1.เข้าใจตัวเอง เพื่อให้ลงทุนได้ถูกทาง
สิ่งแรกที่เราต้องเข้าใจเป็นอันดับแรก ก็คือ “เข้าใจตัวเอง” ลองถามตัวเองดูว่า... เรามี เป้าหมายการลงทุนไปเพื่ออะไร ต้องการใช้เงินมากน้อยแค่ไหน? และ ต้องการบรรลุเป้าหมายเมื่อไหร่?
และตัวเราสามารถยอมรับความเสี่ยงได้แค่ไหน?” เพราะจะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีว่าทางเลือกลงทุนแบบไหนและสัดส่วนการลงทุนแบบใดที่จะเหมาะกับเรามากที่สุด โดยจะแบ่งการยอมรับความเสี่ยงได้ เป็น 3 ระดับ
1.1 รับความเสี่ยงได้ต่ำ (Conservative)
ยอมรับความผันผวนได้น้อย หรือแทบจะไม่ได้เลย ซึ่งการลงทุนส่วนใหญ่จึงมุ่งไปที่การพยายามรักษาเงินลงทุนให้ปลอดภัยที่สุด
1.2 รับความเสี่ยงได้ปานกลาง (Moderate)
ยอมรับความผันผวนได้บ้าง แต่ต้องไม่มากจนเกินไปเพื่อแลกกับการได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น
1.3 รับความเสี่ยงได้สูง (Aggressive)
แสดงว่าไม่กังวลกับความผันผวน เพราะหวังจะได้รับผลตอบแทนที่สูง รวมถึงโอกาสที่เงินลงทุนจะเติบโตด้วย
2.จัดสรรเงินให้ดี เตรียมเงินลงทุนให้พร้อม
ขึ้นชื่อว่า การลงทุน แน่นอนว่าต้องใช้เงิน ฉะนั้น เราต้องจัดสรรเงินให้ดี ไม่เอาเงินร้อน หรือเงินกู้มาลงทุน เพราะถ้าขาดทุนขึ้นมา นอกจากจะบอบช้ำจากการขาดทุนแล้ว ยังต้องหาเงินมาใช้หนี้ที่กู้มาอีก ทางที่ดีควรเป็นเงินเย็น เงินที่แบ่งมาจากเงินออมในทุกๆเดือน เช่น
ทุกๆเดือน เราแบ่งเงิน 20% จากเงินเดือนมาออม เปลี่ยนเป็น แบ่งออม 10% และอีก 10% มาเป็นลงทุนแทน
3.แบ่งสัดส่วนการลงทุน เพิ่มความยืดหยุ่นให้พอร์ต
ถ้าเป็นนักลงทุนมือใหม่ อาจเริ่มต้นด้วยการแบ่งเงินลงทุนไปลงทุนในหุ้นก่อนเพียงเล็กน้อยและเน้นซื้อพันธบัตรรัฐบาลหรือฝากประจำเพื่อลดความเสี่ยง แต่เมื่อรับความผันผวนจากการลงทุนในหุ้นได้สูงขึ้น หรือเริ่มได้ผลตอบแทนจากหุ้นมากขึ้น ก็ค่อยทยอยเพิ่มลงทุนในหุ้นมากขึ้น
อย่างที่เรารู้กันว่าการลงทุนในหุ้นมีความผันผวนค่อนข้างสูง ดังนั้น การปรับพอร์ตการลงทุน ให้เหมาะสมกับตัวเรา จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
4.ติดตามผลอย่างใกล้ชิด
เมื่อเริ่มลงทุนไปแล้ว เราต้องขยันเข้ามาติดตามผลกันหน่อยนะ อาจจะทุก 6 เดือน หรือ 1 ปีก็ได้ แล้วแต่ความสะดวก โดยดูว่าผลตอบแทนที่ได้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้แล้วหรือยัง หากไม่ เราก็จะได้ “ปรับพอร์ตการลงทุน” ได้ทันเวลา
5.ใช้ตัวช่วยเพื่อประหยัดเวลา
หลายคนคงไม่ได้ลงทุนแบบ full time แต่มีงานประจำทำควบคู่ไปพร้อมกับการลงทุนด้วย นั่นทำให้เราไม่มีเวลามาดู หรือวิเคราะห์หุ้นได้รายตัว ถ้ามานั่งดูทุกตัว คงใช้เวลาทั้งวันทั้งคืน
โชคดีที่ผมไปเจอ Trademan เป็นแพลตฟอร์มวิเคราะห์หุ้น ที่จะช่วยประหยัดเวลาในการมานั่งดูหุ้นรายตัว เพราะ Trademan มี Stock Analysis ที่จะวิเคราะห์หุ้นแบบเจาะลึก ทั้งปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค ช่วยให้เห็นภาพรวมของหุ้น
ที่มา : SET ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย