5 เหตุผลสำคัญ ที่มนุษย์เงินเดือน ต้องมีประกันสุขภาพติดตัวเอาไว้ !

"เป็นมนุษย์เงินเดือน มีประกันกลุ่มของบริษัทอยู่แล้ว จะทำประกันเพิ่มให้เปลืองตังไปทำไม" "ทำงานมาตั้งนาน ไม่เคยป่วยหนักเลย ไม่เห็นจำเป็นต้องทำ" "เอาเงินที่ซื้อประกัน เอามาเก็บออมดีกว่า ถ้าป่วยจริงๆก็ค่อยนำเงินที่ออมมาจ่ายค่ารักษาก็ได้" เป็นคำพูดของมนุษย์เงินเดือนหลายคน ที่ผมเจอมา หลังจากถามว่า ทำไมถึงไม่ทำประกันสุขภาพ วันนี้ผมเลยจะมาบอกถึง 5 เหตุผล ว่าทำไม มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆเนี่ย ควรแบ่งเงินบางส่วนมาทำประกันสุขภาพให้กับตัวเองบ้าง 5 เหตุผลผลสำคัญ ที่มนุษย์เงินเดือน ต้องมีประกันสุขภาพติดตัวเอาไว้ 1.หมดห่วงเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่แพงขึ้นทุกปี ปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชน ค่ารักษาพยาบาลแพงมากๆ ผมจำได้เลยว่าตอนที่ไปเข้าโรงพยาบาล แค่ตรวจนิดหน่อยๆ พบหมอ ได้ยาไม่กี่ตัว ก็โดนค่ารักษาไปเกือบ 3,000 บาทแล้ว แต่ดีที่ตอนนั้นผมมีประกันสุขภาพติดตัวเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่งั้นได้นั่งกุมขมับ เสียดายเงินที่ต้องจ่ายแน่ๆ 2.ประกันกลุ่มของบริษัทอย่างเดียว ไม่เพียงพอ หลายบริษัทจะมีประกันกลุ่มให้กับพนักงานในองค์กร ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เหมือนเป็นโล่ชั้นแรกให้กับเรา แต่แน่นอนว่าข้อเสียของประกันกลุ่มก็คือวงเงินที่จำกัด อย่าง OPD ตัวผมเองได้เพียงครั้งละ 1,000 บาทเท่านั้น นั่นหมายความว่าส่วนที่เหลือผมต้องออกเองล้วนๆ 3.มีทางเลือกในการรักษาที่หลากหลาย บางที่เราก็อยากไปเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลดีๆ ซึ่งอาจจะอยู่นอกสิทธิประกันสังคม ทำให้มีทางเลือกในการรักษาน้อย แต่ถ้าทำประกันสุขภาพเพิ่มเติม สามารถเข้ารับการรักษาได้ทั้งจากโรงพยาบาลรัฐฯ ใกล้บ้าน หรือโรงพยาบาลเอกชนที่มีอุปกรณ์ครบครันได้ตามต้องการ 4.สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ เบี้ยประกันสุขภาพ ที่เราจ่ายไป สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ด้วย ได้สูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท แน่นอนว่าถ้าเราต้องเสียภาษีทุกปีอยู่แล้ว จะดีกว่าไหมถ้าเรานำเงินที่ต้องจ่ายภาษีไปจ่ายค่าประกันแทน เหมือนได้เพิ่มความคุ้มครองมาฟรีๆ 5.บางบริษัทไม่มีประกันกลุ่มให้ แน่นอนว่าหลายบริษัทมีประกันกลุ่ม แต่ก็มีอีกหลายบริษัทเช่นกัน ที่มีเพียงประกันสังคมให้กับเรา ทำให้ทางเลือกในการรักษาน้อย รอนาน และอาจจะได้รับการดูแลที่ไม่ดี และอย่างแย่ที่สุด ถ้าเราเกิดตกงานกะทันหัน ไม่มีประกันกลุ่มของบริษัท และเกิดป่วยขึ้นมาอีก เคราะห์ซ้ำกรรมซัด แถมไม่มีประกันสุขภาพมาช่วยรองรับค่ารักษาพยาบาล สรุปสาระสำคัญ สำหรับใครที่ฟังแล้ว ก็ยังลังเลว่าจะทำดีไหม ผมก็อยากให้ลองดูประกันต่างๆที่เรามีทั้งประกันบริษัท ประกันสังคม ว่าเพียงพอไหม ถ้าเกิดเราล้มป่วยขึ้นมาจริงๆ เพราะทุกคนก็น่าจะอยากได้รับการรักษาที่ดี และสบายใจกันทั้งนั้น บทความที่เกี่ยวข้อง -การเงินจะมั่งคั่ง ฐานการเงินต้องมั่นคง "ดั่งพีระมิดการเงิน" -จับคู่การใช้ชีวิตกับประกันที่ต้องมี -ชีวิตการเงินอาจจะพัง ถ้ายังบริหารความเสี่ยงไม่ดี

  ธนากร นวมรัตน์


  27 พฤษภาคม 2567

แอดมิดบ่อยไม่กระทบเงินเก็บ แค่มีประกันสุขภาพ IPD

ไม่มีใครอยากป่วยหนักหรือได้รับบาดเจ็บ ถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล เพราะเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลา แต่ในเมื่อเราไม่สามารถรู้อนาคตได้ จะดีกว่าไหม ถ้าเรามีประกันสุขภาพ IPD ที่รองรับทั้งค่ารักษาพยาบาลและครอบคลุมไปถึงค่าห้องของโรงพยาบาลด้วย เบี้ยเริ่มต้นเพียงวันละ 25 บาท เท่านั้น สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิก ! 1.วังวนการเงินที่หลายคนติด เพื่อนๆเคยติดอยู่กับวังวนนี้ไหมทำงานหนัก ใช้แบบประหยัด เก็บเงินทุกเม็ด แต่สุดท้ายเกิดป่วย ต้องนอนโรงพยาบาลหลายวัน จนสุดท้ายเงินที่เก็บมา ก็โดนเอาไปจ่ายค่ารักษาจนหมด 2.วางแผนการเงินตามพีระมิดการเงินเพื่อหลุดจากวังวน แล้วทำยังไงให้หลุดจากวังวนนี้เริ่มต้นวางแผนการเงินด้วย “พีระมิดการเงิน”ที่เริ่มต้นสร้างจากฐาน ด้วยการทำ รายรับ > รายจ่ายและค่อยๆสะสมเงินเก็บเพิ่มเติม แต่สิ่งที่หลายคนพลาดในการวางแผนการเงินก็คือ “การป้องกันความเสี่ยง”อย่างการทำประกัน เมื่อเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ต้องเข้าโรงพยาบาล กลายเป็นว่าเงินที่หามาทั้งชีวิต ก็ต้องหมดไปกับค่ารักษาพยาบาลและต้องมาเริ่มต้นเก็บเงินใหม่ 3.ทำไมการวางแผนการเงินต้องป้องกันความเสี่ยง การวางแผนการเงิน จึงต้องมีการป้องกันความเสี่ยง เพื่อรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน 4.ป้องกันความเสี่ยงได้อย่างไรบ้าง ? การป้องกันความเสี่ยงสามารถทำได้ 2 ทาง1.สร้างเงินสำรองฉุกเฉิน 6-12 เท่าของรายจ่าย อันนี้สำคัญมาก เป็นเงินก้อนแรกที่ต้องมี2.ทำประกันสุขภาพที่เหมาะสม เกิดเจ็บป่วยมา จะได้ไม่ต้องเสียเงินไปกับค่ารักษา 4.วิธีเลือกประกันสุขภาพที่เหมาะสม 1.ดูงบประมาณ 2.ดูความเหมาะสมของค่าเบี้ยกับความคุ้มครอง 3.ดูโรงพยาบาลในสิทธิการรักษา 4.มีทั้งแบบแยกและเหมาจ่าย 5.ดูบริษัทประกันที่น่าเชื่อถือและไว้ใจได้ 5.ประกันสุขภาพ IPD จากกรุงเทพประกันภัย ถ้าใครกำลังมองหาประกันสุขภาพอยู่ แอดมีมาแนะนำกับประกันสุขภาพ IPD จากกรุงเทพประกันภัยเพราะได้รับการคุ้มครองสูงสุดถึง 1 ล้านบาท !!ค่าเบี้ยเริ่มต้นเพียงวันละ 25 บาทแต่ได้รับการคุ้มครองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น-ค่าแพทย์เจ้าของไข้-ค่าปรึกษาแพทย์พิเศษ-ค่าวิสัญญีแพทย์-ค่าการพยาบาล-ค่าวินิจฉัยโรค-ค่าห้องผ่าตัด-ค่ายาและค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย คลิก ! บทสรุป เริ่มต้นวางแผนการเงินให้เป็นไปตามหลักพีระมิดการเงิน ค่อยๆขยับทำไปทีละชั้น ป้องกันความเสี่ยงด้วยการทำประกัน และเลือกประกันที่เหมาะสมกับเรา

  ธนากร นวมรัตน์


  18 เมษายน 2567

7 สัญญาณ ที่กำลังบอกว่าคุณสุขภาพการเงินดี

สุขภาพทางการเงิน ก็เหมือนสุขภาพของตัวเรา เราจึงจำเป็นที่จะต้องใส่ใจ และดูแลอยู่ตลอดเวลา เพราะถ้าไม่สนใจและปล่อยทิ้งไว้ วันนึงอาจจะถึงขั้นไม่สามารถหาทางออกให้กับชีวิตได้เลย ฉะนั้นเราจึงต้องทำให้สุขภาพทางการเงินให้ดีอยู่ตลอด เพื่อนๆอาจจะถามว่า "แล้วจะรู้ได้ยังไง ว่าสุขภาพการเงินเราดี?" 7 สัญญาณ ที่กำลังบอกว่าคุณสุขภาพการเงินดี ไปดูกันเลย 1.มีเงินเก็บสำรองฉุกเฉิน 6 -12 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน เมื่อกิดเหตุฉุกเฉินที่ต้องใช้เงิน หรือตกงาน ขาดรายได้ เราก็ยังมีเงินก้อนนี้ในการใช้ชีวิตต่อได้ . 2.ใช้น้อยกว่าที่หาได้ และเหลือเก็บทุกเดือน เป็นสัญญาณที่ดี เพราะจะทำให้เรามีเงินเหลือเก็บทุกเดือน 3.มีหนี้ต่อเดือนไม่เกิน 40% ของรายได้ มีรายได้ต่อเดือนเพียงพอต่อการชำระหนี้ และไม่ลำบากในการใช้จ่ายในแต่ละวัน 4.มีการทำประกัน เพื่อปกป้องความเสี่ยง ทุกวันนี้คนเราเจอความเสี่ยงเยอะมากในแต่ละวัน ตั้งแต่เริ่มออกจากบ้าน ทั้งการเดินทาง โรคภัยไข้เจ็บ การมีประกันติดตัวไว้ ยังไงก็ปลอดภัยกับเงินในกระเป๋ามากกว่า ถ้าไม่ทำประกันไว้แล้วเกิดป่วยหนัก เงินที่หามา อาจจะหายไปกับค่ารักษาพยาบาลได้เลย 5.แบ่งเงินบางส่วนนำไปลงทุน การออมเป็นสิ่งที่ดี แต่การลงทุนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความมั่งคั่งให้กับเราได้ วางเงินไว้ผิดที่ 10 ปีก็ไม่รวย แต่แน่นอนว่าการลงทุนมันต้องมีความรู้ควบคู่ไปด้วย ค่อยๆเริ่มศึกษาในสินทรัพย์ที่เราจะไปลงทุน เริ่มลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อยๆ แล้วค่อยขยับพอร์ตการลงทุนให้ใหญ่ขึ้นตามความรู้ความสามารถของตัวเรา 6.มีทรัพย์สิน มากกว่าหนี้สิน ทุกๆปี ลองเอางบการเงินมาเปิดดูว่าในแต่ละปี เรามีทรัพย์สินมากขึ้น หรือมีหนี้สินเพิ่มขึ้น พยายามสร้างทรัพย์สินให้มากกว่าหนี้สิน เพราะไม่งั้นชีวิตการเงินจะยิ่งติดลบไปเรื่อยๆ 7.มีเงินเหลือเพื่อทำตามฝัน สิ่งสำคัญคือเราต้องมีเงินเหลือสำหรับการทำตามความฝันของเรา ถ้าเราหาเงินได้ แต่ไม่สามารถตอบสนองความฝันของเราได้เลย มันก็เป็นการใช้ชีวิตแบบที่ไม่มีความสุขแน่นอน สรุป สำหรับใครที่อาจจะยังมีไม่ครบทุกข้อ ก็ค่อยๆทยอยทำไปทีละข้อนะครับ เริ่มจากการเก็บเงินสำรองฉุกเฉินก่อน เพราะสำคัญมากในยุคเศรษฐกิจปัจจุบัน ไม่สามารถเอาแน่เอานอนได้ มีเงินสำรองไว้ ก็อุ่นใจกว่า พยายามลดหนี้จน และให้เหลือเฉพาะหนี้ที่จำเป็นจริงๆ เช่น หนี้ที่อยู่อาศัย หนี้เพื่อการลงทุน แต่พยายามไม่ให้เกิน 40% ของรายได้นะ ไม่งั้นหนัก หวังว่าทุกคนจะมีสุขภาพทางการเงินที่ดีนะครับ สวัสดีครับ

  ธนากร นวมรัตน์


  15 มีนาคม 2567

ใช้ชีวิตไปวันๆ แบบไม่เคยคิดถึงประกัน ระวังจะหมดตัว

หลายคน พอได้ยินคำว่า “ประกัน” ขึ้นมาเมื่อไหร่ จะรีบเบือนหน้าหนีทันที เพราะคิดว่ามันคือการขายตรง มันคือการเสียเงินไปเปล่าๆโดยที่ไม่ได้อะไรกลับมา รู้สึกไม่คุ้มค่ากับเงินที่เสียไป แถมบางคนมองการทำประกันในด้านลบสุดๆถึงขั้นบอกว่า การทำประกันมันก็เหมือนกับการแช่งตัวเองชัดๆ คนที่ทำประกันชีวิตคือคนที่กำลังจะตายเท่านั้นแหละ “พร้อมกับคำพูดที่ว่า ใช้ชีวิตมาขนาดนี้แล้วไม่มีประกัน ก็ไม่เห็นว่าชีวิตจะลำบากอะไร” แต่หารู้ไม่ว่าการทำ “ประกัน” เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการใช้ชีวิต เป็นส่วนหนึ่งในพีระมิดของการวางแผนการเงิน ช่วยโอนย้ายความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นไปยังบริษัทประกัน เพราะในการใช้ชีวิตในแต่ละวันของเรา ล้วนต้องเจอกับเรื่องเสี่ยงมากมาย ที่เรานั้นคาดไม่ถึง และอาจจะทำให้เงินที่เราหามาทั้งชีวิต ต้องหายไปกับค่ารักษาพยาบาลเลยทั้งหมดกับการป่วยเพียงครั้งเดียว ผมเคยมีเพื่อนคนนึง ที่ใช้ชีวิตแบบสุดเหวี่ยงในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ทุ่มเทสุดๆ ปาร์ตี้ก็จัดเต็มไม่เห็นแสงตะวันไม่กลับบ้าน แต่ 1 สิ่งที่เพื่อนผมคนนี้ไม่เคยเต็มที่กับมันเลยก็คือการดูแลตัวเอง อยู่มาวันนึงเพื่อนคนนี้ก็เกิดล้มป่วยกระทันหัน สาเหตุมาจากปาร์ตี้หนักในวันอาทิตย์และไม่ได้นอนไปทำงานต่อในวันจันทร์ แต่ผลสุดท้ายล้มพับคาที่ทำงาน ต้องไปนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลเป็นอาทิตย์ เสียเงินไปหลักหมื่น พอออกจากโรงพยาบาลก็มีเงินไม่พอจ่ายหนี้เพราะจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปหมดแล้ว ทำให้จากคนที่มีชีวิตปกติ เฮฮา กลับกลายเป็นคนมีหนี้ที่ต้องดิ้นรนเพื่อหาเงินมาจ่ายหนี้ในแต่ละเดือน ไม่สามารถไปปาร์ตี้แบบเต็มที่ได้อีก ทำให้ผมรู้เลยว่า การมีประกันติดตัวเอาไว้ มันมีความสำคัญขนาดไหน ความสำคัญของประกัน ได้รับการคุ้มครองเรื่องค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน เราอาจจะลื่นล้มหัวฟาดพื้น , เดินเล่นแล้วไปสะดุดล้มจนขาหัก หรือแบกของหนักจนกล้ามเนื้อฉีก อุบัติเหตุทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ต่อให้เป็นคนระวังตัวอยู่ตลอดเวลาก็เกิดขึ้นได้ เช่น การขับรถ ต่อให้เราขับรถดีไม่เคยชนใคร วันนึงก็อาจจะมีคนพลาดขับรถมาชนเราอยู่ดี ไหนจะเรื่องสุขภาพ ที่บางคนอาจจะใช้งานร่างกายหนักมาก ทำงานเช้าจรดค่ำ นอนไม่พอ เพื่อหาเงินให้ได้มากที่สุด จนสุดท้ายก็กลับมาป่วยหนัก นอนโรงพยาบาลไปหลายคืน เงินที่หามาก็ค่อยๆหายไป การทำประกันสุขภาพจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย แถมมลภาวะในปัจจุบันก็หนักหน่วงมาก ขนาดตัวผมเองยังไม่รู้เลยวันไหนจะถึงคิวของผมที่ต้องไปนอนโรงพยาบาลในสภาวะที่สุ่มเสี่ยงแบบนี้ ประกันสุขภาพคุ้มครองอะไรบ้าง ประกันสุขภาพแบบผู้ป่วยนอกหรือ OPD จะคุ้มครองผู้ป่วยที่รับการรักษาแบบไม่นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล เป็นการคุ้มครองการรักษาและการจ่ายยาเรียบร้อย พอเสร็จก็สามารถกลับบ้านได้เลย ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยนอกจะเข้ารับการรักษาอาการเจ็บป่วยที่ไม่รุนแรง ไม่จำเป็นต้องนอนรอดูอาการ ส่วนประกันสุขภาพแบบผู้ป่วยในหรือ IPD จะให้ความคุ้มครองการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยใน ที่ต้องนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ตั้งแต่ค่าห้องพัก ค่าอาหาร ค่าพยาบาล ค่าผ่าตัด ประกันสุขภาพ OPD จะคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลที่ไปแล้วกลับ ไม่นอนพักรักษาตัว เป็นอาการป่วยเล็กๆน้อยๆ ส่วนประกันสุขภาพ IPD จะดูแลค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยที่อยู่เกิน 6 ชั่วโมงหรือพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลนั่นเอง ซึ่งประกันสุขภาพแบบ IPD เป็นประกันที่ทุกคนควรมีติดตัวเอาไว้ เพราะเมื่อเกิดเหตุป่วยหนัก ต้องนอนพักโรงพยาบาลเป็นระยะเวลานานๆ ค่าใช้จ่ายจะสูงมาก นี่เป็นเหตุผลหลักๆเลยที่ทำให้หลายคนไม่อยากไปโรงพยาบาลเพราะกลัวว่าต้องนอนโรงพยาบาลยาวและสูญเสียเงินที่สั่งสมมา วิธีเลือกประกันสุขภาพแบบผู้ป่วยในหรือ IPD ให้เหมาะสมกับเรา 1.ดูราคาเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายต่อปี สิ่งแรกที่เราต้องคำนึกถึงอย่างแรกเลยก็คือเบี้ยประกันที่ต้องจ่าย เพราะแน่นอนว่าการซื้อประกันเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าซื้อมากเกินไป ก็อาจจะทำให้เราใช้ชีวิตยากขึ้นหรือลำบากขึ้นจากการจ่ายประกันเช่นกัน เน้นเลือกประกันที่คุ้มค่าที่สุดในราคาที่เราจ่ายไหวในระยะยาว 2.ดูความคุ้มครอง เพราะประกันสุขภาพ IPD แต่ละที่จะมีเงื่อนไขและความคุ้มครองที่แตกต่างกัน ทั้งในค่ารักษาพยาบาลและโรคร้ายต่างๆ อย่าลืมตรวจสอบให้ดีและถี่ถ้วน ถ้าทุกคนยังหาประกันสุขภาพ IPD ที่ถูกใจไม่ได้ วันนี้ผมมีประกันภัยสุขภาพแผนผู้ป่วยใน หรือ IPD จากกรุงเทพประกันภัยมาแนะนำ เพราะได้รับการคุ้มครองสูงสุดถึง 1 ล้านบาท !! ค่าเบี้ยเริ่มต้นเพียงวันละ 25 บาทแต่ได้รับการคุ้มครองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น -ค่าแพทย์เจ้าของไข้ -ค่าปรึกษาแพทย์พิเศษ -ค่าวิสัญญีแพทย์ -ค่าการพยาบาล -ค่าวินิจฉัยโรค -ค่าห้องผ่าตัด -ค่ายา และค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิก !

  ธนากร นวมรัตน์


  07 กุมภาพันธ์ 2567

3 เครื่องมือวัดสุขภาพการเงิน

สุขภาพการเงิน ก็เหมือนกับสุขภาพร่างกายที่ควรตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้รู้ว่ามีตรงไหนต้องรักษา ต้องเพิ่มเติมเราตรวจสุขภาพร่างกายเพื่อความแข็งแรงส่วนสุขภาพการเงิน เราตรวจเพื่อความมั่งคั่งเพราะถึงแม้เงินจะไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิตแต่เกือบทุกอย่างในชีวิตต้องใช้เงินมาตรวจสุขภาพการเงินกันครับว่าสุขภาพการเงินของเรายังแข็งแรงดีอยู่รึเปล่า เครื่องมือวัดความมั่งคั่ง เครื่องมือวัดความมั่งคั่ง ถ้าพูดถึง “รวย” คนส่วนใหญ่ก็มักจะนึกภาพถึงคนที่มี รายได้สูง ๆ มีเงินทองมากมาย หรือ ใช้ชีวิตสุขสบาย เพราะสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนเครื่องหมายแสดงฐานะทางสังคม สื่อให้เห็นถึงความมั่งคั่งร่ำรวย แต่จริง ๆ แล้ว จะร่ำรวยหรือมั่งคั่ง ไม่ได้วัดกันที่ตัวเงินหรือสินทรัพย์ แต่วัดกันด้วยเงินที่เหลืออยู่ เงินที่เหลืออยู่คือ สินทรัพย์ทั้งหมดหักลบกับหนี้สินทั้งหมดแล้ว ยิ่งเหลือมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะเราจะสามารถนำสินทรัพย์เหล่านี้ไปลงทุนต่อให้งอกเงยได้ ทรัพย์สิน – หนี้สิน = ทรัพย์สินสุทธิ (ความมั่งคั่ง) นั่นคือ หาเงินได้มากน้อยยังไม่สำคัญเท่าเหลือเก็บรึเปล่า และเก็บมากก็ย่อมได้เปรียบ หาได้เป็นแสน แต่แทบไม่มีเก็บ บางทีมันก็ไม่มีประโยชน์ โดยเฉพาะถ้าไม่มีเก็บเพราะฟุ่มเฟือยนะครับ เครื่องมือวัดความอยู่รอด เครื่องมือวัดความอยู่รอด แต่กับหลายคนที่หาเช้ากินค่ำ อย่าว่าจะเก็บเงินเลย แค่กินยังแทบจะไม่พอ ชักหน้าไม่ถึงหลัก ฉะนั้น ก่อนจะรวยก็ต้องเอาให้รอดก่อน กับ “อัตราส่วนความอยู่รอด” อัตราส่วนความอยู่รอดคือ รายได้พอกับค่าใช้จ่ายหรือเปล่า รายได้หลัก ๆ ของทุกคนก็จะมาจาก 2 ทาง คือ จากการทำงาน กับจากผลตอบแทนในการลงทุน โดยที่คนส่วนใหญ่ก็จะมาจากการทำงานเป็นหลัก ถ้าเอารายได้ทั้งหมดมาหารกับค่าใช้จ่ายทั้งหมดในแต่ละเดือน หากได้มากกว่า 1 ก็คืออยู่รอด ใช้เงินไม่เกินตัว แต่หากน้อยกว่า 1 นี่แย่แล้ว จะเกิดอาการชักหน้าไม่ถึงหลังแน่นอน อัตราส่วนความอยู่รอด = (รายได้จากการทำงาน + ผลตอบแทนจากสินทรัพย์) / รายจ่าย ตัวอย่าง วันนี้หาเงินได้ 100 บาท ใช้ไป 80 เหลือเก็บ 20 ถ้านำ 100/80 ได้ 1.25 ซึ่งมากกว่า 1 ก็คืออยู่รอดกลับกัน ถ้าวันนี้หาได้ 100 แต่ใช้ไป 120 ถึงไม่เข้าสูตรก็ใช้เกินตัวเห็น ๆ ลองกดดู 100/120 ได้ 0.83 น้อยกว่า 1 แบบนี้ไม่รอด ใช้เงินเกินตัว นั่นคือ หาได้มากกว่าใช้ก็จะรอด แต่ถ้าหาได้น้อยกว่าใช้ก็ไม่รอด ถ้าน้อยกว่า 1 ก็ต้องมาดูกันว่าปัญหาเกิดจากอะไรใช้เงินเกินตัวรึเปล่า ถ้าใช่ก็ลดตรงนั้น หรือที่จ่ายไปก็สิ่งจำเป็นและประหยัดแล้ว ก็ต้องแก้ด้วยการหาเพิ่ม แบบนี้เป็นวิธีการที่ถูกต้อง คือรู้ปัญหา แล้วแก้ให้ถูกจุด เครื่องมือวัดอิสรภาพทางการเงิน เครื่องมือวัดอิสรภาพทางการเงิน รายได้หลัก ๆ มาจาก 2 ทาง คือ จากการทำงานกับผลตอบแทนจากการลงทุน ถ้าเราเอาเฉพาะรายได้ที่เป็นผลตอบแทนจากการลงทุนมาหารกับรายจ่าย ถ้ามากกว่า 1 นี่คือรวย หรือมั่งคั่งแน่นอนอัตราส่วนความมั่งคั่ง = ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ / รายจ่ายถ้าเรามีอัตราส่วนความมั่งคั่งมากกว่า 1 ก็แสดงว่า แม้จะไม่ทำงาน ก็มีรายได้จากทรัพย์สินมากพอที่จะใช้จ่ายและใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย ที่เรียกกันว่า อิสรภาพทางการเงินอาจจะดูยาก แต่เชื่อว่าไม่ยากเกินความพยายามของเราหรอกอย่าเพิ่งคิดว่ายาก ถ้ายังไม่ได้ลงมือทำคนส่วนใหญ่หวังพึ่งพิงกับรายได้จากการทำงานหรือเงินเดือนเป็นหลัก แต่ที่จริงแล้วการเรียนรู้และให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินในทุกมิติ ทั้งการหา การใช้ การเก็บ และโดยเฉพาะการลงทุน เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นหนึ่งในไม่กี่ทางที่จะพาทุกคนไปสู่ความมั่งคั่งและอิสรภาพทางการเงิน“เงินต่อเงิน” ให้เงินหรือสินทรัพย์ทำงานแทนเรา เป็นสิ่งที่เศรษฐีทำกันครับ บทสรุปเครื่องมือวัดสุขภาพการเงิน

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  27 เมษายน 2566

3 สิ่งที่ควรค่าแก่การลงทุน สุขภาพ ครอบครัว การเงิน

เงินไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต แต่เกือบทุกอย่างในชีวิตต้องใช้เงินเศรษฐีแม้ไม่ต้องทำงานก็ยังมีรายได้ให้เก็บ ให้กิน ให้ใช้เพราะเขารู้จักลงทุน ให้เงินทำงาน กลายเป็น "เงินต่อเงิน"แต่เศรษฐีก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่หนีไม่พ้น เกิด แก่ เจ็บตายบางอย่างเงินก็ซื้อไม่ได้ จะมีได้ เราต้องทำเองนั่นคือ สุขภาพกับครอบครัว สุขภาพ ครอบครัว และการเงินเป็น 3 สิ่งควรค่าแก่การลงทุนเป็นอย่างยิ่ง ลงทุนกับสุขภาพ ลงทุนกับสุขภาพ ทุกคนมีชีวิตเดียว ไม่เหมือนเกมส์ ที่เล่นตาย เล่นแพ้ แล้วเริ่มต้นเล่นใหม่ได้ 1 ช่วงชีวิตของคนโดยทั่วไปจะมีอายุขัยราว 70 - 80 ปี หลายคนอาจจะบอกว่านาน ยังมีเวลาให้ดูแล หรือซ่อมแซม แต่ทำไมต้องรอให้ถึงวันนั้น ต้องรอให้พังก่อนแล้วค่อยซ่อม ทำไมเราไม่เริ่มดูแล และรักษาร่างกายของเราตั้งแต่วันนี้กันละ แอดมินเองพอถึงวัยเลข 3 ก็เข้าใจคำว่า “การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” อย่างแท้จริง สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ เป็นต้นทุนให้เราสามารถทำอะไรได้ทุกอย่างในชีวิต มีเงินท่วมหัว ถ้าเป็นโรคร้ายแรงก็ซื้อชีวิตไว้ไม่ได้มาเริ่มกันครับ ลงทุนกับสุขภาพ กินให้อิ่ม นอนให้หลับ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอกจากสุขภาพกายแล้ว อย่าลืมดูแลสุขภาพจิต เช่น ทำสมาธิ และทำกิจกรรมบันเทิงใจ เพื่อสลัดความเครียด ความเหนื่อยล้าจากชีวิตการทำงานที่วุ่นวาย ** อย่าเสียดายเงินที่จะกินอาหารดี มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ** อย่าเสียดายเงินที่จะซื้อเสื้อผ้าดี ๆ ใส่ ในราคาที่เหมาะสม ** อยู่ในบ้านที่ดี ทั้งสถานที่ ทำเล โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย ** และอย่าเสียดายเงินที่จะซื้อประกันสุขภาพ เพราะบางโรคก็มาหาโดยไม่มีสัญญาณเตือน ในวันที่เราลงทุนกับสุขภาพอย่างดีพอ สุดท้ายแล้วเราจะมีกำลังไปทำสิ่งต่าง ๆ อย่างที่เราต้องการ ลงทุนกับครอบครัว ลงทุนกับครอบครัว มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราเติบโตมาได้จากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ หรือญาติพี่น้อง ครอบครัวสำหรับหลายคนอาจจะเป็นพ่อ แม่ ลูก (ครอบครัวเดี่ยว) หลานคนอาจจะเป็นพ่อ แม่ ลูก พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา ปู ย่า ตา ยาย (ครอบครัวขยาย) หลายคนอาจเป็นครอบครัวแบบเพื่อนฝูง แต่ครอบครัวที่รักคุณ และครอบครัวที่คุณรัก คือ ครอบครัวที่รักเรา หรือเรารักอย่างไม่มีเงื่อนไขหวังดี ปรารถนาดีต่อกันอย่างแท้จริง โดยไร้ซึ่งผลประโยชน์ใด ๆ หากคุณมีครอบครัวแบบนี้ จงลงทุนอย่างเต็มที่การลงทุนกับครอบครัวไม่จำเป็นต้องใช้เงินเสมอไปแค่ได้อยู่ด้วยกัน มีเวลาทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยกันมีเรื่องราวร่วมกันทั้งการกระทำและอารมรณ์ร่วม เป็นภาพความทรงจำที่ดี อย่านึกเสียดายในวันที่พวกเขาได้จากไปแล้วแล้วต้องมาพูดกับตัวเองว่า ถ้าวันนั้นเรา... ก็คงดีอย่าคิดได้ เมื่อสายไปแล้ว ให้ลงมือทำวันนี้เลยจะดีกว่านะครับ ลงทุนกับการเงิน ลงทุนกับการเงิน “เงินไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต แต่เกือบทุกอย่างในชีวิตต้องใช้เงิน” ในโลกทุนนิยม ที่ขับเคลื่อนด้วยเงิน อย่าได้คิดว่าพอเพียงเป็นสิ่งที่เพียงพอ แต่ควรคิดว่าทำอย่างไรให้พอดี มีเงินพอดีที่จะยังชีพได้อย่างมีความสุข หรือสามารถส่งต่อเป็นมรดกได้ ทุกคนมีรายได้ที่เกิดจากการทำงาน ซึ่งเรียกว่า รายได้ทางตรง (Active Income) แต่จะดีกว่ามั้ย ถ้าเราให้เงินที่หามาได้จากการทำงานนั้น ไปทำงานแทนเราบ้าง ให้เงินทำงานผ่านการลงทุน จนกลายเป็น “เงินต่อเงิน” ที่เรียกว่า รายได้ทางอ้อม (Passive Income) หลายคนอาจจะมีข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็นมีความรู้ไม่มากพอ ไม่ถนัด ไม่มีเวลา มีทุนน้อย ฯลฯฯ อย่าใช้ข้อจำกัดเหล่านี้มาเป็นอุปสรรคให้เราไม่ลงทุน อย่างน้อยให้ลงทุนศึกษาเบื้องต้น ว่าเราจะให้เงินไปทำงานอย่างไรได้บ้าง เพราะรูปแบบหรือช่องทางการลงทุนมีอยู่หลากหลาย ตั้งแต่ง่ายไปจนถึงยาก เราสามาเริ่มต้นศึกษาในสิ่งที่ง่าย แล้วค่อยเพิ่มลำดับความยาก และเชื่อว่าเมื่อคุณเปิดใจลงทุน สุขภาพการเงินจะดีขึ้นอย่างแน่นอน บทสรุป

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  09 มิถุนายน 2565

ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ลดหย่อนภาษีและคุ้มครองสูง

ผมนำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง เพราะผมยังไม่เคยซื้อประกันชีวิต / สุขภาพเลย มีแต่ประกันรถยนต์ (ซึ่งต้องมีอะเนอะ) ... ก็เลยมานั่งศึกษาจริงจัง เพราะรู้สึกว่าอายุขัยล่วงเลยมาถึงวัยละ ที่ผ่านมาใช้ร่างกายเปลืองมาก (แต่ยังไม่เคยป่วยหนัก) จึงตระหนักถึงหากร่างกายมันไม่ไหวขึ้นมาล่ะ ภาระที่ต้องดูแลคนข้างหลังจะทำอย่างไร และด้วยฐานรายได้ที่เข้าเกณฑ์เสียภาษีแบบได้เรื่องได้ราว จึงต้องหาอะไรมาลดหย่อนภาษีเพิ่ม ... "ประกัน" น่าจะตอบโจทย์ที่สุด !!! อันดับแรก ไปดูก่อนว่า "ประกัน" แบบไหนได้สิทธิลดหย่อนภาษีอย่างไรบ้าง ก็พบว่ามีดังนี้... 1. เบี้ยประกันชีวิตทั่วไป/เงินฝากแบบมีประกันชีวิต : ไม่เกิน 100,000 บาท 2. เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา : ไม่เกิน 15,000 บาท 3. เบี้ยประกันสุขภาพตนเอง : ไม่เกิน 25,000 บาท ทั้ง 3 ประเภทใช้เบี้ยที่จ่ายตามจริงมาลดหย่อนภาษี และรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน 100,000 บาท ผมหาข้อมูลหลายที่มาก เพื่อเปรียบเทียบเงื่อนไขต่าง ๆ ประกับแบบไหนมีประโยชน์และความคุ้มครองอย่างไรบ้าง ก่อนอื่นเลยต้องซื้อเบี้ยประกันสุขภาพให้บิดา - มารดาก่อน เพราะได้รับความคุ้มครองโดยตรง แถมได้ลดหย่อนด้วย อันนี้ก็เลือกซื้อตามกำลัง เน้นผลประโยชน์การรักษาพยาบาลเป็นที่ตั้ง เพราะท่านอายุมากแล้ว เจ็บป่วยไข้ย่อมถามหาเป็นธรรมดา จะให้ไปโรงพยาบาลรัฐ ก็นะ... เอกชนสะดวกและบริการดีกว่า ซึ่งการมีประกันจะคุ้มค่ากว่ามาก........ ทีนี้เหลือประกันชีวิตกับประกันสุขภาพ 2 อันนี้แตกต่างกันตามชื่อเลยคือ... ประกันชีวิตจะคุ้มครองกรณีเสียชีวิต ความหมายคือผู้เอาประกันไม่ใช่คนจ่ายเบี้ย ทำไว้เพื่อคนข้างหลังโดยเฉพาะ กรณีนี้ ... เมื่อผมตาย คนที่ผมระบุให้เป็นผู้รับประโยชน์จะได้เงินส่วนนี้ (แอบเซ็งเนอะ คนจ่ายไม่ได้ใช้เงิน ฮ่า ๆ แต่ก็เพื่อคนที่ยังอยู่แหล่ะ) แต่...ประกันชีวิตมี 2 แบบ คือจ่ายเบี้ยเฉย ๆ ได้คืนเมื่อเราตาย เลือกไปเลยว่าอยากให้คุ้มครองกี่ปี จ่ายเบี้ยเท่าไหร่ จบ... กับอีกแบบ คือ ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ และประกันชีวิแบบบำนาญ อันนี้จ่ายเบี้ยทุกปี จะได้เงินคืนเมื่อครบกำหนดเวลา + ผลตอบแทน ได้รับเงินตอนเสียชีวิตเช่นกัน แถมมีเงินคืนให้ เหมือนเป็นการออมเงิน แต่สิทธิประโชน์ความคุ้มครองตอนเสียชีวิตจะได้น้อยกว่าประกันชีวิตแบบแรกนะ ซึ่งผมเลือกแบบออมทรัพย์ เพราะผมไม่แคร์ประโยชน์หลังเสียชีวิต (ไม่ได้ใช้นี่นา) แต่ผมเอาการออมเป็นที่ตั้ง ได้ทั้งออมเงิน ความคุ้มครอง และลดหย่อนภาษี 3 เด้งเลยนะนั่น ^^ ส่วนเบี้ยก็ตามกำลัง (ไม่บอกหรอก ฮี่ ๆ ) สุดท้ายคือประกันสุขภาพ แน่นอนว่าใช้สำหรับรักษาตัว เผื่อไว้เจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุต่าง ๆ อันนี้ผมจะเน้นที่ค่ารักษาพยาบาลเป็นพิเศษ เอาดี ๆ แจ่ม ๆ ครอบคลุมโรคร้ายต่าง ๆ ให้มากที่สุด (เพราะใช้ร่างกายได้น่าป่วยมาก) จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้ซื้อหรอกนะ กำลังเปรียบเทียบแต่ละบริษัทอยู่ แต่ซื้อแน่ ๆ ชัวร์ ๆ เร็ว ๆ นี้แหล่ะ... เฮ้ย !!! แล้วล่าสุด ได้คุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการเลือกประกันมา เขาแนะนำให้เป็นข้อคิดในการเลือกประกันไว้ดีมาก คือ ... 1.ให้เลือกความคุ้มครองมาก่อนสิทธิการลดหย่อนภาษีเสมอ เพราะมันคือผลประโยชน์ระยะยาวของเรา ภาษีเป็นผลประโยชน์ระยะสั้นเท่านั้น เลือกให้ชัดว่า จะเน้นอะไร คุ้มครองชีวิต-ออมเงิน-สุขภาพ 2.ซื้อให้ตรงกับความจำเป็น อย่าซื้อมั่วซั่ว 3.ผลตอบแทนให้ดูค่าเฉลี่ยรวม อันนี้มักเกิดในประกันแบบออมทรัพย์ ให้ดูที่ IRR (Internal rate of return) ว่าได้กี่เปอร์เซ็น คือเบี้ยที่จ่ายไปกับผลตอบแทนคิดเป็น IRR เท่าไหร่ อย่าไปดูแค่ว่าได้เงินคืนเท่าไหร่อย่างเดียว อันนี้คือสิ่งที่ผมศึกษามา จึงเอามาแชร์กันไว้เป็นข้อมูล ผิดถูกอย่างไรแนะนำได้นะครับ สุดท้ายคือซื้อประกันเพื่อลดหย่อนภาษีนั้นดี แต่ให้ประโยชน์ในแง่ของประกันมากกว่าสิทธิทางภาษี ไปเปรียบเทียบข้อมูลต่อละ ^^ อ้อ ... แอพลิเคชั่น Lumpsum ของเราก็มีเปรียบเทียบประกันให้ด้วยนะ ดีด้วย ผมก็ว่าจะเลือกจากแอพฯ นี้แหล่ะ .......... ////////////// หากคุณกำลังมองหาแบบประกันที่เหมาะกับตัวคุณ หรือเหมาะกับงบที่คุณมี สามารถเช็คและเปรียบเทียบประกันทั้งหมดที่นี่ คลิก หรือเช็คผ่านช่องทางแอปพลิเคชั่น Lumpsum ตามลิ้งค์ด้านล่างนี้ ระบบ iOS ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : https://apple.co/2r5V8kr ระบบ Android ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : http://bit.ly/2ExM5vR

  หนึ่ง ศราพงค์


  27 พฤศจิกายน 2563

3 เครื่องมือใช้วัดสุขภาพการทางเงิน

เคยสงสัยกันใช่มั้ย? สถานภาพทางการเงินตอนนี้ของเราเป็นอย่างไร ดีจริงมั้ย? ดีเพราะเราเข้าข้างตัวเองไปรึเปล่า? หรือแย่เพราะเรามองโลกเลวร้ายเกินไป? และคำถามสำคัญกับเป้าหมายใหญ่ ต้องมีเงินขนาดไหนถึงจะเรียกว่ารวย? วันนี้เราจะไปหาคำตอบด้วยกันครับ กับ “3 เครื่องวัดสุขภาพทางการเงิน” ถ้าพูดถึง “รวย” คนส่วนใหญ่ก็มักจะนึกภาพถึงคนที่มี รายได้สูง ๆ มีเงินทองมากมาย หรือ ใช้ชีวิตสุขสบาย เพราะสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนเครื่องหมายแสดงฐานะทางสังคม สื่อให้เห็นถึงความมั่งคั่งร่ำรวย แต่จริง ๆ แล้ว จะร่ำรวยหรือมั่งคั่ง ไม่ได้วัดกันที่ตัวเงินหรือสินทรัพย์ แต่วัดกันด้วย เงินที่เหลืออยู่เงินที่เหลืออยู่คือ สินทรัพย์ทั้งหมดหักลบกับหนี้สินทั้งหมดแล้ว ยิ่งเหลือมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะเราจะสามารถนำสินทรัพย์เหล่านี้ไปลงทุนต่อให้งอกเงยได้ นั่นคือ หาเงินได้มากน้อยยังไม่สำคัญเท่าเหลือเก็บรึเปล่า และเก็บมากก็ย่อมได้เปรียบ หาได้เป็นแสน แขนไม่ได้จับ เอ้ย! ไม่ใช่ หาได้เป็นแสน แต่แทบไม่มีเก็บ บางทีมันก็ไม่มีประโยชน์ โดยเฉพาะถ้าไม่มีเก็บเพราะฟุ่มเฟือย แต่กับหลายคนที่หาเช้ากินค่ำ อย่าว่าจะเก็บเงินเลย แค่กินยังแทบจะไม่พอ ชักหน้าไม่ถึงหลัก ฉะนั้น ก่อนจะรวยก็ต้องเอาให้รอดก่อน กับ “อัตราส่วนความอยู่รอด” อัตราส่วนความอยู่รอดคือ รายได้พอกับค่าใช้จ่ายหรือเปล่า รายได้หลัก ๆ ของทุกคนก็จะมาจาก 2 ทาง คือ จากการทำงาน กับจากผลตอบแทนในการลงทุน โดยที่คนส่วนใหญ่ก็จะมาจากการทำงานเป็นหลัก ถ้าเอารายได้ทั้งหมดมาหารกับค่าใช้จ่ายทั้งหมดในแต่ละเดือน หากได้มากกว่า 1 ก็คืออยู่รอด ใช้เงินไม่เกินตัว แต่หากน้อยกว่า 1 นี่แย่ละ จะเกิดอาการชักหน้าไม่ถึงหลังแน่นอน ตัวอย่าง วันนี้หาเงินได้ 100 บาท ใช้ไป 80 เหลือเก็บ 20 ถ้านำ 100/80 ได้ 1.25 ซึ่งมากกว่า 1 ก็คืออยู่รอด กลับกัน ถ้าวันนี้หาได้ 100 แต่ใช้ไป 120 ถึงไม่เข้าสูตรก็ใช้เกินตัวเห็น ๆ ลองกดดู 100/120 ได้ 0.83 น้อยกว่า 1 แบบนี้ไม่รอด ใช้เงินเกินตัว นั่นคือ หาได้มากกว่าใช้ก็จะรอด แต่ถ้าหาได้น้อยกว่าใช้ก็ไม่รอด ถ้าน้อยกว่า 1 ก็ต้องมาดูกันว่าปัญหาเกินจากอะไร ใช้เงินเกินตัวรึเปล่า ถ้าใช่ก็ลดตรงนั้น หรือที่จ่ายไปก็สิ่งจำเป็นและประหยัดแล้ว ก็ต้องแก้ด้วยการหาเพิ่ม สิ่งนี้เป็นวิธีการที่ถูกต้อง คือรู้ปัญหา แล้วแก้ให้ถูกจุด รอดแล้ว เมื่อไร่จะรวย? รายได้หลัก ๆ มาจาก 2 ทาง คือ จากการทำงานกับผลตอบแทนจากการลงทุน ถ้าเราเอาเฉพาะรายได้ที่เป็นผลตอบแทนจากการลงทุนมาหารกับรายจ่าย ถ้ามากกว่า 1 นี่คือรวย หรือมั่งคั่งแน่นอน ถ้าเรามีอัตราส่วนความมั่งคั่งมากกว่า 1 ก็แสดงว่า แม้จะไม่ทำงาน ก็มีรายได้จากทรัพย์สินมากพอที่จะใช้จ่ายและใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย ที่เรียกกันว่า อิสรภาพทางการเงิน อาจจะดูยาก แต่เชื่อว่าไม่ยากเกินความพยายามของเราหรอก อย่าเพิ่งคิดว่ายาก ถ้ายังไม่ได้ลงมือทำ คนส่วนใหญ่หวังพึ่งพิงกับรายได้จากการทำงานหรือเงินเดือนเป็นหลัก แต่ที่จริงแล้วการเรียนรู้และให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินในทุกมิติ ทั้งการหา การใช้ การเก็บ และโดยเฉพาะการลงทุน เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นหนึ่งในไม่กี่ทางที่จะพาทุกคนไปสู่ความมั่งคั่งและอิสรภาพทางการเงิน

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  05 พฤศจิกายน 2563

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม