รู้สึกว่าช่วงนี้มีคนมาปรึกษาเรื่องหนี้สินกับผมมากเกินปกติ
คงเพราะว่าพิษของโควิด-19 ได้เบ่งบวมเต็มที่ต่อสภาพคล่องทางการเงิน
ขณะที่มาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ กำลังทยอยหมดวาระ
เช่น เงิน 5,000 บาทจากโครงการ "เราไม่ทิ้งกัน"
การพักชำระหนี้สินต่าง ๆ จากสถาบันการเงิน
ซึ่งส่วนใหญ่ให้เวลาหายใจหายคอเพียง 3 เดือน
แต่โควิด-19 ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหายขาด
บางรายโชคดีหน่อยสามารถขอต่อเวลาพักชำระหนี้ได้
แต่หลายรายต้องกลับไปชำระหนี้ตามปกติ
นี่ล่ะปัญหา เพราะรายได้มันยังไม่กลับมาเหมือนปกติ
และหนี้สินก้อนใหญ่ที่สำคัญคือ "สินเชื่อบ้าน"
คือหนี้อื่น ๆ ถ้าไม่ไหวยังพอเบี้ยวได้เนอะ
แต่บ้านหากไม่จ่ายเกิน 3 เดือน
เจ้าหนี้มีสิทธิยกเลิกสัญญา และมายึดทรัพย์ได้
งึด ! เลยทีนี้ เพราะเป็น 1 ในปัจจัย 4
ความร้อนรนจึงประทุขึ้นในใจของลูกหนี้ทั้งหลาย
"ทำไงดี" คือวลียอดนิยม ที่ได้ยินเกือบทุกวัน
จึงอยากนำมาเล่าให้อ่านไปพร้อม ๆ กัน ว่าควร "ทำไงดี"
เหมือนที่เคยบอกไปทุกครั้งนะครับว่า
ปัญหาขาดกำลังชำระ "หนี้สิน"
ต้องแก้ไขด้วยการ "เจรจา"
อย่ามัวแต่โอดครวญ โทษฟ้า โทษดิน
ไม่ต้องไปโพสตัดพ้อ หรือด่าใคร ในโลกโซเชี่ยล
เพราะมันไม่ได้ช่วยให้หนี้สินหายไป หรือมีเงินใหม่เข้ามา
ทางที่ถูกคือเป็นหนี้กับใครให้ไปเจรจากับคนนั้น
แต่ที่เจอประจำคือ....
ถามเก่งแต่กับคนที่ไม่เกี่ยว พอแนะให้ไปถามเจ้าหนี้กลับใบ้แดก !
โถ โถ โถ ... อิหยังวะ
ผมไม่ได้ว่านะ ตอนเขียนนี่นั่งยิ้มเลยล่ะ
อย่าเอาอารมณ์ไปใส่ในตัวอักษร อิอิ
มา...จะอธิบายให้อ่านกันโดยละเอียด
เน้นที่ "สินเชื่อบ้าน" โดยเฉพาะเลย
เมื่อรู้ตัวว่าเริ่มผ่อนบ้านไม่ไหวและไม่อยากถูกยึด
ต้องไปติดต่อเจ้าหนี้เพื่อเจรจาขอผ่อนผันหรือประนอมหนี้
ซึ่ง "สินเชื่อบ้าน" มีแนวทางการเจรจามากมายเลยล่ะ
เพราะเจ้าหนี้เขาไม่อยากยึดหรอก ขั้นตอนเยอะ เสียเวลา
1. ขอลด
ทั้งลดดอกเบี้ย, ลดค่างวด, ลดค่าปรับ ฯลฯ
อะไรที่ขอเจ้าหนี้ลดได้ขอไปเลย
เพื่อบรรเทาภาระผ่อนจ่ายของเรา
2. ขอเพิ่ม
ก็คือให้ขอขยายเวลากู้เงินไปอีก
เพื่อลดเงินค่างวดให้น้อยลง
ใช่ครับ...หนี้อาจจะเพิ่ม เพราะดอกเบี้ยบ้าน
ยิ่งจ่ายนานยิ่งเยอะ แต่ขอไปก่อน เพื่อลดภาระปัจจุบัน
อีก 1-2 ปี มีรายได้เป็นปกติหรือดีกว่าปัจจุบันค่อยว่ากันใหม่
3. ขอพัก
ข้อนี้สำคัญ เพราะจะลดภาระได้อย่างมีนัยสำคัญ
เช่น ขอพักเงินต้น จ่ายแต่ดอกเบี้ย อันนี้ลดภาระได้มากอยู่
หรือ ขอพักชำระหนี้่ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย
อันนี้จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดหากได้รับการอนุมัติ
เพราะค่างวดจะหายไป แต่จะขอยากหน่อย
ขึ้นอยู่กับประวัติการชำระที่ผ่านมา
และมักจะได้ไม่เกิน 3-6 เดือน
แต่ก็ต้องลองขอดู....
ย้ำว่าเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ต้องครบ
หนังสือรับรองการขาดรายได้
งบการเงินล่วงหน้า
รวมถึงทำแผนการหารายได้ในอนาคตด้วย
ไม่ใช่ว่าตกงาน ก็ตกงาน แต่ไม่คิดเผื่อว่าจะทำอะไรต่อไป
แบบนั้นใครเขาจะมั่นใจว่าคุณจะหาเงินจากไหนมาใช้หนี้
4. ขอโอน
โอนในที่นี้คือโอนบ้านของเราให้เจ้าหนี้ชั่วคราว
ยังไงหว่า ? ....
ลักษณะเหมือนการขายฝากแล้วเช่าบ้านตัวเองอยู่
โดยปกติจะคิดค่าเช่าที่ประมาณ 0.4-0.6% ของหลักทรัพย์
เหมาะกับลูกหนี้ที่คาดว่าจะขาดรายได้ในระยะ 1 ปี
วิธีนี้จะช่วยให้จ่ายค่าเช่าที่ต่ำกว่าค่างวดผ่อนในระยะยาวได้
โดยทำสัญญาจะซื้อคืน หากมีศักยภาพเพียงพอเหมือนเดิม
ซึ่งเจ้าหนี้จะขายคืนให้คิดราคาจากยอดหนี้คงเหลือ
5. ขอให้เจ้าหนี้ใจเย็น ๆ
ข้อนี้หมายถึงหากวิธีการข้างต้นที่ว่าไม่สำเร็จเลย
แล้วไม่มีกำลังในการชำระหนี้ ต้องหยุดจ่าย
เราสามารถขอให้เจ้าหนี้ชะลอการฟ้อง ยึดทรัพย์-ขายทอดตลาดได้
คือหลังจากเราไม่จ่ายครบ 3 เดือน เราสามารถไปขอได้
แต่มีข้อแม้ว่าต้องกลับมาจ่ายให้ทันภายในเดือนที่ 6 นะ
หรือ...หากเรื่องไปถึงขั้นฟ้องแล้ว
สามารถไปขอยอมความกันที่ศาลได้
แต่เราต้องจ่ายค่าธรรมเนียมศาล ค่าดำเนินคดี-ทนายให้ครบถ้วน
หลังจากนั้นจะสามารถขอเจรจาเพื่อกำหนดงวดเงินผ่อนชำระใหม่ได้
6. ขอเริ่มใหม่
ข้อนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้าหนี้ละ
แต่เกี่ยวกับเราและคนรอบตัว
คือขอให้ญาติพี่น้อง, สามี-ภรรยา, เพื่อนรัก-เพื่อนแท้ ฯลฯ
ที่ยังมีสถานภาพทางการเงินปกติ ให้มาช่วยซื้อบ้านต่อเราหน่อย
แล้วเราเป็นคนเริ่มผ่อนจ่ายใหม่
ข้อนี้หากทำสำเร็จอาจจะได้เงินก้อนใหม่มาเติมสภาพคล่องด้วย
เหมือนกับการรีไฟแนนซ์ แต่ตัวเราเองขาดรายได้ การทำรีไฟแนนซ์จะลำบาก
ดังนั้นต้องไหว้วานคนที่มีศักยภาพเพียงพอ มาจัดการตรงนี้ให้
แต่...................
ข้อเสียคือ ใครจะยอมช่วยง่าย ๆ
เขาจะไว้ใจเราไหม หรือเราจะไว้ใจเขาได้ไหม
เพราะกรรมสิทธิ์บ้านหลังนี้จะเป็นของผู้อื่นทันทีทางกฎหมาย (เพราะไม่ใช่ชื่อเราแล้ว)
ซึ่งต้องคิดดี ๆ คิดมาก ๆ คิดหนัก ๆ เลย
เอาจริงนะ หากไม่ไหว ขายไปก่อนเถอะ
อาจจะยังมีกำรี้กำไรเข้ามาเติมสภาพคล่องได้บ้าง
ไม่ต้องเสียเครดิตด้วย...
"มีบ้าน" กับ "มีหนี้บ้าน" มันต่างกันนะ
หาก "บ้าน" หมายถึงที่อยู่อาศัย
เช่าอยู่ก็ "บ้าน" เหมือนกันแหล่ะ
#Saveบ้าน
#เรื่องหนี้คุยกับเจ้าหนี้
#ไม่ไหวก็ขายไปก่อนเถอะ
//////////////