พนักงานเงินเดือนหลายคนอาจจะรู้สึกท้อ เมื่อเห็นเงินเดือนของตัวเองที่ทำงานมาทั้งเดือน ถูกหักแล้วยังหักอีก ทั้งหักค่าประกันสังคมเดือนละ 750 บาท แล้วยังต้องมาถูกหักค่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพอีกต่อนึง เหลือเงินใช้ในแต่ละเดือนเพียงน้อยนิด
แต่ใจเย็นๆและฟังทางนี้ก่อน อยากจะบอกว่า เราควรจะภูมิใจและอุ่นใจได้ว่า อย่างน้อยเราก็มีเงินก้อนเป็นหลักประกัน เอาไว้ใช้ตอนลาออกจากงาน หรือตอนเกษียณ
เพราะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund : PVD) เป็นการ ออมเงิน แบบอัตโนมัติรูปแบบหนึ่ง สำหรับพนักงานกินเงินเดือนอย่างเราๆ โดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยมีวินัยในการออม
บทความนี้จะทำให้คุณกระจ่างว่า ทำไมเราถึงต้องอัดเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แบบเต็มปอดกันไปเลย ขอบอกว่างานนี้...ในฐานะลูกจ้าง มีแต่ได้กับได้! ขอแค่คุณจะต้องอดเปรี้ยวไว้กินหวาน
⠀
1.สร้างนิสัยการออมก่อนใช้
⠀
เก็บเงินไม่ได้ พยายามแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ การเข้าเป็นสมาชิกกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพช่วยเราได้แน่นอน เพราะการที่บริษัทหักเงินเราไปทุกๆ เดือน นำไปเข้ากองทุนฯ มันก็คือการที่เราลงทุนในลักษณะที่เรียกว่า dollar cost average หรือ DCA ดีๆ นั่นเอง! ซึ่งทางบริษัทเป็นธุระให้เราหมดเลย
⠀
เราก็เพียงแต่ตั้งใจทำงานไป สิ้นเดือนมาเงินถูกตัดไปออมให้อัตโนมัติ ส่วนที่เหลือก็ใช้ได้เต็มที่ไม่ต้องกังวลเรื่องออมแล้ว เพราะเราออมแบบขังลืมไปเลย ในระยะยาวเราจะมีเงินออมแบบงงๆ ยิ่งใครที่เงินรั่วนะ กองทุนฯ นี้แหละคือสุดยอดผู้ช่วยส่วนตัวที่คุณไม่ควรมองข้าม
⠀
2.มีมืออาชีพช่วยบริหารเงิน
⠀
เงินที่เรานำส่งเข้ากองทุน ที่บริษัทหักให้ทุกสิ้นเดือน และเงินที่บริษัทสมทบในกองทุนฯ ทั้งหมดนี้ไม่ได้เอามากองไว้เฉยๆ แต่จะถูกนำไปลงทุนต่อสร้างดอกผลให้เราด้วย โดยจะมีมืออาชีพมาจัดการ นั่นคือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนให้
⠀
ซึ่งแต่ละกองทุนก็จะมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย เช่น ลงทุนในตราสารตลาดเงิน ตราสารหนี้ หุ้นในไทย และหุ้นในต่างประเทศ ส่วนเราก็มีหน้าที่เลือกว่าชอบแพ็คเกจไหน นโยบายการลงทุนของแต่ละบริษัทจัดการจะไม่เหมือนกัน เราสามารถสอบถามจากฝ่ายบุคคลที่บริษัทได้
⠀
3.ได้เงินสมทบจากนายจ้าง
⠀
หากใครไม่เข้าใจในข้อนี้ ถือว่าพลาดมาก! เพราะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ "เหมือนได้เงินโบนัสเพิ่มทุกเดือน" ใครหลายคนมองข้ามเพียงเพราะ "อาจจะไม่เข้าใจมัน" โดยเฉพาะน้องๆ ที่เพิ่งเข้ามาทำงาน ขอบอกเลยว่าถ้าบริษัทมี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ให้ "ห้ามพลาด ในการเป็นสมาชิก" เพราะนี่คือสวัสดิการที่นายจ้างให้เฉพาะลูกจ้างที่สมัครเป็นสมาชิกเท่านั้น (และไม่ใช่ว่านายจ้างทุกรายจะมีให้นะ ดังนั้น บริษัทไหนมีให้คือ ดีมาก)
⠀
เพื่อความชัดเจน อยากให้ลองนึกตามง่ายๆ ค่ะ สมมุติเราเงินเดือน 30,000 บาทและส่งเงินสะสม 5% = 1,500 บาท บริษัทสมทบให้อีกในอัตรา 3% (ของเงินเดือนเรา) = 900 บาท หมายความว่า ในเดือนนั้นเราได้เงินฟรีจากนายจ้าง 900 บาท ซึ่งคิดเป็น 60% ของเงินต้นเรา (1,500 บาท) คุณพระ! ลงทุนเองยังไม่ได้ขนาดนี้เลยนะ แล้วถ้าบริษัทสมทบเรา 5% ล่ะ? นั่นหมายความว่าเราจะได้เงินฟรี 1,500 บาท หรือคิดเป็น 100% ของเงินต้นเลยทีเดียว
⠀
นี่ยังไม่นับรวมเงินที่จะได้จากการนำเงินสะสมและเงินสมทบจำนวน 3,200 บาท (1500+900) ไปลงทุนให้เกิดดอกออกผลต่อไปอีกนะ OMG! ออมกันเถอะ
⠀
4.ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
⠀
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ยังให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีถึง 3 ต่อ คือ
⠀
1.สมาชิกนำเงินสะสมไปลดหย่อนภาษีได้ : ลดหย่อนตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15% ของรายได้ และเมื่อรวมกับ RMF SSF หรือเบี้ยประกันบำนาญแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
⠀
2.ผลตอบแทนจากเงินลงทุนของกองทุน ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ : ผลตอบแทนจากการลงทุนทั้งหมดของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไม่ว่าจะลงทุนในอะไร จะได้รับการยกเว้นภาษีซึ่งเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมการออมระยะยาวเพื่อการเกษียณอายุ
⠀
3.สมาชิกได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเมื่อนำเงินออกจากกองทุน :
⠀
ไม่ว่าเราจะออกจากกองทุนด้วย การเกษียณ -ออกจากงาน -ลาออกจากกองทุนโดยไม่ออกจากงาน เงินที่ได้รับจากกองทุนฯ (จะมี 4 ส่วนคือ 1.เงินสะสม 2.ผลประโยชน์เงินสะสม 3.เงินสมทบ 4.ผลประโยชน์เงินสมทบ) ในส่วนของเงินสะสม ไม่ต้องเสียภาษี แต่อีก 3 ส่วนที่เหลืออาจจะต้องเสีย ซึ่งจะมีเงื่อนไขด้านอายุงาน ,อายุสมาชิกกองทุนฯ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย