วางแผนการเงิน คือมุมที่หลายๆคนมักเข้าใจผิด (ตอนที่ 1)

“ความร่ำรวย มีเงินเก็บเยอะๆ อยากได้อะไรก็มีเงินซื้อ ตอนแก่ก็มีเงินใช้… หาเงินให้เยอะๆก็พอ ถ้าไม่มีเงินก็คงไม่ต้องวางแผนการเงินหรอก” ผมเป็นคนนึงครับที่ในอดีตมีความคิดแบบนี้ ซึ่งพอเรามีความรู้แค่นี้ คิดอยู่ในกรอบนี้ แน่นอนเราก็หาหนทางต่างๆ ให้ไปถึงแผนการเงินเพื่อความร่ำรวยอย่างเดียว หารายได้ทุกวิธี ซื้อมาขายไป ลงทุนหุ้น เก็งกำไรทุกสินทรัพย์ เพื่อให้ได้เงินเยอะๆ แล้วแผนการเงินของเราจะเจ๋งเอง ก็เลยจัดเต็ม กล้าได้ กล้าเสีย กล้าเสี่ยง กู้เงินลงทุนแบบไม่มีความรู้จริงในเรื่องนั้น พอได้เงินกลับมาเยอะ แผนการเงินที่ดูจะสดใสขึ้นเรื่อยๆ แบบที่ตั้งใจวางเป้าหมายไว้ แต่วันนึง...ความซวยก็มาเยือน พอร์ตที่ลงทุนหุ้นก็เริ่มขาดทุน ไม่กล้าตัดขาดทุน เงินหายไปเกิน 70 % ทั้งเงินกู้ และเงินกู ของที่ซื้อมาขายก็ขายไม่ค่อยได้ เงินกู้ที่กู้มาลงทุนก็ต้องจ่ายดอก มีเงินเท่าไหร่จากไว้กินใช้ เริ่มเอามาจ่ายแต่ดอกเบี้ย แผนการเงินเพื่อความร่ำรวยเริ่มบรรลัยลงเรื่อยๆ จากมีเงินเท่าไหร่ลงทุนหมด ไม่เคยสนใจแบ่งเงินออมเป็นเสี่ยงน้อย เสี่ยงมาก หรือแบ่งเงินสดสำรองฉุกเฉิน พอมีเรื่องต้องใช้เงินเข้ามาอีก ปัญหาการเงินก็ยิ่งหนักไปเรื่อยๆ จากความไม่รู้ความหมายแท้จริง ว่า วางแผนการเงิน คือ…. อะไร ถ้าคุณเป็นเหมือนผมหรือกำลังคิดคล้ายๆผม อยากให้คุณดูรูปนี้ครับ “พีรมิดการเงิน” ถ้าคุณดูจากรูปนี้ จะเห็นว่าการวางแผนการเงิน มีหลายองค์ประกอบมากกว่าที่คิด เพราะแต่ละส่วนจะช่วยให้การเงินของคุณแข็งแกร่งมากขึ้น แต่ !!! สิ่งที่คนส่วนใหญ่คิด และผมเป็นคนหนึ่งที่ทำ คือเราพยายาม สร้างบ้านโดยที่ยังไม่ได้ตอกเสาเข็ม เราอยากปูกระเบื้องเลย โดยที่ไม่ไม่สนใจฐานรากว่าบ้านเราแข็งแรงรึยัง ซึ่งมันอยู่ได้ครับ แต่คุณไม่มีทางรู้ว่าวันไหนมันจะพัง การเงินก็เหมือนกันครับ วันนี้คุณอาจะหาเงินได้เยอะ แต่คุณกำลังเสี่ยงอยู่รึเปล่า คุณมีโอกาสจะเจอปัญหาการเงินในอนาคตอยู่ไหม ? ค่อยๆเริ่มสร้างแต่ละมุมการเงินของคุณให้แข็งแกร่งมากขึ้นดีกว่าครับ เพราะ วางแผนการเงิน คือ “ การวางแผนจัดสรรเงิน เพื่อให้คุณมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าวันนี้ ช่วยให้คุณได้ใช้จ่ายในสิ่งที่ต้องการบนความสามารถในการจ่ายของคุณ และไม่ให้คุณกังวลหรือปวดหัวกับปัญหาเรื่องเงิน” แล้วครั้งหน้าผมจะมาเล่าแต่ละมุมเริ่มตั้งแต่การจัดการรายรับรายจ่ายจนวางแผนการเงินให้ฟังครับ หากบทความนี้มีประโยชน์กับคุณหรือคนรอบข้าง ผมคงมีความสุข :-) #TESTTHANASIT

  เทส ธนสิทธิ์


  23 มีนาคม 2564

3 การออมที่จะอยู่กับคุณไปตลอดชีวิต

"การออมเงิน" เวลาเราพูดการออม มักตามมาด้วยข้ออ้าง เพียบบบบ “เงินไม่พอใช้จะออมยังไง, เงินไม่มีจะเอาที่ไหนมาออม” แต่จริงๆแล้ว การออมมันอยู่ในสัญชาตญาณเราทุกคนครับ เพราะเป้าหมายของการออมที่แท้จริง คือ เราต้องการสะสมเงินน้อย ให้ได้เงินก้อน เพื่อเอาไปใช้ตามเป้าหมายต่างๆของชีวิตเราเท่านั้นเอง แต่อยู่ที่ว่าคุณจะเลือกออมแบบไหน ซึ่งสรุปได้ 3 แบบ ดังนี้ 1. ออมก่อน ใช้ทีหลัง 2. ใช้ก่อน ออมทีหลัง 3. ออมก่อน ใช้ระหว่างทาง แล้วค่อยออมต่อ เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ลองไปดูรูป 3 การออมที่จะอยู่กับคุณไปตลอดชีวิต 1. ออมก่อน ใช้ทีหลัง สำหรับแบบแรก ง่ายที่สุดและตรงไปตรงมาครับ ค่อยๆเก็บ เพื่อให้ได้เงินก้อน แล้วค่อยเอาไปใช้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ข้อดี -ไม่มีภาระผูกพัน - ถ้ามีเรื่องฉุกเฉินเข้ามา ก็ยืดระยะเวลาใช้เงินออกไปได้ ข้อเสีย - ต้องมีวินัยพอสมควร ไม่เอาเงินไปใช้ระหว่างทาง - มีเงินใช้น้อยลง ในระยะเวลาหนึ่ง เพื่อนำเงินไปออม วิธีการจัดการ -กำหนดเป้าหมายการใช้เงิน 3 เดือน, 1 ปี ข้างหน้า, 3 - 5 ปีข้างหน้า เพื่อให้สามารถจัดการได้ง่าย -ออมอย่างเป็นระบบ เช่น ออมในสัดส่วนเท่ากันทุกเดือน, ตัดบัญชีอัติโนมัติ 2. ใช้ก่อน ออมทีหลัง แบบนี้เรามักจะคุ้นกันดี ผ่านเครื่องมือทางการเงิน อย่างการใช้บัตรเครดิต การผ่อนสินค้า ข้อดี -ได้ใช้เงินก้อนเลยทันที - บังคับให้มีวินัยการออมโดยอัตโนมัติ ข้อเสีย -หากมีเรื่องใช้เงินฉุกเฉิน ต้องเหนื่อยมากขึ้น เช่น หาเงินเพิ่ม, ลดรายจ่ายปัจจุบัน -เสียดอกเบี้ยกู้ยืม(บางกรณี) วิธีการจัดการ -คำนวณจำนวนเงิน ระยะเวลาการผ่อนคืน เพื่อไม่ให้บีบการเงินในชีวิตเกินไป -วางแผนเผื่อเหตุฉุกเฉิน ที่อาจจะต้องมีเรื่องใช้เงินเพิ่มเข้ามา 3. ออมก่อน ใช้ระหว่างทาง แล้วค่อยออมต่อ แบบที่ 3 นี้ คิดว่าหลายคนน่าจะนึกถึงการซื้อบ้าน ซื้อรถ ที่ต้องใช้เงินดาวน์ ซึ่งอีกหนึ่งรูปแบบที่ใช้กลไกนี้ คือ การควบคุมความเสี่ยงผ่านประกันต่างๆ เช่น จ่ายเบี้ยไปก่อน หากวันใด เกิดอุบัติเหตุ , มีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้น เราจะใช้เงินระหว่างทาง และจ่ายเบี้ยต่อไปจนจบ ข้อดี - กรณี บ้าน รถ สามารถยืดระยะเวลาการใช้เงินช่วงแรกออกไปได้ - ป้องกันความเสี่ยงกรณีต้องใช้เงินฉุกเฉิน - วางแผนการจ่ายได้ ข้อเสีย - มีโอกาสพบปัญหาเรื่องกรณีฉุกเฉินหลายครั้ง เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการจ่ายระยะยาว -เสียดอกเบี้ยกู้ยืม วิธีการจัดการ -เช็คเป้าหมายการใช้เงินระหว่างทาง เพื่อให้วางแผนจัดการรายจ่ายได้ชัดเจนขึ้น เช่น ผ่อนรถ 5 ปี ถ้าต้องมีจ่ายประกันด้วย รายจ่ายจะเกินความสามารถไหม -ช่วงแรกให้วางส่วนกรณีฉุกเฉินไว้เผื่อหลังจากใช้เงิน ซึ่งกรณีเป็นหนี้ยาว ควรมีขั้นต่ำ 3 - 6 เดือน ซึ่งไม่ว่าคุณจะเลือกแบบไหน ไม่มีถูกผิดครับ แต่มันมีข้อดีข้อเสียต่างกัน อยู่ที่คุณสามารถจัดการมันได้ดีแค่ไหน และที่สำคัญคุณไม่จำเป็นต้องเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งเพื่อใช้ไปตลอดชีวิต เพียงแค่คุณนำแต่ละวิธีมาปรับให้เหมาะกับชีวิตคุณในแต่ละช่วงก็พอ

  เทส ธนสิทธิ์


  06 พฤศจิกายน 2563

เป็นหนี้อย่างฉลาด มีโอกาสรวย

"เป็นหนี้ต้องรีบจ่าย มีเงินต้องปิด" คำที่เรามักได้ยินเวลามีหนี้สักก้อนนึง มันก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องนะครับ เพราะเป็นหนี้ก็ต้องจ่ายคืน ยิ่งเป็นหนี้ที่มีดอกเบี้ย ปล่อยไว้นานดอกก็ยิ่งบาน เสียเงินไปกับดอกเบี้ยฟรีๆ อีกหลายบาท แต่มันอาจจะไม่ใช่ทั้งหมดนะครับ เพราะมันก็ดูมีต้นทุนค่าเสียโอกาสอยู่ การนำเงินทั้งหมดไปจ่ายหนี้เลยไม่ใช่ทางออกเพียงทางเดียว แล้วเราจะทำยังไงดี เพื่อที่จะจัดการหนี้ให้คุ้มค่าที่สุด วันนี้เรามาเป็นหนี้อย่างฉลาด เพื่อหาโอกาสรวยกันครับ สำหรับใครที่มีหนี้อยู่สิ่งสำคัญอันดับแรกที่ต้องเข้าใจ ก็คือ เรื่องดอกเบี้ย ซึ่งอัตราดอกเบี้ยของหนี้ส่วนใหญ่ อย่างบ้าน บัตรเครดิต สินเชื่อต่างๆ จะเป็นแบบ ลดต้นลดดอก (Effective Rate) หรือคิดดอกเบี้ยเฉพาะเงินต้นคงเหลือในปัจจุบันเท่านั้น หากเราจ่ายต้นมากขึ้น ดอกเบี้ยจ่ายก็ยิ่งลดลง แต่เราจะพบอัตราดอกเบี้ยของหนี้อีกแบบ ในสินเชื่อรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ คือ อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) หรือการคิดดอกเบี้ยจากเงินก้อนแรกที่กู้ตลอดสัญญา เช่น ซื้อรถยนต์ ราคา 1,000,000 บาท ดอกเบี้ย 3% ใช้เวลาผ่อน 4 ปี โดยคำนวณดอกเบี้ย = 1,000,000 x 3% x 4 = 120,000 บาท เป็นดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมดตลอด 4 ปีครับ หากดูเฉพาะดอกเบี้ยทั้ง 2 แบบ ก็พอมองออกแล้วว่า สมมติเรามีเงินก้อนนึง การนำไปจ่าย หนี้ที่เป็น ลดต้นลดดอก (Effective Rate) คุ้มค่ากว่า เพราะ ยิ่งใส่ต้นเข้าไปมาก ดอกยิ่งลด >"}" data-sheets-userformat="{"2":4542,"4":{"1":2,"2":16777215},"5":{"1":[{"1":2,"2":0,"5":{"1":2,"2":0}},{"1":0,"2":0,"3":3},{"1":1,"2":0,"4":1}]},"6":{"1":[{"1":2,"2":0,"5":{"1":2,"2":0}},{"1":0,"2":0,"3":3},{"1":1,"2":0,"4":1}]},"7":{"1":[{"1":2,"2":0,"5":{"1":2,"2":0}},{"1":0,"2":0,"3":3},{"1":1,"2":0,"4":1}]},"8":{"1":[{"1":2,"2":0,"5":{"1":2,"2":0}},{"1":0,"2":0,"3":3},{"1":1,"2":0,"4":1}]},"10":0,"11":4,"15":"Mitr"}">>"}" data-sheets-userformat="{"2":4542,"4":{"1":2,"2":16777215},"5":{"1":[{"1":2,"2":0,"5":{"1":2,"2":0}},{"1":0,"2":0,"3":3},{"1":1,"2":0,"4":1}]},"6":{"1":[{"1":2,"2":0,"5":{"1":2,"2":0}},{"1":0,"2":0,"3":3},{"1":1,"2":0,"4":1}]},"7":{"1":[{"1":2,"2":0,"5":{"1":2,"2":0}},{"1":0,"2":0,"3":3},{"1":1,"2":0,"4":1}]},"8":{"1":[{"1":2,"2":0,"5":{"1":2,"2":0}},{"1":0,"2":0,"3":3},{"1":1,"2":0,"4":1}]},"10":0,"11":4,"15":"Mitr"}">หากต้องการเงินก้อนปิดหนี้ฉุกเฉิน กู้ง่าย ไม่ต้องมีคนค้ำประกัน ดีลกับแบงก์โดยตรง คลิกเลย …. เมื่อเข้าใจเรื่องดอกเบี้ยแล้ว เราก็จะไปจัดการหนี้ของเรากันครับ….. 1. เช็คอัตราดอกเบี้ยจ่ายในปัจจุบัน หนี้บ้าน หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อต่างๆ list ออกมาทั้งหมด 2. เช็คดอกเบี้ยที่คุ้มที่สุด หนี้ที่เราจะสามารถจัดการดอกเบี้ยได้และเห็นผลชัดที่สุดคือหนี้ แบบ ลดต้นลดดอก (Effective Rate) อย่างหนี้บ้าน หนี้บัตรเครดิต เพราะหากคุณสามารถจัดการดอกเบี้ยได้ต่ำเท่าไหร่ เงินที่จ่ายออกไปในแต่ละเดือนก็จะเข้าต้นมากขึ้นและทำให้คุณจ่ายดอกเบี้ยต่ำลง และหนี้หมดไวขึ้น ปัจจุบันก็มีดอกเบี้ยพิเศษออกมาเยอะแยะครับ สามารถดูตัวอย่างอัตราดอกเบี้ยพิเศษได้จากด้านล่างนี้ การจัดการลดดอกเบี้ย หรือที่เราเรียกกันว่า Refinance คุณจะสามารถเลือกได้ว่าคุณอยากผ่อนชำระต่อเดือนเท่าเดิม หรือจ่ายต่ำลงเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย 3. เช็คตัวเอง สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่จะสร้างโอกาสรวยจากการจัดการเงินให้คุ้มค่าที่สุด ก็คือการกลับมาเช็คตัวเอง โดยคุณสามารถพิจารณาได้ตามนี้ครับ • จ่ายหนี้เท่าเดิม หากจ่ายยอดหนี้เท่าเดิม เหนื่อยเกินไปไหม เกินความสามารถในการจ่ายไหม (ภาระจ่ายหนี้รวมบ้าน รถ ไม่เกิน 40% ของรายได้) ข้อดี หากจ่ายเท่าเดิมไหว เงินจะเข้าต้นมากขึ้น ดอกเบี้ยต่ำลง หนี้หมดไวขึ้น เช่น ตาราง 1 ยอดเงินกู้ 2,000,000 บาท ดอกเบี้ย 6% ตาราง 2 ยอดเงินกู้ 2,000,000 บาท ดอกเบี้ย 3% • จ่ายหนี้ลดลง หากจ่ายลดลง สามารถนำเงินไปต่อยอดอย่างอื่นได้ไหม ? ต้องยอมรับครับว่า ดอกเบี้ยบ้าน ดอกเบี้ยรถ ถือว่าต่ำ หากเทียบกับสินเชื่อประเภทอื่นๆ ซึ่งหากสามารถนำเงินไปต่อยอดเพื่อได้ผลตอบแทนสูงขึ้น ก็เป็นการสร้างโอกาสให้เงินก้อนนี้งอกเงยมากขึ้น เช่น จัดการดอกเบี้ยต่ำลง และ เลือกที่จะชำระเงินต้นต่ำลงด้วย ตาราง 3 ยอดเงินกู้ 2,000,000 บาท ดอกเบี้ย 3% เมื่อดูจากตาราง 3 เปรียบเทียบกับตาราง 2 จะเห็นว่า เมื่อจ่ายต้นลดลงดอกเบี้ยจ่ายก็จะเพิ่มขึ้น ทีนี้ลองมาดูกันครับ ว่าหากนำเงินส่วนต่างยอดจ่ายตรงนี้ไปลงทุนจะเป็นยังไง ส่วนต่าง = 12,000 - 8,520 = 3,480 บาท สมมติ ใส่เงินลงทุนทุกเดือน เดือนละ 3,480 บาท x 20 ปี (ช่วงเวลาผ่อนบ้าน) ผลตอบแทน 3 % = 1,142,490.95 บาท ผลตอบแทน 5 % = 1,430,397.17 บาท ผลตอบแทน 8 % = 2,049,791.05 บาท จะเห็นว่า เงิน 3,480 บาท เมื่อมีระยะเวลายาวขึ้น อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เงินของเราก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นมหาศาล เพราะพลังของดอกเบี้ยทบต้นนั่นเอง **ซึ่งต้องบอกว่าในความเป็นจริง การลงทุนมีความเสี่ยง อาจจะไม่ได้รับดอกเบี้ยเท่าๆกันทุกปี** ทั้งหมดนี้ก็น่าจะพอทำให้เห็นภาพกันพอสมควรนะครับ ว่าการเป็นหนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผิด มีเงินไม่จำเป็นต้องโปะหมด คุณสามารถบริหารจัดการได้ ตามความสามารถของตัวเอง แต่ที่สำคัญอย่าลืมคอยจัดการดอกเบี้ยให้การจ่ายเงินแต่ละบาทของเราคุ้มค่าที่สุด ไม่มีวิธีไหนดีที่สุด อยู่ที่คุณเอาไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับชีวิตคุณที่สุด เท่านั้นเองครับ ^^ รวมโปรฯ รีไฟแนนซ์บ้านทุกธนาคารที่ Lumpsum ดอกเบี้ยต่ำ อนุมัติไว สนใจสมัคร คลิกเลย

  เทส ธนสิทธิ์


  14 กรกฎาคม 2563

"ไม่มีเงิน" แล้วจะเอาที่ไหนมาวางแผนการเงิน ?

วางแผนการเงิน... "ไม่มีเงิน" แล้วจะเอาที่ไหนมาวางแผนการเงิน ? ประโยคที่มักได้ยินเสมอ เมื่อพูดถึงเรื่องการวางแผนการเงิน ไม่ผิดนะครับ ที่เราจะมีความรู้สึกว่า การวางแผนการเงิน เป็นเรื่องไกลตัว คนมีเงินเท่านั้นถึงจะทำได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่แค่ตัวเงินอย่างเดียวครับ สิ่งที่การวางแผนการเงินให้มากกว่านั้น คือ ทำให้คุณรู้จักนิสัยการเงินตัวเอง ผมอยากให้ลองเปิดใจ แล้วมาเรียนรู้การวางแผนการเงินไปด้วยกันครับ " ไม่มีเงิน " แล้วจะวางแผนการเงินยังไง ? 1. อยากให้ลองกลับมาถามตัวเองก่อน ว่า... ทำไม !! คุณคิดว่าไม่มีเงิน? - เช็คตัวเองก่อน ว่าตอนนี้คุณมีรายได้เท่าไหร่ มาจากอะไรบ้าง (จดเอาไว้ครับ) - ต่อมา เช็คสิว่า ตอนนี้ คุณมีรายจ่ายเท่าไหร่ อะไรบ้าง (จดออกมาให้หมดนะครับ) 2. เอาข้อมูลที่จดไว้มาดูว่า อะไรบ้างที่จะทำให้คุณมีเงิน "มีเงิน = มีเงินเหลือ" - ตัดรายจ่ายอะไรที่ไม่ต้องจ่าย ได้ไหม ? - รายได้ที่คุณมีตอนนี้ มันเหมาะกับความสามารถของคุณที่มีหรือเปล่า - มีความรู้ ความสามารถอะไรบ้างของคุณที่สามารถเอาไปหาเงินได้ เราต้องทำความเข้าใจกันใหม่ก่อนนะครับ ว่าเรื่องการวางแผนการเงิน ไม่ได้เป็นเรื่องของคนมีเงินหรือคนรวย ยิ่งคนที่ไม่มีเงิน นี่ยิ่งต้องรีบทำแผนการเงินเลย ถามว่าเริ่มตอนนี้จะช้าไปไหม ? ไม่ช้าไปหรอกครับ แต่ถ้าไม่เริ่มเลย ชีวิตก็จะเป็นเหมือนเดิม ผมเชื่อว่าจริงๆ แล้ว เรื่องพวกนี้ เรารู้ แต่เราอาจยังให้ความสำคัญไม่มากพอ ที่คุณบอกว่า "ไม่มีเงิน" เพราะ คุณยังไม่จัดการมันให้ดีรึเปล่า ? แล้วคุณจะต้องอยู่กับคำๆนี้ไปอีกนานแค่ไหน ? นี่เป็นจุดเริ่มต้น เล็กๆ ที่คุณสามารถทำได้ทันที วันนี้ครับ สนใจรับคำแนะนำ สมัครวันนี้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย คลิกเลย!

  เทส ธนสิทธิ์


  17 มิถุนายน 2563

4 เช็คลิสต์ ก่อนคิดจะเป็นหนี้

พูดถึง "หนี้" คงทำให้ใครหลายๆคนปวดหัว แต่จริงแล้วการเป็นหนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผิด ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดีเสมอไปนะครับ แต่เรามักจะรู้สึกว่า เป็นหนี้แล้วอันตราย เป็นหนี้แล้วจะทำให้เราลำบาก ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกแบบนั้น เพราะ เราสร้างหนี้ด้วยอารมณ์ สร้างหนี้โดยที่ยังไม่รู้จักวิธีจัดการให้ดี เลยทำให้ภาระหนี้เกินความสามารถในการจ่ายของเรา ลองมาเช็คกันดูครับว่าก่อนที่คุณจะสร้างหนี้ คุณรู้จัก 4 ข้อนี้ดีแล้วรึยัง 1. จำเป็นต้องใช้ หรือ แค่อยากได้ เวลาเราอยากจะซื้ออะไรซักชิ้น เรามักจะหาเหตุผลมาให้มันเสมอ ว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นในการใช้ชีวิตของเรา แต่หากคุณไม่อยากมาปวดหัวกับภาระหนักที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน คุณจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญก่อน ว่าของชิ้นนี้ ช่วยอะไรคุณ? มันให้อะไรคุณมากกว่าแค่ ของมันต้องมี และหากคุณไม่มีมันจะทำให้ชีวิตคุณเป็นยังไง ถ้าคุณเป็นคนนึงที่หาเหตุผลเพื่อซื้อของชิ้นนั้นได้เสมอ (ซึ่งผมก็เป็นครับ 555) ผมแนะนำให้คุณลองคิดตามนี้ • ซื้อแล้วมันเอาไปหาเงินเพิ่มได้ไหม • เบื่อแล้ว เอาไปขายต่อได้ไหม (ยิ่งถ้ามีมูลค่าเพิ่มในอนาคตก็ยิ่งดี) • จำเป็นต้องมีตอนนี้เลยไหม อย่างน้อยมันก็น่าจะพอช่วยให้คุณตัดสินใจดีขึ้น แทนที่จะใช้ความอยากได้ อย่างเดียว แต่ถ้ามันอยากได้จริงๆ หรืออยากให้รางวัลตัวเองบ้าง ผมไม่ได้ห้ามให้คุณไม่ซื้ออะไรเลยนะครับ แต่คุณจำเป็นต้องคอยเช็คเสมอ ว่ามันเกินตัวไปรึยัง ยังอยู่ในความสามารถการจ่ายของเรารึเปล่า ไปดูกันในข้อถัดไปครับ 2. เป็นหนี้ยังไงให้จ่ายไหว เป็นหนี้ก็ต้องจ่าย แต่ปัญหาของหลายๆคน คือ หนี้มากเกินไปจนเกินกว่าความสารถในการจ่าย เลยทำให้หนี้ที่มีอยู่เป็นปัญหาในการดำเนินชีวิต แต่ไม่ต้องกลัวครับ สำหรับคนที่มีหนี้แล้ว มันยังมีทางออกเสมอ แต่สำหรับคนที่ยังไม่มีหนี้ หรือมีแล้วแต่หนี้ยังไม่เป็นปัญหาในชีวิตของคุณ คุณจำเป็นต้องรู้ว่าความสามารถการจ่ายหนี้ในแต่ละเดือนของคุณเป็นเท่าไหร่ เพื่อไม่ให้หนี้เป็นปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวันของคุณ วิธีคิดก็ง่ายมากครับ • หนี้ที่ใช้จ่ายทั่วไป เช่น โทรศัพท์ โนตบุ๊ค นาฬิกา ยอดหนี้จ่ายต่อเดือน ไม่ควรเกิน 20% ของรายได้ • หนี้ใช้จ่ายทั่วไป + หนี้บ้าน,รถ ยอดหนี้จ่ายต่อเดือน ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ ซึ่งหากใครเริ่มทำงานใหม่ๆ หรือยังมีรายได้ไม่สูง การกำหนดแบบนี้อาจจะทำให้คุณรู้สึกหงุดหงิด แต่มันคือขีดความสามารถในการจ่ายของคุณตามรายได้ หากภาระหนี้มากกว่านี้ มีโอกาสที่หนี้จะกระทบค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของคุณ และถ้าคุณเริ่มจ่ายไม่ไหว มีหนี้ค้าง ผมบอกเลยว่าดอกเบี้ยที่ตามมา แพงมากๆ 3. อัตราดอกเบี้ย เรื่องเล็กๆ แต่พลังมหาศาล เวลาพูดถึงดอกเบี้ย หลายๆคนจะรู้สึกว่า มันไม่ได้เยอะแยะอะไร แค่จ่ายในแต่ละเดือนไหวก็พอ แต่ผมบอกเลยว่าดอกเบี้ยเล็กๆน้อยๆ นี่แหละ รวมๆแล้ว มหาศาลเลยทีเดียวครับ เช่น บัตรเครดิต ดอกเบี้ย 18 % ต่อปี คุณรูดซื้อของ 10,000 บาท จ่ายเบาๆ ขั้นต่ำไปเรื่อยๆ คุณต้องใช้เวลาถึง 24 งวด หรือ 2 ปี และ เสียเฉพาะดอกเบี้ย 2,000 บาท เท่ากับว่า คุณต้องซื้อของชิ้นนี้แพงขึ้น 20 % ซึ่งอัตราดอกเบี้ยแต่ละประเภทก็แตกต่างกันอีก • บ้าน ดอกเบี้ยอ้างอิง MRR, Promotion ดอกเบี้ยพิเศษ คำนวณแบบลดต้นลดดอก • รถ คำนวณแบบดอกเบี้ยคงที่ • บัตรเครดิตดอกเบี้ยสูงสุด 18% คำนวณแบบลดต้นลดดอก • สินเชื่อส่วนบุคคลดอกเบี้ยสูงสุด 28% คำนวณแบบลดต้นลดดอก แต่ถ้าคุณรู้จักเรื่องอัตราดอกเบี้ย จะทำให้การจ่ายเงินของคุณออกไปแต่ละครั้ง คุ้มค่าอย่างคิดไม่ถึงครับ ตัวอย่างดอกเบี้ยบ้าน "ซื้อบ้านอย่างฉลาด ได้เงินคืนเป็นล้าน" 4. เป้าหมายอนาคต เป้าหมายอนาคตกับหนี้ อาจจะดูไม่เกี่ยวข้องกันเท่าไหร่ แต่เป้าหมายส่วนใหญ่จำเป็นต้องมีเงินเข้ามาเป็นส่วนช่วยเพื่อให้เป้าหมายสำเร็จ ซึ่งหากคุณสร้างหนี้ที่เยอะเกินไป หรือมีหนี้ทีต้องใช้เวลาในการผ่อนนาน มีโอกาสมากที่จะทําให้เป้าหมายอนาคตของคุณไม่สามารถเป็นแบบที่ตั้งไว้ได้ การสร้างหนี้จึงจําเป็นต้องสอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตในอนาคตของคุณด้วย ผมอยากให้คุณลองเช็คเป้าหมายง่ายๆดูก่อนครับ 1-3 ปีนี้คุณมีแผนจะทำอะไรไหม สมมติใครอยากซื้อรถ คุณก็ลองคำนวณดูว่าต้องดาวน์ไหม ใช้เงินเท่าไหร่? 5-7 ปีนี้มีแผนจะทำอะไร จะแต่งงาน หรือตั้งใจจะทำธุรกิจอะไรซักอย่าง ต้องใช้เงินเท่าไหร่? ซึ่งหากตอนนี้คุณผ่อนหนี้ของใช้ต่างๆอยู่ คุณจะจัดการยังไงต่อ เพื่อให้เป้าหมายอนาคตของคุณสำเร็จ ก่อนจะสร้างหนี้ ก็ลองเช็คลิสต์ ทั้ง 4 ข้อนี้ดูนะครับ แล้วผมเชื่อว่าหากคุณสามารถจัดการให้ดี ชีวิตของคุณจะไม่ต้องมาปวดหัวกับหนี้ก้อนโต เป็นกำลังใจให้ครับ ^^ หากคุณต้องการรวมหนี้ เพื่อแก้หนี้ สามารถยื่นสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อการแก้หนี้ได้ที่นี่ >> สมัคร คลิก

  เทส ธนสิทธิ์


  17 มิถุนายน 2563

เช็คสุขภาพการเงิน พร้อมเทคนิคเอาตัวรอดทุกวิกฤต

ในช่วงที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายคนได้เรียนรู้และตระหนักเรื่องการเงินมากขึ้น จากวิกฤต Covid-19 และก็ดูจะส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยชัดเจนมากขึ้น ซึ่งก็บอกไม่ได้ว่ามันจะดีขึ้นเมื่อไหร่ แต่วิกฤต มันสร้างโอกาส สร้างประสบการณ์ให้เราเรียนรู้ “ความไม่แน่นอน” ทำให้รู้ว่าชีวิตเราเต็มไปด้วยความเสี่ยง เราไม่มีทางรู้อยู่ดีๆวันไหนจะโดนให้ออกจากงาน โดนลดเงินเดือน โรงงานผลิตสินค้าไม่ได้ ร้านค้าเปิดขายของไม่ได้ เพราะเหตุการณ์เหล่านี้ มักไม่ได้บอกให้คุณเตรียมตัวล่วงหน้า !!! ซึ่งหากใครกำลังพบปัญหาการเงินตอนนี้จากวิกฤติ Covid-19 ลองเข้าไปอ่านอันนี้ครับ เทคนิคเอาตัวรอด...วิกฤตการเงิน Covid-19 แต่ผมเชื่อว่าหลายคนยังสามารถจัดการการเงินได้ หรือยังไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่อย่ารอให้มันเกิดปัญหากับตัวคุณก่อน วันนี้ผมจึงอยากนำเทคนิค เอาตัวรอด ทุกวิกฤตการเงิน ในแบบของผมมาเล่าให้ฟังกัน ผมแบ่งเป็น 3 ส่วนด้วยกัน 1. ความรู้การเงินที่ควรมี 2. รู้จักตัวเอง** 3. เทคนิคจัดสรรเงินของคุณ อันดับแรกที่จะทำให้คุณสามารถเอาตัวรอดเรื่องการเงินจากทุกวิกฤตได้ คุณจำเป็นต้องรู้ก่อนว่า อะไรเป็นสิ่งที่จะทำให้คุณไปถึงเป้าหมายนั้นได้บ้าง และมีเครื่องมืออะไรบ้างที่ช่วยคุณได้ อันดับที่สอง “รู้จัก (การเงิน) ตัวเอง” สำหรับข้อนี้ผมว่า จริงๆ เราทุกคนรู้จักตัวเอง แต่ไม่ยอมรับในสถานะการเงินตัวเอง ซึ่งหากคุณต้องการเอาตัวรอดเรื่องการเงินในทุกวิกฤตได้ ผมว่าถึงเวลาแล้วที่คุณจำเป็นต้องยอมรับสถานะการเงินตัวเองก่อน ซึ่งไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานะแบบไหน ไม่มีถูกหรือผิดครับ เพียงแต่เราจะทำให้มันดีขึ้นกว่าเดิม และอันดับถัดมา “เทคนิค (จัดสรรเงิน) เอาตัวรอด ทุกวิกฤต” 1. จัดการรายได้ > รายจ่าย - การลดรายจ่าย (ง่ายที่สุด) คุณจำเป็นต้องไปเช็คดูก่อนว่าตอนนี้คุณมีรายจ่ายอะไรบ้าง สามารถลดได้ไหม ? ในการจัดการรายจ่ายสำหรับระยะวิกฤต ผมจะไม่แยกรายจ่ายจำเป็น รายจ่ายตามความต้องการ อันไหนพอลดได้ลดก่อน ซึ่งผมรวมไปถึงการประหยัด น้ำ ไฟ โทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต อาหาร เพื่อให้เรามีเงินใช้เพียงพอตลอดทั้งเดือนก่อน ไม่ไปสร้างหนี้เพิ่ม - เพิ่มรายได้ สำหรับการเพิ่มรายได้ มักจะตามมาด้วย คำถามและปัญหา “แล้วจะทำอะไร ขายอะไร ไม่มีเวลา” ก่อนอื่นผมอยากให้คุณอย่าเพิ่งคิดว่าคุณทำไม่ได้ !!! เพราะปัจจุบันมีช่องทางหาเงินมากมายที่จะทำให้ง่ายขึ้น ใช้เวลาลดลง และยังมีความรู้ฟรีๆ เพียบ ลองลงมือทำก่อน *อย่าลืม ทำบัญชีรายรับ รายจ่ายสม่ำเสมอ เพื่อเช็คตัวเองว่า คุณเริ่มมีการเงินที่ดีขึ้นรึยัง 2. จัดการหนี้ - เอาหนี้ทั้งหมดมาเขียนๆดู ว่าคุณมีหนี้อะไรบ้าง หนี้บ้าน ตอนนี้คุณผ่อนต่อเดือนหนักไปไหม คุณสามารถรีไฟแนนซ์หรือขอลดดอกเบี้ยลงได้ เพื่อจ่ายน้อยลง หรือแม้แต่ทำให้หนี้ก้อนนี้เป็นอิสระไวๆ หนี้รถ ผ่อนต่อเดือนเท่าไหร่ เราซื้อรถแพงเกินตัวไปไหม หรือแม้แต่จริงๆแล้วรถคันนี้จำเป็นต้องใช้ไหม หนี้บัตรเครดิต ดอกเบี้ยมหาศาล 18-28% ต่อปี คุณสามารถรีไฟแนนซ์ได้ ซึ่งปัจจุบันสถาบันการเงินต่างๆออกโปรมาเพียบ แล้วคุณจะมาจ่ายดอกแพงๆทำไม? *รายจ่ายต่อเดือน ไม่เกิน 30-40% (รวมผ่อนบ้าน,รถ) 3. ออมเงิน หลายคนมักคิดว่าเงินไม่พอใช้แล้วจะเอาที่ไหนมาออม ผมอยากให้คุณลองคิดว่า “ไม่ออมก็ไม่พอใช้ ออมไปก็ไม่เสียหาย” เพราะการออมเงินจะทำให้คุณเริ่มเพิ่มกระแสเงินสดสำรองของตัวเอง แล้วมันจะเป็นกำลังใจให้คุณลุยต่อไป เพื่อการเงินที่ดีขึ้น ส่วนนี้ยังไม่ต้องออมเยอะครับ ลองเริ่มกำหนดเกณฑ์การออมขึ้นมา เช่น เก็บแบงค์ 50 เก็บแบงค์ที่ลงท้ายด้วยเลข .... เป็นต้น ครับ *** สำหรับระยะนี้ยังมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องสูง แนะนำให้เช็คสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้ ไม่จำเป็น ไม่มีมูลค่าเพิ่ม ขาย เพื่อเอาเงินไปเติมกระแสเงินสดให้มีสภาพคล่องมากขึ้นครับ เงินไม่พอใช้ หรือใช้เงินเดือนชนเดือนนั่นเอง ยังมีใช้เงินอนาคตอยู่บ้าง แต่ยังสามารถจัดการง่าย เพราะคุณยังไม่มีหนี้ ไม่มีภาระผูกพันก้อนใหญ่ ซึ่งปัญหาของคุณตอนนี้ ติดที่ยังไม่สามารถจัดการเงินให้ใช้เพียงพอทั้งเดือน ผมแนะนำแบบนี้ครับ 1. จัดการรายได้ > รายจ่าย - การลดรายจ่าย (ง่ายที่สุด) อันดับแรกที่ต้องทำเหมือนกับระยะวิกฤตครับ คือ เช็ครายจ่ายก่อน เพราะหากคุณมาสามารถแก้ข้อนี้ได้ คุณก็เริ่มเปิดโอกาสให้ตัวเองมีการเงินที่ดีขึ้น ไปเร่งสร้างกระแสเงินสดต่อไปได้เลยครับ - มีเท่าไหร่ กินเท่านั้น สำหรับหัวข้อนี้ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกครับ “มีเท่าไหร่ กินเท่านั้น” เพื่อไม่ให้คุณ ไปสู่การเป็นหนี้ !!! ที่มีโอกาสจะพอกพูนขึ้นไปเรื่อยๆ จนเป็นหนี้ก้อนใหญ่ ฉะนั้น เราจะกินใช้เท่าที่มี เริ่มจาก เมื่อได้เงินเดือน จัดการค่าใช้จ่ายคงที่ก่อนเลยครับ ค่าน้ำ ไฟ โทรศัพท์ เคลียร์ให้หมด ค่าเดินทางก็ควรกันไว้เลยนะ ถัดมา เงินเหลือเท่าไหร่ หาร จำนวนวันที่ต้องใช้จนกว่าเงินเดือนจะออก เช่น เงินเดือนเหลือ 6000 / 30 = 200 บาท คือเงินที่คุณควรใช้ต่อวัน หารออกมามันอาจจะดูน้อย คุณสามารถจัดการเองได้ วันไหนใช้น้อยก็ให้ไปทบวันอื่นได้ เพื่อให้ตัวเองได้ใช้บ้าง ซึ่งหากคุณสามารถใช้เงินที่เหลือในเดือนนั้นพอ + สามารถลดรายจ่ายบางอย่างได้ เท่านี้คุณก็พร้อมที่จะมีเงินเก็บเพื่อสร้างกระแสเงินสดได้แล้ว - เพิ่มรายได้ สำหรับการเพิ่มรายได้ จะทำให้คุณมีสภาพคล่องในการใช้จ่ายมากและยังเป็นตัวช่วยเพิ่มกระแสเงินสดได้ไวขึ้นด้วย แต่ก็ต้องแรกกับความขยันมากขึ้นเช่นเดียวกัน *อย่าลืม ทำบัญชีรายรับ รายจ่ายสม่ำเสมอ เพื่อเช็คตัวเองว่า คุณเริ่มมีการเงินที่ดีขึ้นรึยัง 2. ออมเงิน ตอนนี้คุณยังไม่มีหนี้ภาระผูกพัน พอขยับได้ ผมแนะนำให้คุณลองฝึกออมดูครับ 5-10% ก่อน สร้างนิสัยการออม จะทำตัดบัญชีอัตโนมัติก็ได้ หรือจะลองหยอดกระปุกไปเลย หรือทำบัญชีแยกไว้ โอนออกตอนเงินเข้าก็ได้ครับ + เพิ่มการออมไปอีกขั้น ลองกำหนดเกณฑ์การออมขึ้นมา เช่น เก็บแบงค์ 50 เก็บแบงค์ที่ลงท้ายด้วยเลข .... เป็นต้น ครับ *** สำหรับระยะนี้ก็ยังอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องสูง แนะนำให้เช็คสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้ ไม่จำเป็น ไม่มีมูลค่าเพิ่ม ขาย เพื่อเอาเงินไปเติมกระแสเงินสดให้มีสภาพคล่องมากขึ้นครับ ระยะเฝ้าระวัง ใช้เงินเดือนชนเดือน แต่ถือว่าคุณมีวินัยจัดสรรเงินดี มีเงินใช้พอดีทั้งเดือน ต่อไปก็เพิ่มการเก็บออมสร้างกระแสเงินสดให้มากขึ้น เพื่อคุณจะสามารถเอาตัวรอดเรื่องการเงินได้ในทุกวิกฤต 1.จัดการรายได้ > รายจ่าย - การลดรายจ่าย (ง่ายที่สุด) เช่นเดียวกันกับกรณีอื่นๆ ง่ายที่สุด คือ เรามาเช็ครายจ่ายก่อน ว่ามีอะไรบ้างที่เราเริ่มใช้จ่ายเกินตัว จ่ายมากไปกว่าปกติ หรือจริงๆแล้วมันไม่จำเป็นต้องจ่าย ซึ่งหากแก้ข้อนี้ได้คุณก็สามารถมีเงินออมได้ง่ายขึ้น - เพิ่มรายได้ การเพิ่มรายได้ เพิ่มเงินสด !! สำหรับระยะเฝ้าระวัง คุณมีเงินพอใช้ตลอดทั้งเดือนอยู่แล้ว การหารายได้เพิ่ม ถือเป็นตัวเร่งให้คุณมีกระแสเงินสดมากขึ้น ซึ่งหากเป็นไปได้ หาเพิ่มได้เท่าไหร่ ควรเก็บเท่านั้น เพื่อให้คุณมีสถานะการเงินดีขึ้น สู่ระยะปลอดภัย *อย่าลืม ทำบัญชีรายรับ รายจ่ายสม่ำเสมอ เพื่อเช็คตัวเองว่า คุณเริ่มมีการเงินที่ดีขึ้นรึยัง 2 .ออมเงิน ตอนนี้คุณมีเงินเพียงพอต่อการใช้จ่ายทั้งเดือน ยังไม่มีหนี้ภาระผูกพัน ผมแนะนำให้คุณสร้างนิสัยการออมครับ 10-20% ของรายได้ต่อเดือน จะทำตัดบัญชีอัตโนมัติ ลองหยอดกระปุก หรือทำบัญชีแยกไว้ โอนออกตอนเงินเข้าก็ได้ครับ * เพิ่มเติม * สมมติ เงินที่ตั้งใจจะออม 10 % = 1,200 บาท / ต่อเดือน ผมอยากให้ลองปัดเศษ เก็บ 1,500 หรือ 2,000 บาท ไปเลย มันอาจจะดูเยอะหน่อยสำหรับการเก็บแรกๆ หักไปแล้วเราก็ลืม ซึ่งคุณมีนิสัยการบริหารค่าใช้จ่ายดีอยู่แล้ว ผมเชื่อว่าคุณจัดการได้ แล้วจะทำให้คุณมีกระแสเงินสด เพิ่มขึ้นเร็วครับ + เพิ่มการออมไปอีกขั้น ลองกำหนดเกณฑ์การออมขึ้นมา เช่น เก็บแบงค์ 50 เก็บแบงค์ 100 ที่ลงท้ายด้วยเลข .... เป็นต้น ครับ *** สำหรับระยะนี้ก็ยังอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง แนะนำให้เช็คสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้ ไม่จำเป็น ไม่มีมูลค่าเพิ่ม ขาย เพื่อเอาเงินไปเติมกระแสเงินสดให้มีสภาพคล่องมากขึ้นครับ ระยะปลอดภัย มีเงินใช้พอดีทั้งเดือนและยังมีเงินเก็บ(อยู่บ้าง) ถือว่าคุณมีวินัยจัดสรรเงินดี ต่อไปผมอยากให้คุณเช็คเงินเก็บของคุณดูครับว่าตอนนี้มีเท่าไหร่ ซึ่งเพื่อให้คุณปลอดภัยและสามารถเอาตัวรอดเรื่องการเงินได้ในทุกวิกฤต ผมแนะนำให้คุณมีเงินกระแสเงินสด 6-12 เดือน ของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนครับ แต่เราจะไม่เอาทั้งหมดไปฝากธนาคารนะครับ เพราะอย่างที่ทราบกัน ดอกเบี้ยน้อย ซึ่งไม่คุ้มค่าเสียโอกาสของคุณแน่นอน ผมจะแบ่งเป็นแบบนี้ครับ 1. ฝากธนาคาร 1-2 เดือน การฝากธนาคารก็ยังถือว่ามีความจำเป็นอยู่ครับ ถึงแม้ดอกเบี้ยจะน้อย แต่มีสภาพคล่องสูง คือ หากคุณต้องการใช้เงินสด สามารถเบิกถอนได้ทันที 2. ลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำ มีสภาพคล่อง ต่อมาเราจะนำเงินที่สำรองไว้ใช้เดือนที่ 3-6 ลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำ มีสภาพคล่องสูงครับ เช่น ตั๋วเงินคลัง สลากออมสิน สลากธกส. (ควรศึกษาเงื่อนไขการไถ่ถอนด้วย) สำหรับการลงทุนประเภทนี้ ยังอยู่ในกรอบที่มีสภาพคล่องอยู่ครับ คือหากคุณจำเป็นต้องใช้เงินก็ยังสามารถถอนออกมาได้ 3.ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นและผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ต่อมาเราจะนำเงินที่สำรองไว้ใช้เดือนที่ 7-12 ลงทุนในความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ได้ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น แน่นอนว่าหากคุณจะลงทุนที่มีความเสี่ยงขึ้นมา ก็ควรศึกษาและมีความรู้มากพอนะครับ การลงทุนที่ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ก็มีตั้งแต่ ตราสารหนี้ ที่ออกโดย รัฐบาล ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ ที่ออกโดย บริษัทเอกชน ได้แก่ หุ้นกู้ ตราสารทุน หรือ หุ้นสามัญนั่นเอง ซึ่งต้องมีความเข้าใจก่อนนะครับ ว่าการลงทุนแต่ละประเภท ที่กล่าวมา มีเรื่องระยะเวลา และความเสี่ยงเงินต้นอยู่ด้วย ฉะนั้น หากคุณยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเพียงพอ แนะนำให้ไปลงทุนในข้อ 2 ที่กล่าวไว้ครับ ทั้งหมดนี้ก็เป็นแนวคิด เทคนิค (จัดสรรเงิน) เอาตัวรอด ทุกวิกฤต ที่ผมเอามาฝากกัน หากคุณได้อ่านทั้งหมด จะเห็นว่า รายได้ รายจ่าย เงินออม จะอยู่ในทุกการจัดสรรเงินของคุณ ซึ่งวิธีที่จะทำให้คุณคอยตรวจสอบเงิน สถานะการเงินของคุณ ง่ายๆ ก็คือ การจดบัญชีรายรับรายจ่ายครับ เพราะ มันจดนิสัยการเงินของคุณไว้ทั้งหมดแล้ว *ทุกคนสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของตนเองนะครับ แล้วเรามาเริ่มสร้างสุขภาพการเงินที่ดีไปด้วยกัน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นครับ : -) สำหรับใครที่อยากรู้สถานะการเงิน เริ่มทำรายรับรายจ่าย เพื่อเช็คตัวเองว่า คุณเริ่มมีการเงินที่ดีขึ้นหรือยัง ด้วยแอปพลิเคชั่น ได้ง่ายๆ เพียง! "กดดาวน์โหลดแอปฯเพื่อเริ่มทำรายรับ-รายจ่าย"

  เทส ธนสิทธิ์


  05 พฤษภาคม 2563

5 บทเรียนเรื่องการเงิน จากพิษ COVID-19

ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนคนนึงที่ทำงานในสายการบินแห่งหนึ่ง…. ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆคน คิดว่าการที่ได้เข้าไปทำงานในสายนี้ ได้ค่าตอบแทนสูงและแน่นอนว่าดูมั่นคง แต่มันอาจจะไม่ใช่อย่างนั้นอีกต่อไป จากการพูดคุยถึงผลกระทบจาก Covid-19 ในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าคนที่ทำงานในสนามบิน สายการบินต่างๆ เป็นกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง จากการลดลงของนักเที่ยวที่เรียกได้ว่าวูบหายไปเลย รอบการบินก็เลยลดลงไปโดยปริยาย ซึ่งรายได้ของหลายคน อิงตามรอบบิน ความถี่ของเที่ยวบิน เมื่อทุกอย่างลดลงรายได้ก็ลดลงไปด้วย แล้วใครจะคาดคิดว่าอยู่ดีๆวันนึงรายได้เราจะหายไปเกินครึ่ง เมื่อปัจจุบันปัจจัยหลายๆอย่างที่เราคาดไม่ถึง มักเกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งบางครั้งมันอาจจะใกล้ตัวเรามากกว่าที่เราคิดไว้ สิ่งที่เราสามารถทำได้ คือ เตรียมตัว เตรียมพร้อม ป้องกัน จากตัวเราก่อน ผมเลยอยากมาแชร์สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในมุม การเงิน จาก Covid-19 ที่ต้องยอมรับว่าเป็นปัจจัยที่เราควบคุมเองไม่ได้ และยังตอบไม่ได้ว่าเราจะต้องอยู่กับสถานการณ์นี้ไปอีกนานเท่าไหร่ 1.รายได้ที่ว่าแน่ รายได้คงเป็นสิ่งแรกที่นึกถึงเมื่อพูดถึงการเงินของเราเพราะรายได้เป็นที่มาของกระแสเงินสดหลักที่เราใช้ในการดำเนินชีวิต ทีนี้ เมื่อรายได้ลดลงมันจึงกระทบโดยตรงต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเรา สำหรับคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนได้รับเงินเดือนที่แน่นอน อาจจะยังไม่ได้รับผลกระทบที่เห็นได้ชัด แต่หากมองในภาพใหญ่ เศรษฐกิจที่เริ่มแย่ลง หลายบริษัทได้รับผลกระทบ และเราเริ่มจับจ่ายใช้สอยกันลดลง มันส่งสัญญาณบางอย่างที่อาจจะกระทบต่อรายได้ของเราในอนาคต ไม่ว่าคุณจะทำงานเกี่ยวข้องกับอะไรก็ตาม เศรษฐกิจที่เริ่มแย่ลง แต่ประเด็นสำคัญ คือเราไม่มีทางรู้ว่ามันจะมาเมื่อไหร่ แต่สิ่งที่เราสามารถทำได้ คือ เตรียมพร้อม รายได้เพียงช่องทางเดียวอาจจะไม่สามารถทำให้เราอยู่ได้อย่างสบายและมั่นคง อีกต่อไป ทางเลือกการเพิ่มรายได้ : ฮาวทู "หาเงิน" แบบจับเสือมือเปล่า ฉบับพนักงานออฟฟิศ 2.รายจ่ายที่ว่าไหว การควบคุมรายจ่ายน่าจะเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุด หากคุณต้องการเตรียมพร้อมจัดการการเงิน ในสถานการณ์แบบนี้ผมว่ามันมีโอกาสเล็กๆ ที่ทำให้คุณตระหนักถึงรายจ่ายในปัจจุบันของคุณ ว่ามันจำเป็นหรือเป็นเพียงความต้องการ เพราะหากมันเป็นความต้องการซะส่วนใหญ่ ถึงเวลาที่คุณต้องมาคิดดูแล้วว่าคุณจะเอายังไง? ตัดอะไรได้บ้าง? เมื่อเกิดเหตุที่กระทบรายได้ของคุณ รายจ่ายที่ว่าไหว คุณอาจจะเอาไม่อยู่ ซึ่งวิธีที่จะทำให้คุณเห็นนิสัยการเงิน รายจ่ายต่างๆของคุณเอง ง่ายๆผ่านการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายทำความรู้จักบัญชีรายรับ - รายจ่าย : ทำบัญชีรายรับ - รายจ่าย รวยได้...จริงเหรอ? 3.หนี้ที่ไม่จำเป็น เมื่อเราเช็ครายได้ รายจ่ายแล้ว สิ่งที่สำคัญถัดมา ที่เราจัดการได้ คือ “หนี้” อย่างที่เรารู้กัน หนี้ไม่ใช่ไม่ดีเสมอไป มีหนี้ที่ดี หนี้ไม่ดี หนี้เพื่อการลงทุน หนี้ที่ตอบสนองความอยากของตัวเอง ซึ่งจากข้อก่อนหน้า ที่เราจัดการ ควบคุมรายจ่ายกันไป เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เราไม่สามารถลดหรือจัดการรายจ่ายได้แล้ว หนี้ จึงถือเป็นสิ่งต่อไปที่เราควรมานั่งตรวจสอบดูสิว่า หนี้ที่เรามีตอนเนี่ย มันมีอะไรบ้าง ดอกเบี้ยเท่าไหร่ ผ่อนรถ ดอกเบี้ย 3%, ผ่อนคอนโด 2.5%, ผ่อนมือถือ 0%, ผ่อนนาฬิกา กู้สินเชื่อมาขายของ……. เพราะการจ่ายหนี้ในแต่ละเดือน มันกระทบกระแสเงินสดของเรา ในแต่ละเดือน หากหนี้ก้อนนั้นเริ่มหนัก ยืดระยะเวลาการจ่ายออกไปได้ไหม? รีไฟแนนซ์ให้ดอกเบี้ยถูกลงได้รึเปล่า? หรือแม้แต่ขาย !!! ถ้าจริงๆ แล้วมันไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเราจริงๆ เพื่อให้เราได้มีกระแสเงินสด มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นและไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยต่อทางเลือกสำหรับคนมีหนี้ !!! * เป็นหนี้ต้องใช้ ถ้าไม่ไหวต้องอ่าน! ** ซื้อบ้านอย่างฉลาด ได้เงินคืนเป็นล้าน 4.เงินสดต้องมี ผมเชื่อว่าการเก็บเงินสดหรือการออม หลายๆคนละเลยครับ ยิ่งคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนเชื่อว่ายังไงเงินเดือนก็เข้าทุกๆเดือน หรือแม้แต่คนที่มีรายได้สูงอย่าง Sale, Freelance ที่คุณหาเงินเพิ่มได้ตลอด ตามความสามารถและความขยันของคุณ แต่จากสถานการณ์ที่เจอกันตอนนี้ คุณน่าจะเริ่มเห็นแล้วว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้จริงๆ ปัจจัยภายนอกบางอย่างเราไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้นการเก็บเงินสดจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากและผมเชื่อว่าวินัยการเก็บเงินตรงนี้ สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเงิน คือ นิสัยการเก็บออม มีเงินสดเท่าไหร่ถึงอุ่นใจ -> 3-6 เดือน (ของรายจ่ายในแต่ละเดือน) “สภาวะปัจจุบัน อาจจะจำเป็นต้องมีถึง 1 ปี” **แบ่ง 6 เดือนหลัง ไปลงทุนที่มีสภาพคล่อง ความเสี่ยงต่ำ**-----ก่อนมีเงินสด เงินหมดทุกที !!! ทำยังไงดี? * 3 วิธีออมเงินแบบขำๆ แต่ล่ำซำตอนปลาย ** 7 วิธีเก็บออมเงินง่ายๆ สไตล์สาวมินิมอล 5.ชีวิตคิดว่าไม่มีความเสี่ยง คนที่ไม่มีภาระต่างๆหรือมีคนที่ต้องดูแล การป้องกันความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องค่อนข้างไกลตัว ยิ่งเป็นวัยรุ่นแล้วละก็ น้อยคนนักที่จะให้ความสำคัญเรื่องนี้ แต่ในปัจจุบันเราจะเห็นว่าความเสี่ยงเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่เราคิด เราจำเป็นต้องลบความคิดที่ว่าการป้องกันความเสี่ยงจากการทำประกันเป็นคนของคนอายุมากเท่านั้น ซึ่งรู้ไหมว่า จริงๆแล้วยิ่งเราสนใจเรื่องนี้ตั้งแต่อายุน้อย นอกจากจะมีเวลามากพอที่จะศึกษาเงื่อนไขที่มีเยอะไปหมด จากค่ายต่างๆแล้ว ค่าเบี้ยประกันและการคุ้มครองคุ้มค่ากว่าทำตอนอายุมากอีก ฉะนั้นรู้ไว้ใช่ว่า !!!ป้องกันความเสี่ยง แถมช่วยภาษี : ประกันชีวิตลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่..แบบไหนใช้ได้บ้าง นี่ก็เป็น 5 ข้อที่ผมอยากมาแชร์ ซึ่งจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เราเจอกันตอนนี้ ก็มีโอกาสเล็กๆที่จะพอทำให้คุณเห็น ความสำคัญของการวางแผนการเงินกันขึ้นมาบ้าง เพราะจริงๆแล้วมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราเลย มันไม่ใช่แค่คุณวางแผนจัดการเพื่อเกษียณเท่านั้น แต่มันเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อคุณสำหรับตอนนี้เวลานี้ ไม่ว่าคุณจะเป็นใครได้รับผลกระทบมากน้อยเท่าไหร่ แต่ผมเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้ครับ เชื่อว่าคุณจะมีแผนที่ดีของคุณ แล้วเราจะผ่านเรื่องราวต่างๆไปด้วยดี อยากพูดคุย แชร์ ปรึกษา สามารถพูดคุยกันได้ที่ Facebook Page Lumpsum ครับ ^^

  เทส ธนสิทธิ์


  24 มีนาคม 2563

อยากเปลี่ยนงานใหม่ เงินเดือนต้องเพิ่มเท่าไหร่ดี?

เริ่มต้นปีใหม่ โบนัสที่รอคอยก็คงออกกันหมดแล้ว คนคิดที่จะเปลี่ยนงานใหม่ก็คงจะเริ่มหาหรือแอบไปสัมภาษณ์กันแล้ว ซึ่งเหตุผลที่ทำให้หลายๆคนอยากหาที่ใหม่ก็เยอะแยะไปหมด เบื่องานบ้าง เบื่อคนบ้าง หมด Passion อยากหาประสบการณ์ใหม่ๆ(ส่วนใหญ่ใช้เป็นข้ออ้าง) หรือเหตุผลหลักๆของหลายคนอย่าง อยากได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น แล้วคุณคิดว่าเงินเดือนใหม่ที่ได้เพิ่มขึ้น คุ้มค่าแล้วหรอ? วันนี้ผมเลยอยากเอาต้นทุนค่าเสียโอกาสต่างๆ ที่เรามักหลงลืมไปเมื่อเปลี่ยนงานมาให้เอาไปคำนวณกันดูว่าหากคุณอยากเปลี่ยนงานใหม่ เงินเดือนต้องเพิ่มเท่าไหร่ดี ? ไปดูกัน 1. ค่ารถ ค่าเรือ ค่าเดินทาง อันนี้ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายประจำ จำเป็นต้องจ่าย!!! แต่ก็แล้วแต่ว่าคุณจะเลือกความสะดวกสบายแบบไหน เมื่อเวลาเราเปลี่ยนงานใหม่เราก็จะนึกถึงแค่ว่าเงินเดือนเพิ่มเยอะแล้วนะ จนมองข้ามรายจ่ายเล็กๆน้อยๆ มันน้อยแต่จ่ายทุกวัน ทุกเดือนหลายๆปี มันเยอะนะ หากใครได้ที่ทำงานไกลขึ้น ค่าเดินทางสูงขึ้น ก็จำเป็นต้องเอาค่าใช้จ่ายส่วนต่างตรงนี้ไปคำนวณกับเงินเดือนใหม่ที่เพิ่มขึ้นด้วย ก็เอาส่วนต่างค่าเดินทางต่อวัน x จน.วันทำงานต่อเดือน (ส่วนใหญ่ก็20+-) = เงิน ที่ควรบวกเพิ่มไปกับเดือนใหม่ด้วย** ใครทำงานใกล้บ้าน ใกล้ที่ทำงานเดิม ก็ข้ามข้อนี้ไป ** 2. ค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่เปลี่ยนไป(ส่วนใหญ่จะเพิ่มขึ้น) ใครที่เปลี่ยนที่ทำงานใหม่แบบย้ายไกลจากโลเคชั่นเดิมของคุณก็เช็คหน่อย แถวที่ใหม่เค้ามีค่าครองชีพกันยังไง โดยเฉพาะคนที่ย้ายเข้าโซนเมือง เมื่อพูดถึงค่าครองชีพ เรามักจะนึกถึงค่าอาหารกันเป็นส่วนใหญ่ แต่จริงๆมันรวมทุกอย่าง ตั้งแต่ค่าผัดกระเพราไข่ดาว ก๋วยเตี๋ยว ยันค่าพี่วินหน้าออฟฟิศ นี่ยังไม่นับค่าภาษีสังคมต่างๆอีกนะ ก็ลองประเมินจากโลเคชั่นนั้นดูว่าควร +- เท่าไหร่ (คงไม่ต้องถึงกับไปถามร้านข้าวตามสั่งหน้าออฟฟิศใหม่หรอกนะ)แล้วก็บวกเพิ่มไปกับเดือนใหม่ด้วย 3.โบนัส โบนัส !!! สำหรับข้อนี้เชื่อว่าทุกดูแน่นอน ว่ามันมากกว่า น้อยกว่า ที่เก่าเท่าไหร่ เวลาเราเอาโบนัส(คาดหวัง)มาคำนวณ “ เงินเดือนใหม่ + โบนัส(คาดหวัง) / 12 = ก็จะได้เงินเดือนใหม่ ” มีหลายคนยอมลดเงินเดือนตัวเอง เพราะได้โบนัสเยอะขึ้น แต่ !!! โบนัส = ความคาดหวัง -> ผลประกอบการบริษัทซึ่งโบนัส ชื่อมันก็บอกอยู่แล้ว ว่าคือ โบนัส ส่วนเพิ่มที่ได้รับนอกจากเงินเดือน จะจ่ายก็ได้ ไม่จ่ายก็ได้(ยกเว้นบางที่การันตีโบนัส)ฉะนั้น ผมมองว่าส่วนนี้เราเอามาคำนวณได้ แต่ไม่ควรเอามาคิดแบบ 100% ถึงแม้บางที่จะการันตีโบนัสก็ตาม เพราะหากบริษัทผลประการไม่ดี รายได้ลด แต่จ่ายโบนัสเท่าเดิม หรือมากกว่า แสดงว่าบริษัทก็เข้าเนื้อถูกไหม แล้ววิธีแก้ปัญหาที่หลายๆบริษัทเริ่มทำกัน รู้ใช่ไหมว่าคืออะไร ? *** เปลี่ยนที่ทำงานใหม่ โบนัสปีแรกก็หายนะ แม้บางที่เฉลี่ยให้หลังผ่านโปร แต่ก็หายไปหลายบาทอยู่ อย่าลืมคำนวณตรงนี้ด้วย *** 4. สวัสดิการ สวัสดิการที่บริษัทส่วนใหญ่ให้พนักงาน วันหยุด-วันลา ประกันสังคม ประกันกลุ่ม ค่าล่วงเวลา ชุดทำงาน ตรวจสุขภาพ โบนัส กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(ขอเอาไปเขียนขยายความเป็นอีกข้อ) เบี้ยขยัน สิ่งที่น่าจะสำคัญกับเราที่สุดในการป้องกันความเสี่ยงของชีวิต คือ ประกันต่างๆ เพราะปวดหัว ปวดท้อง ตัวร้อน เราก็สามารถใช้สวัสดิการนี้ได้ไม่ต้องควักเงินในกระเป๋าจ่าย ซึ่งบริษัทแต่ละที่นั้นให้สวัสดิการส่วนนี้ต่างกัน มีทั้งเหมาจ่าย และให้วงเงินการรักษาจำกัดต่อปี ดังนั้นจำเป็นต้องรู้เงื่อนไขตรงนี้ของบริษัทด้วย รักษาผลประโยชน์กันหน่อย เพราะหากป่วยกะทันหันนอนโรงพยาบาลขึ้นมา จะยุ่งเงินในกระเป๋าแน่ๆ 5. เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินส่วนนี้ถือเป็นสวัสดิการที่บริษัทให้เพิ่ม ซึ่งขึ้นอยู่แต่ละเงื่อนไขของบริษัทเช่น จะเห็นว่าเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะมีเรื่องของปีการทำงานเข้ามาเกี่ยวด้วย “สมมติ”ทำงานที่เก่ามา มาระยะเวลา 5 ปี เงินเดือน 20,000บาท ซึ่งอยู่ในเงื่อนไข อายุงานครบตั้งแต่ 4-6 ปีอัตราร้อยละ 5 ผลประโยชน์ส่วนที่บริษัทให้ อายุงาน 5 ปีไม่ครบ 7 ปีอัตรา 50%แสดงว่า เงินที่บริษัทสมทบให้คุณตอนนี้ 1,000 บาทต่อเดือน ถ้าลาออกก่อนอายุงานครบ 7 ปี จะได้ส่วนนี้ 50% ฉะนั้น ใครที่ทำงานที่เก่ามานาน ก็ควรเอาผลประโยชน์ที่ตัวเองได้รับปัจจุบัน ไปคำนวณกับเงินเดือนใหม่ที่จะได้รับด้วยนะ นี่ก็เป็นทั้งหมด 5 ข้อ ที่ผมคิดว่าเรามักจะหลงลืมไปเวลาจะเปลี่ยนงานใหม่ ก็ลองเอาไปคำนวณกันดูนะครับว่า เงินเดือนใหม่ที่ได้เพิ่มขึ้น คุ้มค่าแล้วหรือยัง ไม่มีใครบอกคุณได้ว่าเป็นตัวเลขเท่าไหร่ เพราะฐานเงินเดือน สวัสดิการ ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ มันเป็นเฉพาะบุคคล สุดท้าย ผมอยากให้คุณถามตัวเองดูหน่อยว่า “ เหตุผลที่แท้จริงของการลาออกของคุณคืออะไร? ” อยากก้าวหน้า เงินเดือนเพิ่ม ไม่สนุกกับงาน เบื่องาน หรือความจริงแล้วอยู่ที่วิธีคิดของคุณที่ทำให้รู้สึกแย่ เพราะหากคำตอบคือ เป็นเพราะตัวคุณ ผมจะบอกว่าอยู่ที่ไหนก็เจอปัญหาทั้งนั้นแหละครับ ลองปรับวิธีคิด เปลี่ยนมุมมอง แล้วเชื่อว่าคุณจะมีความสุขกับการทำงานมากขึ้นครับ ^^

  เทส ธนสิทธิ์


  11 กุมภาพันธ์ 2563

ซื้อบ้านอย่างฉลาด ได้เงินคืนเป็นล้าน

เมื่อคุณเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน สินทรัพย์ชิ้นใหญ่ๆ ที่เราเริ่มมองกันก็คงมีไม่กี่อย่าง ที่อยู่อาศัยก็คงเป็นสิ่งที่หลายๆคนเริ่มให้ความสนใจ ซึ่งต้องบอกว่าหากคุณมีความเข้าใจในสินทรัพย์ชิ้นนี้ ไม่ว่าจะเป็น ทำเล ราคา เงินดาวน์ อัตราการขึ้นราคาที่ดิน มันจะทำให้สินทรัพย์ชิ้นนี้ของคุณคุ้มค่ามากที่จะลงทุน และอีกสิ่งสำคัญ คือ อัตราดอกเบี้ยกู้บ้านของธนาคาร ทีจะทำให้คุณสามารถประหยัดเงินไปได้เยอะเลยทีเดียว วันนี้ผมเลยอยากเอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังครับ เมื่อคุณต้องการกู้ซื้อบ้านหนึ่งหลังสิ่งที่คุณต้องรู้จักก่อน คือ “MINIMUM RETAIL RATE” ดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี หรือที่เรามักจะคุ้นหูกันก็คือ “ดอกเบี้ย MRR” ซึ่งในปัจจุบันดอกเบี้ย MRR อยู่ที่ 6 – 7 % แล้วแต่ธนาคารกำหนด ซึ่งพูดง่ายๆ ก็คือดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจากเงินที่เราไปกู้นั่นเอง หลายคนอาจจะมองว่าไม่เยอะ เพราะอัตราดอกเบี้ย 6-7% นั้น เป็นการคิดต่อปี แถมยังลดต้นลดดอกอีกด้วย แต่การซื้อบ้านนั้นจำนวนเงินเยอะ ระยะเวลานาน เอาดอกมารวมๆกัน มหาศาลเลยทีเดียว เราลองมาดูกันว่าดอกเบี้ยนั้นมหาศาลเท่าไหร่ ผมทำแยกให้ดูเป็นแต่ละแบบกันครับ สมมติฐาน บ้าน คอนโด ราคา 2,000,000 บาท จ่ายค่างวด งวดละ 12,000 บาท * แบบที่ 1 คำนวณจากดอกเบี้ย MRR โดยประมาณ ที่ 6% ภาพที่ 1 ยอดชำระค่าบ้าน ที่ดอกเบี้ย MRR 6% จากภาพที่ 1อัตราดอกเบี้ย MRR 6% ยอดจ่ายต่องวด งวดละ 12,000 บาท เงินเข้าดอกเบี้ยเป็นส่วนใหญ่ เช่น งวดที่ 1 เงินเข้าต้น 2,136.99 บาท เข้าดอกเบี้ยถึง 9,863.01 บาท ถือว่ามหาศาลมาก เมื่อชำระค่าบ้านหมด รวมยอดจ่าย 4,209,091 บาท จ่ายเฉพาะดอกเบี้ยถึง 2,209,091 บาท ใช้ระยะเวลาผ่อน 351 งวด หรือ 29 ปีกว่า ซึ่งดอกเบี้ยจ่ายมากกว่าราคาบ้านซะอีก ** แบบที่ 2 คำนวณดอกเบี้ยพิเศษ 3% ระยะเวลา 3 ปีแรก ปีต่อไปคิดดอกเบี้ย MRR โดยประมาณ ที่ 6% ภาพที่ 2 ยอดชำระค่าบ้าน ที่ดอกเบี้ยพิเศษ 3% ระยะเวลา 3 ปีแรก ปีต่อไปคิดดอกเบี้ย MRR โดยประมาณ ที่ 6% จากภาพที่ 2 เมื่อจ่ายดอกเบี้ยพิเศษ 3% จากยอดจ่ายต่องวด งวดละ 12,000 บาท งวดที่ 1 เงินเข้าต้น 7,068.49 บาท เข้าดอกเบี้ย 4,931.51 บาท ซึ่งถือว่าต่างจาก แบบที่ 1 เยอะมาก เนื่องจากดอกเบี้ยลดลงไปครึ่งหนึ่ง แต่เป็นเพียงระยะเวลาสั้น 3 ปีเท่านั้น เมื่อครบกำหนด 3 ปี ก็กลับมาใช่ที่อัตราดอกเบี้ย MRR เช่นเดิม เมื่อชำระค่าบ้านหมด รวมยอดจ่าย 3,474,421 บาท จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย 1,474,421 บาท ใช้ระยะเวลาผ่อน 290 งวด หรือ 24 ปีกว่า เมื่อนำแบบที่ 1 และแบบที่ 2 มาเปรียบเทียบกัน จะเห็นได้ว่าดอกเบี้ยจ่ายลดลงไปถึง 734,670 บาท และระยะเวลาจ่ายก็ลดลงไปอีก 5 ปี ในปัจจุบัน ธนาคารหลายๆแห่งก็จะมีโปรโมชันต่างๆ ในลักษณะแบบนี้ แต่ก็แล้วขึ้นอยู่กับธนาคารนั้นๆ ว่าจะออกมาแบบไหน ซึ่งจากการแข่งขันที่สูงขึ้น ทำให้ในบางที่ ให้ 0 % ในช่วงเวลาหนึ่งเลยทีเดียว ที่นี้....คุ้มค่าแล้วหรือยัง ? ไปดูแบบที่ 3 กัน *** แบบที่ 3 Refinance เพื่อรับดอกเบี้ยดอกเบี้ยพิเศษไปเรื่อยๆ การ Refinance ก็คือ การที่เราไปยืมเงินจากธนาคารใหม่ ไปคืนธนาคารที่เป็นเจ้าหนี้เดิมของเรา ซึ่งธนาคารต่างๆ ก็จะออกโปรโมชัน เพื่อให้เราไป Refinance ที่เขา โดยดึงดูดผ่านดอกเบี้ย พิเศษต่างๆ ที่ธนาคารกำหนด ภาพที่ 3 Refinance ตลอด อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3% จากภาพที่ 3 เมื่อ Refinance ตลอด จ่ายดอกเบี้ยพิเศษ 3% จากยอดจ่ายต่องวด งวดละ 12,000 บาท งวดที่ 1 เงินเข้าต้น 7,068.49 บาท เข้าดอกเบี้ย 4,931.51 บาท ซึ่งจะคล้ายๆแบบที่ 2 ในปีต้นๆ แต่ที่แตกต่างคือ ได้อัตราดอกเบี้ยต่ำไปเรื่อยๆ เมื่อเงินเข้าต้นเยอะก็จะทำให้ดอกเบี้ยที่จ่ายลดลง และระยะเวลาผ่อนสั้นลงด้วย เมื่อชำระค่าบ้านหมด รวมยอดจ่าย 2,578,904 บาท จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย 578,904 บาท ใช้ระยะเวลาผ่อน 215 งวด หรือเกือบๆ 18 ปี จากแบบที่ 1, แบบที่ 2 และ แบบที่ 3 น่าจะพอทำให้เห็นภาพได้บ้าง ว่าหากเรามีความรู้ รู้จักวางแผนเราจะสามารถซื้อบ้านหลังนี้ได้อย่าง คุ้มค่า !!! ประหยัดเงิน ประหยัดเวลา ไปได้เยอะเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยพิเศษ ขึ้นอยู่กับธนาคารต่างๆ ที่จะกำหนดโปรโมชันอะไรในช่วงเวลานั้น ซึ่งต้องบอกว่า...แต่ละที่ ไม่เท่ากัน !!! “แล้วบ้านคุณตอนนี้ละ...จ่ายคุ้มค่าแล้วหรือยัง?” เข้าไปเช็คดอกเบี้ยกัน App Lumpsum หน้ารีไฟแนนซ์บนแอปฯวางแผนการเงิน Lumpsum หน้ากรอกข้อมูลการรีไฟแนนซ์บนแอปฯวางแผนการเงิน Lumpsum ผลการค้นหาโปรโมชั่นการรีไฟแนนซ์บนแอปฯวางแผนการเงิน Lumpsum อ่านมาถึงตรงนี้ เพื่อนๆ ที่ผ่อนบ้านใกล้จะครบ 3 ปี หรือผ่อนบ้านครบ 3 ปี แล้ว ควรที่จะวางแผนรีไฟแนนซ์บ้าน ด้วยการหาข้อมูลดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้านแต่ละธนาคารได้รอได้แล้ว เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการผ่อนบ้านในปีถัดๆไป สนใจอยากรีไฟแนนซ์บ้านหรือเช็กดอกเบี้ย สามารถดูรายละเอียด พร้อมยื่นสมัครรับข้อเสนอพิเศษ คลิกได้ที่นี่...

  เทส ธนสิทธิ์


  02 ธันวาคม 2562

ทำบันทึกรายรับ-รายจ่าย ก้าวแรกที่สำคัญทางการเงิน

เคยเป็นไหม... เงินไม่พอใช้ !!! นั่งบ่นเงินหายไปไหนหมด!!! ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนล้วนเคยผ่านปัญหานี้ คุณรู้หรือไม่ !!! การทำบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่าย จะช่วยคุณแก้ปัญหาได้ การบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่าย น่าจะเป็นสิ่งที่คุ้นหู คุ้นตา กันมานาน บางคนถูกฝึกให้หัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายมาตั้งแต่เด็กจากพ่อแม่ จนถึงกับบางโรงเรียน เอาการทำบัญชีรายรับรายจ่ายมาใส่ในวิชาเรียนด้วยซ้ำ แต่แล้วยังไงละ!!! เมื่อโตขึ้นมาเราก็ทิ้งสิ่งนี้ไปกับวัยเด็ก เพราะเราไม่เห็นความสำคัญของการบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่าย และเหตุผลหลัก ๆ ของหลายคน คือ ขี้เกียจ นั่นเป็นเหตุผลสำคัญ หลาย ๆ คนจึงมานั่งบ่นกันว่า “เงินไม่พอใช้ เงินหายไปไหนหมด ไม่ได้ใช้อะไร” เมื่อพบปัญหา เราก็ต้องหาทางออก ปัจจุบันมีช่องทางมากมายเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้คนที่เงินไม่พอใช้หรือเรียกแบบดูดีหน่อยก็ ไม่มีวินัยทางการเงิน ซึ่งช่องทางหนึ่งที่ผมเชื่อว่าเป็นทางออกลำดับแรก ๆ ที่นึกถึงก็คือ “บัตรเครดิต” รูดง่าย จ่ายคล่อง ใช้ก่อน จ่ายทีหลัง แต่คุณรู้หรือไม่!!! มันเป็นหายนะ สำหรับคนที่ไม่รู้วิธีจัดการเงินของตนเองเลยล่ะ ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย จากข้อมูลยอดสินเชื่อคงค้างบัตรเครดิต ตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 จนถึงปัจจุบัน (เดือนพฤศจิกายน 2561) พบว่า ยอดหนี้คงค้างบัตรเครดิตมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงการใช้จ่ายของคนในปัจจุบันและขีดความสามารถในการชำระหนี้ว่า “มีคนจำนวนไม่น้อยกำลังประสบปัญหาทางด้านการเงินอยู่” แล้วการทำบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่าย จะช่วยคุณแก้ปัญหาการเงินได้อย่างไร? ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าการทำบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่าย ไม่ได้จะช่วยให้คุณรวยขึ้นหรือมีเงินมากขึ้นนะ !!! แต่มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นทางการเงิน เป็นการฝึกนิสัยทางการเงินของคุณ เพราะคุณจะสามารถจัดการกับเงินของคุณได้ วางแผนการออม การเป็นอยู่ที่ดีในวัยเกษียณได้ การทำบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่ายจะช่วยบอกคุณได้ว่าในทุก ๆ วัน ทุกเดือน ทุกปี คุณหมดเงินไปกับอะไรบ้าง สิ่งที่ไหนจำเป็น สิ่งไหนไม่จำเป็น สามารถตัดออกได้บ้าง? แต่เมื่อคุณทำบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่ายคุณจะสามารถทราบได้ว่าในแต่ละเดือนคุณมีรายจ่ายใดบ้างที่เป็นรายจ่ายประจำที่ต้องจ่ายทุก ๆ เดือน เงินที่เก็บออมในทุก ๆ เดือน (ออมมากออมน้อยก็ได้ แต่ควรออม) และค่าใช้จ่ายอะไรที่ทำให้คุณเงินเดือนไม่พอใช้ในทุก ๆ เดือน ทีนี้เมื่อคุณทราบสาเหตุแล้ว คุณก็จะสามารถเลือกตัดสิ่งที่ไม่ได้จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตของคุณและจัดการเงินตัวได้ “อย่ามัวแต่ซื้อของไม่จำเป็น เพราะวันนึงคุณอาจจะต้องขายของที่จำเป็น” Warren Buffett .................................................................................................. ดาวน์โหลดติดตั้งแอปฯ Lumpsum ได้แล้วที่นี่iOSAndroid

  เทส ธนสิทธิ์


  13 มีนาคม 2562

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม