ผ่อนบ้านยังไง เลี่ยงปัญหา แถมมีเงินเก็บเพิ่ม

บ้านหลายหลังกำลังเสี่ยงจะถูกยึด หลายคนกำลังเกิดปัญหาผ่อนไม่ไหว… ผมนึกถึงหนึ่งความเชื่อที่เราหลายๆคน ถูกปลูกฝังกันมากันตั้งแต่เด็กๆ “ไม่มีหนี้ดีที่สุด” ซึ่งมันก็ดูเป็นความจริงที่ เมื่อคุณไม่มีภาระ มันก็ง่ายต่อการใช้ชีวิต แต่ก็ต้องยอมรับว่า เราคงเอาคำนี้ไปตัดสินทุกคนไม่ได้ เพราะเราต่างมีเป้าหมาย มีความจำเป็นของแต่ละคนก็ต่างกัน และแน่นอนว่า หนึ่งเป้าหมายลำดับต้นๆของหลายคน ก็ยังคงเป็นเรื่องบ้าน จะให้เก็บเงินซื้อสด เพื่อหวังว่าจะไม่เป็นหนี้ ก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย หรือจะอยากจะทำจริงๆ หลายคนก็คงเก็บกันจนเกือบเกษียณถึงจะได้สักหลัง เมื่อถึงจุดนี้ ก็คงเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องใช้สินเชื่อ แต่จะให้ผ่อนๆ ไปเรื่อยๆ ยาวๆ 20-30 ปี พอมาคำนวณดูแล้ว แทบจะได้บ้านอีกหนึ่งหลังหรือสำหรับคนเลือกผ่อนต่ำ ดอกเบี้ยจ่ายอาจจะแทบได้บ้านเพิ่มเกินหนึ่งหลังเลยด้วยซ้ำ ประกอบกับด้วยความเชื่อ “ไม่มีหนี้ดีที่สุด” ทั้งหมดนี้เลยส่งต่อวิธีคิดและนำไปสู่วิธีการจัดการที่ทำให้หลายๆคนเกิดปัญหาเรื่องเงินตามมา แต่เมื่อเลี่ยงไม่ได้ เมื่อมีความจำเป็น มีความฝันที่อยากมีบ้านสักหลัง เราจะสามารถทำยังไงได้บ้าง เพื่อให้สามารถผ่อนไหว ทำได้ตามแผนและก็ยังประหยัดดอกเบี้ยให้ได้เยอะที่สุด ที่สำคัญไม่เกิดปัญหาเรื่องเงินตามมา ไปหาคำตอบนี้กันดีกว่าครับ… “ประหยัดง่าย ทำได้เลย” เริ่มจากสิ่งที่เราสามารถลงมือทำได้เลยและไม่กระทบการเงินมากนัก ซึ่งมันมีผลดีต่อทั้งสภาพคล่องและการ “ประหยัดดอกเบี้ย” เรียกได้ว่า ทำน้อย ได้มาก ดอกเบี้ย 1-2% ถ้าเรามองจาก เงิน 100 บาท มันอาจจะดูไม่เยอะ แต่เมื่อมันถูกคำนวณในพื้นฐานจำนวนเงินที่มากขึ้นอย่างการซื้อบ้าน คุณจะเห็นว่ามันไม่น้อยเลยทีเดียว ที่สำคัญเราไม่ได้เสียกัน 1-2 ปี แต่เราผ่อนกันยาวๆ 20-30 ปี ซึ่งถ้าลองเอาดอกเบี้ยมารวมๆแล้ว คุณจะสามารถประหยัดเงินได้เพิ่มขึ้น และมีส่วนต่างที่จะเป็นเงินออมหรือจะเอามาโปะเพิ่มเป็นล้านเลยทีเดียว ซึ่งวิธีการจัดการกับดอกเบี้ย จะมีหลักๆด้วยกัน 2 วิธี 1.Retention หรือการขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม ซึ่งข้อดี คือการที่คุณไม่ต้องเตรียมเอกสารใหม่ให้วุ่ยวาย ไม่มีค่าดำเนินการเพิ่มเติม แต่ข้อเสีย คือ ดอกเบี้ยอาจจะไม่ได้ประหยัดลงมาก 2.Refinance หรือพูดง่ายๆ คือการขอกู้เงินกับธนาคารใหม่มาปิดหนี้ธนาคารเดิม ซึ่งแน่นอนว่าหากธนาคารใหม่ อยากได้เงินดอกเบี้ยจากวงเงินกู้ของเรา เขาก็มักจะมีโปรโมชั่นดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อมาดึงดูดให้เราไปกู้เงินกับเขานั่นเอง และนี่ก็คือข้อดี ที่จะทำให้คุณได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าดอกเบี้ยที่จ่ายอยู่เดิม แต่มันก็มีข้อเสียอยู่หน่อย เพราะการย้ายไปกู้เงินกับธนาคารใหม่ มันก็คล้ายกับการที่คุณเริ่มกู้บ้าน คือต้องเตรียมเอกสาร หลักฐานต่างๆ และก็จะมีค่าดำเนินการต่างเช่นกัน แต่ปัจจุบันหลายๆธนาคารก็ออกโปรโมชั่นพิเศษสำหรับเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ส่วนแบบไหนจะคุ้มค่ากว่ากัน ตรงนี้อาจจะต้องลองคำนวณส่วนต่างของทั้ง2แบบครับ เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น และเลือกธนาคารที่เหมาะสำหรับคุณมากขึ้น ซึ่งคุณสามารถเข้าไปปรึกษา Lumpsum ได้ที่ Refinance “อย่ากลัวหนี้ จนไม่มีสภาพคล่อง” สาเหตุสำคัญอันดับต้นๆของปัญหาหนี้ ไม่ได้เกิดจากการที่คุณเป็นหนี้ แต่เกิดจากไม่มีสภาพคล่อง อย่างช่วงที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ดอกเบี้ยนโยบายขึ้นต่อเนื่อง และแน่นอนว่าดอกเบี้ยบ้านก็กระทบเช่นกัน และมันก็เป็นเรื่องปกติที่เราไม่อยากจะต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มแบบฟรีๆ ซึ่งวิธีหนึ่งที่เราเหล่าคนผ่อนบ้านนิยมใช้กัน คือ การจ่ายเงินต่อเดือนให้เพิ่มขึ้น เพื่อให้เงินที่จ่ายเพิ่มไป ไปเข้าต้นมากขึ้นและหวังว่าเดือนถัดๆไป เราจะรับภาระจ่ายดอกเบี้ยที่ต่ำลง โดยการจ่ายเพิ่มหลักๆแล้วก็จะมี 2 วิธี 1.การทำค่างวดสูงขึ้น วิธีนี้ก็ง่าย ตัดทีเดียว ก้อนเดียว จบๆ 2.การโปะเพิ่ม วิธีนี้อาจจะวุ่นขึ้นมาหน่อย เพราะบางธนาคาร คุณอาจจะต้องจ่ายมาโปะอีกวัน บางธนาคารถ้าอยากโปะ ต้องไปจ่ายที่ธนาคาร แล้วแจ้งว่า โปะค่าบ้านเพิ่ม ไม่อย่างนั้น ยอดที่โปะเข้าไป จะไปตั้งรอตัดเดือนถัดไป ไม่ว่าคุณจะเลือกทางไหน มันเป็นทางออกที่ดีเลยครับ ในมิติเรื่องประหยัดดอกเบี้ย หากมองในเรื่องความสะดวก วิธีที่ 1 ก็ดูจะตอบโจทย์มากกว่า แต่ถ้าลึกลงในรายละเอียดและวิธีจัดการกับสภาพคล่อง เพื่อเลี่ยงปัญหาการเงินตามมา วิธีการที่ 1 อาจจะดูเสี่ยงไปสักหน่อย เพราะอะไร… เพราะการผ่อนบ้าน เราผ่อนกันยาวๆ 20 - 30 ปี และแน่นอนว่าระหว่างทางเราก็จะมีเป้าหมายหรือภาระเพิ่มเข้ามาระหว่างทางแน่นอน ดังนั้นแล้ว เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหา แต่ไปถึงปลายทางเดียวกัน ผมว่าวิธีการโปะเพิ่มน่าจะเป็นทางออกที่ดีของหลายๆคน บทความนี้น่าจะได้ไอเดียไปปรับใช้กันพอสมควรนะครับ สำหรับคนที่ผ่อนบ้านอยู่หรือมีแผนมีความฝันอยากมีบ้านสักหลัง ก็ลองเอาไปปรับใช้ให้เหมาะสำหรับแผนของตัวเองกันดูครับ เพราะสุดท้ายมันไม่ได้มีวิธีตายตัวที่ดีที่สุด แค่คุณเอาไปปรับให้เหมาะกับชีวิตคุณก็น่าจะเพียงพอแล้ว เริ่มต้นวางแผนวันนี้เพื่อสุขภาพการเงินที่ดี คลิกเลย -->https://bit.ly/3nwPHbL หรือ line: @lumpsumofficial

  เทส ธนสิทธิ์


  04 มีนาคม 2567

เริ่มเก็บเงินก้อนแรกได้ จัดการยังไงต่อดี ?

"เงินเก็บก้อนแรก” อุตส่าเก็บมาได้ หลายๆคนก็คงอยากได้ผลตอบแทนดีๆ เอาไว้ที่มันงอกเงยที่สุด ยิ่งถ้าคุณเชื่อในพลัง ผลตอบแทนต้น ก็จะยิ่งเห็นว่า พลังของมันมหาศาลแค่ไหน... แต่ถ้าผมบอกว่า.. “เงินเก็บก้อนแรก ควรใส่ไว้ในบัญชีเงินฝาก” ละ หลายคนก็คงเกิดคำถามว่า บัญชีเงินฝากผลตอบแทนน้อยนิด ยังไม่ต้องพูดถึงผลตอบแทน แม้แต่เงินเฟ้อยังแพ้เลย ทำไมผมถึงเลือกแบบนี้… วันนี้จะมาเล่าให้ฟังครับ ย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อน ผมก็เป็นคนนึงครับที่อยากได้ผลตอบแทนดีๆ อยากได้กำไรมากๆ เหมือนหลายๆคนนั่นแหละ ก็เงินแต่ละบาทเราอุตส่าห์หามาและกั้นใจที่จะไม่ใช้ มันก็ควรได้ผลตอบแทนสมน้ำสมเนื้อสิ แต่ว่าสิ่งที่เราเรียนรู้มาหรือเราพยายามทำความเข้าใจ มันมักจะเป็นด้านเดียวของผลตอบแทน คือ กำไร และแน่นอนว่าเหรียญมันก็ยังมีสองด้านเสมอ ซึ่งการลงทุนก็คงไม่ต่างกัน เมื่อเราต้องการผลตอบแทนสูง ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงที่สูง แล้วก็นั่นละ ไม่รู้ว่าด้วยความโลภของผม หรือความซวยของตัวเอง มันก็เลยนำพาให้เงินที่อุดส่าห์หามา ขาดทุน!!! และเวลานั้น อย่าว่าได้ผลตอบแทนสูงๆเลย ได้เงินต้นกลับมาก็ดีเท่าไหร่แล้ว ถึงตรงนี้… หลายคนอาจจะเกิดคำถามว่า ทำไมไม่ตัดขาดทุนตอนยังขาดทุนน้อยๆละ ? ใช่ครับ นั่นคือสิ่งที่ควรจะเป็นสำหรับการลงทุน แต่มันก็ขัดกับสัญชาตญาณมนุษย์ ว่าไหม… เราลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทน แต่จะมาขาดทุน ? ผมเชื่อว่าหลายๆคนทำได้ครับ แต่มันมีเงื่อนไขว่า คุณต้องเตรียมระบบมาดี มีจริตเป็นนักลงทุน หรือ มีความรู้มากพอ พูดง่าย แต่ทำจริงมันก็คงไม่ง่ายเท่าไหร่ สำหรับหลายๆคน รวมถึงผมด้วยในตอนนั้น และผมก็นึกถึงคำปลอบใจที่ติดตลก “ไม่ขาย ไม่ขาดทุน” ซึ่งนั่นก็จริงครับ แต่มันก็มีเงื่อนไขอยู่ ว่า มันจะใช้ได้กับสินทรัพย์การลงทุนที่พื้นฐานดี ยังมีอนาคต ที่ตลกร้ายกว่า มันทำได้ แต่ไม่ใช่สำหรับทุกๆคน “ เพราะเวลาของเราไม่เท่ากัน ” ถ้าคุณอ่านถึงตรงนี้ คงน่าจะพอเห็นภาพเรื่องตลกๆของผม หรือหลายคนก็คงกำลังยิ้มมุมปาก…ว่าเราเป็นเพื่อนกัน ซึ่งนี่ก็เลยวนมาตอบประโยคที่ผมบอกไปข้างต้นว่า “เงินเก็บก้อนแรก ควรใส่ไว้ในบัญชีเงินฝากก่อน” แล้วให้คุณตอนคำถามนี้ครับ 1.ถ้าเงินก้อนนี้ลงทุนที่เสี่ยงสูง หากขาดทุนอยู่ มีเงินใช้ในเวลาฉุกเฉินหรือเปล่า ? มันมีโอกาสที่หลายๆคน พอเริ่มเก็บเงินได้ เราก็อยากเอาเงินเก็บเกือบทั้งหมดไปเสี่ยงลงทุน เพื่อชนะเงินเฟ้อ เพื่อคาดหวังผลตอบแทน 10%-15% แต่พอมีเรื่องฉุกเฉินเข้ามา กลับต้องไปใช้สินเชื่อบุคคล 20% 2.ใช้เงินก้อนนี้เมื่อไหร่ ? เงินเก็บก้อนแรก มันมีแนวโน้มที่คุณจะใช้ไว เพราะเรามีเงินเก็บก้อนเดียว มันมีโอกาสว่ามันจะถูกใช้ไปกับเป้าหมายระยะสั้น ซึ่งมันก็ไม่ผิดนะครับ แต่ถ้าคุณรู้ว่ามันจะใช้เมื่อไหร่ คุณจะเอาเงินก้อนนี้ไปเก็บไว้ถูกที่ ถ้าบอกเงินก้อนนี้ ใช้ส่งลูกเรียน อีก 3 ปี แบบนี้ มันก็ไม่ควรเสี่ยง แต่ถ้าบอกว่าตั้งใจแล้ว แบ่งส่วนนี้เพื่อเกษียณ แบบนี้ คุณก็เสี่ยงสูงขึ้นได้ หรือ สามารถเลือกใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย หวังว่า เรื่องตลกปนน้ำตาของผม น่าจะทำให้หลายๆคนเห็นภาพมากขึ้น ใครที่ยังไม่โดน ก็ปรับแผนรับมือทัน ใครที่ยังไม่เริ่ม ก็น่าจะเห็นมุมมองอีกมุมครับ เริ่มต้นวางแผนวันนี้เพื่อสุขภาพการเงินที่ดี คลิกเลย -->https://bit.ly/3nwPHbL หรือ line: @lumpsumofficial #วางแผนการเงิน#รายได้#ออมเงิน#เก็บเงิน#การเงิน#เป้าหมายการเงิน#Lumpsum#ที่ปรึกษาทางการเงิน

  เทส ธนสิทธิ์


  20 กุมภาพันธ์ 2567

เป้าหมายการเงิน จำเป็นต้องมีจริงไหม ?

ทำงาน หาเงิน ใช้เงิน ไม่พอหรอ ? ทำไมต้องมีเป้าหมายการเงิน แล้วเป้าหมายการเงินที่ใช่เป็นยังไง…จำเป็นต้องมีจริงไหม ? หลายครั้งที่ผมชวนทุกคน วางแผน วางเป้าหมายการเงินกันในช่วงสิ้นปีไปจนถึงต้นปีใหม่ของอีกปี ซึ่งมันน่าจะช่วยให้หลายๆคนเห็นทิศทาง เห็นเป้าหมายของตัวเองชัดขึ้น เพื่อเลือกที่จะทำสิ่งที่มันสอดคล้องและเลือกไม่ทำสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับเส้นทางที่เราจะไป แต่ไม่นานนี้ผมก็ได้เจอกับคำถาม คำถามนึง “ทำงาน หาเงิน ใช้เงิน แค่นี้ก็เหนื่อยแล้ว … เราต้องมานั่งตั้งเป้าหมายการเงินอีกหรอ เป้าหมายการเงินจำเป็นจะต้องมีจริงไหม?” ผมว่าเป็นมุมกลับที่น่าคิดดีครับ เลยอยากชวนทุกคนมาหาคำตอบนี้กัน ก่อนอื่น อยากชวนมานั่งคิดๆ กันก่อน ว่าคุณนิยามคำว่า “เป้าหมายการเงิน” กันยังไงบ้าง . ลองหยุดคิดสัก 5 วิ !!! . ผมว่ามันก็น่าจะมีคำตอบหลากหลายพอควร แต่ในหลายๆคำตอบ ที่ผมได้ฟังมาจากหลายคน นิยามมันดูจะเป็นนิยามใหญ่ๆ ยากๆ ไกลๆ อย่างเช่น -เป้าหมาย เก็บเงิน 1 ล้านบาทแรก -ฉันจะต้องมีเงินเก็บ 10 ล้าน ใน 10 ปี -เราต้องเก็บเงินเกษียณ เมื่อเรามีภาพกับคำว่าเป้าหมายการเงินที่มันดูใหญ่ ดูยาก หลายครั้งเราก็รู้สึกเหนื่อยที่จะทำ และล้มเลิกเมื่อหมดพลังใจ ซึ่งคำตอบเหล่านี้ไม่ได้ผิดอะไรนะครับ แต่เพียงแค่ เป้าหมายการเงิน ไม่ใช่เรื่องใหญ่ จำนวนเงินเยอะ หรือ ระยะเวลานาน เพียงอย่างเดียว !! ถ้าผมลองปรับคำใหม่ละ ? “เป้าหมายการใช้เงิน” พอจะเห็นภาพขึ้นไหมครับ ว่าจริงๆแล้ว เป้าหมายการเงิน มันคือทุกเรื่องเลยครับ ที่คุณจะต้องใช้เงิน ตั้งแต่จะใช้เงินยังไงให้เหลือเงินเก็บต่อเดือนบ้าง จะเปลี่ยนมือถือเครื่องใหม่จะผ่อนไหวไหม มันคือ ทุกเรื่องเลยครับที่ต้องใช้เงิน เมื่อมาถึงตรงนี้… แล้วการใช้จ่ายปกติ อยากได้ก็ซื้อ อยากใช้ก็รูด ก็น่าจะเพียงพอแล้ว จำเป็นต้องมาเขียนเป็นเป้าหมายการเงิน ทำไมให้วุ่นวาย ? ลองไปดูเหตุผล 3ข้อนี้กันครับ 1.เมื่อความอยากเราหลากหลาย แต่มีเงินจำกัด คุณจะเลือกทำอะไรหรือไม่ทำอะไรได้ง่ายขึ้น บางครั้งพอเราไม่เห็นมันเป็นเป้าหมาย เราไม่โฟกัส หลายๆอย่างไปบู้เอาข้างหน้า มันก็ทำให้เราจัดลำดับความสำคัญผิด อย่างบางเคสอาจจะอยากซื้อรถปีนี้ แต่อีก 2 ปี ต้องส่งลูกเรียน พอไปบู้เอาข้างหน้ากลายเป็นว่ารถก็ผ่อนตึงมือ ความฝันที่อยากส่งลูกเรียนโรงเรียนดีๆ ก็ต้องลดคุณภาพลง 2.เลือกใช้เครื่องมือที่ถูก และกังวลลดลง ถ้าคุณมีแพลนจะเรียนต่อใน 1 ปีข้างหน้า การเอาเงินไปเก็บที่ที่เสี่ยงสูง เพื่อความหวังผลตอบแทนสูง อาจเป็นสิ่งที่ไม่น่าสนุกเท่าไหร่ เพราะถ้าเจอช่วงตลาดไม่ดี นอกจากผลตอบแทนจะไม่ได้แล้ว ยังต้องมากังวลว่าจะหาเงินต้นที่ไหนมาใส่ เพื่อให้มีพอใช้สำหรับเรียนต่ออีก แต่ถ้าเป้าหมายใช้เงินก้อนนี้คืออีกนาน เอาไปใส่ใน SSF / RMF ได้นิ ประหยัดภาษีด้วย หรือ เจอช่วงตลาดไม่ดี เป้าหมายนี้ยังมีเวลา ช่วงนี้ตลาดลงมาแย่มากแล้ว ถ้าพื้นฐานยังเยี่ยม กองเราเลือกยังดี เดี๋ยวมันก็มีโอกาสกลับมา 3.ลดปัญหาเรื่องเงิน การเอาสิ่งที่อยากได้อยากทำมาเขียนเป้าหมายและทำแผน คุณจะเห็นภาพตัวเองล่วงหน้าแบบไม่เข้าข้างตัวเองได้เลย ว่าถ้าซื้อของชิ้นนี้ จ่ายได้(จริงๆ) ไหม เสี่ยงเงินไม่พอใช้หรือเปล่า หรือถ้าต้องซื้อจริงๆ คุณจะทำยังไงต่อดี ต้องหารายได้เพิ่มไหม ต้องเลือกทำเป้าหมายไหนก่อน ซึ่งจากที่ผมเล่ามา มันก็นำมาสู่คำตอบว่า ถ้าคุณมีทุกอย่างแล้ว ไม่มีแพลนต้องใช้เงิน ไม่มีของที่อยากได้ การกำหนดเป้าหมายการเงินคงไม่จำเป็น แต่ถ้ายังมีสิ่งของที่อยากซื้อ มีคนต้องดูแล ทั้งคนข้างหลัง รวมถึงตัวเอง เนี่ย ผมว่าการที่คุณมีเป้าหมายการใช้เงินน่าจะยังจำเป็น แล้วเป้าหมายการเงินของคุณละหน้าตาเป็นยังไง… แจกฟรี! ไฟล์คำนวณเป้าหมายการเงิน เพียงแอดไลน์ @lumpsumofficial หรือ https://page.line.me/lumpsumofficial แล้วพิมพ์คำว่า เป้าหมายการเงิน2024 #วางแผนการเงิน#รายได้#ออมเงิน#เก็บเงิน#การเงิน#เป้าหมายการเงิน#Lumpsum#ที่ปรึกษาทางการเงิน

  เทส ธนสิทธิ์


  19 กุมภาพันธ์ 2567

เป้าหมายการเงินปีนี้ มีโอกาสสำเร็จแค่ไหน ?

มีเป้าหมายการเงินชัดเจน แต่มีโอกาสสำเร็จจริงไหม… เชื่อว่าหลายๆคนวางแผน วางเป้าหมายการเงินของตัวเองกันมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว อยากเก็บเงินให้ได้เท่านั้น อยากเก็บเงินซื้ออันนี้ ซึ่งมันก็ดูเป็นการเปิดปีที่ดี ที่เรามีเป้าหมายให้โฟกัสชัดเจน แต่เมื่อเริ่มผ่านไป 3 เดือน 6 เดือน หรือ ใกล้ๆจะหมดปีอีกครั้ง หลายๆคนกลับพบว่า หลายๆเป้าหมายกับทำได้ไม่สำเร็จ แบบที่ตั้งใจ วันนี้ผมเลยอยากมาชวนคิดชวนคำนวณกันตั้งแต่ต้นปีแบบนี้เลยครับ ว่า… เป้าหมายการเงินปีนี้ มีโอกาสสำเร็จแค่ไหน…? หนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายๆเป้าหมายของเราทำได้ไม่สำเร็จ คือ “เป้าหมายนั้น ทำไม่ได้จริง” ลองนั่งนึกดูครับว่าถ้าเป้าหมายคุณคือ อยากมีเงินเก็บ 100,000 บาท ใน 1 ปี ถ้าเรามานั่งคิดแค่เรื่องจำนวนเงิน มันก็ดูไม่น่าจะยาก… ทีนี้ถ้าลองย่อยเป็นรายเดือน 100,000 บาท / 12 เดือน เราจะต้องเก็บเดือนละ 8,333 บาท ซึ่งถ้าเอาไปฝากหรือลงทุนเดือนท้ายๆก็อาจจะเก็บน้อยหน่อย แต่เอาเข้าจริงเงินจำนวนนี้ถ้าเก็บต่อเดือนจริงๆ สำหรับหลายๆคนมันไม่ง่ายเลย เพราะถ้าคุณ…. เงินเดือน 20,000 บาท เก็บ 8,333 บาท คิดเป็น 42 % ของรายได้คุณทั้งหมด เงินเดือน 30,000 บาท เก็บ 8,333 บาท คิดเป็น 28 % ไฟล์คำนวณเป้าหมายการเงิน พอเรามีย่อยเป้าหมายแบบนี้ คุณจะเริ่มเห็นภาพชัดขึ้น ว่าเป้าหมายนั้นมีโอกาสสำเร็จแค่ไหน ? และ คุณต้องทำยังไงต่อ ? จะต้องหารายได้เพิ่มไหม ถ้าใช่ เรามีเวลาให้แบ่งไปทำหรือเปล่า มีข้อจำกัดตรงไหนไหม… หรือถ้าเก็บเฉยๆ มีความเป็นไปได้แค่ไหน… สำหรับคนเก็บเงินเก่งๆ ไม่มีภาระ อาจจะมีความเป็นไปได้ แต่สำหรับคนทั่วไปที่มีภาระค่าใช้จ่าย มีคนต้องดูแลข้างหลัง มันก็ไม่ง่ายเลย ถึงตรงนี้คุณน่าจะเริ่มเห็นจริงๆแล้ว ว่าทำไมหลายๆเป้าหมายเราถึงทำได้ไม่สำเร็จ แล้วถ้าคุณเป็นหนึ่งคนที่กำลังเจอปัญหานี้ ไปดูวิธีจัดการกันครับ 1.ลองคำนวณเป้าหมายที่คุณต้องการ ไฟล์คำนวณเป้าหมายการเงิน เพื่อให้คุณเห็นตัวเลขจริงๆว่าเป้าหมายที่คิดไว้ ทำได้จริงไหม 2.มองหาความเป็นไปได้ ตั้งแต่การวางแผนเรื่องเงินออม การหารายได้เพิ่ม ถ้าเรามีเป้าหมายแบบนี้ ต้องจัดการเรื่องเงินยังไง เพื่อให้ทำตามเป้าหมายนั้นได้สำเร็จ 3.วิ่งมาราธอนไม่ไหว มินิ มาราธอน ก็ยังดี ถ้าเป้าหมายนั้นใหญ่เกินไป การย่อยเป้าหมายใหญ่ๆนั้นให้เล็กลงก่อน แล้วค่อยทำขยับไปทีละขั้น ผมเชื่อว่า การที่เราจะลุกขึ้นมาวิ่ง จาก 0 เพื่อไปกิโลที่ 100 เลย มันคงไม่สนุกเท่าไหร่ แต่ถ้าเราค่อยๆเริ่มจาก 0 - 10 โลแรก ขยับ 10-20 ถัดไป มันน่าช่วยเพิ่มความสุขจากความสำเร็จของเป้าเล็กๆระหว่างทาง และสร้างโอกาสให้เป้าหมายใหญ่นั้นสำเร็จมากขึ้น แล้วเป้าหมายของคุณละ ? มีโอกาสสำเร็จแค่ไหน ไฟล์คำนวณเป้าหมายการเงิน

  เทส ธนสิทธิ์


  02 กุมภาพันธ์ 2567

4 Step ช่วยให้เป้าหมายการเงินมีโอกาสสำเร็จง่ายขึ้น

ช่วงต้นปีแบบนี้ เชื่อว่าหลายๆคนคงใช้เป็นจุดเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ หนึ่งในนั้นก็คงเป็นเรื่องเงิน ตั้งแต่อยากมีเงินเก็บ หรือแม้แต่มีเป้าหมาย มีความฝัน อยากทำอะไรสักอย่าง ซึ่งก็ดูเป็นจังหวะที่ดีในช่วงต้นปีที่น่าจะทำให้เรามีไฟ มีแรงฮึดในการลงมือทำ แต่ปัญหาของหลายคนอยู่ที่พอเวลาผ่านไปสักพัก ไฟที่แรงๆ ความอยากทำในช่วงแรกๆ มันเริ่มมอดลง เลยทำให้หลายๆเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ กลับหลงลืมไป หรือบางเป้าหมายพอทำไปแล้ว ดูยากเกินไป เริ่มไม่สนุก ก็ล้มเลิกไป วันนี้เลยอยากชวนทุกคนมาคุยเรื่องนี้กันครับ ว่าพอจะมีวิธีไหนไหมที่จะช่วยให้เป้าหมายต่างๆที่เราตั้งใจไว้ มีโอกาสสำเร็จง่ายขึ้น 1.Focus ถ้าเราโฟสกัส ภาพจะชัดขึ้น… ผมคิดว่าหลายๆคนมีเป้าหมายชัดเจนครับ ว่าอยากทำอะไร ต้องการอะไร หรือถ้ายังมองเห็นภาพไม่ชัด ลองตั้งเป้าหมายตามหลัก SMART กันดูครับ แต่นอกเหนือจากเป้าหมายชัดแล้ว ผมกลับพบว่าอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เป้าหมายเราไม่สำเร็จ เกิดจาก “เรามีเป้าหมายเยอะเกินไป” ซึ่งมันก็มีโอกาสทำให้เราโฟกัสไม่เพียงพอ หรือถ้าทำทุกอย่างพร้อมกัน ก็มีโอกาสที่จะไม่เสร็จสักเป้าหมายเลย ดังนั้น อยากให้ลองเลือก เป้าหมาย ที่สำคัญหรืออยากทำจริงๆ สัก 1-3 เป้าหมายดูก่อนครับเพื่อให้เรา โฟกัส เพื่อสร้างโอกาสให้เป้าหมายสำเร็จมากขึ้น 2.ตั้ง small win ถ้ายาก จะไม่อยากทำ… อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายๆเป้าหมายของเราล้มเลิกระหว่างทาง เพราะเป้าหมายมันยากหรืออาจจะไกล ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยวินัยและกำลังใจในการทำต่อเนื่องสูง และแน่นอนว่ามันไม่ง่ายเลย ลองนึกภาพว่าหากคุณอยากหุ่นดี โดยตั้งเป้าว่าจะวิ่งวันละ 10 กิโล แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว การตั้ง Small Win หรือ เป้าหมายเล็กๆจะช่วยให้กำลังใจในการทำต่อเนื่องได้ดี เพราะเราจะมองเห็นสำเร็จเล็กๆทุกครั้งที่ลงมือทำ อย่างการวิ่ง ผมใช้วิธี เริ่มจากตั้งเป้า ออกไปเดินให้ได้ทุกวันวันละ 30 นาที แล้วค่อยขยับขึ้นไปเป้าหมายที่ยากขึ้น วิ่งไกลขึ้น เพื่อให้อย่างน้อยเราก็ได้ขยับจากจุดเริ่มต้นมาอีกขั้นแล้ว เรื่องการเงินก็คล้ายกัน การตั้งเป้าหมายด้วยจำนวนเงินเยอะๆ ไม่ผิดอะไร แต่การตั้งเป้าเล็กๆ จะช่วยสร้างวินัยในการทำมากขึ้น 3.กำหนดวิธีการ รู้วิธีเดินทาง ก็มีโอกาสไปถึงปลายทางมากขึ้น…. วิธีการที่ชัดจะช่วยให้คุณมองเห็นโอกาสสำเร็จของเป้าหมายมากขึ้น อย่างเช่น อยากเก็บเงิน เดือนละ 5,000 บาท จะใช้วิธีไหน บางคนอาจจะบอกว่า เดี๋ยวไปลดรายจ่ายบางส่วนก็ได้แล้ว บางคนอาจจะบอกว่า ลดรายจ่ายไม่ได้แล้ว ต้องหารายได้เพิ่ม แต่พอมาดูเวลา ก็อาจจะทำงานเสริมได้แค่เสาร์อาทิตย์ ทีนี้เราจะเริ่มประเมินได้ว่า เป้านี้ใหญ่ไปไหมด้วยข้อจำกัดของเราเพิ่มลดเป้าหมายดีไหม อย่างน้อยถึงแม้จะเก็บได้น้อยลงแต่มันก็การันตีได้ว่า เป้าหมายคุณมีโอกาสสำเร็จสูงขึ้น 4.Follow ความฮึกเฮิมมักจะมาในช่วงเริ่มต้น… เชื่อว่าหลายคนอาจจะเป็นคล้ายๆกัน ช่วงแรกเวลาเราอยากทำอะไร เรามักจะมีไฟ มีพลังอยากทำสูง หลายคนไปสมัยฟิตเนตวันแรก อาจจะรู้สึกอยากเล่นทุกเครื่อง อยากเข้าทุกคลาส แต่พอเวลาผ่านไป ความสนุก ความอยากทำสิ่งนั้น มันก็มักจะลดลงไป ซึ่งจริงๆแล้ว มันเป็นเรื่องปกติเลยครับ แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า เมื่อเรารู้ปัญหาแล้ว เราจะแก้ยังไง การติดตามผลระหว่างทาง และซึมซับกับความสำเร็จเล็กๆระหว่างทาง ผมเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ผมว่าจะค่อยช่วยเตือนเรา และสร้างวินัยในการทำต่อเนืองได้มากขึ้น 4 ไอเดียเล็กๆ ที่น่าจะช่วยให้คุณได้มุมมองเกี่ยวกับเป้าหมายการเงินเพิ่มขึ้น แต่สุดท้ายเป้าหมายนั้นมันจะมีโอกาสสำเร็จมากขึ้น ผมว่าวันนี้เราต้องเริ่มลงมือทำก่อน…

  เทส ธนสิทธิ์


  24 มกราคม 2567

ก็มันอดไม่ได้ เทคนิคแก้นิสัย ของคนเก็บเงินไม่อยู่

เชื่อหลายๆคนรู้ดี ว่าการเก็บเงินบ้างจะช่วยสร้างทางเลือกให้คุณในอนาคตได้มากขึ้น ตั้งแต่ช่วยป้องกันปัญหาเงินขาดมือ เรื่องฉุกเฉินที่ไม่คาดคิด ได้ทำตามฝันที่อยากทำ ไปจนถึงเรื่องการเกษียณที่อาจจะดูยาวนานแต่ยังไงเราก็ต้องแก่แน่ แต่มันก็ติดอยู่นิดนึง ที่การต้องมาอดทนเก็บเงินเพื่อไปใช้ในอนาคต หรือคำคุ้นหูที่เราได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก อย่าง "อดเปรี้ยวไว้กินหวาน" เนี่ยมันให้ความสุขน้อยกว่าการที่เราได้เงินมาปุ๊บกินวันนี้และสุขเลยนี่สิ ซึ่งนั่นมันก็ไม่ผิดนะครับ แต่มันจะมีทางเลือกอื่นอีกไหมนะ ที่ช่วยให้คุณสุขไปกับการใช้เงินในทุกช่วงของชีวิต วันนี้ผมเลยอยากชวนทุกคนมาหาเทคนิคเพื่อให้เราลองปรับนิสัยเล็กๆ เพื่อการเงินของตัวเราเองกัน 1. เริ่มให้สนุก เวลาที่เราอยากเริ่มทำอะไร หลายคนอาจจะเป็นคล้ายๆผม คือเรามักมองแต่เป้าใหญ่ๆ ภาพความฝันที่สมบูรณ์แบบ อยากมีเงินเก็บ 1ล้าน 10ล้าน ซึ่งมันเป็นเป้าหมายที่ดีนะครับ และจะดีมากถ้าเราไปถึง แต่เมื่อเราไม่มีแรงใจมากพอ ไฟในการทำตามเป้าหมายมันก็มักจะมอดดับไปไวเหลือเกิน หลายๆเป้าหมายที่เราตั้งกันไว้ หลายครั้งก็เลยไม่สำเร็จ ดังนั้น ผมคิดว่าถ้าคุณอยากลองเก็บเงินสักก้อนดู ยังไม่ต้องไปไกลแบบนั้น ลองตั้งเป้าเล็กๆ เพื่อท้าทายตัวเอง และลองตั้งจากสิ่งที่คุณอยากได้ เช่น อยากได้กระเป๋าใบใหม่สักใบ นาฬิกาเรือนใหม่สักเรือน ซึ่งปกติแล้ว เราอาจจะเลือกใช้วิธีรูดก่อนค่อยมาจ่าย ลองท้าทายตัวเองด้วยการเก็บก่อนแล้วเอามาซื้อดูครับ ผมเชื่อว่าหลายคนพอเห็นเงินจำนวนนั้นที่มันเป็นเงินของเราจริงๆแล้ว คุณอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้ แต่ถ้าไม่ ก็ซื้อ!เลยครับ อย่างน้อยคุณก็ได้นิสัยการออมกลับมาบ้างแล้ว 2. มองตัวเองให้ชัดขึ้นอีกนิด เคยเป็นไหมครับ เวลาเราอยากได้ของอะไรมากๆ เรามักจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าเราจ่ายไหว ? นั่นมันเป็นเพราะของชิ้นนั้นมันมีแรงจูงใจมากพอที่จะทำให้คุณพยายามมากขึ้น เพื่อที่จะได้มันมา ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ คุณสามารถเอามาใช้กับเรื่องการเงินของคุณได้ทั้งชีวิตเลย ความฝันที่อยากเป็น ความจำเป็นที่ต้องทำ…. ที่วันนี้เราอาจให้ความสำคัญน้อยไป ฮึดไม่พอ แรงจูงใจไม่มี เพราะจริงๆแล้วหลายเรื่องภาพมันอยู่แค่ในหัวของเรา และเมื่อวันๆเรามีเรื่องต้องคิดเยอะแยะมากมาย แน่นอนว่า บางช่วงเวลาเราก็ลืม ! ดังนั้น ลองเขียนภาพในหัวออกมา ว่าคุณอยากทำอะไร ต้องทำอะไร มันจะทำให้คุณรู้สึกจริงจังมากขึ้น ดูสำคัญมากขึ้น และแน่นอนว่ามันจะมีโอกาสสำเร็จมากขึ้น 3. ไม่เห็น ไม่มี ไม่จ่าย หลายคนคงรู้ดีว่าสิ่งที่ยากที่สุดของคนอย่างเราๆ คือการควบคุมตัวเอง มันคงยากถ้าคุณอยากลดน้ำหนัก แล้วในห้องมีขนมวางอยู่เต็มไปหมด แต่มันจะง่ายกว่าถ้าคุณสร้างสิ่งแวดล้อมใหม่ โดยการเอาขนมออกไปจากห้องให้หมด เรื่องเงินผมว่าก็คล้ายกันเลย หรืออาจจะหนักกว่าด้วยซ้ำจากนิสัยพื้นฐานของเราทุกคน ที่ความอยากไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งมันนำมาสู่ความสามารถในการขยับรายจ่าย ตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น ถ้าคุณอยากลองแก้นิสัยเก็บเงินไม่อยู่ คงต้องใช้วิธีเดียวกับการเอาขนมออกไปจากห้อง นั่นคือการสร้างสิ่งแวดล้อมใหม่ เอาเงินออกไปก่อนที่มันจะถึงมือคุณ โดยจะบังคับตัดอัตโนมัติใส่กองทุนก็ได้ ฝากประจำก็ได้ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็ได้ ซึ่งผมหวังว่ามันช่วยคุณได้ ถ้า ไม่เห็น = ไม่มี / ไม่มี = ไม่จ่ายมากเกินไปกว่าความจำเป็น หวังว่าทั้ง 3 เทคนิคเล็กๆนี้ อาจจะช่วยให้คุณได้เริ่ม ได้มุมมองและได้ลองทำตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้นะครับ เริ่มต้นวางแผนวันนี้เพื่อสุขภาพการเงินที่ดี คลิกเลยที่นี่ หรือ line: @lumpsumofficial

  เทส ธนสิทธิ์


  12 ตุลาคม 2566

ตั้งเป้าหมายวางแผนการเงินตามหลัก SMART

"มันน่าเสียดายที่ตายแล้วยังใช้เงินไม่หมด แต่มันน่าสลดหากเงินหมดแล้วยังไม่ตาย" ในโลกทุนนิยมที่ถูกขับเคลื่อนไปด้วยเงิน ทุกคนต้องใช้เงินตั้งแต่เกิดจนตาย ดังนั้น สิ่งที่น่ากลัวกว่าความตาย คือ เงินหมดแล้วยังไม่ตาย ทำอย่างไรให้เงินไม่หมดก่อนตาย หรือมีเงินพอใช้จนตัวตาย ? ต้องวางแผนการเงินและการลงทุน และต้องเริ่มต้นด้วยเป้าหมายที่ดี เพราะการมีเป้าหมายการเงินที่ดี ก็เหมือนมีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว เป้าหมายการเงินที่ดีเป็นอย่างไร ? เป้าหมายการเงินที่ดีควรเป็นเป้าหมายการเงินตามหลัก SMART คือ 1. มีความชัดเจน (Specific) ต้องถูกกำหนดไว้อย่างเฉพาะเจาะจง ไม่คลุมเครือ เช่น อยากมีบ้าน มีรถ อยากเก็บเงินก้อนไปเที่ยวต่างประเทศ เป็นต้น 2. ระบุจำนวนเงินได้ (Measurable) ต้องระบุเป็นตัวเลขหรือตัวเงินได้อย่างชัดเจน เช่น อยากมีบ้านราคา 2 ล้านบาท จะเก็บเงิน 1 แสนบาท ไปเที่ยวญี่ปุ่น เป็นต้น 3. มีวิธีการทำได้จริง (Accountable) ต้องมีวิธีการที่จะทำให้สำเร็จได้ ภายใต้ปัจจัยที่เราสามารถควบคุมได้ เช่น เก็บเงินเดือนละ 5,000 บาท (10% ของเงินเดือน) เป็นเวลา 2 ปี เพื่อไปเที่ยวญี่ปุ่น โดยเก็บจากส่วนหนึ่งของเงินเดือน 50,000 บาท 4. เป็นจริงได้ (Realistic) มีความเป็นไปได้ สมเหตุสมผล สอดคล้องกับสถานะทางการเงินและข้อจำกัดต่าง ๆ ทั้งในปัจจุบันและที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยต้องไม่บีบบังคับจนเกินไปหรือทำให้ต้องปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตจนเกิดความทุกข์ เช่น อยากเก็บเงินให้ได้ 1 ล้านบาท ภายใน 1 ปี จนต้องหารายได้เพิ่มด้วยการทำงานเพิ่มอีก 2-3 อย่าง จนเวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ สุขภาพจึงทรุดโทรม เป็นต้น 5. มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน (Time Bound) ต้องระบุชัดเจนว่าใช้ระยะเวลานานแค่ไหนเพื่อบรรลุเป้าหมาย เพื่อป้องกันการเลื่อนลอย จะได้ลงมือทำอย่างจริงจัง โดยปกติจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะสั้น (ไม่เกิน 1 ปี) ระยะกลาง (1-10 ปี) และระยะยาว (10 ปี ขึ้นไป) ตัวอย่าง เป้าหมายการเงินที่ดีตามหลัก SMART กรองแก้วทำงานได้เงินเดือน ๆ ละ 30,000 บาท จะเก็บเงิน 1 แสนแรกภายใน 1 ปี เพื่อสร้างวินัย เรียนรู้การลงทุน และความภูมิใจทางการเงิน โดยจะลงทุนในกองทุนรวมเดือนละ 8,000 บาท S = สร้างวินัย เรียนรู้การลงทุน และความภูมิใจทางการเงิน M = 1 แสนบาท A = ลงทุนในกองทุนรวม R = เดือนละ 8,000 บาท (26.67% ของเงินเดือน) T = 12 เดือน เป้าหมายการเงินของกรองแก้วนับเป็นเป้าหมายการเงินที่ดีตามหลัก SMART กล่าวคือ ระบุชัดเจนว่าต้องการสร้างวินัยการเงินผ่านการลงทุน โดยยอดเงินตามเป้าหมายสามารถทำให้เป็นจริงได้ ภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดที่เป็นอยู่ ใช้เงินลงทุนเดือนละ 8,000 บาท คิดเป็น 26.67% ของเงินเดือน ซึ่งไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป จึงทำให้มีโอกาสบรรลุเป้าหมายได้สูง เป้าหมายคือจุดเริ่มต้นสำคัญ หากเรามีเป้าหมายการเงินที่ดีแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าคือต้องลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นได้ตามที่เราต้องการ เป้าหมายการเงินตามหลัก SMART

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  27 ตุลาคม 2565

"เป้าหมายการเงิน" ตั้งอย่างไรให้ทำได้จริง?

ในวันที่เพื่อนสาวเริ่มท้อ เริ่มถอย กับโลกการเงินการลงทุน ที่เป้าหมายช่างห่างไกลเหลือเกิน เพื่อนสาว : นี่เธอ ชั้นเหนื่อย เหนื่อยเหลือเกิน ทำไมเก็บเงินล้านแรกมันยาก มันเหนื่อยขนาดนี้ ชั้นท้อ ชั้นจะถอยแล้วววววว น้องโน่ : ไหนลองเล่าเหตุการณ์มาซิว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อนสาว : ก็ชั้นตั้งเป้าเก็บเงินล้านแรกใช่มะ ตอนนี้ก็เอาเงินเก็บเดือนละ 10,000 บาท ไปลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ พวกพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลัก น้องโน่ : ทำมานานยัง เพื่อนสาว : 4-5 เดือนอะ น้องโน่ : ดูไม่มีปัญหาอะไรนิ ทำไมเหนื่อย ทำไมท้อแล้วละ เพื่อนสาว : ชั้นอยากให้ถึงเป้าหมายเงินล้านไว ๆ อะ ตอนนี้แสนนึงยังไม่ได้เลย น้องโน่ : โถถถถถ แม่คุณ!! เพิ่งทำได้ 4-5 เดือน กับเงินเดือนละหมื่น ฝันจะได้ล้านแรกเร็ว ฝันไปก่อนจ้ะ เพื่อนสาว : เดี๋ยวๆ หยุดค่ะ!! อย่าเพิ่งด่าชั้น ตอนนี้หัวใจชั้นอ่อนแอ น้องโน่ : ดีออก!! (หนึ่งคำเบา ๆ พร้อมกับหายใจเข้าออกยาว ๆ หนึ่งที) สิ่งที่เธอทำตอนนี้ไม่ได้ผิดอะไร แต่เธอก็รู้อยู่แล้วว่ามันต้องใช้เวลา แล้วจะงอแงหาพระแสงอะไร ฮึ! เพื่อนสาว : ง่า น้องโน่ : ล้านแรกคือเป้าหมายการเงินระยะยาว สิ่งที่เธอทำถูกต้องแล้ว ไม่ได้ผิดอะไร เพียงแค่ต้องใช้เวลา เวลาเป็นสิ่งทดสอบจิตใจ คนส่วนมากจะตายก็เรื่องเวลานี่แหละ เพราะฉะนั้น มือใหม่ในโลกการเงินการลงทุน อาจต้องเริ่มจากเป้าหมายเล็ก ๆ ก่อน แบบค่อย ๆ ซ้อม ให้เก่งให้ชินกับสนามนี้ เพื่อนสาว : ยังไงอะ น้องโน่ : เหตุการณ์สมมตินะ ส้มหยุดอยากมีเงินล้านแรกเหมือนเธอ แต่ส้มหยุดมีรายได้ต่อเดือนไม่ได้มากมายอะไร เพราะส้มหยุดเป็นมนุษย์เงินเดือน ได้เงินเดือน ๆ ละ 20,000 บาท และด้วยค่าครองชีพสูงในเมืองกรุง ส้มหยุดจึงเก็บเงินได้มากสุดเดือนละ 5,000 บาท ส้มหยุดเห็นแล้วว่าเดือนละ 5,000 บาทนั้น ช่างห่างไกลกับเป้าหมายเงินล้านแรกเหลือเกิน เพราะต้องใช้เวลานาน ส้มหยุดจึงปรับเป้าหมายการเงิน จากเป้าหนึ่งล้านก็ลดเหลือหนึ่งแสนก่อน ก็ทำได้ง่ายขึ้น กำลังใจมาเต็ม สุดท้ายแล้วส้มหยุดก็ทำเป้าหมายได้สำเร็จ เก็บเงินล้านแรกจนได้ เธอเห็นอะไรจากเรื่องของส้มหยุดบ้างมั้ย? เพื่อนสาว : นางเปลี่ยนวิธี น้องโน่ : ไม่ใช่ นางไม่ได้เปลี่ยนวิธี แต่นางปรับเป้าหมายการเงินในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ เป็นการปรับให้ทำได้ง่ายขึ้น แต่สุดท้ายเป้าหมายการเงินเดิม เก็บเงินล้านแรกก็ยังอยู่ เป้าหมายการเงินจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของโลกการเงินการลงทุน เป้าหมายการเงิน (Financial Goal) คือ สิ่งที่คอยกำหนดทิศทางที่สำคัญในการสร้างแผนปฎิบัติทางการเงิน (Financial Action Plan) ที่เราจะต้องลงมือทำ หรือหากจะพูดเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ สิ่งที่คอยกำหมดทิศทางถึงแผนการณ์ ว่าเราจะต้องทำอะไร ทำอย่างไร ใช้เวลาแค่ไหน เพื่อบรรลุเป้าหมายการเงินนั้น ๆ ความสำเร็จทางการเงินก็เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ “เป้าหมายการเงิน” มีความชัดเจน และต้องมีลักษณะสำคัญ 5 ประการตามหลัก SMART คือ 1. มีความชัดเจน (Specific) 2. ระบุจำนวนเงินได้ (Measurable) 3. มีวิธีการที่จะทำให้สำเร็จได้ (Accountable) 4. เป็นจริงได้ (Realistic) 5. มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน (Time Bound) น้องโน่ : เธอลองมาเชคดูซิว่าเป้าหมายกับสิ่งที่เธอทำนั้น ครบ 5 ข้อรึเปล่า เพื่อนสาว : ข้อแรกชัดเจน ข้อสองก็ใช่ ตามเป้าหมายเก็บเงินล้านแรก ข้อสามก็ทำแล้ว ทำสม่ำเสมอด้วย ข้อสี่ชั้นไม่แน่ใจอะว่าจะเป็นจริงได้มั้ย ส่วนข้อห้าชั้นไม่รู้อะว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน น้องโน่ : ที่จริงเป้าหมายเก็บล้านแรกของเธออะ ตั้งขึ้นมาครบทั้ง 5 ข้อแล้วนะ เพราะสิ่งที่เธอทำเป็นจริงได้ เพียงแต่ต้องใช้เวลา และถ้าอิงตามที่เธอบอก เก็บเดือนละหมื่น เอาไปซื้อกองทุนได้ผลตอบแทนประมาณ 2% ต่อปี ก็จะใช้เวลาประมาณ 7 ปี 9 เดือน เห็นมั้ยว่าทำได้จริง แต่ต้องใช้เวลา เพื่อนสาว : OK นัมเบอร์วัน!! ชั้นเข้าใจแล้วจ้ะ น้องโน่ : แล้วเธอรู้มั้ยว่าเป้าหมายเก็บเงินล้านแรกของเธอน่ะ เป็นเป้าหมายระยะสั้น กลาง หรือยาว?เพื่อนสาว : ใหญ่ เอ้ย! ยาวจ้ะ น้องโน่ : ก็รู้นิ แล้วยังจะมาคร่ำครวญ ท้อ เหนื่อย ดีออก เพื่อนสาว : แหะ ๆ เป้าหมายการเงิน สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ 1. เป้าหมายระยะสั้น (Short-term Goal) คือเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการทำให้สำเร็จใน 1 ปี เช่น การออมเงินเพื่อซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ราคา 20,000 บาท ในอีก 6 เดือนข้างหน้า 2. เป้าหมายระยะกลาง (Intermediate-term Goal) ที่ต้องการทำให้สำเร็จใน 2-5 ปี เช่น การเก็บเงินจำนวน 300,000 บาท เพื่อเป็นเงินดาวน์คอนโดมิเนียมในอีก 3 ปีข้างหน้า 3. เป้าหมายระยะยาว (Long-term Goal) ที่ต้องใช้เวลามากกว่า 5 ปี เช่น การเก็บเงินจำนวน 15 ล้านบาทเพื่อใช้ในวัยเกษียณอีก 30 ปีข้างหน้า น้องโน่ : เป้าหมายการเงินไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่เสมอไป การเริ่มเป้าหมายการเงินขนาดเล็กหรือฝันเล็ก ไม่ใช่เรื่องผิด อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการเรียนรู้และลงมือทำในโลกของการเงินการลงทุนด้วยซ้ำ เช่น ตอนนี้ไอโฟนใหม่กำลังจะมา แล้วเครื่องเก่าอาการร่อแร่พอดี (ช่างพังได้พอดีเลยเกิน 55+) เราก็อาจจะตั้งเป้าเก็บเงิน 40,000 บาท ใน 1 ปี เพื่อซื้อไอโฟนเครื่องใหม่ก็ได้ แต่สุดท้ายแล้วเป้าหมายการเงิน ไม่ว่าจะเป็นฝันเล็กหรือฝันใหญ่ ก็ไม่ควรจะเบียดเบียนตัวเอง ไม่ตึงหรือหย่อนวินัยการเงินเกินไป ในวันที่ทำฝันเล็กสำเร็จ เราก็จะยิ่งฮึกเหิมมีกำลังใจที่จะทำฝันให้ใหญ่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อนสาว : แล้วชั้นจะรู้ได้ไงอะ ว่าเป้าหมายการเงินที่ชั้นตั้งขึ้นมาจะทำได้จริงบนทางสายกลาง น้องโน่ : ข้อสามกับข้อสี่ไงละ ที่บอกว่ามีวิธีการที่จะทำให้สำเร็จได้ (Accountable) กับเป็นจริงได้ (Realistic) ซึ่งสามารถวัดได้จากเครื่องวัดสุขภาพทางการเงินชั้นเคยเล่าไว้ตรงนี้ "3 เครื่องวัดสุขภาพการทางเงิน" เพื่อนสาว : โอเคจ้า สรุป “เป้าหมายการเงิน” เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของโลกการเงินการลงทุน ควรตั้งเป้าหมายการเงินให้สอดคล้องกับหลัก SMART Specific - มีความชัดเจน Measurable - ระบุจำนวนเงินได้ Accountable - มีวิธีการที่จะทำให้สำเร็จได้ Realistic - เป็นจริงได้ Time Bound - มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน สามารถแบ่งเป้าหมายการเงินได้ 3 ระยะ 1. เป้าหมายระยะสั้น (Short-term Goal) คือเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการทำให้สำเร็จใน 1 ปี 2. เป้าหมายระยะกลาง (Intermediate-term Goal) ที่ต้องการทำให้สำเร็จใน 2-5 ปี 3. เป้าหมายระยะยาว (Long-term Goal) ที่ต้องใช้เวลามากกว่า 5 ปี อ้างอิง https://www.set.or.th

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  11 พฤศจิกายน 2563

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม