5 องค์ประกอบของการวางแผนการเงิน ที่จะทำให้ชีวิตการเงินดีตั้งแต่เกิดยันตาย

“การวางแผนการเงิน เป็นเรื่องของคนที่มีเงินหลักล้าน หลักสิบล้าน คนหาเช้ากินค่ำ จะไปวางแผนทำไม” “แค่เงินกินรายวันยังจะไม่พอ จะเอาเงินที่ไหนไปวางแผนการเงิน” “พึ่งเริ่มต้นทำงานเอง จะรีบวางแผนการเงินไปทำไม” เป็นคำพูดที่ผมได้ยินมาตลอด จากการที่ผมทำงานเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ด้านการเงิน หลายคนเลยที่ไม่สนใจและไม่คิดที่จะเริ่มต้นวางแผนการเงิน เพราะมักติดกับดักกับคำว่า .ยังไม่มีเงินให้วางแผน” แต่จริงๆ แล้ว ถ้าเราไม่มีเงิน เรายิ่งที่จะต้องวางแผนการเงินเลย เพราะการวางแผนการเงิน จะทำให้เรามีเงินเก็บที่มากขึ้น และมีความมั่นคงทางการเงิน วันนี้ผมในฐานคอนเทนต์ครีเอเตอร์ด้านการเงิน จะมาขอพูดเรื่อง 5 องค์ประกอบของการวางแผนการเงิน ที่จะทำให้ชีวิตทางด้านการเงินของเรานั้นดีตั้งแต่เกิดยันตาย พูดง่ายๆก็คือ สามารถใช้ชีวิตโดยที่ไม่เดือดร้อนเรื่องเงินเลย 1.การจัดทำงบการเงิน องค์ประกอบแรก จะเป็นการสำรวจตัวเราเอง ว่าตอนนี้เนี่ยสถานะทางการเงินของเราอยู่ในระดับไหนด้วยการทำรายรับรายจ่าย ดูทรัพย์สินและหนี้สินคงค้าง เพื่อให้เห็นถึงสถานภาพทางการเงินของตัวเรา การเงินอยู่ในขั้นย่ำแย่ ต้องแก้กระแสเงินสดก่อน ทำให้กระแสเงินสดเป็นบวกให้ได้ > > ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ การเงินอยู่ในขั้นปานกลาง ต้องป้องกันความเสี่ยง เพราะถ้าหากพลาดหรือเกิดวิกฤตอาจจะทำให้ชีวิตการเงินแย่ >> สร้างเงินออมสำรองฉุกเฉิน , ทำประกันเพื่อป้องกันความเสี่ยง การเงินอยู่ในระดับที่ดีมีการป้องกันความเสี่ยง เริ่มศึกษาเรื่องการลงทุน เพื่อนำเงินที่สะสมมาบางส่วนทำให้มันงอกเงย >> ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความรู้ หุ้น , กองทุนรวม , อสังหาริมทรัพย์ เมื่อเรารู้สถานภาพทางการเงินจริงๆ ของตัวเรา จะทำให้เราสามารถตั้งเป้าหมายและวางแผนการเงินได้ง่ายขึ้น 2.การบริหารความเสี่ยงและวางแผนทำประกัน ความเสี่ยงในชีวิตที่ต้องเจอ มันมีเยอะมากๆ ดั่งคำว่า “ความแน่นอน ก็คือความไม่แน่นอน” วันนี้เราทำงานมีความสุขดี พรุ่งนี้เราอาจจะต้องเจอเรื่องที่แย่ที่สุดในชีวิตก็ได้ มันไม่มีใครรู้จริงๆ สิ่งที่เราทำได้ก็คือการบริหารความเสี่ยงของตัวเราเอง ปิดจุดอ่อนของตัวเราด้วยการประกันที่เหมาะสมกับตัวเรา เช่น ทำงานที่มีความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุวิศวกร ขับรถส่งอาหาร ขับรถบรรทุก >> ทำประกันอุบัติเหตุ เป็นหัวหน้าครอบครัวเป็นรายได้หลักให้กับคนในบ้าน >> ทำประกันชีวิต พ่อแม่เป็นโรคมะเร็ง สูบบุหรี่บ่อย >> ทำประกันโรคมะเร็ง ทำงานหนัก เจ็บป่วยบ่อย >> ประกันสุขภาพ ใช้ชีวิตคนเดียว ไม่มีภาระ >> ทำประกันบำนาญ เพื่อให้มีเงินใช้ในตอนเกษียณ สามารถดูรายละเอียดประกันเพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิก 3.การวางแผนการลงทุน หลายคนถามผมบ่อยมากว่า ทำไมต้องลงทุน เสี่ยงก็เสี่ยง แถมต้องมานั่งกังวลอีก ผมเลยอยากตอบตรงนี้เลยนะครับว่า เหตุผลสำคัญเลยที่เราต้องลงทุน ก็เพื่อชนะเงินเฟ้อ เงิน 100 ในวันนี้ซื้อข้าวได้ 1 จาน กับน้ำ 1 แก้ว แต่ 100 บาท ในอีก 10 ปี ข้างหน้า อาจจะซื้อได้แค่น้ำแก้วเดียว เราจึงจำเป็นต้องหาทางสร้างมูลค่าให้กับเงินกระเป๋าของเรา เลือกสินทรัพย์ที่จะลงทุนตามสิ่งที่เราถนัดและมีความรู้เป็นหลัก กลยุทธ์การลงทุน ลงทุนระยะสั้น: รับผลตอบแทนระยะสั้น เป้าหมายที่ใกล้ที่สุด ลงทุนระยะยาว: เน้นการเติบโตของเงินทุน รับผลตอบแทนระยะยาว เป้าหมายใหญ่ๆในชีวิตเช่น ลงทุนเพื่อการเกษียณ ลงทุนเพื่อเป็นเงินซื้อบ้าน ช่องทางการลงทุน ฝากออมทรัพย์: ความเสี่ยงต่ำ สภาพคล่องสูง ผลตอบแทนน้อย ฝากประจำ: ความเสี่ยงต่ำ สภาพคล่องปานกลาง ผลตอบแทนมากกว่าฝากออมทรัพย์ กองทุนรวม: กระจายความเสี่ยง มีหลายประเภท เหมาะกับนักลงทุนทุกระดับ หุ้น: โอกาสรับผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงสูง เหมาะกับนักลงทุนที่มีความรู้ และประสบการณ์ อสังหาริมทรัพย์: โอกาสรับผลตอบแทนจากค่าเช่า และมูลค่าที่ดินที่เพิ่ม 4.การวางแผนเพื่อวัยเกษียณ ทุกคนรู้หรือไม่ว่ามีคนไทยเพียง 5% เท่านั้น ที่สามารถเกษียณได้ แต่ยังมีคนไทยอีก 95% ที่ไม่สามารถเกษียณได้ เพราะมีเงินเก็บไม่เพียงพอเพื่อที่จะใช้ในตอนเกษียณ เพราะหลายคนมีความเข้าใจผิดว่า การเกษียณเป็นเรื่องของคนที่ใกล้เกษียณ แต่พอทำงานไปเรื่อยๆ เข้าใกล้วัยเกษียณจริงๆ กลายเป็นว่าไม่เหลือเวลาในการเก็บเงินเกษียณแล้ว แต่จริงๆแล้ว เราควรเริ่มต้นวางแผนการเกษียณตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงานเลย โดยปัจจุบันเรามีตัวช่วยในการวางแผนเกษียณดังนี้ การซื้อกองทุนรวม SSF และ RMF สำหรับพนักงานประจำ ก็เน้นออมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพราะมีข้อดีหลักๆคือทางบริษัทจะสมทบเงินเพิ่มให้ด้วย 5.การวางแผนภาษี มาถึงองค์ประกอบสุดท้ายของแผนการเงิน ก็คือ การวางแผนภาษี ซึ่งเป็นเรื่องที่ใครหลายคนมองข้าม เนื่องจากมองว่ามันเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก แต่ถ้าเรายิ่งมีรายได้มากขึ้น ภาษีที่ต้องเสียต่อปีก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย จะดีกว่าไหม ถ้าเราสามารถเปลี่ยนเงินจากการที่ต้องเสียภาษีไปทุกปี เปลี่ยนเป็นเงินออมในอนาคตให้กับเราได้ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อประกันสะสมทรัพย์ การลงทุนในกองทุนรวม SSF และ RMF เพื่อลดหย่อนภาษี สรุป ㅤㅤทั้ง 5 องค์ประกอบของการวางแผนการเงิน ล้วนสำคัญทั้ง 5 ข้อ ค่อยๆเริ่มต้นทำไปทีละองค์ประกอบ เริ่มจากการจัดทำงบการเงิน เพื่อให้มีกระแสเงินสดเหลือ และค่อยบริหารความเสี่ยง เพื่อไม่ให้เงินที่เราสะสมมาหายไป และแบ่งเงินบางส่วนนำไปลงทุนต่อเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง พอใช้ชีวิตไปสักระยะนึงก็เริ่มวางแผนวัยเกษียณให้กับตัวเอง เพื่อไม่เป็นภาระให้กับลูกหลาน และท้ายที่สุดก็คือการวางแผนภาษี เพื่อประหยัดเงินในส่วนนั้นไปใช้ในการลงทุนหรือซื้อประกันให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด อ่านบทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เคล็ดลับบริหารเงิน 3 ส่วน 50/30/20 เริ่มต้นวางแผนการเงินอย่างง่าย ด้วยโหล 6 ใบ เป้าหมายการเงินตามหลัก SMART ที่ควรมีติดตัวจนวันตาย

  ธนากร นวมรัตน์


  08 พฤษภาคม 2567

เริ่มเก็บเงินก้อนแรกได้ จัดการยังไงต่อดี ?

"เงินเก็บก้อนแรก” อุตส่าเก็บมาได้ หลายๆคนก็คงอยากได้ผลตอบแทนดีๆ เอาไว้ที่มันงอกเงยที่สุด ยิ่งถ้าคุณเชื่อในพลัง ผลตอบแทนต้น ก็จะยิ่งเห็นว่า พลังของมันมหาศาลแค่ไหน... แต่ถ้าผมบอกว่า.. “เงินเก็บก้อนแรก ควรใส่ไว้ในบัญชีเงินฝาก” ละ หลายคนก็คงเกิดคำถามว่า บัญชีเงินฝากผลตอบแทนน้อยนิด ยังไม่ต้องพูดถึงผลตอบแทน แม้แต่เงินเฟ้อยังแพ้เลย ทำไมผมถึงเลือกแบบนี้… วันนี้จะมาเล่าให้ฟังครับ ย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อน ผมก็เป็นคนนึงครับที่อยากได้ผลตอบแทนดีๆ อยากได้กำไรมากๆ เหมือนหลายๆคนนั่นแหละ ก็เงินแต่ละบาทเราอุตส่าห์หามาและกั้นใจที่จะไม่ใช้ มันก็ควรได้ผลตอบแทนสมน้ำสมเนื้อสิ แต่ว่าสิ่งที่เราเรียนรู้มาหรือเราพยายามทำความเข้าใจ มันมักจะเป็นด้านเดียวของผลตอบแทน คือ กำไร และแน่นอนว่าเหรียญมันก็ยังมีสองด้านเสมอ ซึ่งการลงทุนก็คงไม่ต่างกัน เมื่อเราต้องการผลตอบแทนสูง ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงที่สูง แล้วก็นั่นละ ไม่รู้ว่าด้วยความโลภของผม หรือความซวยของตัวเอง มันก็เลยนำพาให้เงินที่อุดส่าห์หามา ขาดทุน!!! และเวลานั้น อย่าว่าได้ผลตอบแทนสูงๆเลย ได้เงินต้นกลับมาก็ดีเท่าไหร่แล้ว ถึงตรงนี้… หลายคนอาจจะเกิดคำถามว่า ทำไมไม่ตัดขาดทุนตอนยังขาดทุนน้อยๆละ ? ใช่ครับ นั่นคือสิ่งที่ควรจะเป็นสำหรับการลงทุน แต่มันก็ขัดกับสัญชาตญาณมนุษย์ ว่าไหม… เราลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทน แต่จะมาขาดทุน ? ผมเชื่อว่าหลายๆคนทำได้ครับ แต่มันมีเงื่อนไขว่า คุณต้องเตรียมระบบมาดี มีจริตเป็นนักลงทุน หรือ มีความรู้มากพอ พูดง่าย แต่ทำจริงมันก็คงไม่ง่ายเท่าไหร่ สำหรับหลายๆคน รวมถึงผมด้วยในตอนนั้น และผมก็นึกถึงคำปลอบใจที่ติดตลก “ไม่ขาย ไม่ขาดทุน” ซึ่งนั่นก็จริงครับ แต่มันก็มีเงื่อนไขอยู่ ว่า มันจะใช้ได้กับสินทรัพย์การลงทุนที่พื้นฐานดี ยังมีอนาคต ที่ตลกร้ายกว่า มันทำได้ แต่ไม่ใช่สำหรับทุกๆคน “ เพราะเวลาของเราไม่เท่ากัน ” ถ้าคุณอ่านถึงตรงนี้ คงน่าจะพอเห็นภาพเรื่องตลกๆของผม หรือหลายคนก็คงกำลังยิ้มมุมปาก…ว่าเราเป็นเพื่อนกัน ซึ่งนี่ก็เลยวนมาตอบประโยคที่ผมบอกไปข้างต้นว่า “เงินเก็บก้อนแรก ควรใส่ไว้ในบัญชีเงินฝากก่อน” แล้วให้คุณตอนคำถามนี้ครับ 1.ถ้าเงินก้อนนี้ลงทุนที่เสี่ยงสูง หากขาดทุนอยู่ มีเงินใช้ในเวลาฉุกเฉินหรือเปล่า ? มันมีโอกาสที่หลายๆคน พอเริ่มเก็บเงินได้ เราก็อยากเอาเงินเก็บเกือบทั้งหมดไปเสี่ยงลงทุน เพื่อชนะเงินเฟ้อ เพื่อคาดหวังผลตอบแทน 10%-15% แต่พอมีเรื่องฉุกเฉินเข้ามา กลับต้องไปใช้สินเชื่อบุคคล 20% 2.ใช้เงินก้อนนี้เมื่อไหร่ ? เงินเก็บก้อนแรก มันมีแนวโน้มที่คุณจะใช้ไว เพราะเรามีเงินเก็บก้อนเดียว มันมีโอกาสว่ามันจะถูกใช้ไปกับเป้าหมายระยะสั้น ซึ่งมันก็ไม่ผิดนะครับ แต่ถ้าคุณรู้ว่ามันจะใช้เมื่อไหร่ คุณจะเอาเงินก้อนนี้ไปเก็บไว้ถูกที่ ถ้าบอกเงินก้อนนี้ ใช้ส่งลูกเรียน อีก 3 ปี แบบนี้ มันก็ไม่ควรเสี่ยง แต่ถ้าบอกว่าตั้งใจแล้ว แบ่งส่วนนี้เพื่อเกษียณ แบบนี้ คุณก็เสี่ยงสูงขึ้นได้ หรือ สามารถเลือกใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย หวังว่า เรื่องตลกปนน้ำตาของผม น่าจะทำให้หลายๆคนเห็นภาพมากขึ้น ใครที่ยังไม่โดน ก็ปรับแผนรับมือทัน ใครที่ยังไม่เริ่ม ก็น่าจะเห็นมุมมองอีกมุมครับ เริ่มต้นวางแผนวันนี้เพื่อสุขภาพการเงินที่ดี คลิกเลย -->https://bit.ly/3nwPHbL หรือ line: @lumpsumofficial #วางแผนการเงิน#รายได้#ออมเงิน#เก็บเงิน#การเงิน#เป้าหมายการเงิน#Lumpsum#ที่ปรึกษาทางการเงิน

  เทส ธนสิทธิ์


  20 กุมภาพันธ์ 2567

ลงทุนทองคำออนไลน์ มองหา efinGold

มีเงิน 1,000 เดียว ก็เป็นเจ้าของทองคำได้แล้ว ผ่าน efinGold ทองคำ เป็นสินทรัพย์ที่ใครหลายๆ คนให้การยอมรับ เห็นได้จากคุณพ่อ คุณแม่ และคุณปู่คุณย่า ที่จะชอบสะสมทองเอาไว้ ทั้งทองคำแท่งและทองรูปพรรณ เพราะนอกจากจะมีมูลค่าที่เพิ่มขึ้นทุกๆ ปีแล้ว ยังใช้เป็นเครื่องประดับในการออกงานต่างๆ ได้ด้วย แต่หลายคนก็มองว่าการซื้อทองเป็นสิ่งที่ยาก เพราะทองคำในปัจจุบันมีราคาแพง พอกำลังจะใกล้เก็บเงินซื้อได้ ราคาทองก็พุ่งสูงขึ้นไปอีก ทำให้เก็บเงินซื้อไม่ได้สักที จนล้มเลิกความพยายามไป แต่ช้าก่อนนนนนนนนนน ตอนนี้ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของทองคำได้แล้ว แค่ใช้เงินขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท ด้วยการทยอยลงทุนหรือออมทองผ่าน efinGold ที่ให้เราเริ่มต้นซื้อขายทองผ่านระบบออนไลน์ ไม่ต้องไปหน้าร้านให้เสียเวลา สามารถซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเสียค่าธรรมเนียม เพียงครั้งละ 0.05% คิดค่าธรรมเนียมที่ 0.05% โดยค่าธรรมเนียมขั้นต่ำอยู่ที่ 15 บาท/1 บาททอง พิเศษเฉพาะโพสต์นี้ เพื่อนๆ ชาว Lumpsum ที่สมัครผ่านโพสต์นี้ ฟรีค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย 3 เดือนเต็มๆ โดยต้องสมัครสมาชิกผ่านลิงก์นี้เท่านั้น เพื่อรับสิทธิ์ซื้อขายฟรีไม่มีค่าธรรมเนียม 3 เดือน คลิกที่นี่ ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา มีขึ้นมีลง โดยส่วนมากจะผันผวนสวนทางกับตลาดหุ้น ถ้าตลาดหุ้นดิ่งลง ทองคำก็จะพุ่งสูงขึ้นเห็นได้จากปี 2565 ที่ราคาทองพุ่งขึ้นจากบาทละ 28,000 จนไปแตะ 32,100 ในระยะเวลาอันสั้นจากสถานการณ์วิกฤตรัสเซียและยูเครน ทองคำจึงเป็นสินทรัพย์ที่ปกป้องความเสี่ยงได้อย่างดีเยี่ยมแถมผลตอบแทนของทองคำย้อนหลัง 10 ปีล่าสุดก็เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4.43% ต่อปี (สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากตั้งเยอะ) ถือไว้ยังไงก็ไม่ขาดทุน ข้อดีของทองคำก็ยังไม่หมดแค่นี้ ยังมีอีกหลายอย่างดังนี้ 1. สามารถชนะเงินเฟ้อได้ ข้อเสียอันใหญ่หลวงของการถือเงินสดไว้เฉยๆ คือการที่เราจะโดนเงินเฟ้อกัดกินไปในทุกๆ ปี เฉลี่ยปีละ 3% เห็นได้จากก๋วยเตี๋ยวที่เมื่อหลายปีก่อน ราคาเพียงชามละ 25 บาท แต่ในปัจจุบันราคาสูงถึง 40-50 บาทแล้ว กลับกันทองคำนั้นมีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 4.43% ต่อปี สามารถชนะเงินเฟ้อที่ 3% ได้สบายๆ 2. ให้ผลตอบแทนสูงกว่าฝากเงินกับธนาคาร การฝากธนาคารเราจะได้ดอกเบี้ยประมาณ 0.5 % เท่านั้น เทียบไม่ติดกับเงินเฟ้อเลย ซื้อทองมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่าเห็นๆ 3. มีสภาพคล่องสูง บางสินทรัพย์อย่าง บ้าน รถ ที่ดิน ต้องใช้ระยะเวลานานในการซื้อขาย แต่ทองคำเราสามารถ ไปเปลี่ยนเป็นเงินได้ตลอดเวลา 4. เป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยง ในช่วงที่ทั่วโลกอยู่ในภาวะวิกฤติที่มีความผันผวนสูง ตลาดหุ้นตก ทองคำจะเป็นหลุมหลบภัยชั้นดีเลย 5. เป็นสินทรัพย์ปลอดภาษี ทองคำแท่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภาษีเพราะเป็นการซื้อ-ขายสินทรัพย์ส่วนตัวของผู้ซื้อ-ขาย จึงได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เห็นข้อดีของทองกันมาเยอะ อยากซื้อทองเป็นของตัวเองแล้วใช่ม้าาาาาาาาาา ปัจจุบันเราสามารถลงทุนทองและซื้อทองได้ 2 ช่องทาง 1. ซื้อที่หน้าร้าน ข้อดี คือ - ได้เห็นทองจริงๆ สามารถนำกลับมาเชยชมได้เลย - ไม่เสียค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย แต่จะเสียค่ากำเหน็จแทนสำหรับทองรูปพรรณ โดยราคาค่ากำเหน็จจะอยู่ที่บาทละประมาณ 600-1,200 บาท ส่วนทองแท่งจะเสียค่าบล็อคอยู่ที่บาทละ 150 บาท 2. ซื้อผ่านออนไลน์ ข้อดีคือ - สามารถทยอยซื้อได้ โดยไม่ต้องใช้เงินก้อน - ปลอดภัย ไม่ต้องกลัวทองหายระหว่างทาง - ซื้อง่าย ขายคล่องได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง - ซื้อได้ผ่านระบบออนไลน์ไม่ต้องไปไกลถึงหน้าร้าน*** ข้อดีของการซื้อผ่านระบบออนไลน์เยอะขนาดนี้ต้องจัดแล้วไหมมมม ถ้าใครที่กำลังลังเลว่าจะลงทุนทองผ่านระบบออนไลน์ดีไหมต้องมาลองลงทุนทองออนไลน์ผ่าน efinGold เลย เพราะมีดีมากกว่าการซื้อหน้าร้านเป็นไหนๆ พิเศษ สำหรับชาว Lumpsum จากปกติที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมทุกครั้งในการซื้อขาย 0.05%แต่เพื่อชาว Lumpsum ทาง efinGold ให้ฟรีค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย 3 เดือนเต็ม หลังจากสมัครสมาชิก เทรดกันให้กระจาย ซื้อขายกันให้กระหน่ำไปเลยยยยยยยยยยย !!!สมัครสมาชิก eFin Gold ได้เลยผ่านลิงก์นี้ ขั้นตอนการกดรับสิทธิ์ซื้อขายฟรี 3 เดือน ในหัวข้อสุดท้ายของการสมัครสมาชิก จะมีคำถามว่า“คุณรู้จัก efinGold ได้อย่างไร”ให้เรากดเลือกที่มาจาก Lumpsum แล้วกด“ยืนยัน”เท่านี้ทุกคนก็จะได้รับสิทธิ์ซื้อขายทองคำฟรี 3 เดือนเต็ม แบบไม่เสียค่าธรรมเนียมแล้ววว สมัครง่าย ทำได้เลยเพียง 3 ขั้นตอน สมัครฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย 1.กรอกข้อมูล/ส่งเอกสาร 2.รอตรวจสอบ/อนุมัติ 3.เริ่มลงทุนได้เลยยยยย

  ธนากร นวมรัตน์


  04 กรกฎาคม 2566

หลักการอ่าน Fund Fact Sheet สำหรับนักลงทุนมือใหม่

เวลาเราจะซื้อของซักหนึ่งอย่างเรามักจะหาข้อมูลของของชิ้นนั้นเช่น ถ้าจะซื้อขนมซักซอง ที่เรายังไม่เคยกินมาก่อนแน่นอนว่าเรายังไม่รู้ว่ารสชาติของขนมซองนั้นเป็นอย่างไรแต่เราอาจจะพอรู้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ผ่านรูปบนซอง และแน่นอนว่าก่อนจะซื้อขนมซองนั้นเราจะต้องอ่านรายละเอียดบางอย่างที่ระบุบนซองก่อนตัดสินใจซื้อ หากเปรียบเทียบกองทุนเป็นขนมซองนั้น Fund Fact Sheet ก็จะเปรียบเสมือนรายละเอียดที่อยู่บนซองขนมให้เราได้อ่าน ทำความเข้าใจว่ากองทุนที่เรากำลังสนใจ Fund Fact Sheet หรือ หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญของกองทุนรวม เป็นส่วนที่แสดงรายละเอียดเบื้องต้น แต่ครบถ้วนของกองทุนรวมฉะนั้น Fund Fact Sheet จะทำให้เราได้รู้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับกองทุนที่เราสนใจอย่างครบถ้วน หลักการอ่าน Fund Fact Sheet สำหรับมือใหม่เริ่มต้นกองทุนรวม 1. รู้ประเภทกองทุนและนโยบายการลงทุน • เริ่มจากการอ่านชื่อกองทุน • ดูประเภทของกองทุน ว่าเป็นกองทุนประเภทไหน เช่น กองทุนตลาดเงิน กองทุนตราสารหนี้ กองทุนตราสารทุน (หุ้น) เป็นต้น • อ่านนโยบายและกลยุทธ์การลงทุน ว่านมีนโยบายการลงทุนในสินทรัพย์อะไร และวางกลยุทธ์ในการบริหารอย่างไร (เชิงรุกหรือตั้งรับ) 2. รู้ลักษณะความเสี่ยงและผลตอบแทน • กองทุนรวมแบ่งความเสี่ยงออกเป็น 8 ระดับ ดูว่ากองทุนที่เราสนใจมีความเสี่ยงระดับไหน และควรเลือกลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงในระดับที่เรายอมรับได้ • ดูความผันผวนของส่วนต่างผลการดำเนินงานและดัชนีชี้วัด (Tracking error) เพื่อดูว่าผู้จัดการกองทุนสามารถลงทุนได้ใกล้เคียงกับตัวชี้วัด (Benchmark) ได้มากน้อยแค่ไหน • ดู Maximum Drawdown (อัตราการขาดทุนสูงสุดของกองทุนในอดีต) เพื่อดูความสามารถในการจัดการความเสี่ยงของผู้จัดการกองทุน • โดยปกติเราและกองทุนจะคาดหวังผลตอบแทนสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของกองทุนตามหลัก High Risk High Return 3. รู้พอร์ตการลงทุน การดูพอร์ตการลงทุนของกองทุน ทำให้เรารู้ว่าตรงกับนโยบายการลงทุนหรือไม่ เป็นการลงทุนแบบเจาะจง หรือมีการกระจายการลงทุน และหากลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ ก็ควรไปดูทั้งปัจจัยมหภาคว่าประเทศนั้นเป็นอย่างไร และปัจจัยจุลภาคว่าบริษัทนั้นมีทิศทางที่ดีหรือไม่ 4. รู้ผลงานในอดีต • ดูผลการดำเนินงานย้อนหลังเปรียบเทียบกับตัวชี้วัด (Benchmark) เพื่อดูความสามารถของผู้จัดการกองทุน • ผลการดำเนนงานในอดีตของกองทุนรวม ไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต 5. รู้ค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขการซื้อขาย • ดูว่ากองทุนเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอะไรบ้าง มากน้อยแค่ไหน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเปรียบเทียบกับการทุนที่มีนโยบายการลงทุนเหมือนหรือใกล้เคียงกัน • ปกติค่าธรรมเนีบมจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุน กับค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วย สรุป!! Fund Fact Sheet เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ครบถ้วนของกองทุนที่เราสนใจ ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมือเก๋า ควรอ่านก่อนที่จะตัดสินใจซื้อขายกองทุนนะครับ ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา, ที่ปรึกษาการลงทุน AFPT

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  25 พฤษภาคม 2566

กองทุนรวม Active vs Passive เลือกลงทุนแบบไหนดี

หากแบ่งกองทุนรวมตามความคาดหวังผลตอบแทน จะแบ่งงออกได้เป็น 2 ประเภท คือ Active Fund (เชิงรุก) กับ Passive Fund (ตั้งรับ) Active Fund Active Fund เป็นกองทุนที่มีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีอ้างอิง (Benchmark) หรือต้องการเอาชนะตลาด ผู้จัดการกองทุนจะต้องใช้ความสามารถในการเลือกหลักทรัพย์เข้าพอร์ต โดยมีแนวทางการวิเคราะห์ในการเลือกหลักทรัพย์ 2 แบบได้แก่ 1. Top-down Analysis จะวิเคราะห์จากภาพรวมเศรษฐกิจ และลงไปในระดับอุตสาหกรรม ก่อนที่จะเลือกหุ้นแต่ละตัวจากปัจจัยพื้นฐาน 2. Bottom-up Analysis จะตรงกันข้ามจากวิธี Top-down คือเป็นการเลือกตัวหลักทรัพย์ก่อนที่จะพิจารณาปัจจัยด้านอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจการลงทุนแบบ Active Fund สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามภาวะตลาด ทำให้มีโอกาสสร้างกำไรได้มากกว่าในช่วงที่ตลาดไม่ไปไหน และเหมาะสำหรับการลงทุนที่เน้นโอกาสทำกำไรระยะสั้นด้วยกลุทธ์ที่ต้องการเอาชนะตลาด การลงทุนจึงพึ่งพาความสามารถของผู้จัดการกองทุนเป็นหลัก จึงมีค่าธรรมเนียมแพงกว่า Passive Fund และด้วยเป็นการลงทุนแบบจับจังหวะตลาด จึงมักเกิดการกระจุกตัวของสินทรัพย์ที่ลงทุน ซึ่งตามมาด้วยความเสี่ยงที่สูงขึ้น แต่นั่นก็แลกมากับโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ตามหลัก “High Risk High Return” Passive Fund Passive Fund เป็นกองทุนที่เน้นสร้างผลตอบแทนให้ได้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง (Benchmark) ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จึงมีอีกชื่อเรียกว่า “Index Fund” อย่างไรก็ตาม Passive Fund มีโอกาสที่ผลตอบแทนอาจจะสูงหรือต่ำกว่า Benchmark ได้ เนื่องจากสินทรัพย์ที่กองทุนไปลงทุนอาจไม่ได้เหมือนกับดัชนีอ้างอิงแบบ 100%ด้วยกลยุทธ์ที่ต้องการให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับตลาด Passive Fund จึงมีค่าธรรมเนียมและความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากเป็นการลงทุนตามดัชนีอ้างอิง ช่วยลดต้นทุนในการบริหารจัดการ และลดความเสี่ยงจากการเลือกหลักทรัพย์ผิดตัวหลายคนอาจมีข้อสงสัยว่าทำไมถึงต้องเลือกลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามตลาด แทนที่จะลงทุนเพื่อให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาด คำตอบก็คือในตลาดที่มีประสิทธิภาพ จะไม่มีใครสามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดระยะยาวสอดคล้องกับ Warren Buffett ที่เสนอแนวคิดที่น่าสนใจไว้ว่า “ไม่มีนักลงทุนคนไหนที่สามารถเอาชนะตลาดได้ในระยะยาว” และสิ่งที่เป็นศัตรูของนักลงทุนมากที่สุดก็คือ “ค่าใช้จ่าย” และ “อารมณ์”ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนแบบ Passive Fund จึงเหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว หากเปรียบเทียบ Active Fund กับ Passive Fund เป็นการเลือกซื้อผลไม้ Active Fund Active Fund จะเป็นการเลือกซื้อผลไม้ที่มีผู้เชี่ยวชาญมาคัดผลไม้ที่คิดว่าดีแทนเรา โดยคิดว่าจะได้ผลที่สวย และรสชาติดีทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงตอนซื้อจะยังไม่เห็นข้างในว่าสวยรึเปล่า สุกหรือยัง แข็งหรือเละเกินไปมั้ย แม้จะพยายามคัดลูกที่สวยและคิดว่าดีที่สุด แต่หากคนซื้อยังไม่เก่งพอ ก็อาจจะเลือกลูกสวยแต่ข้างในยังไม่สุกเป็นส่วนใหญ่ก็เป็นได้ Passive Fund Passive Fund จะเป็นการซื้อเหมาเข่ง ถ้าในเข่งมี 100 ลูก อาจจะได้ทั้งของดีและไม่ดีคละเคล้ากันไป (แต่คาดว่าจะได้ของดีเป็นส่วนใหญ่ จากการซื้อกับร้านที่น่าเชื่อถือ) ข้อเสียของการเลือกซื้อผลไม้แบบ Passive Fund คือ ถ้าหากในเข่งมีซักผลกำลังจะเน่า ก็อาจทำให้ลูกอื่นเน่าตามไปด้วย และเวลาซื้อเหมาเข่งจะซื้อตามฤดูกาล ปกติจะทุกไตรมาส ครึ่งปี หรือปีละครั้ง กว่าจะหยิบลูกที่เน่าเสียออกไป ก็อาจจะทำให้ทั้งเข่งนั้นเน่าไปหมดแล้วก็เป็นได้ สรุป Active Fund เชื่อว่าผู้จัดการกองทุนคัดของดีมาให้ ส่วน Passive Fund เชื่อว่าส่วนใหญ่จะได้ของดี ซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีกับข้อด้อยแตกต่างกัน ฉะนั้น จึงไม่มีทางไหนดีกว่า แต่ละแนวทางมีข้อดีและข้อด้อยในตัวเอง ที่เราสามารถนำข้อดีของแต่ละแบบไปวางกลยุทธ์ในการจัดพอร์ต ก็จะทำให้พอร์ตกองทุนของเรามีโอกาสเติบโตได้อย่างมั่นคงนั่นเอง กองทุนรวม Active vs Passive

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  11 พฤษภาคม 2566

จุดเริ่มต้นการเป็นนักลงทุนที่ดี

ใครก็เป็นนักลงทุนได้ แต่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นนักลงทุนที่ดี นักลงทุนที่ดีควรมี 3 ข้อ 1. โฟกัส และรู้จักตนเอง การจะเป็นนักลงทุนที่ดี สิ่งแรกที่เราควรจะโฟกัสและรู้จักให้ดีที่สุดคือ “รู้จักตนเอง” อย่างน้อยต้องรู้ว่าสิ่งที่เราทำได้ดีหรือถนัดคืออะไร ในโลกการลงทุนจะแบ่งนักลงทุนออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือนักลงทุน ที่ถนัดมองภาพปัจจัยพื้นฐานเป็นสำคัญ จึงเหมาะกับการลงทุนระยะยาว กับอีกกลุ่มที่เป็นนักเก็งกำไร ถนัดใช้เครื่องมืออย่างเช่น สัญญาณกราฟทางเทคนิคต่าง ๆ จึงเหมาะกับการเก็งกำไรระยะสั้น 2. รู้ว่าสิ่งที่ควรเพิ่มหรือลดคืออะไร สิ่งที่นักลงทุนทุกคนควรเพิ่ม คือ การเพิ่มความรู้อย่างสม่ำเสมอ ทำตัวเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว เพราะโลกการลงทุนหมุนไป เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ความรู้หรือทักษะแบบเดิมที่เคยทำ เคยใช้แล้วประสบความสำเร็จ เมื่อเวลาเปลี่ยนไปอาจจะใช้ไม่ได้แล้วก็ได้ ฉะนั้น จำเป็นต้องเรียนรู้อยู่อย่างสม่ำเสมอส่วนสิ่งที่นักลงทุนทุกคนควรลด คือ ความโลภ เพราะหากความโลภเข้าครอบงำ มักจะขาดสติ ออกจากแผนการลงทุน จนนำมาซึ่งหายนะ กล่าวคือ เราควรอยากได้ อยากมี ให้สอดคล้องกับความสามารถในการลงทุนของเรา (มีความรู้เท่าหางอึ่ง แต่ริอาจไปเทรดตราสารอนุพันธ์ หรือกลัวเงินต้นหาย แต่ไปเทรดคริปโท แบบนี้ไม่ทำนะครับ) 3. รู้ว่าสิ่งที่ควรเริ่มหรือเลิกทำคืออะไร ต้อง!! เลิกรอจากเพื่อนหรือคนรู้จัก ถ้าทำแบบนี้เท่ากับว่าเราต้องรออย่างนี้ไปตลอดชีวิต หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คือ รอปลาจากเพื่อน แทนที่จะให้เพื่อนสอนวิธีจับปลา นั่นคือ เราควรให้เพื่อนหรือคนรู้จักสอนวิธีการลงทุน เช่น การลงทุนในหุ้นว่าต้องทำอย่างไร ทั้งแนวคิดและวิธีการ ไม่ใช่รอขอแต่หุ้น เป็นต้นหลังจากมีมุมมองการลงทุนที่ถูกต้องแล้ว รู้จักและเข้าใจอย่างถูกต้องทั้งแนวคิดและวิธีการ ต้องลงมือทำ!! (ข้อนี้สำคัญที่สุด) เพราะหากรู้จักทฤษฎีแต่ไม่ปฏิบัติก็คงเปล่าประโยชน์ และในวันที่ลงมือทำแล้ว ต้องทำอย่างสม่ำเสมอจนกลายเป็นวินัยการลงทุนไม่มีวิธีการลงทุนที่ดีที่สุด มีแค่เพียงวิธีการลงทุนที่เหมาะสมที่สุด (กับตัวเรา) วิธีการเป็นนักลงทุนที่ดี

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  09 กุมภาพันธ์ 2566

ออมทอง ปกป้องความเสี่ยง สร้างความมั่งคั่ง

ทองคำเป็นโลหะมีค่าที่มีคุณสมบัติพื้นฐานครบ 4 ข้อ คือ 1. งดงามมันวาว 2. คงทน ไม่ขึ้นสนิม ไม่หมอง และไม่ผุกร่อน แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนับพันปีก็ตาม 3. หายาก เพราะกว่าจะได้ทองคำมาหนึ่งออนซ์ (31.1034 กรัม) ต้องถลุงก้อนแร่ที่มีทองคำถึงหลายตัน และต้องขุดเหมืองลึกลงไปหลายสิบเมตร 4. นำกลับไปใช้ได้ สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ด้วยการหลอมได้อีกนับครั้งไม่ถ้วนด้วยเหตุนี้ นอกจากจะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องประดับแล้วและใช้งานในภาคอุตสาหกรรมแล้ว ทองคำยังถูกนำไปตีมูลค่าสำหรับการแลกเปลี่ยน และใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศอีกด้วยนอกจากนี้ ทองคำยังแสดงถึงความมั่งคั่ง จนเกิดสำนวนที่ว่า “มีเงินนับเป็นน้อง มีทองนับเป็นพี่”ใครอยากเป็นพี่ มาออมทองกันเถอะครับเพราะนอกจากปกป้องความเสี่ยงแล้ว ยังช่วยสร้างความมั่งคั่งเพื่ออนาคตให้กับเราอีกด้วย ทำไมต้องลงทุนใน "ทองคำ" ทำไมต้องลงทุนในทองคำ "ผมเชื่อว่าการพิจารณาเพิ่มทองคำในพอร์ตการลงทุนจะเป็นทั้งการลดความเสี่ยงและเพิ่มผลตอบแทน" Ray Dalio ผู้บริหาร Hedge Fund ที่ใหญ่ที่สุดในโลกกล่าว “ทองคำ” เป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ มีมูลค่าในตัวเอง ไม่เคลื่อนไหวไปตามตลาดหุ้น จึงมักถูกนำมาใช้ป้องกันความเสี่ยงของพอร์ต จนถูกเรียกว่า สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Heaven) และยังช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในช่วงที่การลงทุนในสินทรัพย์อื่นเป็นขาลง ทำไมต้องออมทอง ทำไมต้องออมทอง "การออมทอง" คือหนึ่งในเครื่องมือออมรูปแบบหนึ่ง ที่เป็นการซื้อทองคำแท่งสะสมในทุก ๆ เดือน สามารถกำหนดเงินที่จะออมได้ เมื่อออมครบตามน้ำหนักทองหรือตามระยะเวลาที่กำหนดก็สามารถเบิกถอนเป็นทองคำออกมาเก็บไว้ที่ตัวเองได้ คล้ายกับการออมเงินในธนาคาร เพียงแต่ว่าจะไม่มีดอกเบี้ยให้เหมือนเงินบ่าย แต่ก็ไม่ต้องรอสะสมเงินจนครบเป็นก้อนใหญ่ถึงจะไปซื้อทองได้ การออมทองเหมาะสำหรับคนที่ต้องการลงทุนในทองคำ แต่สามารถทยอยซื้อทองด้วยเงินจำนวนน้อย ๆ หรือคนที่ต้องการสะสมทองคำเป็นมรดกไว้ให้ลูกหลาน และคนที่ต้องทองคำในแง่ความสุข ความมั่งคั่งทางจิตใจอีกด้วย วิธีการคำนวณปริมาณทอง วิธีการคำนวณปริมาณทอง จากสมการจะเห็นว่าตัวหารคือราคาที่เราซื้อ นั่นหมายความว่าหากราคาต่ำลง เราก็จะได้ปริมาณทองเพิ่มขึ้น แต่หากราคาทองสูงขึ้นเราก็จะได้ปริมาณทองน้อยลงนั่นเอง ตัวอย่าง เดือนที่ 1 ราคาทองขายออกบาทละ 30,000 บาท หากออม 1,000 บาท จะได้ปริมาณทองคำ 0.5081 กรัม พอเดือนที่ 2 ราคาทองลดลงเหลือ 28,000 บาท หากออม 1,000 บาท จะได้ปริมาณทองคำ 0.5444 กรัม สูตรกำหนดราคาทองคำไทย สูตรกำหนดราคาทองคำไทย ราคาทองคำไทยมาจากการคำนวณตามสมการ ราคาทองคำไทย = ราคาทองคำในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ x อัตราแลกเปลี่ยน x อัตราการทอนค่าความบริสุทธิ์ x อัตราการทอนค่าน้ำหนัก อัตราการทอนค่าความบริสุทธิ์ เป็นการทอนค่าความบริสุทธิ์ของทองคำ เนื่องจากไทยใช้ค่าบริสุทธิ์ที่ 96.5% ต่างจากทองคำโลกที่ใช้ค่าบริสุทธิ์ 99.5% ในการคำนวณราคาทองคำไทยจึงต้องทอนค่าบริสุทธิ์ที่ค่า 965/995 อัตราการทอนค่าน้ำหนัก เนื่องจากราคาทองคำโลกมีหน่อยเป็นทรอยออนซ์ แต่ทองคำแท่งของไทยมีหน่วยเป็นบาท จึงต้องทอนค่าน้ำหนักเปลี่ยนหน่วยทรอยออนซ์เป็นบาท ที่อัตรา 15.244/31.1034 จากตัวเลขข้างต้น จะเห็นว่าอัตราการทอนค่าความบริสุทธิ์กับอัตราการทอนค่าน้ำหนัก เป็นค่าคงที่ ฉะนั้น ราคาทองคำไทยจึงขึ้นอยู่กับ 2 ตัวแปร คือ ราคาทองคำในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ กับอัตราแลกเปลี่ยน โดยปกติราคาทองคำโลกมักจะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) ทำให้ราคาทองคำไทยจึงขาดทุนด้านหนึ่งและมีกำไรอีกด้านหนึ่งเสมอ จากตัวอย่างจะเห็นว่า ในวันที่ 5 ม.ค. 66 เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่า ราคาทองโลกอ่อนตัวลง แต่ถ้าสังเหตุให้ดีจะเห็นว่า ราคาทองโลกกลับอ่อนตัวมากกว่าเงิน USD แข็งค่า (เงินบาทอ่อนค่า) กล่าวคือ ในสภาวะที่ค่าเงิน USD แข็งค่า (อ่อนค่า) ราคาทองคำมักจะปรับตัวลง (เพิ่มขึ้น) สูงกว่าค่าเงินที่เปลี่ยนไป หมายเหตุ : ตัวอย่างเป็นเพียงการคำนวณตามทฤษฎีเท่านั้น บทสรุป ออมทองปกป้องความเสี่ยง สร้างความมั่งคั่งเพื่ออนาคต บทสรุป ออมทองปกป้องความเสี่ยง สร้างความมั่งคั่งเพื่ออนาคต บทความที่เกี่ยวข้อง เรื่องน่ารู้...ราคาทองคำ

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  18 มกราคม 2566

เรื่องน่ารู้ ราคาทองคำ

เรื่องน่ารู้...ราคาทองคำราคาทองคำไทย จะเหมือนหรือต่างจากทองคำโลกอย่างไร ?ปัจจัยอะไรบ้างส่งผลต่อราคาทองคำ ?ควรลงทุนในทองคำหรือไม่ ?วันนี้ LUMPSUM จึงจะพาทุกคนไปหาคำตอบพร้อมกันครับ ราคาทองคำโลก ราคาทองคำโลก LBMA (London Bullion Market Association) คือ สมาคมตลาดทองคำแห่งลอนดอน จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 1987 ทำหน้าที่เกี่ยวกับการซื้อขาย แลกเปลี่ยนทองคำในตลาดลอนดอน อีกทั้งยังเป็นตัวแทนในการทำสัญญากับระหว่างตลาด และควบคุมการซื้อขายทองคำให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์มาตรฐานเดียวกัน โดยสมาชิกของ LBMA ประกอบไปด้วย ธนาคาร โบรกเกอร์ ผู้รับส่งสินค้า และผู้ผลิตทองคำ เป็นต้น ปัจจัยที่มีผลต่อราคาทองคำโลก ปัจจัยที่มีผลต่อราคาทองคำโลก 1. อัตราดอกเบี้ย แปรผกผันกับราคาทองคำ กล่าวคือ ในภาวะเศรษฐกิจดี อัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น (บางครั้งเพื่อสกัดความร้อนแรงเกินไปของภาวะเศรษฐกิจ) เงินทุนจะไหลเข้าไปยังสินทรัพย์เสี่ยง ราคาทองจึงปรับตัวลง แต่กลับกันในภาวะเศรษฐกิจไม่ดี อัตราดอกเบี้ยเป็นขาลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เงินทุนจะไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ ราคาทองจึงปรับตัวสูงขึ้น 2. ราคาน้ำมัน ทองคำจะแปรผันตรงกับราคาน้ำมัน กล่าวคือราคาน้ำมันเป็นขาขึ้น ราคาทองก็มักจะปรับขึ้นตาม หากราคาน้ำมันเป็นขาลง ราคาทองก็จะปรับตัวลงตามไปด้วย โดยราคาน้ำมันจะส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อก่อน หากราคาน้ำมันเป็นขาขึ้น โดยเฉพาะถ้าพุ่งขึ้นแรง ๆ เงินเฟ้อก็จะยิ่งพุ่งตาม จนส่งผลกระทบต่อต้นทุนกิจการ และการจับจ่ายใช้สอยประชาชน ทำให้เศรษฐกิจเริ่มตึงตัว ทองคำก็จะน่าดึงดูดในแง่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยนั้นเอง เพราะนักลงทุนจะเริ่มมองว่าเศรษฐกิจกำลังจะเข้าสู่ช่วงชะลอตัว แต่หากช่วงไหนราคาน้ำมันถูก เงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลง ราคาทองคำก็มักถูกลงตามไปด้วย 3. ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาทองคำจะแปรผกผันกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) กล่าวคือ หาก USD อ่อนค่า ราคาทองก็จะปรับเพิ่มขึ้น แต่หาก USD แข็งค่า ราคาทองก็จะปรับลดลง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในช่วงที่ค่าเงิน USD อ่อนค่า นักลงทุนจะมองว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่เหมาะกับการสะสมมูลค่า ไม่ด้อยค่าลงอย่างสกุลเงินUSD 4. อุปสงค์/อุปทาน ราคาทองคำขึ้นอยู่กับความต้องการ หากมีอุปสงค์ (ความต้องการซื้อเพิ่มขึ้น) ราคาทองก็จะปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่หากมีอุปทาน (ความต้องการขายเพิ่มขึ้น) ราคาทองก็จะปรับตัวลงนั่นเอง สูตรกำหนดราคาทองคำไทย สูตรกำหนดราคาทองคำไทย ราคาทองคำไทยมาจากการคำนวณตามสมการ ราคาทองคำไทย = ราคาทองคำในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ x อัตราแลกเปลี่ยน x อัตราการทอนค่าความบริสุทธิ์ x อัตราการทอนค่าน้ำหนัก อัตราการทอนค่าความบริสุทธิ์ เป็นการทอนค่าความบริสุทธิ์ของทองคำ เนื่องจากไทยใช้ค่าบริสุทธิ์ที่ 96.5% ต่างจากทองคำโลกที่ใช้ค่าบริสุทธิ์ 99.5% ในการคำนวณราคาทองคำไทยจึงต้องทอนค่าบริสุทธิ์ที่ค่า 965/995 อัตราการทอนค่าน้ำหนัก เนื่องจากราคาทองคำโลกมีหน่อยเป็นทรอยออนซ์ แต่ทองคำแท่งของไทยมีหน่วยเป็นบาท จึงต้องทอนค่าน้ำหนักเปลี่ยนหน่วยทรอยออนซ์เป็นบาท ที่อัตรา 15.244/31.1034 จากตัวเลขข้างต้น จะเห็นว่าอัตราการทอนค่าความบริสุทธิ์กับอัตราการทอนค่าน้ำหนัก เป็นค่าคงที่ ฉะนั้น ราคาทองคำไทยจึงขึ้นอยู่กับ 2 ตัวแปร คือ ราคาทองคำในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ กับอัตราแลกเปลี่ยน โดยปกติราคาทองคำโลกมักจะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) ทำให้ราคาทองคำไทยจึงขาดทุนด้านหนึ่งและมีกำไรอีกด้านหนึ่งเสมอ จากตัวอย่างจะเห็นว่า ในวันที่ 5 ม.ค. 66 เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่า ราคาทองโลกอ่อนตัวลง แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า ราคาทองโลกกลับอ่อนตัวมากกว่าเงิน USD แข็งค่า (เงินบาทอ่อนค่า) กล่าวคือ ในสภาวะที่ค่าเงิน USD แข็งค่า (อ่อนค่า) ราคาทองคำมักจะปรับตัวลง (เพิ่มขึ้น) สูงกว่าค่าเงินที่เปลี่ยนไป หมายเหตุ : ตัวอย่างเป็นเพียงการคำนวณตามทฤษฎีเท่านั้น ประโยชน์ของการลงทุนทองคำ ประโยชน์ของการลงทุนทองคำ - เป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยง ทองคำเคลื่อนไหวตรงกันข้ามกับ หุ้น ตราสารหนี้ อัตราดอกเบี้ย - ทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ต่างประเทศ ทองคำซื้อขายในสกุล USD จึงเปรียบเสมือนว่าการลงทุนในทองคำเป็นการถือสินทรัพย์ที่เป็นสกุล USD ซึ่งเป็นการกระจายความเสี่ยงจากการถือสินทรัพย์ที่เป็นเงินบาทเพียงอย่างเดียว บทสรุป เรื่องน่ารู้...ราคาทองคำ บทสรุป เรื่องน่ารู้...ราคาทองคำ บทความที่เกี่ยวข้อง ออมทอง ปกป้องความเสี่ยง สร้างความมั่งคั่งเพื่ออนาคต

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  18 มกราคม 2566

ปั้นพอร์ตเงินล้าน ยากสุดแค่ "ล้านแรก"

หากว่ากันตามตรง "ล้านแรก" ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเราเริ่มต้นจาก 0ต้องลงมือทำ ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่หมด ใส่ความคิด แรงกายและหยาดเหงื่อ เพื่อที่จะได้เงิน "ล้านแรก" มาแต่เชื่อมั้ยครับว่า "ล้านต่อไป" มันจะง่ายขึ้นแต่จะง่ายขึ้นเพราะอะไรนั้นเราไปหาคำตอบพร้อมกันดีกว่าครับ 3 พลังประสาน สร้างพอร์ตเงินล้าน 3 พลังประสาน สร้างพอร์ตเงินล้าน สำหรับการปั้นพอร์ตการลงทุน 3 สิ่งนี้จะคอยสอดประสานช่วยกัน 1. เงินต้น ยิ่งมากยิ่งดี เทียบได้กับโลกของการทำธุรกิจ ยิ่งทุนหนา สายป่านยาว ก็ยิ่งได้เปรียบ กับโลกการลงทุนก็ไม่ต่างกัน 2. ผลตอบแทน ยิ่งสูงยิ่งดี เพราะยิ่งทบกับเงินต้นที่ลงทุนไปก็ยิ่งโตเร็วเท่านั้น เสมือนปลูกต้นไม้ถูกกับสภาพดินและอากาศ 3. เวลา ยิ่งนานยิ่งดี ช่วยสะสมความมั่งคั่ง และลดความเสี่ยงจากความผันผวน ทำไมเงินล้านแรกถึงหายากที่สุด ? ทำไมเงินล้านแรกถึงหายากที่สุด ล้านแรกยากที่สุด ใช้เวลานานที่สุด เพราะเราเริ่มต้นจาก 0 แต่พอล้านต่อไป (ล้านที่สอง สาม สี่ และล้านต่อไป) เราไม่ได้เริ่มต้นจาก 0 อย่างล้านที่ 2 เราต่อยอดจากล้านแรก ล้านที่ 3 มีต้นทุนจาก 2 ล้านแรก ฉะนั้น ยิ่งเราลงมือทำต่อเนื่อง เงินล้านต่อไปก็จะยิ่งง่ายและใช้เวลาน้อยลง ทำไมเงินล้านต่อไปถึงง่ายขึ้น ? ทำไมเงินล้านต่อไปถึงง่ายขึ้น ล้านต่อไปจะง่ายยิ่งขึ้น เพราะไม่ได้เริ่มจาก 0 แถมในโลกความเป็นจริง เรามักจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ตามอายุหรือตามประสบการณ์ ฉะนั้น เราจึงสามารถนำเงินมาลงทุนเพิ่มได้ และหากทำได้สม่ำเสมอ เงินต้นที่เรานำมาลงทุนเพิ่มในแต่ละปีก็ยิ่งทำให้ตั้งแต่ล้านที่ 2 เป็นต้นไป ทำได้ง่ายและเร็วขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย บทสรุป บทสรุป

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  24 พฤศจิกายน 2565

วางแผนการเงินเหมือนกัน ทำไมบางคนปัง บางคนพัง

เงินจำนวนเท่ากัน แต่การจัดลำดับความสำคัญต่างกัน...การวางแผนการเงินจึงเป็นเรื่องของทุกคน เงินจำนวน 10,000 / 100,000 / 1,000,000 บาทถ้ามองที่จำนวนของเงินก็ดูคล้ายกัน ไม่ว่าเงินจำนวนนี้จะอยู่กับผมหรือคุณ มันก็สามารถทำให้เราเอาไปใช้ตามเป้าหมายต่างๆที่เราต้องการได้ แต่นั่นมันเป็นแบบนั้นจริงๆ ใช่ไหม ?จำนวนเงินเท่ากันของเราสามารถจัดการคล้ายกันได้จริงๆใช่ไหม ? หลากหลายคำถามที่หลายๆคนส่งข้อมูลมาให้เราร่วมวางแผนการเงินLumpsum มีโครงการรับวางแผนการเงิน ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย คลิกเลย! เป้าหมายพื้นฐานคล้ายกัน… อยากซื้อบ้าน / อยากซื้อรถ / อยากลงทุน ตอนนี้มีเงินเก็บอยู่ก้อนนึงเอาไปทำอะไรดี ? แต่หากมองลึกลงไปเมื่อบริบทเราต่างกัน จำนวนเงินเท่ากัน แม้เป้าหมายคล้ายกัน แต่การวางแผนจัดลำดับความสำคัญของเงินอาจไม่เท่ากัน สมมติ มีนาย A กับนาย B นาย A มีเงินเก็บ 300,000 บาท มีค่าใช้จ่าย เดือนละ 50,000 บาท มีเป้าหมายอยากดาวน์รถสักคัน นาย A อาจจะต้องพิจารณาบริบทตัวเอง ว่าถ้านำเงินเก็บก้อนนี้ไปดาวน์รถทั้งหมด หากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในขณะผ่อนรถจะจัดการยังไง หรือแม้แต่หากมีเรื่องฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินจะทำยังไง ? เงินเก็บ 300,000 บาท ที่มีตอนนี้อาจจะเหมาะแก่การเป็นเงินสำรอง 6 เดือน ซึ่งหากนาย A ต้องการใช้รถจริงๆ อาจจะต้องวางแผนเก็บเงินดาวน์ใหม่ หรือกู้ 100เพื่อให้สามารถไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้ ขณะเดียวกันการเงินเราก็ยังปลอดภัยด้วยเพราะ ราคาที่ต้องจ่ายในการป้องกันปัญหา ถูกกว่า ราคาที่ต้องจ่ายในการแก้ปัญหาแน่นอน ทีนี้เรามาดูฝั่งนาย B กันบ้าง… นาย B มีเงินเก็บ 300,000 บาท เท่ากับนาย Aมีค่าใช้จ่าย เดือนละ 20,000 บาท มีเป้าหมายอยากดาวน์รถเหมือนกับนาย Aถ้าเรามาพิจาณานาย B หากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในขณะผ่อนรถจะจัดการยังไงหรือแม้แต่หากมีเรื่องฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินจะทำยังไง ? ถ้าดูจากค่าใช้จ่าย นาย B ก็ควรสำรองเงินไว้ 6 เดือนเหมือนกันเท่ากับ 120,000 บาท เงินก้อนนี้ก็น่าจะเพียงพอให้นาย B ขยับตัวได้หากมีเหตุต้องใช้เงินและถึงแม้ว่านาย B จะเก็บเงินสำรองแล้ว ก็ยังเหลือเงินให้เอาไปดาวน์รถอีก 180,000 บาทตอนนี้ไม่ว่าคุณจะเป็นนาย A หรือ นาย Bการที่คุณมีค่าใช้จ่ายจำเป็นมากกว่าคนอื่น…มีเป้าหมายอยากได้ในสิ่งที่ต้องการ…นั่นไม่ผิดอะไรเลย แต่สิ่งที่คุณควรรู้คือบริบทตัวเอง เพราะเมื่อเรามีบริบทต่างกัน…. แม้เราจะมีเงินจำนวนเท่ากัน เป้าหมายคล้ายกัน แต่แผนการเงินของเราต่างกัน การจัดลำดับความสำคัญต่างกัน...การวางแผนการเงินจึงเป็นเรื่องของทุกคน #TESTTHANASIT

  เทส ธนสิทธิ์


  17 พฤศจิกายน 2565

3 การลงทุนที่ไม่มีวันขาดทุน

วันนี้อยากเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์การลงทุนของตัวเองค่ะ วันที่แอดมินเริ่มต้นวางแผนการเงินอย่างจริงจังคือเมื่อประมาณ 2 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ตอนที่มารับผิดชอบเพจ lumpsum นั่นแหละ คำถามแรกที่มีหลังจากคิดจะวางแผนการเงินก็คือ มีเงินเก็บอยู่ประมาณนึง เราจะลงทุนอะไรดีนะ (ใครเป็นแบบนี้ยกมือขึ้น) สิ่งที่แอดมินลงมือทำในช่วงแรกๆ คือ หาว่ามีการลงทุนไหนที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ บ้าง ขอแค่ 8 - 10 % ก็พอ เดชะบุญที่พอจะมีความเข้าใจว่าผลตอบแทนสูงมากๆ นั้นไม่มีจริง ไม่อย่างนั้นอาจตกเป็นเหยื่อแชร์ลูกโซ่ไปแล้วเมื่อได้คำตอบว่าการลงทุนที่ได้ผลตอบแทน 8 - 10 % ก็คือ การลงทุนในหุ้น โอเค ความรู้เรื่องหุ้นก็พอมี ก็เลยจัดไป ลงทุนในพอร์ตหุ้นอย่างจริงจัง ผลก็คือ พอร์ตแดงแต่นั่นก็ยังไม่ใช่ประเด็น เพราะการขาดทุนระหว่างทางของการลงทุนในหุ้น ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ที่ไม่ปกติคือ แอดมินไม่รู้จักตัวเองว่าเป็นคนทนความผันผวนไม่ได้ พูดง่ายๆ คือ เห็นตัวแดงแล้วเครียด นอนไม่หลับ ยิ่งเงินที่เอาไปลงทุนเป็นเงินที่สู้อุตส่าห์เก็บออมมาอย่างยากลำบาก ก็ยิ่งเครียดเข้าไปใหญ่ก็เลยกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองใหม่ ว่าถ้าอยากมีการเงินที่มั่นคง ต้องวางแผนยังไง เลยได้เรียนรู้ว่าที่ผ่านมาเราตั้งคำถามผิด เมื่อเราตั้งคำถามผิด ก็เหมือนติดกระดุมเม็ดแรกผิด มันเลยผิดไปหมดพอตั้งคำถามใหม่ว่าควรวางแผนยังไง ก็เลยไปเจอทางสว่างจากครูบาอาจารย์ ผู้มีประสบการณ์มากมายที่บอกเอาไว้ว่า สิ่งที่ควรลงทุนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่สินทรัพย์หรือเครื่องมือทางการเงินใดๆ แต่การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด และไม่มีวันขาดทุน คือ "การลงทุนในตัวเอง" ถามต่อว่า แล้วอะไรล่ะที่เรียกว่า "การลงทุนในตัวเอง"เท่าที่ได้ศึกษาและเอามาลองใช้ พบว่ามี 3 สิ่งที่เราควรลงทุนให้กับตัวเอง 1. การลงทุนในสุขภาพทั้งกายและใจ ข้อนี้ให้เป็นอันดับแรกเลย เพราะอย่าลืมว่าร่างกายของเราจัดเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด ลองคิดดูว่าถ้ามีเงินมากมายแต่สุขภาพไม่ดี ต้องเจ็บป่วย กินอะไรก็ไม่อร่อย เที่ยวก็ไม่สนุก มันคงไม่มีประโยชน์ที่จะหาเงินมามากมาย ส่วนสุขภาพใจก็ยิ่งสำคัญ ในหนังสือ สู่จุดสูงสุดของชีวิตด้วย "พีระมิดสามสุข" ของคุณหมอคาบาซาวะ ชิออน บอกถึงความสุขที่อ้างอิงตามสารเคมีในสมอง อันดับแรกที่เราควรสร้างไว้เป็นพื้นฐานของชีวิต คือความสุขแบบเซโรโทนิน ซึ่งก็คือความสุขจากการมีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ อันดับ 2 คือ ความสุขแบบออกซิโทซิน หรือ ความสุขจากความรักและความสัมพันธ์ที่ดี และ บนสุดของพีระมิด คือความสุขแบบ โดพามีน ซึ่งหมายถึงความสำเร็จต่างๆ ของชีวิต เช่นการงาน การเงิน ข้อเสียก็คือโดพามีนเหมือนสารเสพติด ที่ได้แล้วก็อยากได้อีก อยากได้มากขึ้น ถ้าได้เท่าเดิมความสุขก็จะลดลงแอดมินมานั่งคิดดูว่า ที่ผ่านมาเรามีความสุขยาก ก็เพราะไปพึ่งพิงความสุขแบบโดพามีนมากเกินไป ไขว่คว้าความสำเร็จด้านการงาน และการเงิน ซึ่งเมื่อเราผิดหวัง ทุกอย่างก็พังลงมา เพราะพื้นฐานด้านล่างเราไม่แข็งแรงพอ ก็เลยเอาใหม่ ใส่ใจกับสุขภาพทั้งกายและใจ รวมไปถึงความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งครอบครัวและคนรอบข้าง พบว่ามันทำให้มีความสุขได้ง่ายขึ้นจริงๆ ด้วย และถึงแม้จะผิดหวัง ไม่ได้ดังใจ ก็เหมือนมีฟูกนิ่มๆ มีบ้านให้เรากลับไปพักก่อนแล้วค่อยมาเริ่มใหม่ ดังนั้นถ้าคิดจะลงทุน ขอให้ลงทุนในสุขภาพก่อนเลย ให้พื้นฐานแแน่นไว้ก่อน แล้วจะต่อยอดขึ้นไปได้ง่ายขึ้น 2. การลงทุนในความคิด ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพ คือการปรับระบบความคิด หรือ Mindset ค่ะ เพราะถือเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ต่อการประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะเรื่องของการจัดการเงิน แอดมินชอบเปรียบเทียบเป็นการปลูกต้นไม้ ถ้าอยากกินทุเรียนก็ต้องปลูกต้นทุเรียน ถ้าเราปลูกมะเขือเทศ แต่เฝ้ารอให้มันออกลูกมาเป็นทุเรียน ก็คงไม่มีทางเป็นไปได้ หรือแม้ว่าเราจะปลูกทุเรียนอยู่แล้ว แต่ลูกมันดันไม่ดก รสชาติไม่อร่อย การตัดแต่งกิ่งหรือใบ ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา เพราะต้นเหตุอยู่ที่การบำรุงดินและการใส่ปุ๋ยเช่นกันกับเรื่องเงิน ถ้าเราต้องการเป็นผู้ที่มีความมั่งคั่งมั่นคงทางการเงิน อยากรวย อยากเป็นเศรษฐี แต่ยังมีทัศนคติของคนจน คนขาดแคลน ถึงจะมีความรู้ มีเครื่องมือทางการเงินมากมายแค่ไหน สุดท้ายเราก็จะกลับมาจนแบบเดิม เพราะไม่ได้แก้ไขที่ต้นเหตุ คนเราเหมือนต้นไม้อยู่อย่างนึง คือ โลกภายในสร้างโลกภายนอก ถ้าต้องการเปลี่ยนชีวิตต้องแก้ที่ภายในให้ได้ก่อน พูดแล้วอาจจะดูเหมือนง่ายๆ ก็แค่เปลี่ยนความคิด แต่พอลงมือทำจริงจะบอกว่ามันยากมากและต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะความคิดแบบเดิมติดตัวเรามาตั้งหลายสิบปี การจะเปลี่ยนความคิดได้ก็ต้องใช้เวลาเหมือนกัน เอาจริงๆ ตัวแอดมินเองถึงตอนนี้ก็ยังเปลี่ยนความคิดไม่ได้ 100% แค่ดีกว่าแต่ก่อนเท่านั้นเอง ส่วน Mindset ทางการเงินที่ดีมีอะไรบ้าง ขอแนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนึงชื่อว่า “ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน” ของคุณ T. Harv Eker ที่เป็นหนังสือยอดฮิตและขายดีตลอดกาล แอดมินเคยทำสรุปไว้ที่โพสต์นี้ค่ะ (ถ้าดูแล้วสนใจแนะนำให้หาอ่านฉบับเต็มนะคะ เพราะมีรายละเอียดอีกมากมาย) 3. ลงทุนในความรู้ เมื่อผ่านการลงทุนทั้ง 2 ข้อมาแล้ว แอดมินก็รู้จักตัวเองมากขึ้น เริ่มมีเป้าหมายที่เป็นของตัวเองแบบที่ไม่ได้ลอกคนอื่นมา ถึงตอนนี้ก็ได้เวลางัดความรู้ด้านการเงินที่มีออกมาใช้ หรือตรงไหนที่ยังขาดอยู่ก็ไปเรียนรู้ซะ เราชอบแนวคิดของโค้ชหนุ่ม Money Coach ที่บอกว่า “High Understanding, High Returns หรือ ยิ่งคุณรู้จักและเข้าใจในสิ่งที่คุณลงทุนมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งมีโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้มากเท่านั้น” การเอาแต่วิ่งตามกระแสแห่กันไป เห็นใครทำอะไรแล้วรวยก็วิ่งตามไปเรื่อย ไม่เคยหยุดคิด หยุดมอง หรือเรียนรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วปัจจัยในการประสบความสำเร็จของเครื่องมือลงทุนต่างๆ เป็นยังไง ก็อย่าหวังว่าจะประสบความสำเร็จในการลงทุน ซึ่งมันเป็นคำกล่าวที่โคตรจริงเลย เพราะแอดมินก็ลองมาหลายอย่างในการลงทุนที่เค้าว่าดี ว่ามีกำไร ทั้ง หุ้น กองทุน คริปโทฯ แต่มันไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่ได้รู้จักและเข้าใจสิ่งที่ลงทุนจริงๆ โค้ชหนุ่มเคยบอกว่า ในโลกของการลงทุน ยิ่งเรียนรู้ หรือทำความรู้จักกับเครื่องมือลงทุนได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งประสบความสำเร็จในการลงทุนเท่านั้น ไม่เชื่อลองดูตัวอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์(ลงทุนในหุ้น) บิลล์ เกตส์ (ลงทุนในธุรกิจ) หรือ จิม โรเจอร์ส (ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์และหุ้น) ทั้ง 3 ท่านลงทุนในเครื่องมือทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ก็ประสบความสำเร็จ และได้รับการยอมรับว่าเป็นกูรูในสิ่งที่พวกเขาทำที่สำคัญที่สุดนอกเหนือไปจากการเรียนรู้และเข้าใจในสิ่งที่ลงทุนแล้ว ก่อนลงทุนในอะไรก็ตาม อย่าลืมดู "จริต" ของตัวเองด้วย ว่าเรามีความสุขกับการลงทุนมั้ย ลงทุนแล้วนอนหลับรึเปล่า โค้ชหนุ่มบอกว่า "การลงทุนที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่การลงทุนที่คาดหวังผลตอบแทนได้สูงสุด แต่มันคือการลงทุนที่ทำให้คุณนอนหลับฝันดี"นั่งพิจารณาตัวเองแล้วก็ไม่แปลกใจที่ก่อนหน้านี้การลงทุนไม่ประสบความสำเร็จ ก็เพราะทำกลับด้าน แทนที่จะทำความเข้าใจตัวเองก่อน กลับไปมองหาเครื่องมือการลงทุนที่จะได้กำไรดีๆ ตอนนี้ก็เลยกลับมาเริ่มใหม่ กำไรในตัวเงินยังไม่เห็น แต่ชีวิตมีความสุขขึ้น กินอิ่ม นอนหลับ ก็นับว่าเป็นกำไรชีวิตอย่างนึง ใครที่เคยเป็นแบบแอดมินก็อย่าเพิ่งท้อนะคะ มาเริ่มใหม่ด้วยกัน บอกเลยว่ามันไม่มีคำว่าสายเกินไป เพราะแค่เราตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการเงิน ก็เท่ากับกำลังเดินอยู่บนเส้นทางของความสำเร็จแล้ว ไปต่อตามกำลังของตัวเอง ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร แล้วจะมีความสุขมากขึ้น อยากให้ลองทำดูค่ะเมื่อลงทุนในตัวเองจนพร้อมแล้ว ทั้งสุขภาพกายใจ Mindset และความรู้ ก็อยากชวนมาวางแผนการเงินกันค่ะ ถ้าไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ดาวน์โหลด app lumpsum มาใช้ฟรีได้เลย ios android

  เก๋เก๋ ดาริน ปริญญากุล


  03 พฤศจิกายน 2565

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม