60 ปีกรุงไทย เคียงข้างทุกจังหวะชีวิต ทุกก้าว เพื่อล้านอนาคตของคนไทย

ทุกช่วงชีวิต ล้วนมี ‘ก้าวสำคัญ’ ของตัวเอง ㅤㅤ ก้าว ที่เป็นการเริ่มต้น ก้าว ที่เป็นการสร้างความมั่นคง และก้าว ที่เป็นการวางแผนอนาคต ㅤㅤ ตลอด 60 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกรุงไทย ไม่ได้เติบโตเพียงในฐานะสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง แต่เติบโตไปพร้อมผู้คนอีกนับล้าน ในทุกช่วงวัยของชีวิต ㅤㅤ เพราะกรุงไทยเชื่อว่า “ความแข็งแกร่งของประเทศ เริ่มต้นจากความมั่นคงของประชาชน” ㅤㅤ กรุงไทยจึงเดินหน้าพัฒนา และสร้างโอกาสใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนของสังคมไทย ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  17 มีนาคม 2569

4 หัวขโมยที่คอยดักปล้นความสำเร็จทางการเงินของคุณทุกวัน

เคยไหม ทำงานแทบตาย แต่อิสรภาพทางการเงินยังดูไกลตัว หลายคนโทษเศรษฐกิจ หรือโทษโชคชะตาแต่ความจริงคือ “ตัวการ” อาจซ่อนอยู่ในนิสัยประจำวันของเราเอง⠀วันนี้มาดู “4 หัวขโมย” ที่คอยปล้นอนาคตทางการเงินคุณแบบเงียบ ๆ พร้อมวิธีหยุดมัน ก่อนที่เงินจะหายไปมากกว่านี้!⠀ 1. Mr. Nice Guy - มนุษย์ปฏิเสธไม่เป็น หัวขโมยที่มาในคราบของ “ความเกรงใจ” และ “ภาพลักษณ์ทางสังคม”เราเผลอใช้เงินเพราะกลัวตกเทรนด์ อยากเป็นที่ยอมรับ หรืออยากได้ความสุขชั่ววูบ ทั้งที่หลายอย่างไม่ได้จำเป็น⠀พฤติกรรม:- เพื่อนชวนไปปาร์ตี้ทุกศุกร์? ไป! - น้องที่ทำงานชวนหารค่าชานมไข่มุก? เอา! - แอปฯ ช้อปปิ้งเด้งแจ้งเตือนโปรโมชั่น 9.9, 10.10, 11.11? กด! ⠀วิธีจับโจร:ลองตั้งงบสำหรับความบันเทิง/เข้าสังคมไว้ให้ชัด และฝึกพูดคำว่า “ไม่” ให้เป็นศิลปะ การปฏิเสธไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นการเคารพเป้าหมายทางการเงินของตัวเอง⠀ 2. "Comfort Zone Lover" (พวกกลัวความวุ่นวาย) หัวขโมยรายนี้อันตรายที่สุด เพราะมันทำให้คุณจนลงแบบเงียบๆโดยไม่รู้ตัว สมองคนเราถูกออกแบบมาให้รักความสบายและเลี่ยงความยุ่งยาก แต่ในโลกการเงิน “ความสบายวันนี้ อาจคือความลำบากในวันหน้า”⠀พฤติกรรม:-ให้จดรายรับรายจ่ายเหรอ…ปวดหัว ไม่เอาอะ -ให้เรียนรู้เรื่องลงทุนเหรอ…ตัวเลขเยอะ วุ่นวาย ฝากออมทรัพย์ก็พอแล้ว -ขอแค่ชีวิตสบาย ๆ เรื่องเงินที่ต้องคิดเยอะ ๆ ขอผ่าน⠀วิธีจับโจร:เริ่มจากเรื่องง่าย ๆ เช่น ใช้แอปจดค่าใช้จ่าย หรือตั้งออมเงินอัตโนมัติ (DCA) ให้เงินทำงานแทนเรา ความวุ่นวายช่วงแรก เป็นแค่กำแพงบาง ๆ ที่กั้นคุณออกจากความมั่งคั่งเท่านั้นครับ⠀ 3. "Health Destroyer" (นักทำลายสุขภาพ) หลายคนลืมคิดไปว่า “ร่างกายคือเครื่องจักรผลิตเงินที่ดีที่สุด” ถ้าเครื่องจักรพัง รายได้ก็จบ การโหมงานจนสุขภาพพัง คือการเอาอนาคตมาใช้ล่วงหน้า และ “ดอกเบี้ยของสุขภาพ” แพงกว่าที่คิด⠀พฤติกรรม:ทำงานหนักจนไม่ได้นอน ไม่ออกกำลังกาย เครียดสะสม แล้วบอกตัวเองว่า “เดี๋ยวค่อยพักตอนรวย” หรือละเลยเวลาคุณภาพกับคนรักจนจิตใจย่ำแย่⠀วิธีจับโจร:มองการดูแลสุขภาพเป็นการลงทุน ไม่ใช่ ค่าใช้จ่าย การนอนให้พอ การกินของดี การออกกำลังกาย คือการบำรุงรักษาเครื่องจักรผลิตเงินของคุณให้ใช้งานได้นานและคุ้มค่าที่สุด⠀⠀ 4. "Toxic Bubble" (สภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ) มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราซึมซับพฤติกรรมและ Mindset ของคนรอบตัวโดยไม่รู้ตัว ถ้าคุณอยู่ในวงที่คุยแต่เรื่องหนี้ บ่นชีวิต หรือเอาแต่ซ้ำเติมกัน โอกาสที่จะคิดเรื่องการสร้างตัวและอิสรภาพทางการเงินก็จะยิ่งไกลออกไป⠀พฤติกรรม:รอบตัวมีแต่เพื่อนที่ชวนกันฟุ่มเฟือย เพื่อนขี้บ่นที่มองโลกในแง่ร้าย หรือคนที่ไม่ได้ส่งเสริมให้ชีวิตคุณดีขึ้นเลย⠀วิธีจับโจร:เลือกสภาพแวดล้อมใหม่ พาตัวเองไปอยู่ในที่ที่คนคุยเรื่องการพัฒนาตัวเอง การเงิน และการลงทุนถ้าหาในชีวิตจริงยาก ให้เริ่มจากสิ่งที่คุณเสพทุกวันบนโซเชียล เลือกตามเพจความรู้ดีๆ⠀ สรุป ถ้าวันนี้คุณยังรู้สึกว่าเก็บเงินไม่อยู่ ลองหยุดแล้วถามตัวเองดูว่า… คุณกำลังเปิดประตูต้อนรับ “4 หัวขโมย” นี้อยู่หรือเปล่า? ทางแก้เริ่มจากเรื่องง่าย ๆ • ปฏิเสธให้เป็น • กล้าเผชิญเรื่องเงิน • ดูแลสุขภาพกายและใจ • พาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช่⠀การเปลี่ยนนิสัยอาจฝืนในช่วงแรก แต่เชื่อเถอะครับว่า... “การเจ็บปวดจากการมีวินัย ดีกว่าความเจ็บปวดจากความเสียใจในวันที่สายเกินไป” เริ่มจับโจรตั้งแต่วันนี้ เพื่อทวงคืนอนาคตทางการเงินของคุณกลับมาครับ

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  13 มกราคม 2569

10 บัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูงปี 2569 ประจำเดือน "มกราคม"

ปัจจุบันหลายคนก็หันมาใช้บัญชีเงินฝากดิจิทัลกันหมดแล้ว เพราะมีความสะดวกสบาย โอนง่าย จ่ายคล่อง และทำธุรกรรมเงินได้หลายรูปแบบ จบครบในมือถือเครื่องเดียว วันนี้ Lumpsum จึงพามาส่องกับ 10 บัญชีเงินฝากดิจิทัลที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงที่สุด มีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย 1. B-You Wealthดอกเบี้ยสูงสุด 5.55% จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : เฉพาะ 100,000 บาทสุดท้ายของแต่ละล้าน สูงสุด 4,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได* รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀⠀ 2. Dime ! Saveดอกเบี้ยสูงสุด : 3.00% จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคม เงื่อนไข : เฉพาะยอดเงินฝากไม่เกิน 10,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม 3. ttb Me Saveดอกเบี้ยสูงสุด : 1.80% จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคม เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 100,000 บาท และต้องมียอดเงินฝากมากกว่าถอนในแต่ละเดือน รายละเอียดเพิ่มเติม 4. Alpha savingsดอกเบี้ยสูงสุด : 1.80% จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคม เงื่อนไข : สำหรับยอดเงินฝากไม่เกิน 500,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม 5. Chill-Dดอกเบี้ยสูงสุด : 1.70% จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : เฉพาะเงินฝากส่วนที่เกิน 50,000 ถึง 100,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀ 6. Keptดอกเบี้ยสูงสุด :1.60% จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 5,000,000 บาท และจะได้ดอกเบี้ยเมื่อฝากตั้งแต่เดือน 19 - 24 รายละเอียดเพิ่มเติม 7.KKP Savvyดอกเบี้ยสูงสุด : 1.60% จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคม เงื่อนไข : ต้องมีเงินฝากมากกว่า 2,000,000 บาท แต่ไม่เกิน 5,000,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀⠀ 8. TISCO e-Savingsดอกเบี้ยสูงสุด : 1.55% จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 1,000,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀ 9. EZ Savings ธนาคารไทยพาณิชย์ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.50% จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 1,000,000บาท รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀ 10.กรุงศรี มีแต่ได้ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.50% จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 2,000,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  07 มกราคม 2569

10 บัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูงปี 2568 ประจำเดือน "ธันวาคม"

ปัจจุบันหลายคนก็หันมาใช้บัญชีเงินฝากดิจิทัลกันหมดแล้ว เพราะมีความสะดวกสบาย โอนง่าย จ่ายคล่อง และทำธุรกรรมเงินได้หลายรูปแบบ จบครบในมือถือเครื่องเดียว วันนี้ Lumpsum จึงพามาส่องกับ 10 บัญชีเงินฝากดิจิทัลที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงที่สุด มีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย 1. B-You Wealth ดอกเบี้ยสูงสุด 5.55% จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : เฉพาะ 100,000 บาทสุดท้ายของแต่ละล้าน สูงสุด 4,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได* รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀⠀ 2. Dime ! Save ดอกเบี้ยสูงสุด : 3.00% จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคม เงื่อนไข : เฉพาะยอดเงินฝากไม่เกิน 10,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม 3. Chill-D ดอกเบี้ยสูงสุด : 2.10% จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : เฉพาะเงินฝากส่วนที่เกิน 50,000 ถึง 100,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม 4. ttb Me Save ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.80% จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคม เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 100,000 บาท และต้องมียอดเงินฝากมากกว่าถอนในแต่ละเดือน รายละเอียดเพิ่มเติม 5. Kept ดอกเบี้ยสูงสุด :1.80% จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 5,000,000 บาท และจะได้ดอกเบี้ยเมื่อฝากตั้งแต่เดือน 19 - 24 รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀ 6. Alpha savings ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.80% จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคม เงื่อนไข : สำหรับยอดเงินฝากไม่เกิน 500,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม 7.KKP Savvy ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.60% จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคม เงื่อนไข : ต้องมีเงินฝากมากกว่า 2,000,000 บาท แต่ไม่เกิน 5,000,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀⠀ 8. TISCO e-Savings ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.55% จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 1,000,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀ 9. EZ Savings ธนาคารไทยพาณิชย์ ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.50% จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 1,000,000บาท รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀ 10.กรุงศรี มีแต่ได้ ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.50% จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 2,000,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  11 ธันวาคม 2568

10 ประเภทความรวยที่คุณอาจไม่เคยรู้

หลายคนพอได้ยินคำว่า “รวย” ก็จะนึกถึงเงินทันทีแต่จริง ๆ แล้วความรวยมีมากกว่าเงิน และบางข้อ…คุณอาจมีอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัวมาดูกันครับว่า 10 ประเภทความรวย มีอะไรบ้าง พร้อมข้อดี-ข้อเสียที่คุณควรรู้⠀⠀ 1.รวยเงิน ข้อดี: ใช้ชีวิตสบายขึ้น มีทางเลือกมากขึ้น ทำให้รู้สึกมั่นคงข้อเสีย: ถ้าหมกมุ่นเกินไป อาจทำให้เสียสุขภาพ ความสัมพันธ์ และเวลาชีวิต⠀⠀ 2.รวยเวลา ข้อดี: ได้อยู่กับครอบครัว มีเวลาพักผ่อน เติมเต็มคุณภาพชีวิตข้อเสีย: ถ้าไม่มีรายได้เพียงพอ เวลาที่เหลือก็อาจกลายเป็น “ความว่างเปล่า”⠀⠀ 3.รวยสุขภาพ ข้อดี: มีแรง มีพลัง ทำอะไรก็ง่ายขึ้น เงินก็ซื้อสุขภาพที่ดีไม่ได้ข้อเสีย: ใช้เวลาบำรุงรักษามาก และบางครั้งความเจ็บป่วยก็หลีกเลี่ยงไม่ได้⠀⠀ 4.รวยความรู้ ข้อดี: ยิ่งเรียนรู้ยิ่งมีโอกาสต่อยอด สร้างรายได้จากไอเดียได้ไม่รู้จบข้อเสีย: ถ้าไม่ได้นำไปใช้ ความรู้ก็ไม่ต่างจาก “ของที่เก็บไว้บนหิ้ง”⠀⠀ 5.รวยความสัมพันธ์ ข้อดี: มีเพื่อนแท้ มีครอบครัวที่พร้อมช่วยเหลือ เป็น “ทุนชีวิต” ที่ประเมินค่าไม่ได้ข้อเสีย: ความสัมพันธ์บางครั้งอาจกลายเป็นภาระหรือความกดดัน ถ้าไม่เลือกคบคนให้ถูก⠀⠀ 6.รวยโอกาส ข้อดี: เมื่อโอกาสเข้ามา จะพาคุณไปไกลกว่าที่คิดได้ข้อเสีย: ถ้าไม่พร้อม หรือไม่กล้าคว้าไว้ โอกาสนั้นก็สูญเปล่า⠀⠀ 7.รวยทักษะ ข้อดี: มีอาชีพติดตัว หาเงินได้ทุกที่ทุกเวลาข้อเสีย: ถ้าไม่อัปเดต ทักษะอาจล้าสมัยและถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี⠀⠀ 8.รวยความคิดสร้างสรรค์ ข้อดี: คิดนอกกรอบ สร้างสิ่งใหม่ ๆ มีโอกาสสร้างรายได้ไม่จำกัดข้อเสีย: บางครั้งความคิดมากเกินไป แต่ไม่ลงมือทำ ก็ไม่เกิดผลลัพธ์จริง⠀⠀ 9.รวยประสบการณ์ชีวิต ข้อดี: เรียนรู้จากการลงมือทำจริง มีเรื่องเล่าและบทเรียนที่มีค่าข้อเสีย: ประสบการณ์บางอย่างอาจเจ็บปวดหรือใช้ต้นทุนสูงกว่าจะได้มา⠀⠀ 10.รวยอิสรภาพ ข้อดี: ใช้ชีวิตได้ตามที่อยากทำ ไม่ต้องผูกพันกับหนี้สินหรือพันธะข้อเสีย: ถ้าไม่มีวินัย อิสรภาพก็อาจกลายเป็น “ชีวิตไร้ทิศทาง”⠀⠀“ความรวย” ไม่ได้มีคำตอบเดียว บางคนอาจรวยเงินแต่ขาดเวลา บางคนอาจรวยสุขภาพแต่ยังขาดโอกาส ลองถามตัวเองดู วันนี้คุณรวยแบบไหนแล้ว? และอยาก“เติมเต็ม”ความรวยด้านไหนต่อ?⠀

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  06 พฤศจิกายน 2568

10 บัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูงปี 2568 ประจำเดือน "ตุลาคม"

ปัจจุบันหลายคนก็หันมาใช้บัญชีเงินฝากดิจิทัลกันหมดแล้ว เพราะมีความสะดวกสบาย โอนง่าย จ่ายคล่อง และทำธุรกรรมเงินได้หลายรูปแบบ จบครบในมือถือเครื่องเดียว วันนี้ Lumpsum จึงพามาส่องกับ 10 บัญชีเงินฝากดิจิทัลที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงที่สุด มีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย ⠀ 1. B-You Wealth ดอกเบี้ยสูงสุด 5.55% จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : เฉพาะ 100,000 บาทสุดท้ายของแต่ละล้าน สูงสุด 4,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได* รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀⠀ 2. Dime ! Save ดอกเบี้ยสูงสุด : 3.00% จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคม เงื่อนไข : เฉพาะยอดเงินฝากไม่เกิน 10,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม 3. Chill-D ดอกเบี้ยสูงสุด : 2.30% จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : เฉพาะเงินฝากส่วนที่เกิน 50,000 ถึง 100,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม 4. ttb Me Save ดอกเบี้ยสูงสุด : 2.00% จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคม เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 100,000 บาท และต้องมียอดเงินฝากมากกว่าถอนในแต่ละเดือน รายละเอียดเพิ่มเติม 5. Kept ดอกเบี้ยสูงสุด :1.80% จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 5,000,000 บาท และจะได้ดอกเบี้ยเมื่อฝากตั้งแต่เดือน 19 - 24 รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀ 6. Alpha savings ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.80% จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคม เงื่อนไข : สำหรับยอดเงินฝากไม่เกิน 500,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม 7.KKP Savvy ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.60% จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคม เงื่อนไข : ต้องมีเงินฝากมากกว่า 2,000,000 บาท แต่ไม่เกิน 5,000,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀⠀ 8. TISCO e-Savings ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.55% จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 1,000,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀ 9. EZ Savings ธนาคารไทยพาณิชย์ ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.50% จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 2,000,000บาท รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀ 10.กรุงศรี มีแต่ได้ ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.50% จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 2,000,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  07 ตุลาคม 2568

ถ้าเกษียณตอน 45 ปี อยากใช้เงินสบายๆ ต้องมีเงินก้อนเท่าไหร่?

เมื่อพูดถึงเกษียณหลายๆคนอาจจะมีความรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยครับ ยิ่งในช่วงที่ผ่านมาหลายๆคนก็คงได้เห็นแบงค์ใหญ่แบบสมัครใจของคนอายุ 45 ปีขึ้นไป ซึ่งจะเห็นว่าเรื่องเกษียณยิ่งดูใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกวัน และหลายคนก็คงนึกสัยเหมือนกันว่า “ถ้าเราเกษียณตอนอายุ 45 ปี จริงๆ อยากใช้เงินเดือนละเท่านี้… ต้องมีเงินก้อนเท่าไหร่? วันนี้ Lumpsum จะพาทุกคนไปหาคำตอบกัน สมมติว่าคุณอายุ 25 ปี อยากเกษียณตอน 45 ปี และใช้ชีวิตยาวถึงอายุ 85 เท่ากับว่าคุณมีเวลา ทำงานเก็บเงินอีก 20 ปี และต้องใช้ชีวิตหลังเกษียณแบบไม่มีรายได้อีก 40 ปี ถ้าไม่คิดเงินเฟ้อ (เก็บเงินอย่างเดียว) ตัวอย่าง เก็บเงินทั้งก้อนก่อนเกษียณ แล้วทยอยถอนออกมาใช้ ไม่คิดเงินเฟ้อ ไม่มีผลตอบแทน ถ้าอยากใช้เดือนละ 15,000 บาท ใช้หลังเกษียณ 40 ปี เงินที่ต้องมีวันเกษียณ = 15,000 x 12 x 40 = 7,500,000 บาท ใช้เดือนละ 15,000 บาท → ต้องมีเงิน 7,500,000 บาท ใช้เดือนละ 20,000 บาท → ต้องมีเงิน 9,600,000 บาท ใช้เดือนละ 25,000 บาท → ต้องมีเงิน 12,000,000 บาท ใช้เดือนละ 30,000 บาท → ต้องมีเงิน 14,400,000 บาท ใช้เดือนละ 40,000 บาท → ต้องมีเงิน 19,200,000 บาท ใช้เดือนละ 50,000 บาท → ต้องมีเงิน 24,000,000 บาท ฟังดูพอไหวใช่ไหมครับ? แต่… ถ้าคิดเงินเฟ้อ 3% ต่อปี (ตามความจริง) ในความเป็นจริงมูลค่าเงินของเราจะไม่คงที่แบบในตัวอย่างแรก เพราะมูลค่าเงินในอนาคตจะลดค่าลงเรื่อยๆ ตามเงินเฟ้อหรือภาวะที่ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้นทุกปี ของชิ้นเดิม ต้องจ่ายเงินมากขึ้น ดังนั้น ลองมาดูกันว่าถ้าคำนวณตัวเลขแบบคิดเงินเฟ้อ จะเป็นยังไง ตัวอย่าง ถ้าตอนเกษียณ คุณอยากใช้เงิน เดือนละ 15,000 บาท (ตามค่าครองชีพตอนนี้) แล้วถ้าคิดเผื่ออนาคตด้วย เงินเฟ้อเฉลี่ยปีละ 3% (1.03) ในอีก 20 ปีข้างหน้า หากอยากซื้อของได้เท่าเดิม ต้องมีเงินใช้เดือนละ 15,000 x (1.03 ยกกำลัง 20) = 15,000 x1.8 = 27,000 บาทต่อเดือน และเมื่อเอาเงินเฟ้อเข้ามาคิดด้วย จำนวนเงินที่ต้องการใช้หลังเกษียณไปอีก 40 ปี จะเพิ่มเป็น = 27,000 x 12 x 40 = 12,960,000 บาท เทียบให้เห็นภาพ ใช้เดือนละ 15,000 บาท → ต้องมีเงิน 12,960,000 บาท ใช้เดือนละ 20,000 บาท → ต้องมีเงิน 17,280,000 บาท ใช้เดือนละ 25,000 บาท → ต้องมีเงิน 21,600,000 บาท ใช้เดือนละ 30,000 บาท → ต้องมีเงิน 25,920,000 บาท ใช้เดือนละ 40,000 บาท → ต้องมีเงิน 34,560,000 บาท ใช้เดือนละ 50,000 บาท → ต้องมีเงิน 43,200,000 บาท แค่อยากใช้เดือนละหมื่นห้า ยังต้องมีเงินต้นปาไป 10 ล้านกว่า! และนี่ยังไม่นับรวมเงินเฟ้อหลังเกษียณอีก ดังนั้น จะเห็นว่า การเตรียมตัวเพื่อเกษียณ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยครับ ทำไมต้องวางแผนเกษียณตั้งแต่วันนี้ เพราะถ้าเราปล่อยให้เวลาผ่านไปเฉย ๆ เงินที่เก็บไว้เฉย ๆ จะถูก “เงินเฟ้อ” กัดกินจนไม่พอใช้จริงตอนแก่ การออม + การลงทุนให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ จึงเป็นคำตอบที่ทำให้ชีวิตหลังเกษียณไม่ต้องกังวล การเกษียณไม่ใช่เรื่องไกลตัวครับ ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งใช้เงินน้อยในการเตรียม เพราะให้เวลาช่วยทบต้นทบดอกแทนเรา แล้วคุณล่ะ… ถ้าแก่ไปอยากใช้เดือนละเท่าไหร่?

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  19 กันยายน 2568

5 วิธีมีเงินใช้ไปทั้งชีวิต…คุณเลือกแบบไหน?

ลองนึกภาพตาม…อยู่ๆ บริษัทเสนอ “Early Retire” ให้คุณ ได้เงินก้อนหนึ่งก้อนโตมา แล้วถามว่า…“คุณพร้อมจะออกจากงานไหม?” ฟังดูง่าย แต่จริงๆแล้ว ไม่ง่ายเลยครับ เพราะมันไม่ใช่แค่ “เงินก้อน” แต่มันคือ เงินที่จะต้องเลี้ยงคุณทั้งชีวิต ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? โลกการทำงานทุกวันนี้อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้หมด —การเลย์ออฟ, ปรับโครงสร้างบริษัท, หรือแม้กระทั่ง AI ที่เข้ามาแทนงานบางอย่าง ถ้าเราไม่มีแผนการเงินที่ดี วันหนึ่งรายได้หลักหายไป ชีวิตอาจสั่นคลอนได้จริงๆ 5 วิธีมีเงินใช้ทั้งชีวิต 1.เก็บเงินก้อน เก็บเงินก้อน แล้วทยอยใช้ไปเรื่อย ๆ เป็นหนึ่งวิธีที่หลายๆคนนึกถึง ข้อดี: คำนวณง่าย ไม่ต้องไปวางแผนอะไรมาก เน้นเก็บเงินอย่างเดียว ข้อเสีย: ใช้เงินเยอะ เสี่ยงถ้าเงินเฟ้อทำให้ค่าครองชีพเพิ่ม หรืออายุยืนกว่าที่คิด เงินก้อนที่มีอยู่อาจไม่เพียงพอ ตัวอย่าง: ถ้าคุณมีเงิน 3 ล้าน ใช้เดือนละ 25,000 บาท เงินก้อนนี้จะใช้ได้ประมาณ 10 ปี เท่านั้น เพราะไม่มีผลตอบแทนจากการเอาเงินไปต่อยอด 2.กินดอกเบี้ยหุ้นกู้ / ตราสารหนี้ ลงทุนในหุ้นกู้เอกชน/ตราสารหนี้ ได้ดอกเบี้ย 3-4% ต่อปี ข้อดี: เงินต้นค่อนข้างนิ่ง, ได้ดอกเบี้ยสม่ำเสมอ ข้อเสีย: เสี่ยงผิดนัดชำระ และไม่มีโอกาสให้เงินต้นโต ตัวอย่าง: ถ้ามีเงิน 5 ล้านบาท ลงทุนในหุ้นกู้ที่ให้ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3.5% → จะมีรายได้ราว 175,000 บาท/ปี หรือประมาณ 14,500 บาท/เดือน ฟังดูมั่นคง แต่ลองคิดดูว่า…ถ้าค่าใช้จ่ายคุณเดือนละ 25,000 บาท วิธีนี้อาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องเก็บเงินต้นเพิ่มขึ้น 3.กินปันผลหุ้น ซื้อหุ้นบริษัทที่มีกำไรต่อเนื่อง แล้วรับปันผลเป็นเงินสด (ยีลด์เฉลี่ย ประมาณ 5%) ข้อดี: ได้ทั้งปันผลและโอกาสราคาหุ้นขึ้น ข้อเสีย: ปันผลไม่การันตีทุกปี ต้องเลือกหุ้นดี กระจายหลายตัว ตัวอย่าง: ถ้ามีพอร์ตหุ้น 4 ล้านบาท และได้ปันผลเฉลี่ย 5% ต่อปี → จะได้ 200,000 บาท/ปี หรือราว 16,500 บาท/เดือน 👉ถ้ารายได้แบบนี้ยังไม่พอใช้ คุณอาจต้องเพิ่มเงินต้นหรือซื้อในจังหวะที่ราคาตลาดลดลง 4.กองทุน REITs / ทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ เป็นเจ้าของอสังหาทางอ้อม ได้ค่าเช่าเป็นปันผล ประมาณ 5–6% ข้อดี: เข้าถึงง่าย กระจายหลายทรัพย์ ข้อเสีย: ขึ้นกับเศรษฐกิจ แพ้ดอกเบี้ยขาขึ้น เศรษฐกิจแผ่วเสี่ยงผู้เช่าลดลงหรือย้ายออกได้ ตัวอย่าง: สมมติคุณมีคอนโดราคา 3 ล้านบาท ปล่อยเช่าเดือนละ 12,000 บาท → รายได้ทั้งปีราว 144,000 บาท (~12,000 บาท/เดือน) 👉 ฟังดูดี แต่ลองคิดดูว่า…ถ้าห้องว่าง 2–3 เดือน รายได้ที่คาดไว้ก็หายไปทันที จึงควรเตรียมเงินสำรองไว้เผื่อจังหวะที่ไม่มีผู้เช่า 5.กฎ 4% มีพอร์ตโตเฉลี่ย ~7%/ปี แล้วถอนใช้ 4%/ปี + บวกเงินเฟ้อ 3% ข้อดี: ใช้ได้ยาว พอร์ตยังโตต่อได้ ข้อเสีย: ต้องมีวินัย ถอนตามแผน อย่าเผลอนำเงินไปใช้ก่อน และเผื่อความผันผวนตลาด ตัวอย่าง: ถ้าคุณมีพอร์ต 10 ล้านบาท → ถอนใช้ปีละ 4% = 400,000 บาท/ปี หรือประมาณ 33,000 บาท/เดือน 👉 ฟังดูมั่นคง แต่คุณก็ต้องเตรียมพร้อมเรื่องแผนสำรองและเมื่อพอร์ตเหวี่ยงขึ้นลง แล้ว “ใจต้องนิ่ง” ไม่หลุดแผน ยกตัวอย่างตัวเลขให้เห็นภาพเพิ่มขึ้น ถ้าอยากมีเงินใช้ไปทั้งชีวิต…คุณเลือกวิธีไหน และต้องใช้เงินต้นเท่าไหร่ ? ถ้าอยากมีเงินใช้เดือนละ 50,000 บาท (600,000/ปี) - เงินก้อนเดียว (30 ปี) 600,000 × 30 = 18,000,000 → ต้องมี ~18 ล้านบาท - หุ้นกู้/ตราสารหนี้ (4%) 600,000 ÷ 0.04 = 15,000,000 → ต้องมี ~15 ล้านบาท - หุ้นปันผล (5%) 600,000 ÷ 0.05 = 12,000,000 → ต้องมี ~12 ล้านบาท - REIT (6%) 600,000 ÷ 0.06 = 10,000,000 → ต้องมี ~10 ล้านบาท - กฎ 4% 600,000 ÷ 0.04 = 15,000,000 → ต้องมี ~15 ล้านบาท 👉 เห็นชัดว่า แค่ผลตอบแทนต่างกันนิดเดียว แต่เงินก้อนที่ต้องเตรียมกลับต่างกันเป็นล้านๆ ยิ่งเลือกสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น ก็ยิ่งทำให้เรา ใช้เงินเก็บน้อยลง แต่ยังมีรายได้เท่าเดิม “หลังเกษียณคุณอยากมีเงินใช้เดือนละกี่บาท?” ถ้าคุณอยากเห็นภาพของตัวเองแบบชัด ๆ โหลดแอป Lumpsum มาลองได้เลยครับ มีทั้งเมนู วางแผนเกษียณ ที่คำนวณให้ครบ (รวมเงินเฟ้อ) และเมนู งบรายรับรายจ่าย ที่ช่วยบอกเลยว่าตอนนี้คุณเก็บพอไหม แค่กรอกตัวเลขของคุณ…คำตอบก็จะโผล่มาแบบง่าย ๆ ไม่ต้องนั่งกดเครื่องคิดเลขเองให้ปวดหัว เพราะตัวเลขนี้ จะบอกชัดเลยว่าคุณต้องมีเงินเก็บกี่ล้านถึงจะอยู่ได้ทั้งชีวิต คำถามคือ…วันนี้คุณกำลังเดินไปถึงเป้านั้นแล้วหรือยัง?

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  17 กันยายน 2568

เลือกกองทุนลดหย่อนภาษี Thai ESG แบบไหน?

เมื่อพูดถึงกองทุนลดหย่อนภาษี 2568 หลายคนมักนึกถึง RMF เป็นอันดับแรก เพราะใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้สูงและมีทางเลือกการลงทุนที่หลากหลาย แต่จริง ๆ แล้วสิ่งที่เราต้องไม่ลืมคือ การลดหย่อนภาษีเป็นแค่ผลพลอยได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดในการเลือกกองทุนลดหย่อนภาษีควรเริ่มที่ เป้าหมายในการลงทุน ⠀ ถ้าเป้าหมายของเรายังไม่ใช่เรื่องเกษียณ แต่เป็นเป้าหมายระยะกลาง ๆ เช่น ซื้อบ้าน ส่งลูกเรียนภายใน 5–10 ปี กองทุน Thai ESG จะเหมาะกับเป้าหมายแบบนี้มากกว่า ⠀ เงื่อนไขของกองทุน Thai ESG กำหนดให้ ถือครบ 5 ปี วันชนวันเท่านั้น ถือว่าสั้นที่สุดในกองลดหย่อนภาษีทั้งหมด แถมยังใช้สิทธิ์ได้เต็มที่ 30% ของรายได้ (สูงสุด 300,000 บาท) ในช่วงปีภาษี 2567–2569 แต่กองทุน Thai ESG ก็มีข้อจำกัดเหมือนกัน เพราะนโยบายจะลงทุนได้แค่ใน สินทรัพย์ไทยเท่านั้น ไม่ได้กระจายไปต่างประเทศ ถ้าใครคาดหวังการเติบโตแรง ๆ แบบหุ้นเทคโนโลยี หุ้นโลก อาจจะรู้สึกว่าไม่น่าสนใจนัก มองในมุมคนที่ให้ความสำคัญกับการออมความเสี่ยงต่ำ มีเป้าหมายใช้เงินไม่ไกล และได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเต็ม กองทุน Thai ESG ก็มีกลุ่มตราสารหนี้ ที่ลงทุนในพันธบัตรเพื่อความยั่งยืนที่น่าสนใจอยู่ เราลองไปดูกันว่า กองทุน Thai ESG มีกองไหน เสี่ยงต่ำ ผลงานดี ค่าธรรมเนียมถูก ที่น่าสนใจบ้าง ⠀ ถ้าเป้าหมายคุณคือ ถือสั้นสุด + เสี่ยงต่ำสุด + ได้สิทธิ์ภาษีเต็ม กองทุนตราสารหนี้ Thai ESG เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ทั้งผลตอบแทนย้อนหลังดีและค่าธรรมเนียมถูกแต่กลุ่มกองทุนตราสารหนี้ก็มีจุดที่ต้องระวังเช่นเดียวกับสินทรัพย์อื่นๆ ⠀ ⠀ 3 จุดที่ต้องรู้ ก่อนฝากอนาคตไว้กับกองทุนตราสารหนี้ ⠀ 1. ดอกเบี้ยนโยบาย ดอกเบี้ยนโยบายมีผลต่อราคากองทุนตราสารหนี้โดยตรง ถ้าดอกเบี้ยต่ำ ตราสารหนี้ได้ประโยชน์ ถ้าดอกเบี้ยขาขึ้น กองทุนตราสารหนี้ระยะยาวมีโอกาสราคาลง ⠀ 2. ค่า Duration ของกองทุน Duration คืออายุเฉลี่ยของตราสารในกองทุน ยิ่ง Duration ยาว (10 ปีขึ้นไป) จะผันผวนเมื่อดอกเบี้ยขึ้น ⠀ 3. การกระจายการลงทุน Thai ESG จำกัดให้ลงทุนเฉพาะสินทรัพย์ไทย ไม่ได้กระจายไปต่างประเทศ ถ้าอยากบาลานซ์ความเสี่ยง ควรกระจายลงทุนในหลายสินทรัพย์ รวมถึงกระจายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศตามความเหมาะสม ⠀ ส่วนใครอยากเผื่อความเสี่ยงจากดอกเบี้ยขาขึ้นในอนาคต อาจแบ่งเงินบางส่วนไปกองผสมหุ้นก็ยังได้ สุดท้ายการเลือกกองทุนลดหย่อนภาษีไม่ใช่แค่ ประหยัดภาษี แต่คือการออกแบบแผนการเงินให้ตรงกับเป้าหมายชีวิต ว่าจะเอาเงินไปทำอะไร

  เทส ธนสิทธิ์


  12 กันยายน 2568

เงินเดือน 30,000 บาท ถ้าอยากเกษียณ 10 ล้าน เป็นไปได้ไหม?

เงินเก็บ 10 ล้านบาทฟังดูไกลมากๆ โดยเฉพาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ที่แทบจะนึกไม่ออกว่าต้องเก็บยังไงเก็บกี่ปีถึงจะครบ ⠀ แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ เมื่อตอนเกษียณจริงค่าใช้จ่ายหลายอย่างก็ไม่ได้ลดตามรายได้ที่หายไป กลับกันบางอย่างยิ่งสูงขึ้น ทั้งค่าอาหาร ค่าน้ำมัน และที่หนักที่สุด คือ ค่ารักษาพยาบาล ดังนั้นต่อให้เป้าหมายจะดูไกล แต่การเห็นเป้าหมายตั้งแต่วันนี้น่าจะดีกว่า อย่างน้อยเพื่อให้เห็นทิศทางและหาวิธีไปถึงเป้าหมายนั้นได้ วันนี้เลยอยากชวนทุกคนลองคิดตามกันว่า ถ้ามนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ถ้าอยากเกษียณ 10 ล้าน เป็นไปได้ไหม ? ลองไปดูกันครับ ⠀ ก่อนอื่น เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพตรงกัน มากำหนดโจทย์ตัวอย่างให้ตรงกัน - ถ้าวันนี้เงินเดือน 30,000 บาท - เริ่มอายุ 30 ปี ตั้งใจเกษียณที่อายุ 60 ปี = มีเวลาเก็บเงิน 30 ปี ลองไปดูแต่ละตัวอย่างกัน…. ⠀ A : อยากเก็บ 10% ของเงินเดือน 30,000 บาท (กำหนดจำนวนเงินที่เก็บไหว) เก็บเดือนละ = 3,000 บาท ปีละ 36,000 บาท เก็บชิลๆไปเรื่อยๆ เงินเดือนเพิ่มก็เก็บเท่าเดิม * ถ้าเป้าหมายคือ 10 ล้าน เงินที่เก็ได้ ปีละ 36,000 บาท ต้องมีผลตอบแทนทบต้นที่ 13% * ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าผลตอบแทนระดับนี้ ไม่ง่ายเลย พราะต้องลงทุนใน สินทรัพย์เสี่ยงสูง เช่น หุ้นรายตัว กองทุนหุ้นต่างประเทศ หรือสินทรัพย์ที่ผันผวนแรง ดังนั้น ถ้าเลือกใช้วิธีนี้จำเป็นต้องมีทั้งความรู้ในการลงทุนและวินัยในการศึกษารวมถึงยอมรับความเสี่ยงในความผันผวนได้สูง ⠀ แล้วถ้าเป็นคนรับความเสี่ยงได้ต่ำละ ? เพราะเราแต่ละคนก็มีระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้แตกต่างกัน ถึงแม้เราจะอยากได้ผลตอบแทนสูง แต่ถ้าใส่เงินเข้าไปแล้ว กินไม่ได้ นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย แบบนี้อาจจะแย่ก่อนเกษียณ ลองไปดูทางเลือกต่อไปกัน ⠀ B : ถ้ารับความเสี่ยงได้ต่ำ ต้องเก็บเงินเดือนละเท่าไร ? (กำหนดผลตอบแทนตามความเสี่ยงที่รับได้) สมมติเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยขึ้น หรือการจัดพอร์ตที่ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงน้อยลง หากคาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 5% ต่อปี *เป้าหมาย 10 ล้าน ต้องเก็บเงินเดือนละ 12,400 บาท ต่อเดือน หรือ คิดเป็น 41% ของเงินเดือนปัจจุบัน * ทางเลือกนี้ก็ดูจะไม่ง่าย เพราะต้องหักออมเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ แม้เงินเดือนเพิ่มขึ้น สัดส่วน % จะลดลง แต่ด้วยค่าครองชีพที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ภาระที่แต่ละคนแบกรับก็ดูหนักอยู่เหมือนกันสำหรับใครหลายคน เอายังไงต่อดี… ลองไปดูทางเลือกแบบทำผสมทั้ง 2 วิธีด้านบนกันบ้าง ⠀ C : ค่อย ๆ เก็บเงินเพิ่ม ปีละ 5% วิธีนี้เหมาะกับคนที่มีเงินเดือนหรือรายได้อื่นขยับขึ้นเรื่อยๆ และอยากให้การเก็บเงินเติบโตตามรายได้ไป ปีที่ 1: เก็บ 3,000 บาท ปีที่ 2: เพิ่ม 5% = 3,150 บาท ปีที่ 3: เพิ่มเป็น 3,308 บาท แล้วขยับเพิ่มไปเรื่อย ๆ ทุกปี * ถ้าเป้าหมายคือ 10 ล้าน ต้องการผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 10% * ซึ่งจะเห็นว่า เมื่อเราทยอยเพิ่มเงินต้น ผลตอบแทนเฉลี่ยที่เราต้องการก็จะลดลง และแน่นอนว่าความเสี่ยงก็จะต่ำลง ⠀ จากทั้ง 3 ตัวอย่างที่ดูกันมา เป้าหมายเงินเก็บ 10ล้านบาท ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ สิ่งสำคัญของการเก็บเงินเกษียณไม่ใช่แค่ ต้องเก็บเงินเดือนละเท่าไหร่ แต่ต้องให้ความสำคัญทั้ง เงินต้น , ผลตอบแทน และเวลา ⠀ เก็บน้อยแต่หวังผลตอบแทนสูง = เสี่ยงเกินไป เก็บมากแต่ไม่รับตวามเสี่ยงเลย = กดดันเกินไป ถ้าวันนี้คุณเริ่มลงมือเล็กๆ ด้วย 3 ส่วนสำคัญนี้ เริ่มเร็ว ,เก็บออมเพิ่มขึ้นตามรายได้ ,ลงทุนผสมตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ผมเชื่อว่าเป้าหมายใหญ่แค่ไหนก็มีโอกาสไปถึงได้มากขึ้น

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  10 กันยายน 2568

10 บัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูงปี 2568 ประจำเดือน "กันยายน"

ปัจจุบันหลายคนก็หันมาใช้บัญชีเงินฝากดิจิทัลกันหมดแล้ว เพราะมีความสะดวกสบาย โอนง่าย จ่ายคล่อง และทำธุรกรรมเงินได้หลายรูปแบบ จบครบในมือถือเครื่องเดียว วันนี้ Lumpsum จึงพามาส่องกับ 10 บัญชีเงินฝากดิจิทัลที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงที่สุด มีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย 1. B-You Wealth ดอกเบี้ยสูงสุด 5.55% จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : เฉพาะ 100,000 บาทสุดท้ายของแต่ละล้าน สูงสุด 4,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได* รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀⠀ 2. Dime ! Save ดอกเบี้ยสูงสุด : 3.00% จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคม เงื่อนไข : เฉพาะยอดเงินฝากไม่เกิน 10,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀⠀ 3. Chill-D ดอกเบี้ยสูงสุด : 2.30% จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : เฉพาะเงินฝากส่วนที่เกิน 50,000 ถึง 100,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀⠀ 4. Kept ดอกเบี้ยสูงสุด : 2.00% จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 5,000,000 บาท และจะได้ดอกเบี้ยเมื่อฝากตั้งแต่เดือน 19 - 24 รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀⠀⠀ 5. ttb Me Save ดอกเบี้ยสูงสุด : 2.00% จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคม เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 100,000 บาท และต้องมียอดเงินฝากมากกว่าถอนในแต่ละเดือน รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀ 6. Alpha savings ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.80% จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคม เงื่อนไข : สำหรับยอดเงินฝากไม่เกิน 500,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม 7.KKP Savvy ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.60% จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคม เงื่อนไข : ต้องมีเงินฝากมากกว่า 2,000,000 บาท แต่ไม่เกิน 5,000,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀⠀ 8. TISCO e-Savings ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.55% จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 1,000,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀ 9. EZ Savings ธนาคารไทยพาณิชย์ ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.50% จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 2,000,000บาท รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀ 10.กรุงศรี มีแต่ได้ ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.50% จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 2,000,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  08 กันยายน 2568

10 บัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูงปี 2568 ประจำเดือน "สิงหาคม"

ปัจจุบันหลายคนก็หันมาใช้บัญชีเงินฝากดิจิทัลกันหมดแล้ว เพราะมีความสะดวกสบาย โอนง่าย จ่ายคล่อง และทำธุรกรรมเงินได้หลายรูปแบบ จบครบในมือถือเครื่องเดียว วันนี้ Lumpsum จึงพามาส่องกับ 10 บัญชีเงินฝากดิจิทัลที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงที่สุด มีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย 1. B-You Wealth ดอกเบี้ยสูงสุด 5.55% จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : เฉพาะ 100,000 บาทสุดท้ายของแต่ละล้าน สูงสุด 4,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได* รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀⠀ 2. Dime ! Save ดอกเบี้ยสูงสุด : 3.00 % จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคม เงื่อนไข : เฉพาะยอดเงินฝากไม่เกิน 10,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀⠀ 3. Chill-D ดอกเบี้ยสูงสุด : 2.60 % จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : เฉพาะเงินฝากส่วนที่เกิน 50,000 ถึง 100,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀⠀ 4. Kept ดอกเบี้ยสูงสุด : 2.00% จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 5,000,000 บาท และจะได้ดอกเบี้ยเมื่อฝากตั้งแต่เดือน 19 - 24 รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀⠀ 5. Alpha savings ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.80 % จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคม เงื่อนไข : สำหรับยอดเงินฝากไม่เกิน 500,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀ 6. ttb Me Save ดอกเบี้ยสูงสุด : 2.00 % จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคม เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 100,000 บาท และต้องมียอดเงินฝากมากกว่าถอนในแต่ละเดือน รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀ 7.KKP Savvy ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.75 % จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคม เงื่อนไข : ต้องมีเงินฝากมากกว่า 2,000,000 บาท แต่ไม่เกิน 5,000,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀⠀ 8. TISCO e-Savings ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.55 % จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 1,000,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀ 9. EZ Savings ธนาคารไทยพาณิชย์ ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.50 % จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 2,000,000บาท รายละเอียดเพิ่มเติม ⠀ 10.กรุงศรี มีแต่ได้ ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.50 % จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 2,000,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  06 สิงหาคม 2568

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม