ไม่มีรายการ

ซื้อกองทุนรวมครั้งแรก เลือกยังไงดี?

07 เมษายน 2564


ในโลกการลงทุน “ผลตอบแทนและความเสี่ยง” เกิดคู่กันเสมอ

     หนทางเดียวที่จะจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อบรรลุเป้าหมายผลตอบแทนอย่างที่คาดหวัง คือ “การกระจายการลงทุน” หรือการจัดพอร์ตนั่นเอง

     จากผลงานวิจัยของ Harry Markowitz พบว่า “การจัดสรรสินทรัพย์ลงทุน” เป็นส่วนสำคัญที่มีผลต่อการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ด้วยสัดส่วนสูงถึง 94% ขณะที่การคัดเลือกสินทรัพย์ลงทุน และการจับจังหวะตลาด ช่วงสร้างผลตอบแทนสูงเป็นครั้งคราวในระยะสั้น แต่ในระยะยาวไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

     นั่นคือ เราต้องโฟกัสที่ “การจัดสรรสินทรัพย์ลงทุน” หรือการจัดพอร์ต เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราสามารถจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุเป้าหมายการลงทุนได้อย่างที่หวัง


     ถ้าจะซื้อกองทุนครั้งแรก หรือจัดพอร์ตครั้งแรก ควรทำอย่างไรดี?

     ผลตอบแทนมาพร้อมกับความเสี่ยง “High Risk High Return”

     ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะคาดหวังผลตอบแทนสูง แต่ผิดถ้าการยอมรับความเสี่ยงไม่ได้สูงตาม เห็นตัวเลขติดลบ 5% ถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ ก็ไม่ควรลงทุนในสินทนัพย์ที่เสี่ยงสูง

     ดังนั้น ก่อนจะลงทุน ต้องรู้ก่อนว่าตัวเรานั้นยอมรับควาเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน ผ่านการทำแบบประเมินความเสี่ยง จากนั้นเอาไปเทียบกับระดับความเสี่ยงของกองทุนรวม

ระดับความเสี่ยงของกองทุนรวม 

ระกับความเสี่ยงกองทุน

ระดับต่าง ๆ ความเสี่ยงของกองทุนรวม

 

     ระดับต่าง ๆ ความเสี่ยงของกองทุนรวมของต้น ตามรูปข้างต้นจะมีคำแนะนำเบื้องต้นถึงหลักทรัพย์ที่ลงทุนเป็นหลัก ซึ่งเราสามารถนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับระดับการยอมรับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

     นอกจากเลือกกองทุนตามระดับความเสี่ยงแล้ว เรายังต้องพิจาณาถึงผลตอบแทนที่คาดหวังด้วย โดยกองทุนรวมสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ตามผลตอบแทนที่คาดหวัง คือ Active Fund กับ Passive Fund

     Active Fund คือ กองทุนที่ผู้จัดการกองทุนพยายามทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนชนะค่ามาตรฐาน (Benchmark) ด้วยเหตุนี้คนส่วนใหญ่จึงยังเข้าใจผิดกันค่อนข้างมากว่าสำหรับ Active Fund ผู้จัดการกองทุนต้องขยันซื้อขายหุ้นบ่อย ๆ เพื่อทำกำไร และคาดหวังว่าผู้จัดการกองทุนต้องมีความรู้ความสามารถสูงกว่าและมีข้อมูลที่ดีกว่านักลงทุนทั่วไป สามารถคาดการณ์ทิศทางของตลาดได้แม่นยำ แต่ความเป็นจริงผู้จัดการกองทุนไม่ได้มีความสามารถในการคาดการณ์ทิศทางของตลาดหรือหุ้นรายตัวได้ถูกต้องแม่นยำเหนือนักลงทุนทั่วไป

     ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนของผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากความสามารถในการจับจังหวะตลาดและทำกำไรจากการขึ้นลงของราคาหุ้น (ถ้าเทียบกันแล้วนักลงทุนอาจซื้อขายหุ้นบ่อยกว่าผู้จัดการกองทุนด้วยซ้ำ) ผลตอบแทนส่วนใหญ่มาจากการคัดสรรและเลือกลงทุนในหุ้นที่ผู้จัดการกองทุนได้ทำการวิเคราะห์มาอย่างรอบด้านแล้วว่าเป็นหุ้นที่ราคามีโอกาสขึ้นดีจากพื้นฐานของตัวบริษัทที่มียอดขายและกำไรที่ดี มีอัตราการเติบโตสูง มีองค์ประกอบของสินค้าและบริการ ผู้บริหาร และแผนธุรกิจที่สอดคล้องและได้ประโยขน์จากปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจ ซึ่งเกิดจากการวิเคราะห์และติดตามข้อมูลของบริษัทต่าง ๆ รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจ อุตสหากรรม อย่างสม่ำเสมอ จึงเรียกได้ว่าเน้นการลงทุนระยะยาวในหุ้นที่คัดเลือกมาเป็นอย่างดีแล้ว

     ดังนั้น “Active Fund” ที่ดีจะต้องทำผลทำผลตอบแทนได้มากกว่าค่ามาตรฐาน (Benchmark) และที่สำคัญต้องทำให้ได้ในระยะยาว การทำกำไรมากกว่าตลาดในระยะสั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถทำได้ แต่การทำได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวเป็นเรื่องที่ยากมาก โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่มีขนาดใหญ่อย่างตลาดหุ้นอเมริกา ที่มีนักลงทุนหลายล้านคนและมีเม็ดเงินจำนวนมหาศาล รวมถึงในปัจจุบันนักลงทุนทุกคนก็แทบจะเข้าถึงข้อมูลกันหมดอย่างเท่าเทียมแล้ว หรือในทางทฤษฎีเราจะเรียกว่าตลาดที่มีประสิทธิภาพ (Efficient Market) ที่จะไม่สามารถทำกำไรจากข้อมูลข่าวสารที่มากกว่าคนอื่นได้

     Passive Fund เป็นกองทุนที่มุ่งหวังผลตอบแทนในระดับเดียวกับผลตอบแทนของตลาด เช่น กองทุนหุ้น SET50 คาดหวังจะสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี SET 50 เป็นการบริหารภายใต้แนวคิดที่ไม่เชื่อว่าในระยะยาว ผู้จัดการกองทุนสามารถบริหารกองทุนให้ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าผลตอบแทนของตลาด จึงไม่จำเป็นต้องเสียค่าธรรมเนียมการจัดการอัตราที่สูงกว่าเพื่อจ้างผู้จัดการกองทุน แต่ใช้วิธีบริหารแบบง่าย ๆ ไม่ต้องเสียเวลาวิเคราะห์หุ้นและภาวะเศรษฐกิจให้วุ่นวาย จึงจัดสรรเงินทุนในพอร์ตโดยซื้อหุ้นทุกตัวตามน้ำหนักหรือสัดส่วนของหุ้นที่ใช้ในการคำนวนดัชนี หรืออาจใช้แบบจำลองในการคำนวนเลือกหุ้นและจัดสรรสัดส่วนให้ได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับตลาดมากที่สุด โดยลงทุนในแบบนั้นไปตลอด จึงสามารถเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการได้ในอัตราต่ำ

     เลือกลงทุนกับกองทุนรวมประเภท Active Fund หรือว่า Passive Fund ดีกว่ากัน?

     Warren Buffet หรือที่คนไทยจะเรียกกันว่า ‘ปู่วอร์เรน’ เป็นนักลงทุนที่ถือว่าเป็นต้นแบบการลงทุนรูปแบบ Value Investor (VI) ของโลก ได้นำเสนอแนวคิดที่น่าสนใจไว้ว่า “ไม่มีนักลงทุนคนไหนที่สามารถเอาชนะตลาดได้ในระยะยาว” และสิ่งที่เป็นศัตรูของนักลงทุนมากที่สุดก็คือ “ค่าใช้จ่าย” และ “อารมณ์”

     นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าตัวเองเก่ง ฉลาด สามารถเอาชนะตลาดได้ ทำให้เกิดการซื้อขายอย่างต่อเนื่อง การซื้อขายบ่อย ๆ นำมาซึ่ง “ค่าใช้จ่าย” นั่นเอง

     และเรื่องของ “อารมณ์” เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ขาดทุน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหุ้นตามเพื่อน มั่นในใจการลงทุนจนเทหมดหน้าตักลงไปในหุ้นไม่กี่ตัว ไม่กล้าซื้อตอนหุ้นที่ดีปรับตัวลงมาแรง หรือไม่กล้าตัดขาดทุนเมื่อหุ้นลงมาถึงจุดที่เรากำหนดตัดขาดทุนไว้

     “อารมณ์” เป็นสิ่งที่ทำให้ตลาดการลงทุนมีการปรับตัวขึ้นลงอย่างต่อเนื่อง เพราะถ้านักลงทุนทุกคนไม่มีอารมณ์เข้ามาร่วมกับการลงทุน เราคงได้เห็น “เส้นราคา” ของดัชนีทุกตัวบนโลกปรับเพิ่มขึ้นเป็นเส้นตรงที่มีความชันเล็กน้อยอย่างแน่นอน 

     ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทำให้ Warren Buffet มองว่าการลงทุนแบบ Active จึงไม่ใช่ทางออกที่ดีเพราะว่าการประเภทพยายามเอาชนะตลาด นำมาซึ่งค่าใช้จ่าย (Fee) ที่สูงกว่ากองทุนแบบ Passive แม้จะให้ผลตอบแทนที่ดีในบางช่วงเวลา แต่ไม่ใช่สำหรับการลงทุนระยะยาวแน่นอน 

     หลักการที่ Warren Buffet ใช้ทั้งหมดอยู่ภายใต้เงื่อนไขตลาดหุ้นเป็นตลาดที่มีประสิทธิภาพ (Efficient Market) มีผู้เล่นมากราย และผู้เล่นทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้เท่าเทียมกัน แต่สำหรับตลาดหุ้นไทย ที่มีขนาดเล็กและมีผู้เล่นน้อยรายกว่ามาก ทำให้จากสถิติจึงมี Active Fund ที่ยังสามารถทำผลตอบแทนที่มากกว่าตลาดได้อยู่

 

     สรุป!! ซื้อกองทุนครั้งแรก ควรเลือกตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ในกองทุนแบบ Passive Fund ที่ให้ผลตอบแทนล้อไปกับ Benchmark

บทความแนะนำล่าสุด

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ