ขอสินเชื่อส่วนบุคคลไม่ยากอย่างที่คิด กับ 5 เทคนิคขอสินเชื่อให้ผ่าน ฉลุย !!!

ปัจจุบันหลายคนบ่นกันมากว่า ทำไมการขอสินเชื่อเดี๋ยวนี้มันยากขึ้นกว่าแต่ก่อน แถมดอกเบี้ยก็แพงขึ้นด้วย ทำไมต้องมีขั้นตอนนู่นนี่นั่นให้ยุ่งยาก ทั้งๆที่ทางธนาคารเองก็ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ย ⠀ ซึ่งจริงๆแล้วที่ทางธนาคารต้องเข้มงวดในเรื่องการขอสินเชื่อ ก็เพื่อทำให้มั่นใจว่า เราสามารถคืนเงินเขาได้ครบถ้วนทั้งต้นทั้งดอก เพราะอย่างที่เราเห็นๆกันว่า ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ไกล่เกลี่ยกันเรื่องหนี้ ⠀ สำหรับใครที่กำลังมีแผนจะยื่นขอสินเชื่อ หรือเคยยื่นขอแล้วแต่ไม่ผ่าน มาฟังทางนี้เลย เพราะวันนี้ผมจะมาบอก 5 เทคนิคขอสินเชื่อให้ผ่าน ฉลุย อ่านจบและทำตามนี้ กู้ผ่านแน่นอน ⠀ 1.ตรวจสอบตัวเอง สิ่งแรกที่ควรทำและเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเลย ก็คือการสำรวจดูตัวเราเองก่อน ว่าเรามีหนี้ติดตัวมากแค่ไหน หรือมีประวัติชำระหนี้ไม่ดีรึเปล่า ถ้าเรามีเคยประวัติจ่ายหนี้ช้า ค้างค่างวดบ่อย ก็อาจจะทำให้ทางธนาคารพิจารณาไม่ปล่อยสินเชื่อได้ และถ้าหากมีภาระหนี้ที่ต้องจ่ายต่อเดือนเกิน 40% ของรายได้ เช่น ถ้าเรารายได้ 20,000 แต่หนี้ที่ต้องจ่ายต่อเดือนอยู่ที่ 15,000 บาท แล้วจะขอกู้เพิ่มอีก ผมมั่นใจว่าคุณจะกู้ไม่ผ่านแน่ๆ ฉะนั้น เคลียร์ตัวเองให้เรียบร้อยก่อน ⠀ 2.เดินบัญชีให้มีเงินหมุนเวียนในบัญชี คนที่ทำงานประจำไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะในบัญชีน่าจะได้รับเงินเป็นประจำทุกเดือนอยู่แล้ว จากเงินเดือนที่เข้าทุกเดือน แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีรายได้ประจำ พ่อค้า แม่ค้า ที่ได้รายได้เป็นเงินสด ก็ควรที่จะนำเงินไปฝากอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 6-12 เดือน เพื่อให้ทางธนาคารรู้ว่าเรามีเงินเข้าเป็นประจำ สม่ำเสมอ ⠀ 3.ทำประวัติการชำระหนี้ให้ดี สำหรับใครที่กำลังจ่ายหนี้อะไรอยู่ด้วย ก็อยากจะให้พยายามจ่ายหนี้เดิมอย่างสม่ำเสมอ ไม่จ่ายช้า ไม่มีหนี้คงค้าง เพราะทางธนาคารจะตรวจสอบเครดิตบูโรเราอย่างแน่นอน ถ้าเครดิตไม่ดี ก็แทบจะหมดโอกาสได้กูเพิ่ม ⠀ 4.ศึกษาข้อมูลหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของแต่ละธนาคารก่อนยื่นสมัคร แน่นอนว่าทุกๆธนาคารมักจะมีหลักเกณฑ์ในการยืนขอสินเชื่อของแต่ละธนาคาร พยายามศึกษาให้ดี เพื่อที่เราจะได้มีโอกาสขอสินเชื่อผ่านได้มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอายุ รายได้ หรือค่าใช้จ่ายทั้งหมดของเรา ⠀ 5.เตรียมหลักฐานและเอกสารให้พร้อม การไปขอเงินคนๆนึง จะแค่เดินไปแล้วขอเงิน เขาก็คงไม่ให้เราแน่ๆ เลยจำเป็นที่จะต้องมีหลักฐาน ที่อยู่ สลิปเงินเดือน เพื่อดูว่าเราสามารถจ่ายหนี้ไหวไหม ⠀ โดยมีเอกสารดังนี้ ⠀⠀- สำเนาบัตรประชาชน หรือ สำเนาบัตรข้าราชการ ⠀⠀- สำเนาทะเบียนบ้าน ⠀⠀- สลิปเงินเดือน(ตัวจริงหรือสำเนา) หรือหนังสือรับรองเงินเดือนหรือหนังสือรับรองรายได้ (ตัวจริง) ⠀⠀- สำเนาหน้าแรกของสมุดบัญชีธนาคาร ประเภทออมทรัพย์ของผู้สมัคร (สำเนาหน้าบัญชีสำหรับโอนเงิน) ⠀ และอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่ผมอยากจะฝากเอาไว้นะครับ สำหรับใครที่กำลังจะไปยื่นขอสินเชื่อ อยากให้จะหันกลับมาเช็กตัวเองอีกสักหนึ่งครั้งนะครับ ว่าการขอสินเชื่อครั้งนี้ จะไม่ทำให้ชีวิตลำบากขึ้นใช่ไหม เราจะสามารถชำระคืนได้ทั้งต้นทั้งดอกจริงๆรึเปล่า เพราะผมก็เห็นหลายคนเช่นกัน ที่ดีใจมีความสุขตอนกู้ผ่าน และมาเช็ดน้ำตาทีหลังตอนจ่ายหนี้ ก็อยากฝากให้ทุกคนได้เก็บไปคิดสักนิดนึงก่อนยื่นขอสินเชื่อ ⠀ แต่สำหรับใครที่เตรียมตัวมาดีแล้ว ทั้งในด้านเครดิตบูโรและเอกสาร ก็สามารถยื่นขอกู้ได้เล้ยยย ใครขอสินเชื่อผ่านอย่าลืมทักมาบอก หรือมาคอมเม้นต์บอกกันด้วยเด้อ !! ⠀ ขอสินเชื่อผ่าน Lumpsum กู้ง่าย ไม่ต้องมีคนค้ำประกัน ดีลกับแบงก์โดยตรง คลิกเลย! หรือสอบถามได้ที่ Line: @lumpsumofficial

  ธนากร นวมรัตน์


  11 มิถุนายน 2567

เทคนิคผ่อนบ้านให้หมดเร็ว ไม่ต้องผ่อนยาวถึง 30 ปี

สำหรับคนที่อยากมีบ้าน คอนโดฯ เป็นของตัวเองสักหลัง ถ้าไม่มีกำลังซื้อเงินสด ก็ต้องผ่อนตรงกับทางธนาคาร และการผ่อนต้องใช้เวลานานถึง 30-40 ปี คงเหนื่อยแน่ถ้าต้องผ่อนยาวขนาดนั้น แต่หากวางแผนการผ่อนบ้านดีและรู้เทคนิคผ่อนบ้านให้หมดเร็ว ก็สามารถหมดหนี้บ้านได้เร็วขึ้นเป็น 10 ปี หรือเร็วกว่านั้น ไม่ต้องทนผ่อนยาวนานถึง 30-40 ปี เทคนิคผ่อนบ้านให้หมดเร็ว มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง? 1. การโปะเงินต้น การโปะเงินต้นเป็นหนึ่งในเทคนิคผ่อนบ้านให้หมดเร็ว โดยเป็นการจ่ายเงินเพิ่มให้กับธนาคารนอกเหนือจากค่างวดปกติ ซึ่งจะทำให้ยอดหนี้ลดลงเร็วขึ้น ส่งผลให้ระยะเวลาผ่อนชำระลดลงไปด้วย โดยคุณสามารถโปะเงินต้นได้ในทุกๆ เดือน หรือเลือกโปะเงินต้นแบบก้อนใหญ่ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด เช่น ช่วงโบนัสออก 2. การรีไฟแนนซ์บ้าน การรีไฟแนนซ์บ้านก็เป็นอีกเทคนิคผ่อนบ้านให้หมดเร็ว ด้วยการย้ายสินเชื่อบ้านจากธนาคารเดิมไปยังธนาคารใหม่ โดยอาจได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเดิม ซึ่งจะทำให้ภาระผ่อนชำระลดลง ส่งผลให้ระยะเวลาผ่อนชำระลดลงไปด้วย หากต้องการให้ Lumpsum ช่วยแนะนำ คลิกที่นี่ 3. เลือกสินเชื่อบ้านที่มีระยะเวลาผ่อนชำระที่เหมาะสม หากเลือกระยะเวลาผ่อนชำระที่สั้นลง ภาระผ่อนชำระในแต่ละเดือนจะสูงขึ้น แต่ระยะเวลาผ่อนชำระก็จะลดลงไปด้วย ซึ่งเป็นอีกเทคนิคผ่อนบ้านให้หมดเร็ว ทางหนึ่ง 4. ขอลดดอกเบี้ยบ้าน การขอลดดอกเบี้ย หรือ รีเทนชั่น เป็นเทคนิคผ่อนบ้านให้หมดเร็ว ที่น่าสนใจ โดยเป็นการขอลดดอกเบี้ยจากธนาคารปัจจุบันที่เราผ่อนจ่ายอยู่ เมื่อผ่อนครบ 3 ปี หรือโปรโมชันที่เคยตกลงกันไว้ ดอกเบี้ยในปีถัดไปจะเปลี่ยน ซึ่งถ้าไม่อยากรับภาระดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้น ต้องเจรจากับธนาคารเพื่อขอลดดอกเบี้ย ซึ่งจะช่วยให้ได้ดอกเบี้ยที่ต่ำลง และผ่อนได้หมดไวเช่นกัน 5. ลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ นอกเหนือจากค่าผ่อนบ้านแล้ว คุณควรพิจารณาลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นลง เพื่อนำเงินส่วนนี้มาโปะเงินต้น ซึ่งเป็นอีกเทคนิคผ่อนบ้านให้หมดเร็ว ที่ทำได้ง่ายๆ 6. หารายได้เสริม หากมีรายได้เสริมเข้ามาเพิ่มเติม ก็สามารถนำมาโปะเงินต้นได้ ก็จะช่วยให้ผ่อนบ้านได้เยอะขึ้น หมดเร็วขึ้น ซึ่งถือเป็นอีกเทคนิคผ่อนบ้านให้หมดเร็ว ที่ช่วยได้มาก 7. วางแผนการเงินอย่างรอบคอบ ก่อนที่จะตัดสินใจโปะเงินต้นหรือรีไฟแนนซ์บ้าน คุณควรวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ เพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถผ่อนชำระได้ตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของเทคนิคผ่อนบ้านให้หมดเร็ว สรุป เทคนิคที่ช่วยผ่อนบ้านให้หมดเร็วขึ้น เป็นเจ้าของบ้านได้เร็วขึ้นนั้น สามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ความสามารถในการผ่อนชำระ ความต้องการ ระยะเวลาผ่อนชำระ อัตราดอกเบี้ย และรายได้เสริม หากสามารถทำตามเทคนิคด้านบนได้บ้าง ก็ช่วยให้หมดหนี้บ้านก่อน 30-40 ปี ที่เราทำสัญญาไว้กับธนาคาร ลองนำไปปรับใช้กันดูนะครับ หมดเร็วหมดช้า ขึ้นอยู่ที่เราวางแผนครับ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่นี่

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  13 ธันวาคม 2566

5 เรื่องที่รู้ไว้จะดีนะ ก่อนรีไฟแนนซ์บ้าน

ใครมีแผนจะ "รีไฟแนนซ์บ้าน" มาอ่านบทความนี้ก่อน !!! เรามีข้อมูลที่ควรรู้มานำเสนอครับผม... เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาขอสรุปเป็นใจความสำคัญได้ 5 เรื่องที่รู้ไว้ก่อนรีไฟแนนซ์บ้าน 5 เรื่องที่รู้ไว้ก่อนรีไฟแนนซ์บ้าน มีอะไรบ้าง? 1. เช็คระยะเวลาที่ควรรีไฟแนนซ์บ้าน การรีไฟแนนซ์บ้านจะสามารถทำได้ทุกๆ 3 ปี หรือตามสัญญาในเงื่อนไขของสินเชื่อตามธนาคารนั้น เพราะหากต้องการรีไฟแนนซ์ก่อนระยะสัญญาที่กำหนดจะต้องมีการเสียค่าปรับประมาณ 3% ของยอดหนี้คงเหลือ ในค่าใช้จ่ายของส่วนนี้ จึงควรคำนวณให้ดีก่อนว่าคุ้มค่าที่จะรีไฟแนนซ์หรือไม่ ส่วนบ้านที่มีการขอลดดอกเบี้ยหลังผ่อนชำระสัญญาตามเงื่อนไขครบ 3 ปีแรกไปแล้ว หากในปีที่ 4 ต้องการรีไฟแนนซ์สามารถทำได้เลย ซึ่งกรณีนี้ไม่ได้มีการทำสัญญาหรือติดเงื่อนไขใดๆ ทั้งนี้ควรตรวจสอบเงื่อนไขกับทางธนาคารให้เรียบร้อยก่อนนะครับ 2. ยอดคงเหลือบ้านที่สามารถรีไฟแนนซ์ได้ ส่วนใหญ่แล้วการรีไฟแนนซ์บ้านหากยอดคงเหลือเกินที่ต้องผ่อนชำระมีจำนวนเงินมากกว่า 1 ล้านบาท สามารถทำการรีไฟแนนซ์บ้านได้เลย แต่ถ้าหากยอดไม่ถึง แนะนำว่าขอเป็นลดดอกเบี้ยจากธนาคารที่ให้สินเชื่อจะคุ้มค่ามากกว่า เพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อาจเป็นภาระสัญญาในระยะยาว 3. เงื่อนไข ข้อกำหนดของธนาคาร ควรนำอัตราดอกเบี้ยและรายละเอียดต่าง ๆ มาเปรียบเทียบ ทั้งสินเชื่อที่ใช้อยู่ในปัจจุบันและสินเชื่อใหม่ ว่ามีเรทการผ่อนที่ต่ำกว่าปัจจุบันที่เรากำลังผ่อนอยู่หรือไม่ หากดีกว่าก็ทำโลด แต่หากไม่ก็อาจจะหาวิธีอื่น หรือหากอยากได้ผู้ช่วยในการเปรียบเทียบ Lumpsum ขอเสนอตัวเป็นผู้รวบรวม คลิกเลย 4. ค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์ ศึกษาค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่คุณต้องเสีย เช่น ค่าใช้จ่ายในการประเมินราคาสินทรัพย์ใหม่ ค่าธรรมเนียมในการปล่อยกู้ใหม่ ค่าจดจำนอง ค่าภาษี ค่าอากรแสตมป์ และค่าอื่นๆ ตามที่ธนาคารได้กำหนด เพื่อดูว่าเหมาะสมและคุ้มค่ากับการรีไฟแนนซ์ครั้งนี้หรือไม่ ซึ่งแต่ละธนาคารจะให้โปรโมชั่นการรีไฟแนนซ์บ้านที่แตกต่างกัน 5. บริการอื่นๆ ที่ไม่ได้ต้องการ บางสินเชื่อเมื่อมีการรีไฟแนนซ์อาจจะมาพร้อมบริการสินเชื่อบุคคลพ่วงมาด้วย ซึ่งในส่วนนี้ต้องพิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจ เนื่องจากสินเชื่อบุคคลจะมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า หากต้องการรีไฟแนนซ์บ้านที่ได้ดอกเบี้ยถูกลงแล้ว แต่กลับต้องมาจ่ายดอกเบี้ยจากสินเชื่อบุคคลเป็นของแถมอาจทำให้รายจ่ายบานปลายจากที่ต้องการได้ นอกจากนี้ก็จะมีบริการอื่นๆ แฝงเข้ามาด้วย เช่น การทำประกัน และบริการอื่นๆ ต้องพิจารณาว่าคุ้มค่าที่ต้องจ่ายในระยะยาวหรือไม่ รวมถึงควรพิจารณา MLR หลังหมดโปรโมชั่นของแต่ละธนาคารด้วยเด้อออออ... หนึ่งเองครับ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  27 ตุลาคม 2566

ดอกเบี้ยปรับตัวเป็นขาขึ้น เริ่มผ่อนบ้านไม่ไหว ทำไงดี?

ช่วงนี้ดอกเบี้ยก็ขึ้นบ่อยเสียด้วยสิ กลุ่มคนผ่อนบ้านก็พากันว้าวุ่นเลยทีนี้ !!! ล่าสุดอัตราดอกเบี้ยนโยบายพุ่งมาเป็น 2.5% ต่อปี สูงสุดในรอบกว่า 10 ปี ยิ่งอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านยิ่งไปกันใหญ่ ขยับขึ้นตามกันอุตลุด บางแบงก์ไปไกลระดับ 5 - 7% เลยทีเดียว... แน่นอนว่ากลุ่มผู้ผ่อนบ้าน และเลยช่วงโปรโมชั่น 3 ปีแรกไปแล้ว ได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะต้นทุนดอกเบี้ยที่ทยอยปรับขึ้นต่อเนื่องนั่นเอง รายงานจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ระบุว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่อง ในมุมของผู้กู้ นอกจากกระทบต่อกำลังซื้อใหม่แล้ว ยังกระทบต่อผู้ที่อยู่ระหว่างผ่อนจ่ายด้วย เพราะทำให้วงเงินกู้ที่ได้รับสินเชื่อลดลง และทำให้เงินงวดผ่อนต่อเดือนเพิ่มสูงขึ้น ยกตัวอย่างวงเงินกู้ที่ 2,00,000 บาท อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 0.25% จะทำให้เงินผ่อนต่องวดเพิ่มขึ้นประมาณ 350 - 400 บาท สวนทางความสามารถทางการเงินของผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในปัจจุบันที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก ลองคิดดูว่าราคาบ้านในปัจจุบันส่วนใหญ่มากกว่า 2,00,000 บาททั้งนั้น ดังนั้นต้นทุนก็จะเพิ่มขึ้นทวีคูณไปอีก ขณะที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตั้งแต่ปี 65 ถึงปัจจุบัน ส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินของผู้ใช้สินเชื่อในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และทำให้มีภาระผ่อนต่อเดือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงกว่า 13% เลยทีเดียว ทีนี้กลุ่มที่เริ่มช็อต เริ่มจ่ายไม่ไหว ก็ว้าวุ่นละ ทำยังไงดี มีแนวทางไหนในการขอเมตตาได้บ้าง ? "Lumpsum" มีคำแนะนำมาฝาก โดยหากท่านยังผ่อนอยู่ ยังไม่ผิดนัดชำระ แต่สภาพคล่องเริ่มตึงจัด และทำท่าว่าจะไม่ไหว ให้ลองทำตามนี้... 1. ขอขยายเวลาชำระหนี้ เพื่อให้ยอดผ่อนต่อเดือนลดลง ซึ่งสามารถขยายได้สูงสุดถึง 30 ปีเลยนะ (ขึ้นอยู่กับอายุ โดยเมื่อรวมแล้วจะต้องไม่เกิน 70 ปี) 2. ขอชำระเฉพาะดอกเบี้ย คล้ายกับกรณีข้างต้น แต่อันนี้เป็นการซื้อเวลาในช่วงที่ขาดสภาพคล่อง เพราะชำระค่างวดแค่ดอกเบี้ยจะต่ำกว่าเมื่อเทียบกับชำระทั้งหมด โดยสามารถทำได้สูงสุดไม่เกิน 12 เดือน (แต่แนะนำว่าไม่ต้องทำนานขนาดนั้น เพราะเงินต้นไม่ลดเลย ขอใช้สิทธิ์ช่วงที่ช็อตก็พอ ระหว่างนั้นก็หารายได้เพิ่ม) 3. ขอพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ข้อนี้จะง่ายมากถ้าเป็นช่วงโควิด เพราะเป็นนโยบายช่วยเหลือ แต่ทุกวันนี้ก็ยังสามารถทำได้ โดยนำเอกสารหลักฐานแสดงความจริงใจไปยื่นให้ครบว่าขาดสภาพคล่อง เพราะอะไรแบบละเอียด ที่สำคัญให้ขอจนกว่าจะได้ บอกแบงก์ไปเลยหากไม่อนุมัติ อาจจะผิดนัดชำระได้เลยนะ โดยระหว่างนั้นอย่าลืมหารายได้เพิ่มเพื่อมาเติมเต็มสภาพคล่องที่ขาดหายไป ปกติแบงก์จะให้พักชำระประมาณ 3 - 6 เดือน ซึ่งคงมีเวลาพอให้ท่านได้หายใจหายคอและหาวิธีอุดช่องโหว่ด้านการเงิน 4. ขอ "รีไฟแนนซ์" ไปเลย ที่จริงอยากเอาวิธีนี้ไปไว้ข้อแรก แต่เผื่อหลายท่านที่ยังอยู่ในเงื่อนไขยังไม่สามารถขอ "รีไฟแนนซ์" ได้ แต่หากใครครบกำหนด "รีไฟแนนซ์" รีบดำเนินการด่วนเลย เพราะวิธีนี้มีจุดเด่นมากมาย เช่น จะได้อัตราดอกเบี้ยโปรโมชั่นที่ต่ำลง, ยืดระยะเวลาผ่อนเพื่อลดค่างวดได้, มีโอกาสได้รับเงินส่วนต่างจากมูลค่าบ้านที่เพิ่มขึ้นและยอดที่ผ่อนไปบ้างแล้ว และสามารถกู้อเนกประสงค์มาใช้ฉุกเฉินในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำได้ เป็นต้น หากอยากทราบโปรโมชั่นเด็ดในการ "รีไฟแนนซ์" Lumpsum ช่วยคุณได้ คลิกเลย ผมจะบอกเสมอว่าหากผ่อนบ้านหรือสินเชื่ออะไรก็แล้วแต่ เมื่อไม่ไหว ให้เจรจากับเจ้าหนี้เพื่อหาทางออก อย่าหนีหรือเบี้ยวหนี้ เพราะหากผิดนัดไปแล้ว ธุรกรรมหลังจากนั้นจะทำได้ยากขึ้น ทุกปัญหามีทางออกอยู่แล้ว หากเลือกแก้ไขแต่แรกย่อมง่ายกว่า มาแก้ตัวตอนที่อะไรมันเริ่มจะสายไปเสียแล้ว หนึ่งเองครับ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  20 ตุลาคม 2566

รวมโปรฯ รีไฟแนนซ์ ประจำเดือนกันยายน 2566

รวมโปรโมชันและอัตราดอกเบี้ย “สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน” ก.ย. 2566 ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.29%โปรโมชันพิเศษ ได้แก่ ฟรีค่าประเมิน ฟรีค่าอากรแสตมป์ ฟรีค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย 3 ปีแรก ธนาคารเกียรตินาคิน ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.3% โปรโมชันพิเศษ ได้แก่ ฟรีค่าประเมิน , ค่าจดจำนอง , ค่าอากรแสตมป์ , ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮาส์ ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.3%โปรโมชันพิเศษ ได้แก่ ฟรีค่าจดจำนอง (สูงสุด 200,000 บ.) ฟรีค่าประเมิน , ค่าประกันอัคคีภัย ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.46%โปรโมชันพิเศษ ได้แก่ ฟรีค่าประเมิน , กู้เอนกประสงค์เพิ่มได้ ดอกเบี้ย 3 เดือนแรก 0% ต่อปี ธนาคารยูโอบี ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.49%โปรโมชันพิเศษ ได้แก่ ฟรีค่าอากรแสตมป์ , ค่าประกันอัคคีภัย ธนาคารทหารไทยธนชาติ ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.55%โปรโมชันพิเศษ ได้แก่ ฟรีค่าประเมิน ฟรีประกันอัคคีภัย ธนาคารกรุงเทพ ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.55%โปรโมชันพิเศษ ได้แก่ ฟรีค่าประเมิน , ธรรมเนียมขอสินเชื่อ ธนาคารกรุงไทย ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.62%โปรโมชันพิเศษ ได้แก่ ฟรีค่าประเมิน , ค่าธรรมเนียมขอสินเชื่อ , ผ่อนต่ำล้านละ 3,500 บ./เดือน ช่วง 6 เดือนแรก ธนาคารออมสิน ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.698%โปรโมชันพิเศษ ได้แก่ ผ่อนต่ำล้านละ 3,555 บาท/เดือน (6 เดือนแรก) , ฟรีค่าธรรมเนียมขอสินเชื่อ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.85% ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.9%โปรโมชันพิเศษ ได้แก่ ฟรีค่าประเมิน , ฟรีค่าจดจำนอง (สูงสุด 200,000 บ.) ธนาคารกสิกรไทย ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.9%โปรโมชันพิเศษ ได้แก่ รู้ผลภายใน 3 วัน , กู้เอนกประสงค์เพิ่มได้ ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 6.05%ต่อปี ธนาคารไทยพาณิชย์ ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 5.525%โปรโมชันพิเศษ ได้แก่ ฟรีค่าธรรมเนียมขอสินเชื่อ สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านกับ Lumpsum สมัครครั้งเดียวยื่นได้หลายธนาคาร **ข้อมูลอัปเดทล่าสุดวันที่ 6 กันยายน 2566**

  หนึ่ง ศราพงค์


  07 กันยายน 2566

ผ่า 5 โปรฯ เด็ด สินเชื่อส่วนบุคคล

มาอัปเดทโปรโมชั่นสินเชื่อส่วนบุคคลกันดีกว่า เผื่อมีใครกำลังต้องการกู้เงินก้อนเพื่อมาใช้จ่ายจำเป็นหรือแก้ไขสภาพคล่องที่ติดขัด Lumpsum คัดมา 5 สถาบันการเงินที่ให้ข้อเสนอโคตรดี 1.ธนาคารแลนด์แอนด์เฮาส์ จัดโปรอัตราดอกเบี้ยพิเศษต่ำสุด 3 เดือนแรกเพียง 5.55% ต่อปี หรือ 6 เดือนแรกเพียง 7.88% ต่อปี อนุมัติวงเงินสูงสุด 1.5 ล้านบาท ผ่อนสบายนานถึง 60 เดือน รายได้ขั้นต่ำที่สามารถกู้ได้เพียง 15,000 บาทต่อเดือน ประสบการณ์ทำงาน 6 เดือนขึ้นไป 2.ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย เจ้าหนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีรายได้ต่อเดือนสูง โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 8.8% ต่อปี นานสูงสุด 240 วัน หรือ 8 เดือน ขึ้นอยู่กับฐานรายได้ หลังจากนั้นอยู่ที่ 17.44 - 22.44% ต่อปี โดยให้วงเงินสูงสุด 2 ล้านบาท สามารถรวมหนี้จากที่อื่นเป็นก้อนเดียว ชำระขั้นต่ำเพียง 3% อย่างไรก็ตามผู้กู้ต้องมีรายได้ขั้นต่ำตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป 3.ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 9.99% ต่อปี นานถึง 12 เดือน ขึ้นอยู่กับฐานเงินเดือนและอายุสัญญา นอกจากนั้นอยู่ที่ 12.99 - 19.99% ต่อปี โดยสามารถผ่อนได้ยาวสูงสุด 72 เดือน อนุมัติวงเงินสูงสุด 2 ล้านบาท แบงก์นี้ผู้กู้ต้องมีรายได้ขั้นต่ำ 20,000 บาทขึ้นไป 4.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 9.99% ต่อปี ช่วง 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไปอยู่ที่ 21 - 25% ต่อปี ให้วงเงินสูงสุด 2 ล้านบาท ผ่อนนานสูงสุด 60 เดือน เงินเดือนขั้นต่ำที่สามารถสมัครได้ 20,000 บาท 5.ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ทีเด็ดคือรับเงินทันที 1 วัน (หลังอนุมัติ) อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 11.99% - 24.90% ต่อปี ขึ้นอยู่กับฐานรายได้และวงเงินสินเชื่อ ให้วงเงินสูงสุด 2 ล้านบาท และ ผ่อนนานสูงสุด 60 เดือน กำหนดรายได้ขั้นต่ำ 30,000 บาทต่อเดือน เรียกได้ว่าหากบริหารเงินและวางแผนให้ดี จะได้สินเชื่อเงินก้อนไปใช้จ่ายจำเป็นด้วยต้นทุนดอกเบี้ยที่ค่อนข้างต่ำ ในยุคดอกเบี้ยนโยบายสูง แต่ย้ำเสมอนะครับ กู้มาใช้ที่จำเป็นเท่านั้น อย่ากู้มาใช้สุรุ่ยสุร่าย ขาดการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ เพราะอาจจะเป็นปัญหาได้ในภายหลังและระยะยาว สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อธนาคารได้โดยตรง หรือ ผ่าน Lumpsum ก็ได้นะ คลิกเลย

  หนึ่ง ศราพงค์


  01 กันยายน 2566

ส่อง 8 โปรโมชันเด็ด สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน

หลบกระแสการเมืองมาดูโปรโมชัน "รีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้าน" กันสักหน่อย โดย 8 ข้อเสนอที่ดีที่สุดจาก 8 สถาบันการเงิน ซึ่งคัดกรองโดย Lumpsum ประกอบด้วย ส่อง 8 โปรโมชัน "รีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้าน" จากธนาคารผู้ให้บริการโดยตรง 1. โปรโมชันรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ดอกเบี้ยปีแรกเพียง 2.79% ต่อปี แถมฟรี ค่าอากรแสตมป์, ค่าประเมิน และค่าประกันอัคคีภัย 3 ปี โดยอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ต่ำสุดอยู่ที่ 3.29% ต่อปีเท่านั้น เรียกได้ว่าต่ำสุดเท่าที่เจออยู่ในขณะนี้ 2. โปรโมชันรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ อัตราดอกเบี้ยคงที่ปีแรกเพียง 2.39% และฟรีค่าจำนอง สูงสุด 200,000 บาท, ฟรีประเมิน และ ฟรีประกันอัคคีภัย พร้อมเงื่อนไขอนุมัติสูงสุด 100% แถมรับทุกโครงการจัดสรรร โดยอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ต่ำสุดเพียง 3.30% ต่อปี 3. โปรโมชันรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารทหารไทยธนชาต อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกเพียง 3.45% สามารถอนุมัติได้เต็ม 100% แถมฟรี ค่าประกันอัคคีภัย และ ค่าประเมิน ทีเด็ดคือมีโครงการรวมหนี้อื่น ๆ ด้วย นับว่า ครบ จบ ในที่เดียว 4. โปรโมชันรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารยูโอบี อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 2 ปีแรก 2.89% ต่อปี ผ่อนต่ำเพียงล้านละ 4,600 บาทต่อเดือน พร้อมฟรีค่าอากรแสตมป์ และ ค่าประกันอัคคีภัย โดยอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ต่ำสุด เพียง 3.49% ต่อปี 5. โปรโมชันรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารเกียรตินาคินภัทร อัตราดอกเบี้ยคงที่ปีแรก 2.9% ต่อปี ให้วงเงินสูงสุด 50 ล้านบาท รู้ผลภายใน 3 วัน และ อนุมัติสูงสุด 100% โดยมีฟรีค่าประเมินเป็นของแถม สำหรับอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก ต่ำสุดเพียง 3.3-3.49% ต่อปี (ขึ้นอยู่กับฐานรายได้) 6. โปรโมชันรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารออมสิน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 6 เดือนแรก 2.39% ต่อปี แถมฟรีค่าทำนิติกรรมสัญญาและค่าบริการสินเชื่อ โดยอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก ต่ำสุดเพียง 3.698% ขณะเดียวกันผ่อนต่ำล้านละ 3,555 บาท/เดือน ช่วง 6 เดือนแรก ให้อนุมัติสูงสุด 100% และมีโครงการรวมหนี้ 7. โปรโมชันรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกต่ำเพียง 3.46% พร้อมฟรีค่าประเมิน อนุมัติสูงสุด 100% แถมให้วงเงินมากถึง 10 ล้านบาท และยังให้กู้อเนกประสงค์แบบดอกเบี้ย 0% ช่วง 3 เดือนแรกอีกด้วย 8. โปรโมชันรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกต่ำสุด 3.5% โดยปีแรกคิดอัตราแบบคงที่ 2.5% ต่อปี พร้อมแถมฟรีค่าจดจำนองสูงสุด 200,000 บาท (สำหรับอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.9% ต่อปี) และฟรีค่าประกันอัคคีภัย สนใจขอสินเชื่อหรือขอรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่สถาบันการเงินโดยตรง หรือให้ Lumpsum ช่วยดำเนินการให้ เพียงแค่คลิก

  หนึ่ง ศราพงค์


  25 สิงหาคม 2566

5 ข้อ เช็กให้ชัวร์ก่อนยื่นขอสินเชื่อส่วนบุคคล

หากท่านกำลังจะขอใช้ "สินเชื่อส่วนบุคคล" ให้แวะอ่านบทความนี้ก่อน เพราะเรากำลังจะแนะนำเช็กลิสต์ที่ควรทำก่อนจะกู้สินเชื่อนี้มาใช้จ่ายแน่นอนว่า "สินเชื่อส่วนบุคคล" เป็นการกู้เงินที่ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ของ่ายเพียงแค่มีรายได้ประจำ และได้วงเงินสูงสุดถึง 5 เท่าของรายได้ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะกู้ผ่านเสมอไป และเมื่อผ่านแล้วอาจจะใช้ผิดที่ผิดทางก็ได้ ดังนั้นเพื่อการเป็นหนี้ที่มีคุณภาพ ลองสำรวจ 5 ข้อเหล่านี้ก่อนดำเนินการ ประกอบด้วย 1. เช็กคะแนนเครดิต ตรงนี้สำคัญมากเพราะเป็นปัจจัยพิจารณาของสถาบันการเงินว่าคุณจะได้รับสินเชื่อหรือไม่ และได้วงเงินมากน้อยแค่ไหน ซึ่งหากคะแนนสูงผลลัพย์ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว โดยสามารถเช็คได้ที่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือ เครดิตบูโร เพิ่มเติมที่นี่ 2. สำรวจโปรโมชั่น หลังจากเช็กข้อมูลคะแนนเครดิตแล้ว สิ่งต่อไปที่ควรทำคือ สำรวจโปรฯ "สินเชื่อส่วนบุคคล" จากผู้ให้บริการทุกแห่ง เพื่อเปรียบเทียบและหาข้อเสนอที่ดีที่สุด ทั้งอัตราดอกเบี้ย 1 ปีแรก 2 ปีแรก 3 ปีแรก ยันตลอดอายุสัญญา รวมถึงระยะเวลาการผ่อน, คุณสมบัติผู้กู้, ค่าธรรมเนียม-เบี้ยปรับ และสิทธิพิเศษต่าง ๆ เพราะเงื่อนไขแต่ละที่จะต่างกัน ดังนั้นต้องหาที่เหมาะสมที่สุดกับเรา หรือจะให้ Lumpsum ช่วย สามารถคลิกได้เลยที่นี่ 3. วัตถุประสงค์การกู้ คิดให้รอบคอบว่าจะกู้ "สินเชื่อส่วนบุคคล" มาใช้จ่ายเรื่องไหน ซึ่งต้องเป็นสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น เช่น ขาดสภาพคล่องทางการเงิน, รวมหนี้บัตรเครดิต, จ่ายค่าเล่าเรียน, จ่ายค่ารักษาพยาบาล หรือ ซ่อมแซมบ้านหรือรถ เป็นต้น ประเด็นคือต้องเป็นเรื่องที่จำเป็นเท่านั้น อย่ากู้ไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน หรือนำไปใช้สุรุ่ยสุร่าย กินเที่ยวช้อป สิ่งที่ไม่จำเป็น เพราะจะเป็นปัญหาแน่ ๆ ในระยะยาว 4. สำรวจงบการเงินส่วนตัว ทำคาดการณ์ประเมินรายรับ-รายจ่ายล่วงหน้าอย่างน้อย 6-12 เดือนข้างหน้า ว่าจะมีเงินเข้าจากไหนบ้าง มีรายจ่ายอะไรบ้าง เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายที่ต้องผ่อน "สินเชื่อส่วนบุคคล" แล้วสภาพคล่องเป็นอย่างไร เพียงพอไหม หากไม่พอ ก็ยังไม่ควรกู้สินเชื่อนี้ เพราะเสี่ยงผิดนัดชำระและโดนค่าปรับหรือดอกเบี้ยเพิ่ม 5. วางแผนการใช้จ่าย ต้องวิเคราะห์ให้รอบคอบ ว่ารายได้ปัจจุบันสามารถกู้ "สินเชื่อส่วนบุคคล" ได้เท่าไหร่ วงเงินที่ได้มาจะเพียงพอใช้จ่ายหรือไม่ กรณีที่ใช้เงินน้อยกว่าวงเงิน ควรรีบนำส่วนต่างไปคืน อย่านำไปใช้อย่างอื่น แต่หากวงเงินไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องใช้ ให้เลือกจ่ายสิ่งที่จำเป็นก่อน พร้อมกันนี้ต้องประเมินด้วยว่าจะใช้หนี้คืนภายในระยะเวลาเท่าไหร่ แม้จะสามารถผ่อนชำระได้นาน แต่ยิ่งนานอัตราดอกเบี้ยยิ่งสูง ดังนั้นหากคาดการณ์แล้วในอนาคตจะมีเงินก้อนเข้ามาให้รีบนำไปโปะหนี้ให้หมดโดยเร็ว อย่าเลือกจ่ายน้อยจ่ายนาน เพราะดอกเบี้ยบานนะจ๊ะหากสำรวจรายการข้างต้นอย่างรอบคอบและผ่านทุกเช็คลิสต์แล้ว สามารถดำเนินการได้เลย แปลว่าท่านพร้อมแล้วที่จะกู้ "สินเชื่อส่วนบุคคล" ซึ่ง Lumpsum สามารถอำนวยความสะดวกในการเปรียบเทียบสินเชื่อและยื่นเรื่องให้ท่านได้ คลิกเลย

  หนึ่ง ศราพงค์


  18 สิงหาคม 2566

วิธีเลือกธนาคารเพื่อรีไฟแนนซ์บ้าน แบบมือโปร

รู้หรือไม่ ? เวลาจะเลือกสถาบันการเงินเพื่อขอสินเชื่อ "รีไฟแนนซ์บ้าน" ใช่ว่าจะสุ่มสี่สุ่มห้าเลือก ๆ ไป เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยต่ำ มีโปรโมชั่นระยะสั้นที่น่าสนใจ ก็ตัดสินใจเลย โดยละเลยรายละเอียดหลาย ๆ อย่างไปแน่นอนว่าอาจจะติดกับดักในภายหลังได้ เช่น โปรฯ ดอกเบี้ยต่ำเพียง 2% แต่ไม่ศึกษาให้ละเอียด ตอนหลังกลับพบว่า 2% ที่ว่าเป็นโปรฯ เพียง 1 ปีแรกเท่านั้น หลังจากนั้นกระโดดเป็น 3-4% เป็นต้น หรือบางทีไม่สังเกตว่าโปรฯ ที่ได้มาต้องติดสัญญาขั้นต่ำ 4-5 ปี หากจะรีไฟแนนซ์ก่อนต้องเสียค่าธรรมเนียม ดังนั้นเพื่อให้การขอสินเชื่อ "รีไฟแนนซ์บ้าน" เป็นไปอย่างถูกต้อง ผมมี 5 ข้อเช็คลิสต์ที่ต้องทำก่อนจะตัดสินใจเลือกขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินใด ๆ 1. ค้นคว้าและเปรียบเทียบผู้ให้กู้ เริ่มต้นด้วยการค้นคว้าและเปรียบเทียบผู้ให้กู้รายต่างๆ ว่าแต่ละเจ้ามีโปรฯ อะไรบ้าง เพื่อหาข้อเสนอที่ดีที่สุด หากคิดไม่ออก Lumpsum ช่วยคุณได้ 2. ประเมินอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมโดยละเอียด รวมถึงเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น ระยะสัญญา, ระยะเวลาโปรฯ กระทั้งอัตราเบี้ยปรับกรณีชำระล่าช้า เป็นต้น 3.พิจารณาประวัติการให้บริการ อันนี้เหมือนจะไม่สำคัญ แต่ถือว่ามีนัย เพราะเป็นเรื่องของความสบายใจหลังการขอสินเชื่อ ลองหาข้อมูลจากหลาย ๆ ที่ เพราะบริการของสถาบันการเงินจะมีบทบาทหลังจากที่กู้ไปแล้ว เช่น การอำนวยความสะดวกต่าง ๆ, การขอเอกสารสำคัญอย่างหลักฐานดอกเบี้ยบ้านเพื่อเอาไปลดหย่อนภาษี หรือแม้กระทั่งกระบวนการความยากง่ายเพื่อขอปรับเปลี่ยนธุรกรรมต่าง ๆ อาทิ ลดดอกเบี้ย, พักหนี้ ยันปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งแต่ละแห่งจะมีมาตรฐานต่างกัน จะมีความเขี้ยวความใจดีที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นหาข้อมูลให้เยอะๆ ไว้ก่อนจะดีที่สุด 4.ค้นหาเงื่อนไขเงินกู้ที่ยืดหยุ่น พิจารณาผู้ให้กู้ที่เสนอเงื่อนไขเงินกู้ที่ยืดหยุ่นซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินในอนาคต มองหาตัวเลือกต่างๆ เช่น สามารถขอลดดอกเบี้ยได้เมื่อครบกำหนด หรือ สามารถปรับโครงสร้างสินเชื่อใหม่ได้ รวมถึงสามารถขยายเวลาผ่อนชำระให้นานขึ้นได้ เป็นต้น 5.ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หาผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อ เพื่อขอความรู้หรือสอบถามข้อสงสัยที่เรายังไม่เข้าใจ ซึ่งเรื่องนี้ Lumpsum เราก็ค่อนข้างถนัดนะ ^^ เพียงแค่คลิก เพราะการมีที่ปรึกษา จะสามารถช่วยคำนวณความคุ้มค่าและความเป็นไปได้ต่าง ๆ ในการขอสินเชื่อ "รีไฟแนนซ์บ้าน" ให้มีประสิทธิภาพ หลีกเลี่ยงปัญหากวนใจในระยะยาวลองสำรวจตัวเองกันดูนะครับ ก่อนจะขอสินเชื่อ "รีไฟแนนซ์บ้าน" ว่าได้ทำตาม 5 ข้อข้างต้นหรือยัง หากขาดอันไหน ก็เติมเต็มได้เลย และช่วงนี้หากใครจะ "รีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้าน" รีบเลย ก่อนอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นอีก... รีไฟแนนซ์บ้านกับ Lumpsum ดีลตรงกับแบงก์ชั้นนำทั่วประเทศ มีเจ้าหน้าที่คอยติดตามผลให้

  หนึ่ง ศราพงค์


  11 สิงหาคม 2566

รวมโปรฯ รีไฟแนนซ์ ประจำเดือนสิงหาคม 2566

รวมโปรโมชันและอัตราดอกเบี้ย “สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน” ส.ค. 2566 ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย : ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.29%โปรโมชันพิเศษ ได้แก่ ฟรีค่าประเมิน ฟรีค่าอากรแสตมป์ ฟรีค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย 3 ปีแรก ธนาคารเกียรตินาคิน : ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.3% โปรโมชันพิเศษ ได้แก่ ฟรีค่าประเมิน , ค่าจดจำนอง , ค่าอากรแสตมป์ , ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮาส์ : ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.3%โปรโมชันพิเศษ ได้แก่ ฟรีค่าจดจำนอง (สูงสุด 200,000 บ.) ฟรีค่าประเมิน , ค่าประกันอัคคีภัย ธนาคารยูโอบี : ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.5%โปรโมชันพิเศษ ได้แก่ ฟรีค่าอากรแสตมป์ , ค่าประเมิน , ค่าประกันอัคคีภัย ธนาคารทหารไทยธนชาติ : ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.45%โปรโมชันพิเศษ ได้แก่ ฟรีค่าประเมิน ฟรีประกันอัคคีภัย มีโครงการรวมหนี้ ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย : ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.46%โปรโมชันพิเศษ ได้แก่ ฟรีค่าประเมิน ธนาคารกรุงเทพ : ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.55%โปรโมชันพิเศษ ได้แก่ ฟรีค่าประเมิน , ธรรมเนียมขอสินเชื่อ ธนาคารกรุงไทย : ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.62%โปรโมชันพิเศษ ได้แก่ ฟรีค่าประเมิน , ค่าธรรมเนียมขอสินเชื่อ , ผ่อนต่ำล้านละ 3,500 บ./เดือน ช่วง 6 เดือนแรก" ธนาคารออมสิน : ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.698%โปรโมชันพิเศษ ได้แก่ มีโครงการรวมหนี้ ผ่อนต่ำล้านละ 3,555 บาท/เดือน (6 เดือนแรก) , ฟรีค่าธรรมเนียมขอสินเชื่อ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ : ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.85% ธนาคารกรุงศรีอยุธยา : ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.9%โปรโมชันพิเศษ ได้แก่ ฟรีค่าประเมิน , ฟรีค่าจดจำนอง (สูงสุด 200,000 บ.) ธนาคารกสิกรไทย : ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.9%โปรโมชันพิเศษ ได้แก่ รู้ผลภายใน 3 วัน , กู้เอนกประสงค์เพิ่มได้ ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 6.05%ต่อปี ธนาคารไทยพาณิชย์ : ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 5.525%โปรโมชันพิเศษ ได้แก่ ฟรีค่าธรรมเนียมขอสินเชื่อ สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านกับ Lumpsum สมัครครั้งเดียวยื่นได้หลายธนาคาร **ข้อมูลอัปเดทล่าสุดวันที่ 9 สิงหาคม 2566**

  หนึ่ง ศราพงค์


  10 สิงหาคม 2566

ดอกเบี้ยพุ่งสูงสุดในรอบ 9 ปี รีบรีไฟแนนซ์ด่วน

และแล้วแบงก์ชาติก็ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มอีก 0.25% เท่ากับ ณ ตอนนี้อัตราดอกเบี้ยสิริรวมแล้วอยู่ที่ 2.25% ว่ากันว่าสูงสุดในรอบ 9 ปี!!! นั่นหมายความว่าเร็ว ๆ นี้สถาบันการเงินต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินกู้ แน่นอนว่าอัตราดอกเบี้ยของ "สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน" ก็ต้องขึ้นตาม เพราะตั้งแต่แบงก์ชาติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามเงินเฟ้อเมื่อปลายปีก่อน ณ ช่วง ก.ค.66 พบว่าทุกสถาบันการเงินปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย "สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน" ขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญเฉลี่ย 3 ปีแรกพุ่งขึ้นสูงสุดกว่า 1% แม้หลายแห่งจะมีการจัดโปรโมชัน ฟรีค่าธรรมเนียม, ค่าเบี้ยประกัน, ค่าประเมิน และค่าจดจำนอง ก็ตาม แต่อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นถือเป็นต้นทุนระยะยาวที่ผู้กู้ต้องพึงศึกษาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ จากข้อมูลอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก ภายใต้เงื่อนไขที่ต่ำที่สุดพบว่าอยู่ที่ระดับ 3.09 - 5.252% ต่อปี ย้ำนะครับว่าเงื่อนไขที่ดีที่สุด ซึ่งอาจจะต้องมีคุณสมบัติตามที่สถาบันการเงินต้องการมากกว่าปกติ เช่น ต้องทำประกันวงเงินสินเชื่อ, ฐานเงินเดือนที่มากขึ้น, เป็นลูกค้าธนาคารนั้น ๆ , มูลค่าบ้าน หรือ ทำเลของบ้าน ต้องเข้าเงื่อนไข เป็นต้น ซึ่งหากเป็นลูกค้าทั่วไปอาจจะต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงกว่านั้น ดังนั้นจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 2.25% เชื่อเหลือเกินว่าหลังจากนี้อีกไม่นาน อัตราดอกเบี้ย "สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน" จะขึ้นตามอีกแน่ ๆ ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละสถาบันการเงิน แต่ ณ ตอนนี้ เท่าที่กวาดสายตาดูโปรโมชัน "สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน" จากสถาบันการเงินต่าง ๆ ยังไม่มีการขยับปรับเปลี่ยนใด ๆ โดยเฉพาะ 7 สถาบันการเงินที่สามารถยื่นขอ "รีไฟแนนซ์บ้าน" ผ่าน Lumpsum ของเรา (สนใจคลิก) โดยอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก ต่ำสุดเพียง 3.29% ต่อปี และหลายสถาบันการเงินมีโปรโมชันเจ๋ง ๆ มากมาย ทั้งอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 6 เดือนแรกต่ำเพียง 2.39% ต่อปี หรือ 1 ปีแรกเพียง 2.9% ต่อปี หรือจะ 2 ปีแรก 2.85% ต่อปีก็มีนะ แถมยังฟรีค่าธรรมเนียมต่าง ๆ อีกหลายรายการ เช่น ค่าประเมิน, เบี้ยประกันอัคคีภัย จนถึง ฟรีค่าจดจำนองสูงสุดระดับ 200,000 บาท เลยทีเดียว สามารถคลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมพร้อมยื่นเรื่องได้ที่ คลิก ที่เล่ามาทั้งหมดเพียงแค่จะบอกว่า หากท่านมีสินเชื่อบ้าน และครบวาระที่สามารถ "รีไฟแนนซ์" ได้แล้ว ยังไงก็ควรทำ เพราะหลังจากช่วงหมดโปรโมชัน 3 ปีแรก การคิดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านจะกลายเป็นแบบลอยตัว (เว้นแต่ท่านที่ทำสัญญาดอกเบี้ยแบบคงที่ไว้ หากต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้าน ก็ใช้ต่อไปได้ แต่หากไม่ก็ควรทำอยู่ดี) ซึ่งจะแพงกว่าแน่นอน ดังนั้นหาก "รีไฟแนนซ์" ได้ รีบดำเนินการด่วน ก่อนที่อัตราดอกเบี้ยจะไปไกลกว่านี้ ทำตอนนี้แม้ไม่ได้ดอกเบี้ยที่ถูกเหมือนปลายปีก่อนหรือต้นปีนี้ แต่ก็ล็อกต้นทุนได้หากระยะถัดไปปรับขึ้นอีก ซึ่งแนวโน้มเป็นแบบนั้น หากไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนในการศึกษาหาข้อมูลเรื่อง "รีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้าน" Lumpsum มีบริการ ตั้งแต่ให้ความรู้เป็นขั้นเป็นต้น, เปรียบเทียบข้อเสนอของแต่ละสถาบันการเงิน ยันยื่นขอสินเชื่อได้เลย คลิก

  หนึ่ง ศราพงค์


  04 สิงหาคม 2566

มีรายจ่ายฉุกเฉิน แต่ขาดสภาพคล่องการเงิน ทำไงดี?

เข้าใจว่าบางครั้งบางช่วงของชีวิต มักจะมีจังหวะฉุกเฉินฉุกละหุกแบบไร้เหตุผลและไม่ต้องการความเข้าใจใด ๆ ทั้งสิ้น และพอคนมันอยู่ในยามขาลง อะไรๆก็ดูไม่เป็นใจไปหมด โดยเฉพาะเวลาที่ขาดสภาพคล่องทางการเงิน ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น มีหนี้บัตรเครดิตหลายใบ ผ่อนจ่ายแบบขั้นต่ำ แต่รายได้เริ่มฝืดเคือง, หรือบ้านพังต้องซ่อมแซม แต่ไม่มีเงินก้อน, คนใกล้ชิดหรือตัวเองป่วยหนัก แต่ไม่มีประกัน, ลูกต้องจ่ายค่าเทอมก้อนโต แต่เริ่มชักหน้าไม่ถึงหลัง, มีความจำเป็นต้องใช้รถเพื่อทำงาน หามือสองสภาพดีได้แล้ว แต่ทุนทรัพย์ดันไม่เพียงพอ, ธุรกิจที่ทำอยู่ต้องการสภาพคล่องเงินสดเพิ่มเติม แต่มีข้อจำกัดด้านแหล่งทุน รวมไปถึง มีข้อเสนอลงทุนที่ประเมินได้ว่าผลตอบแทนจะดีเยี่ยม แต่ดันไม่มีเงิน เป็นต้น ที่กล่าวไปข้างต้นถือเป็นเรื่องจังหวะนรกซึ่งสามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้บนโลกใบนี้... แต่หากใครก็ตามที่ผ่านมาอ่านบทความนี้ น่าจะได้ไอเดีย สำหรับแก้ไขเรื่องเหล่านั้นได้ เพราะเครื่องมือทางการเงินเพื่อเสริมสภาพคล่องได้เป็นอย่างดีที่อยากจะแชร์ คือ "สินเชื่อส่วนบุคคล" ใช่ครับ "สินเชื่อส่วนบุคคล" เป็นการกู้เงินก้อนโดยไม่ต้องมีหลักประกัน เพียงแค่มีรายได้ประจำสม่ำเสมอต่อเนื่องอย่างน้อย 6-12 เดือนขึ้นไป มีหลักฐานตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะพนักงานออฟฟิศ, อาชีพอิสระ หรือ เจ้าของธุรกิจ ก็สามารถเข้าถึงสินเชื่อนี้ได้ ที่สำคัญปัจจุบันกลุ่มสถาบันการเงินที่ให้บริการ "สินเชื่อส่วนบุคคล" จัดโปรโมชันอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำ ผ่อนได้นาน และให้วงเงินสูงสุดถึง 2,000,000 บาทเลยทีเดียว จากการสำรวจเบื้องต้นผ่าน Lumpsum พบว่ามีข้อเสนอสินเชื่อที่น่าสนใจ สำหรับผู้ที่ต้องการเงินก้อนมาเติมสภาพคล่อง เช่น "ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย" จัดโปรเด็ด คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 9.99 - 19.99% ต่อปี (ขึ้นอยู่กับฐานเงินเดือน) และผ่อนได้นานถึง 72 เดือน ให้วงเงินมากสุด 5 เท่าของรายได้หรือไม่เกิน 2,000,000 บาท ขณะที่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร หากกู้ 200,000 บาทขึ้นไปอัตราดอกเบี้ยเพียง 11.99% ต่อปีเท่านั้น และหากกู้ 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 200,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย 13.99% ต่อปี ส่วนยอดที่ต่ำกว่านั้นจะอยู่ที่ 17.99 - 24.99% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา โดยกู้ได้สูงสุด 2,000,000 บาท ผ่อนนาน 60 เดือน ด้านธนาคารไทยเครดิต คิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 8.88% ต่อปีนาน 30 - 240 วัน (ขึ้นอยู่กับฐานเงินเดือน) หลังจากนั้นคิดอัตราดอกเบี้ยปกติที่ 17.44 - 22.44% ต่อปี และจัดโปรจ่ายขั้นต่ำเพียง 3% ของยอดเงินกู้ และให้วงเงินสูงสุด2,000,000 บาท ต่อด้วย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จัดโปรดอกเบี้ยพิเศษเพียง 9.99% ช่วง 3 เดือนแรก โดยเดือนที่ 4 เป็นต้นไปคิดอัตราดอกเบี้ยที่ 21-25% กู้ได้สูงสุด 2,000,000 บาท ผ่อนนาน 60 เดือน เป็นต้น นี่เพียงแค่ตัวอย่างเบื้องต้นเท่านั้นนะครับ ยังมีอีกหลายสถาบันการเงินที่มีบริการ "สินเชื่อส่วนบุคคล" สนใจผู้ให้บริการเจ้าไหน เข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ของธนาคารโดยตรงได้เลย หรือให้ Lumpsum ช่วยคัดกรองก็สามารถทำได้ พร้อมยื่นขอสินเชื่อได้เลย คลิก เป็นอันว่าหากท่านมีปัญหาด้านสภาพคล่องและมีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อนแบบด่วน ๆ "สินเชื่อส่วนบุคคล" ตอบโจทย์แน่นอน อย่างไรก็ตามไม่แนะนำให้กู้ "สินเชื่อส่วนบุคคล" มาเพื่อตอบสนองกิเลสตัวเองหรือนำเงินไปใช้จ่ายเรื่อยไปไม่มีการวางแผน และก่อนจะขอสินเชื่อใด ๆ ก็ตาม ต้องประเมินความพร้อมในการชำระหนี้ 6-12 เดือนข้างหน้าจะมีรายได้จากไหนบ้าง จะชำระคืนได้ตรงเวลาหรือไม่ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาหนี้สินบานปลายในภายหลัง และอย่ากู้ไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน แบบนั้นอันตรายมาก ๆ เด้อ หนึ่งเองครับ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  21 กรกฎาคม 2566

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม