง่ายที่สุดและตรงไปตรงมาครับ ค่อยๆเก็บ เพื่อให้ได้เงินก้อน แล้วค่อยเอาไปใช้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ข้อดี -ไม่มีภาระผูกพัน - ถ้ามีเรื่องฉุกเฉินเข้ามา ก็ยืดระยะเวลาใช้เงินออกไปได้ ข้อเสีย - ต้องมีวินัยพอสมควร ไม่เอาเงินไปใช้ระหว่างทาง - มีเงินใช้น้อยลง ในระยะเวลาหนึ่ง เพื่อนำเงินไปออม วิธีการจัดการ -กำหนดเป้าหมายการใช้เงิน 3 เดือน, 1 ปี ข้างหน้า, 3 - 5 ปีข้างหน้า เพื่อให้สามารถจัดการได้ง่าย -ออมอย่างเป็นระบบ เช่น ออมในสัดส่วนเท่ากันทุกเดือน, ตัดบัญชีอัติโนมัติ 2. ใช้ก่อน ออมทีหลัง แบบนี้เรามักจะคุ้นกันดี ผ่านเครื่องมือทางการเงิน อย่างการใช้บัตรเครดิต การผ่อนสินค้า ข้อดี -ได้ใช้เงินก้อนเลยทันที - บังคับให้มีวินัยการออมโดยอัตโนมัติ ข้อเสีย -หากมีเรื่องใช้เงินฉุกเฉิน ต้องเหนื่อยมากขึ้น เช่น หาเงินเพิ่ม, ลดรายจ่ายปัจจุบัน -เสียดอกเบี้ยกู้ยืม(บางกรณี) วิธีการจัดการ -คำนวณจำนวนเงิน ระยะเวลาการผ่อนคืน เพื่อไม่ให้บีบการเงินในชีวิตเกินไป -วางแผนเผื่อเหตุฉุกเฉิน ที่อาจจะต้องมีเรื่องใช้เงินเพิ่มเข้ามา 3. ออมก่อน ใช้ระหว่างทาง แล้วค่อยออมต่อ แบบที่ 3 นี้ คิดว่าหลายคนน่าจะนึกถึงการซื้อบ้าน ซื้อรถ ที่ต้องใช้เงินดาวน์ ซึ่งอีกหนึ่งรูปแบบที่ใช้กลไกนี้ คือ การควบคุมความเสี่ยงผ่านประกันต่างๆ เช่น จ่ายเบี้ยไปก่อน หากวันใด เกิดอุบัติเหตุ , มีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้น เราจะใช้เงินระหว่างทาง และจ่ายเบี้ยต่อไปจนจบ ข้อดี - กรณี บ้าน รถ สามารถยืดระยะเวลาการใช้เงินช่วงแรกออกไปได้ - ป้องกันความเสี่ยงกรณีต้องใช้เงินฉุกเฉิน - วางแผนการจ่ายได้ ข้อเสีย - มีโอกาสพบปัญหาเรื่องกรณีฉุกเฉินหลายครั้ง เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการจ่ายระยะยาว -เสียดอกเบี้ยกู้ยืม วิธีการจัดการ -เช็คเป้าหมายการใช้เงินระหว่างทาง เพื่อให้วางแผนจัดการรายจ่ายได้ชัดเจนขึ้น เช่น ผ่อนรถ 5 ปี ถ้าต้องมีจ่ายประกันด้วย รายจ่ายจะเกินความสามารถไหม -ช่วงแรกให้วางส่วนกรณีฉุกเฉินไว้เผื่อหลังจากใช้เงิน ซึ่งกรณีเป็นหนี้ยาว ควรมีขั้นต่ำ 3 - 6 เดือน ซึ่งไม่ว่าคุณจะเลือกแบบไหน ไม่มีถูกผิดครับ แต่มันมีข้อดีข้อเสียต่างกัน อยู่ที่คุณสามารถจัดการมันได้ดีแค่ไหน และที่สำคัญคุณไม่จำเป็นต้องเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งเพื่อใช้ไปตลอดชีวิต เพียงแค่คุณนำแต่ละวิธีมาปรับให้เหมาะกับชีวิตคุณในแต่ละช่วงก็พอ

  เทส ธนสิทธิ์


  06 พฤศจิกายน 2563

3 พลังเพิ่มค่าเงินออมอย่างยั่งยืน

"สวัสดีจ้ะ ทำไมหน้ามุ่ยงั้นละ เมื่อคืนผัวไม่ทำการบ้านเหรอ" "สองยกหนึบหนับจ้ะ" “แหมมมม ไม่พอรึไง” “ไม่พอ เอ้ย! ก็พอแล้ว แต่นี่เธอ ชั้นอยากจับเงินล้านอะ แบบว่าอยากมีล้านแรกงี้ มีทางลัดมะ”“ฆ่าผัวเอาประกัน เร็วดีนะ 55+” “ดีออก” “ล้อเล่น นี่เธอ มันไม่ทางลัดหรอก เรื่องเงินทองมันต้องใช้เวลา ก็อย่างที่ชั้นเคยบอกเธอไง” นี่จ้ะ ทบทวน "3 สิ่งที่ควรทำ หากอยากรวยอย่างยั่งยืน" “ไม่มีทางลัดก็จริง แต่มีตัวเร่งที่จะช่วยให้เธอไปถึงเงินล้านแรกได้ไวขึ้น” “ยังไงอะ” ทำตาเป็นประกายจนน่าถีบ 55+ “ย้ำนะ ไม่ใช่ทางลัด เพียงแค่ช่วยเร่งให้ถึงเป้าหมายได้ไวขึ้น บนเงื่อนไขว่าเธอต้องเข้าใจสิ่งที่ชั้นจะพูดต่อไปนี้อย่างแท้จริง” “ชั้นจะเรียกตัวเร่งที่จะพูดถึงต่อไปนี้ว่า 3 จอมพลัง” เป็น 3 พลังเพิ่มค่าเงินออมอย่างยั่งยืน “ตั้งใจฟังนะ” “จ้า” “โจทย์คือเป้าหมายเงิน 1 ล้านแรก ถูกมะ” “ถูกจ้า” “เก็บเดือนละแสน สิบเดือนก็ครบล้าน แปปเดียวเอง ไม่ถึงปี” “บ้าเหรอ ไม่ได้เงินเยอะขนาดนั้น” “ไหนบอกผัวรวย ให้เงินใช้เดือนเป็นแสน” “โม้ไปงั้นแหละ 55+” “รู้ยังว่าชั้นพูดถึงจอมพลังตัวแรกไปแล้ว” “เดี๋ยว ตัวไหนหว่า” “จำนวนเงินออมไงจ้ะ ยิ่งมากยิ่งดี เห็นปะละ เก็บเดือนละแสน สิบเดือนก็ตลบล้านแล้ว แต่ว่าในความเป็นจริงมันไม่ได้ง่ายเหมือนพูด เธอ ชั้น และคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง รายได้เยอะขนาดที่จะเก็บเงินได้เดือนละเป็นแสน ฉะนั้น จึงต้องมีจอมพลังตัวที่ 2 และ 3 ด้วย” “จอมพลังตัวที่ 2 กับ 3 คืออะไร” “ผัวเธอไง” “แน่นอน ทั้งอึดทั้งทน สารพัดท่า หนึบหนับสุด แอร้ยส์” “ดีออก อย่าทะลึ่ง” “ทะลึ่งไรละ ชั้นหมายถึงทำงานบ้าน ทั้งชั้นบนชั้นล่างเก็บกวาดเรียบ คิดไรเนี่ย อิอิ” “จ้ะ” เบ้ปากใส่ “เข้าเรื่อง ๆ จอมพลังตัวที่ 2 และ 3 ก็คือ ผลตอบแทนกับเวลา” สมมตินะ ผัวรวยให้เงินเยอะแบบเธอ ออมเงินได้เดือนละหมื่น ถ้าไปฝากออมทรัพย์ ดอกเบี้ย 0.75% ต่อปี ต้องใช้เวลาถึง 8 ปี 1 เดือน จะได้เงินครบ 1 ล้านบาท แต่ถ้านำเงินออมเดือนละหมื่นนี้ไปซื้อกองทุนรวม ได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี จะใช้เวลา 6 ปี เร็วขึ้นถึง 2 ปี และหากยิ่งออมเงินต่อเดือนเยอะขึ้น สมมติเพิ่มอีกห้าพันเป็นหมื่นห้า ถ้านำไปฝากออมทรัพย์ จะเหลือเวลา 5 ปีครึ่ง จากเดิม 8 ปี 1 เดือน เห็นมั้ยแค่ใช้เพียงจอมพลังเดียวคือเพิ่มเงินออม ยังเร็วขึ้นตั้ง 2 ปีครึ่ง ยิ่งใช้จอมพลังที่ 2 ด้วย เพิ่มผลตอบแทน เงินออมหมื่นห้าไปซื้อกองทุนรวม จะใช้เวลา 4 ปี 5 เดือน ยิ่งเร็วขึ้นไปอีก เห็นมั้ย พอได้ล้านแรกล้านที่สอง สาม สี่ ห้า และล้านต่อ ๆ ไป มันก็จะง่ายขึ้น ง่ายด้วยจอมพลังที่ 3 คือ เวลา ต่อยอดเลยนะ เงินออมเดือนละหมื่นห้าต่อไปเรื่อย ๆ ในเงินฝากออมทรัพย์ หลังจากที่ได้ล้านแรกไปจนครบ 10 ปี จะได้เงินเก็บทั้งหมด 1.87 ล้านบาท “เฮ้ย เพิ่มอีกแค่ประมาณ 2 ปี จาก 1 ล้าน ได้เพิ่มอีกตั้ง 8 แสนกว่าบาท” “เธอเห็นพลังของเวลารึยัง” “อย่าเพิ่งตื่นเต้นไป นี่แค่เงินฝากออมทรัพย์ ลองดูกองทุนรวมซะก่อน” ถ้าออมต่อในกองทุนรวมหลังได้ 1 ล้านแรกแล้ว ไปจนครบ 10 ปี จะได้เงินเก็บ 3 ล้านบาท!! ทั้ง ๆ ที่ล้านแรกใช้เวลา 4 ปีครึ่ง แต่ออมเพิ่มอีก 5 ปีครึ่ง ได้เพิ่มถึง 2 ล้าน “คุณพระช่วย! เห็นทางหาผัวใหม่ละ 55+” “ดีออก นังเนรคุณ ผัวออกจะดีขนาดนี้” หึหึ “ชั้นล้อเล่น แหะๆ” “นี่เธอ ชั้นงงอะ อย่างซื้อกองทุนเดือนละหมื่นห้า 4 ปีครึ่งได้ล้านแรก ทำไมซื้อต่ออีก 5 ปีครึ่ง ได้เพิ่มมาตั้ง 2 ล้านอะ” “เพราะล้านแรกเธอเริ่มจากศูนย์ไง แต่พอล้านต่อไปเธอเริ่มจากเงิน 1 ล้านแรกที่เก็บได้ เงินล้านแรกนี้ถูกคิดเป็นผลตอบแทนให้ด้วย ล้านที่สองก็เลยง่ายขึ้น ต่างจากล้านแรกที่เริ่มจากศูนย์ จึงยากกว่า นั่นคือ การออมเงิน ยิ่งเงินต้นเพิ่มผลตอบแทนก็ยิ่งเพิ่ม หรือที่เราเคยได้ยินกัน ดอกเบี้ยทบต้น” “อ้อ เข้าใจละ” “ฉลาดมาก” “แน่นอน ไม่ใช่สวยใส ไร้สมองนาจา” เชิดคอสุด “แล้วเธอรู้มั้ยว่า 3 จอมพลัง ตัวไหนยากสุด” “จอมพลังที่ 2” “ทำไมละ” “ก็เจ้าตัวที่ 2 รูปแบบการลงทุนมีเยอะแยะมากมาย ผลตอบแทนแต่ละอย่างก็ไม่เท่ากัน แถมยังมีความเสี่ยงมาเป็นเงาคู่กันด้วย” “ว้าวววว เก่งจริง เชื่อละว่าสวยใส ไม่ไร้สมองของจริง” เชิดคอสุด น่าถีบยิ่งนัก 55+ “จอมพลังตัวแรก ขึ้นอยู่กับกำลังของแต่ละคนว่าหาเงินเก่งแค่ไหน หาเก่งอะไม่เท่าไหร่ ที่สำคัญกว่า คือเก็บเก่งมั้ยมากกว่า ส่วนจอมพลังตัวสุดท้าย “เวลา” อันนี้วัดกันที่ความอึดของแต่ละคน ว่าจะแกร่งจะอึดได้มากน้อยแค่ไหน” “ร้ายกาจ มีขยายความต่อด้วย เก่งจริง นับถือ ๆ” การออมเงิน ถ้าเข้าใจและใช้ 3 เจ้าพลังนี้มาบูรณาการได้อย่างพอดี ล้านแรกไม่ไกลเกินเอื้อม แถมล้านต่อไปยิ่งง่ายขึ้นด้วย สรุป 1. จอมพลังแรก “เงินต้น” ยิ่งมากยิ่งดี 2. จอมพลังที่ 2 “ผลตอบแทน” ยิ่งมากยิ่งดี แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยง high risk high return 3. จอมพลังสุดท้าย “เวลา” ยิ่งนานยิ่งดี หมายเหตุ: อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวม 10% ต่อปี อ้างอิงตัวเลขจากการรวบรวมข้อมูลของ Thailand Investment Forum โดยปัดตัวเลขเป็น 10% เพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณและอธิบาย และเป็นเพียงการยกตัวอย่างเท่านั้น

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  17 มิถุนายน 2563

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม