3 การลงทุนที่ไม่มีวันขาดทุน

วันนี้อยากเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์การลงทุนของตัวเองค่ะ วันที่แอดมินเริ่มต้นวางแผนการเงินอย่างจริงจังคือเมื่อประมาณ 2 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ตอนที่มารับผิดชอบเพจ lumpsum นั่นแหละ คำถามแรกที่มีหลังจากคิดจะวางแผนการเงินก็คือ มีเงินเก็บอยู่ประมาณนึง เราจะลงทุนอะไรดีนะ (ใครเป็นแบบนี้ยกมือขึ้น) สิ่งที่แอดมินลงมือทำในช่วงแรกๆ คือ หาว่ามีการลงทุนไหนที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ บ้าง ขอแค่ 8 - 10 % ก็พอ เดชะบุญที่พอจะมีความเข้าใจว่าผลตอบแทนสูงมากๆ นั้นไม่มีจริง ไม่อย่างนั้นอาจตกเป็นเหยื่อแชร์ลูกโซ่ไปแล้วเมื่อได้คำตอบว่าการลงทุนที่ได้ผลตอบแทน 8 - 10 % ก็คือ การลงทุนในหุ้น โอเค ความรู้เรื่องหุ้นก็พอมี ก็เลยจัดไป ลงทุนในพอร์ตหุ้นอย่างจริงจัง ผลก็คือ พอร์ตแดงแต่นั่นก็ยังไม่ใช่ประเด็น เพราะการขาดทุนระหว่างทางของการลงทุนในหุ้น ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ที่ไม่ปกติคือ แอดมินไม่รู้จักตัวเองว่าเป็นคนทนความผันผวนไม่ได้ พูดง่ายๆ คือ เห็นตัวแดงแล้วเครียด นอนไม่หลับ ยิ่งเงินที่เอาไปลงทุนเป็นเงินที่สู้อุตส่าห์เก็บออมมาอย่างยากลำบาก ก็ยิ่งเครียดเข้าไปใหญ่ก็เลยกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองใหม่ ว่าถ้าอยากมีการเงินที่มั่นคง ต้องวางแผนยังไง เลยได้เรียนรู้ว่าที่ผ่านมาเราตั้งคำถามผิด เมื่อเราตั้งคำถามผิด ก็เหมือนติดกระดุมเม็ดแรกผิด มันเลยผิดไปหมดพอตั้งคำถามใหม่ว่าควรวางแผนยังไง ก็เลยไปเจอทางสว่างจากครูบาอาจารย์ ผู้มีประสบการณ์มากมายที่บอกเอาไว้ว่า สิ่งที่ควรลงทุนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่สินทรัพย์หรือเครื่องมือทางการเงินใดๆ แต่การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด และไม่มีวันขาดทุน คือ "การลงทุนในตัวเอง" ถามต่อว่า แล้วอะไรล่ะที่เรียกว่า "การลงทุนในตัวเอง"เท่าที่ได้ศึกษาและเอามาลองใช้ พบว่ามี 3 สิ่งที่เราควรลงทุนให้กับตัวเอง 1. การลงทุนในสุขภาพทั้งกายและใจ ข้อนี้ให้เป็นอันดับแรกเลย เพราะอย่าลืมว่าร่างกายของเราจัดเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด ลองคิดดูว่าถ้ามีเงินมากมายแต่สุขภาพไม่ดี ต้องเจ็บป่วย กินอะไรก็ไม่อร่อย เที่ยวก็ไม่สนุก มันคงไม่มีประโยชน์ที่จะหาเงินมามากมาย ส่วนสุขภาพใจก็ยิ่งสำคัญ ในหนังสือ สู่จุดสูงสุดของชีวิตด้วย "พีระมิดสามสุข" ของคุณหมอคาบาซาวะ ชิออน บอกถึงความสุขที่อ้างอิงตามสารเคมีในสมอง อันดับแรกที่เราควรสร้างไว้เป็นพื้นฐานของชีวิต คือความสุขแบบเซโรโทนิน ซึ่งก็คือความสุขจากการมีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ อันดับ 2 คือ ความสุขแบบออกซิโทซิน หรือ ความสุขจากความรักและความสัมพันธ์ที่ดี และ บนสุดของพีระมิด คือความสุขแบบ โดพามีน ซึ่งหมายถึงความสำเร็จต่างๆ ของชีวิต เช่นการงาน การเงิน ข้อเสียก็คือโดพามีนเหมือนสารเสพติด ที่ได้แล้วก็อยากได้อีก อยากได้มากขึ้น ถ้าได้เท่าเดิมความสุขก็จะลดลงแอดมินมานั่งคิดดูว่า ที่ผ่านมาเรามีความสุขยาก ก็เพราะไปพึ่งพิงความสุขแบบโดพามีนมากเกินไป ไขว่คว้าความสำเร็จด้านการงาน และการเงิน ซึ่งเมื่อเราผิดหวัง ทุกอย่างก็พังลงมา เพราะพื้นฐานด้านล่างเราไม่แข็งแรงพอ ก็เลยเอาใหม่ ใส่ใจกับสุขภาพทั้งกายและใจ รวมไปถึงความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งครอบครัวและคนรอบข้าง พบว่ามันทำให้มีความสุขได้ง่ายขึ้นจริงๆ ด้วย และถึงแม้จะผิดหวัง ไม่ได้ดังใจ ก็เหมือนมีฟูกนิ่มๆ มีบ้านให้เรากลับไปพักก่อนแล้วค่อยมาเริ่มใหม่ ดังนั้นถ้าคิดจะลงทุน ขอให้ลงทุนในสุขภาพก่อนเลย ให้พื้นฐานแแน่นไว้ก่อน แล้วจะต่อยอดขึ้นไปได้ง่ายขึ้น 2. การลงทุนในความคิด ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพ คือการปรับระบบความคิด หรือ Mindset ค่ะ เพราะถือเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ต่อการประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะเรื่องของการจัดการเงิน แอดมินชอบเปรียบเทียบเป็นการปลูกต้นไม้ ถ้าอยากกินทุเรียนก็ต้องปลูกต้นทุเรียน ถ้าเราปลูกมะเขือเทศ แต่เฝ้ารอให้มันออกลูกมาเป็นทุเรียน ก็คงไม่มีทางเป็นไปได้ หรือแม้ว่าเราจะปลูกทุเรียนอยู่แล้ว แต่ลูกมันดันไม่ดก รสชาติไม่อร่อย การตัดแต่งกิ่งหรือใบ ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา เพราะต้นเหตุอยู่ที่การบำรุงดินและการใส่ปุ๋ยเช่นกันกับเรื่องเงิน ถ้าเราต้องการเป็นผู้ที่มีความมั่งคั่งมั่นคงทางการเงิน อยากรวย อยากเป็นเศรษฐี แต่ยังมีทัศนคติของคนจน คนขาดแคลน ถึงจะมีความรู้ มีเครื่องมือทางการเงินมากมายแค่ไหน สุดท้ายเราก็จะกลับมาจนแบบเดิม เพราะไม่ได้แก้ไขที่ต้นเหตุ คนเราเหมือนต้นไม้อยู่อย่างนึง คือ โลกภายในสร้างโลกภายนอก ถ้าต้องการเปลี่ยนชีวิตต้องแก้ที่ภายในให้ได้ก่อน พูดแล้วอาจจะดูเหมือนง่ายๆ ก็แค่เปลี่ยนความคิด แต่พอลงมือทำจริงจะบอกว่ามันยากมากและต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะความคิดแบบเดิมติดตัวเรามาตั้งหลายสิบปี การจะเปลี่ยนความคิดได้ก็ต้องใช้เวลาเหมือนกัน เอาจริงๆ ตัวแอดมินเองถึงตอนนี้ก็ยังเปลี่ยนความคิดไม่ได้ 100% แค่ดีกว่าแต่ก่อนเท่านั้นเอง ส่วน Mindset ทางการเงินที่ดีมีอะไรบ้าง ขอแนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนึงชื่อว่า “ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน” ของคุณ T. Harv Eker ที่เป็นหนังสือยอดฮิตและขายดีตลอดกาล แอดมินเคยทำสรุปไว้ที่โพสต์นี้ค่ะ (ถ้าดูแล้วสนใจแนะนำให้หาอ่านฉบับเต็มนะคะ เพราะมีรายละเอียดอีกมากมาย) 3. ลงทุนในความรู้ เมื่อผ่านการลงทุนทั้ง 2 ข้อมาแล้ว แอดมินก็รู้จักตัวเองมากขึ้น เริ่มมีเป้าหมายที่เป็นของตัวเองแบบที่ไม่ได้ลอกคนอื่นมา ถึงตอนนี้ก็ได้เวลางัดความรู้ด้านการเงินที่มีออกมาใช้ หรือตรงไหนที่ยังขาดอยู่ก็ไปเรียนรู้ซะ เราชอบแนวคิดของโค้ชหนุ่ม Money Coach ที่บอกว่า “High Understanding, High Returns หรือ ยิ่งคุณรู้จักและเข้าใจในสิ่งที่คุณลงทุนมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งมีโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้มากเท่านั้น” การเอาแต่วิ่งตามกระแสแห่กันไป เห็นใครทำอะไรแล้วรวยก็วิ่งตามไปเรื่อย ไม่เคยหยุดคิด หยุดมอง หรือเรียนรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วปัจจัยในการประสบความสำเร็จของเครื่องมือลงทุนต่างๆ เป็นยังไง ก็อย่าหวังว่าจะประสบความสำเร็จในการลงทุน ซึ่งมันเป็นคำกล่าวที่โคตรจริงเลย เพราะแอดมินก็ลองมาหลายอย่างในการลงทุนที่เค้าว่าดี ว่ามีกำไร ทั้ง หุ้น กองทุน คริปโทฯ แต่มันไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่ได้รู้จักและเข้าใจสิ่งที่ลงทุนจริงๆ โค้ชหนุ่มเคยบอกว่า ในโลกของการลงทุน ยิ่งเรียนรู้ หรือทำความรู้จักกับเครื่องมือลงทุนได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งประสบความสำเร็จในการลงทุนเท่านั้น ไม่เชื่อลองดูตัวอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์(ลงทุนในหุ้น) บิลล์ เกตส์ (ลงทุนในธุรกิจ) หรือ จิม โรเจอร์ส (ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์และหุ้น) ทั้ง 3 ท่านลงทุนในเครื่องมือทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ก็ประสบความสำเร็จ และได้รับการยอมรับว่าเป็นกูรูในสิ่งที่พวกเขาทำที่สำคัญที่สุดนอกเหนือไปจากการเรียนรู้และเข้าใจในสิ่งที่ลงทุนแล้ว ก่อนลงทุนในอะไรก็ตาม อย่าลืมดู "จริต" ของตัวเองด้วย ว่าเรามีความสุขกับการลงทุนมั้ย ลงทุนแล้วนอนหลับรึเปล่า โค้ชหนุ่มบอกว่า "การลงทุนที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่การลงทุนที่คาดหวังผลตอบแทนได้สูงสุด แต่มันคือการลงทุนที่ทำให้คุณนอนหลับฝันดี"นั่งพิจารณาตัวเองแล้วก็ไม่แปลกใจที่ก่อนหน้านี้การลงทุนไม่ประสบความสำเร็จ ก็เพราะทำกลับด้าน แทนที่จะทำความเข้าใจตัวเองก่อน กลับไปมองหาเครื่องมือการลงทุนที่จะได้กำไรดีๆ ตอนนี้ก็เลยกลับมาเริ่มใหม่ กำไรในตัวเงินยังไม่เห็น แต่ชีวิตมีความสุขขึ้น กินอิ่ม นอนหลับ ก็นับว่าเป็นกำไรชีวิตอย่างนึง ใครที่เคยเป็นแบบแอดมินก็อย่าเพิ่งท้อนะคะ มาเริ่มใหม่ด้วยกัน บอกเลยว่ามันไม่มีคำว่าสายเกินไป เพราะแค่เราตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการเงิน ก็เท่ากับกำลังเดินอยู่บนเส้นทางของความสำเร็จแล้ว ไปต่อตามกำลังของตัวเอง ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร แล้วจะมีความสุขมากขึ้น อยากให้ลองทำดูค่ะเมื่อลงทุนในตัวเองจนพร้อมแล้ว ทั้งสุขภาพกายใจ Mindset และความรู้ ก็อยากชวนมาวางแผนการเงินกันค่ะ ถ้าไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ดาวน์โหลด app lumpsum มาใช้ฟรีได้เลย ios android

  เก๋เก๋ ดาริน ปริญญากุล


  03 พฤศจิกายน 2565

อิสรภาพทางการเงิน 7 ระดับ

คุณอยู่ระดับไหน ของอิสรภาพทางการเงิน เชื่อว่าเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาตัวเองในมิติด้านเงินของทุกคน ก็คือไปให้ถึงคำว่า "อิสรภาพทางการเงิน" ซึ่งอาจจะดูเป็นเป้าหมายที่ไกลมาก แบบที่ไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่า เราจะไปถึงได้ยังไง แค่หาเงินใช้ให้พอถึงสิ้นเดือนก็ยากแล้ว แต่ที่จริงแล้วคำว่า "อิสรภาพทางการเงิน" มีหลายระดับ เราจะต้องผ่านขั้นบันไดทางการเงิน ซึ่งบอกเลยว่าเพียงแค่อยู่ในขั้นแรก ก็ถือว่าเราอยู่ในเส้นทางของอิสรภาพทางการเงินแล้ว ส่วนใครที่หาเงินใช้พอถึงสิ้นเดือน คุณอยู่ระดับ 2 แล้วด้วยซ้ำ Grant Sabatier ผู้เขียนหนังสือ "Financial Freedom" ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ประสบความสำเร็จตามแนวคิด FIRE movement -- ซึ่งย่อมาจาก "financial independence, retire early" หรือคนที่มีอิสรภาพทางการเงิน และเกษียณอายุได้เร็ว ได้แบ่งอิสรภาพทางการเงินเป็น 7 ระดับ ดังนี้ อิสรภาพทางการเงิน ขั้นที่ 1 Clarity ชัดเจน หรือ รู้จักสถานการณ์เงินของตัวเอง ขั้นนี้แค่เราเริ่มตระหนักว่าตัวเองอยากมีอิสรภาพทางการเงิน เริ่มมีคำถามและรู้สถานภาพทางการเงินของตัวเอง เช่น ตอนนี้มีรายได้เท่าไหร่ , หนี้สินเท่าไหร่ , เป้าหมายของเราคืออะไร แค่นี้ก็ถือว่าอยู่บนบันไดขั้นแรกของอิสรภาพทางการเงินแล้ว อิสรภาพทางการเงิน ขั้นที่ 2 Self-Sufficiency พึ่งพาตนเองได้ คนที่อยู่ในขั้นนี้ จะมีรายได้เพียงพอครอบคลุมค่าใช้จ่ายของตัวเอง ใช้เงินแบบเดือนชนเดือน และยังมีหนี้สินอยู่ แอดมินคิดว่ามนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่น่าจะอยู่ในระดับนี้แหละ อิสรภาพทางการเงิน ขั้นที่ 3 Breathing room พอมีเหลือ หรือมีช่องให้พักหายใจ ขั้นนี้คือคนที่เริ่มมีเงินเก็บบ้าง เริ่มใช้จ่ายได้สะดวกสบาย ไม่เดือนชนเดือน รายได้หักค่าใช้จ่ายแล้วยังมีเงินเหลือสำหรับเก็บออม ลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อสร้างอิสรภาพทางการเงินในอนาคต อิสรภาพทางการเงิน ขั้นที่ 4 Stability มั่นคง ไม่กลัวตกงาน คือคนที่มีเงินออมสำรองเผื่อฉุกเฉินอย่างน้อย 6 เดือน สามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่กลัวตกงาน เพราะหากตกงานก็ยังสามารถนำเงินออมฉุกเฉินมาใช้จ่ายในชีวิตได้อยู่ อิสรภาพทางการเงิน ขั้นที่ 5 Flexibility ยืดหยุ่น คือคนที่มีเงินสำรองสำหรับ 2 ปีขึ้นไป สามารถอยู่ได้โดยไม่ทำงานอย่างน้อย 1 ปี ซึ่งจะทำให้สามารถใช้ชีวิตอย่างยืดหยุ่น มีเวลา มีทางเลือกมากขึ้น อิสรภาพทางการเงิน ขั้นที่ 6 Financial Independence มีอิสระทางการเงิน คำว่าอิสรภาพทางการเงินที่ทุกคนใฝ่ฝันอยู่ในขั้นนี้แหละ ก็คือไม่ต้องทำงานแล้ว แต่ใช้ชีวิตได้ด้วย Passive Income หรือผลตอบแทนจากการลงทุน แต่การมี Passave Income ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะในขั้นนี้ก็ยังต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตไปกับการลงทุน เพื่อไม่ให้ความมั่งคั่งหายไป แต่ก็ถือว่าสุขสบายขึ้นเยอะ อิสรภาพทางการเงิน ขั้นที่ 7 Abundant Wealth มั่งคั่งเกินพอ คือคนที่มีเงินมากกว่าที่ตัวเองต้องการ ไม่มีปัญหาทางการเงินอีกต่อไป ไม่กังวลสภาพตลาดที่ผันผวน เพราะเงินที่ลงทุนไม่ได้ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิต คนที่อยู่ในขั้นนี้ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้หยุดทำงาน แต่จะทำงานที่เติมเต็มจิตใจ หรือเพื่อการกุศล เพื่อสังคม อย่างเช่น ปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นต้น แล้วเพื่อน ๆ ล่ะ อยู่ในขั้นไหนของอิสรภาพทางการเงินบ้างคะ แอดมินเองตอนนี้อยู่ในขั้นที่ 3 กำลังพยายามขึ้นมาขั้นที่ 4 ซึ่งหากมาถามคำถามนี้เมื่อ 2 ปีก่อน แอดมินอยู่ในระดับ 1-2 เท่านั้นเอง ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากวางแผนการเงินอย่างจริงจังมาแค่ 2 ปี ทำให้รู้สึกชีวิตมั่นคงขึ้นมากเลย ใครที่รู้สึกว่าตัวเองยังไปไม่ถึงไหน ก็ไม่ต้องกังวลหรือเครียดไปนะคะ เพราะจากสถิติแล้วชาวอเมริกันมากกว่า 50% ก็ยังอยู่ในขั้นที่ 2 เท่านั้น และข่าวดีก็คือ ถ้าใครสามารถเข้ามาอยู่ในขั้นที่ 1 คือ ตระหนักรู้ได้แล้ว การก้าวไปขั้นที่ 2 , 3 มันไม่ยากเลยค่ะ เริ่มเร็ว เริ่มรวย มันเป็นแบบนั้นเลย ใครที่อยากมีความชัดเจน รู้สถานะทางการเงินของตัวเองว่าอยู่ระดับไหน แต่ยังไม่รู้จะเริ่มยังไง แอดมินแนะนำให้เริ่มจากการบันทึกรายรับรายจ่ายเป็นอันดับแรกค่ะ หากอยากได้ตัวช่วยบันทึกแบบฟรีๆ แถมยังมีฟังก์ชันดีๆ น่ารักๆ มากมาย ดาวน์โหลด app Lumpsum ได้ที่นี่เลยนะคะ iosandroid หวังว่าคอนเทนต์นี้จะทำให้เพื่อนๆ ได้รู้ว่าตัวเองอยู่ในขั้นไหนของคำว่าอิสรภาพทางการเงิน และเลือกทำในสิ่งที่ดีต่อการเงินของตัวเองนะคะ อาจจะดูยากดูฝืนในช่วงแรกๆ แต่เชื่อเถอะว่ามันคุ้มค่า ยิ่งถ้าตอนนี้กำลังมีปัญหาการเงิน ต้องยิ่งวางแผน อย่าปล่อยให้บานปลายเพราะจะยิ่งแก้ยากค่ะ เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ

  เก๋เก๋ ดาริน ปริญญากุล


  12 ตุลาคม 2565

6 step ออมเงินง่ายๆ สไตล์ญี่ปุ่น

ถ้าอยากมีเงินออมเพิ่ม วิธีที่หลายๆ คนคิดถึงก็น่าจะเป็นการหารายได้เพิ่ม ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ในทางกลับกันก็อาจทำให้บางคนยังออมเงินไปไม่ถึงไหน เพราะยังไม่สามารถเพิ่มรายได้ตัวเอง หรือมีรายได้เพิ่มแหละแต่รายจ่ายก็เพิ่มตามไปด้วยวันนี้แอดมินมีศิลปะการออมแบบญี่ปุ่น ที่เหมาะมากๆ สำหรับมนุษย์เงินเดือนมาฝาก โดยมีผู้ที่ทดลองใช้วิธีนี้แล้วปรากฏว่าสามารถมีเงินออมเพิ่มขึ้นถึง 35% โดยที่รายได้ยังเท่าเดิม นั่นคือวิธีที่เรียกว่า คะเคโบะ (Kakeibo)คะเคโบะ (Kakeibo) แปลว่า สมุดบัญชีครัวเรือน ถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกในปี 1904 โดยคุณฮานิ โมโตะโกะ นักหนังสือพิมพ์หญิงคนแรกของญี่ปุ่น ที่ต้องการหาวิธีให้แม่บ้านญี่ปุ่นจัดการรายรับรายจ่ายของครอบครัวให้ดียิ่งขึ้น เพราะผู้หญิงในยุคนั้นไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานนอกบ้าน จึงมีรายรับเพียงแค่เงินเดือนจากสามีเท่านั้นจนกระทั่งถูกนำมาเขียนเป็นหนังสือ Kakeibo: The Japanese Art of Budgeting & Saving Money (คะเคโบะ : ศิลปะการจัดงบประมาณและการออมเงิน) โดย คุณฟูมิโกะ ชิบะ เป็นจุดเริ่มต้นทำให้ คะเคโบะ เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางหลักการคิดของคะเคโบะ จะเน้นไปที่การจัดการรายจ่าย โดยเฉพาะรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ด้วยการจดบันทึกใน 6 Step ได้แก่ 1. จดรายได้ทั้งหมด บันทึกรายได้ทั้งหมดที่ได้รับมาในแต่ละเดือน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนจากงานประจำหรืองานเสริมก็บันทึกลงไปให้ครบ 2. จดค่าใช้จ่ายประจำที่แน่นอน บันทึกค่าใช้จ่ายประจำที่ต้องจ่ายในทุกๆ เดือน เช่น ค่าเช่าบ้าน, ค่าเดินทาง, ค่าอาหาร, ค่าโทรศัพท์ และหนี้สินต่างๆ 3. หาจำนวนเงินที่เหลือ หักค่าใช้จ่ายประจำออกจากรายรับ เพื่อดูว่าจำนวนเงินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายประจำแล้วมีเท่าไร เพื่อนำมาวางแผนการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันต่อไป 4. ตั้งเป้าหมายจำนวนเงินออม เมื่อที่รู้ว่ามีเงินเหลือเท่าไรจากการหักค่าใช้จ่ายประจำแล้ว จากนั้นเริ่มกำหนดเป้าหมายในการใช้จ่ายและเก็บออม อาจจะเริ่มตั้งจากจำนวนน้อยๆ ก่อน เมื่อคุ้นชินแล้วจึงค่อยๆ เพิ่มเป้าหมายในการออมทีละนิดให้เป็นการท้าทายตัวเองเล็กๆ เพื่อการออมเงินจะได้สนุกขึ้น 5. ระบุหมวดหมู่การใช้จ่าย เมื่อรู้ค่าใช้จ่ายประจำต่อเดือน เงินที่เหลือจากค่าใช้จ่ายประจำ และเป้าหมายการออมอย่างชัดเจนแล้ว หลังจากนั้นเมื่อใช้จ่ายอะไรไป ก็จดค่าใช้จ่ายทั้งหมดนั้น โดยแยกออกเป็นหมวดๆ ได้แก่ 5.1 Survival ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องจ่ายเพื่อการมีชีวิตอยู่ได้ เช่น ค่าที่อยู่อาศัย ค่าอาหาร 5.2 Optional ค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นที่ในบางครั้งไม่ต้องมีก็ได้ เช่น ออกไปกินข้าวนอกบ้าน ซื้อเสื้อผ้าใหม่ ไปเที่ยวพักผ่อน งานอดิเรก 5.3 Culture การใช้จ่ายในกิจกรรมด้านความบันเทิงต่างๆ เช่น หนังสือ ภาพยนตร์ คอนเสิร์ต และการสมัครสมาชิกสตรีมมิงต่างๆ 5.4 Extra ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด และเกิดขึ้นไม่บ่อย เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมรถ 6. การสรุปประจำเดือน เมื่อถึงสิ้นเดือนก็มาสรุปจากสิ่งที่ได้บันทึกไป ว่าใช้อะไรไปเท่าไรและได้ทำตามที่ตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่ หรือว่ามีจุดใดที่มีปัญหา ซึ่งในขั้นตอนนี้สามารถสรุปได้โดยตอบคำถาม 4 ข้อนี้- มีเงินออมอยู่เท่าไร?- ต้องการออมเงินเท่าเท่าไร?- ใช้เงินไปเท่าไร?- จะปรับเปลี่ยนการใช้จ่ายอย่างไร เพื่อให้การออมดีขึ้น?ในระหว่างหาช่องทางเพิ่มรายได้ การจัดการค่าใช้จ่ายก็เป็นวิธีที่น่าสนใจ เพราะจากที่แอดมินลองทำประมาณ 6 เดือน พบว่ามีรายจ่ายไม่จำเป็นที่สามารถปรับลดลงและเอาเงินในส่วนนั้นมาออมเพิ่มได้ทันทีมากกว่า 30% จริงๆอาจดูว่าเป็นวิธีที่เรียบง่าย แต่อยากจะบอกว่าวิธีเรียบๆ นี่แหละที่ได้ผลจริงและยั่งยืน อยากฝากเพื่อนๆ ให้ลองทำดูค่ะ ได้ผลยังไงเอามาแชร์กันบ้างนะคะส่วนถ้าใครไม่ถนัดในการจดบันทึกลงสมุด แอดมินแนะนำ app lumpsum ที่สามารถแบ่งหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายและสรุปสถิติรายเดือน ได้เหมือนหลักการคะเคโบะเลย ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นมากๆ ที่สำคัญคือใช้ฟรีด้วยค่ะ ดาวน์โหลดได้ที่นี่เลยนะคะ ios android แอดมินเคยทำคลิปแชร์วิธีใช้ app เบื้องต้น รับชมได้ที่นี่เลย หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้เพื่อนๆ ได้ไอเดีย และเครื่องมือในการออมเงินเพิ่มขึ้นนะคะ ขอบคุณทุกท่านสำหรับการติดตามในทุกช่องทาง ขอบคุณ ขอบคุณ และขอบคุณค่ะ แอดมินเก๋

  เก๋เก๋ ดาริน ปริญญากุล


  05 สิงหาคม 2565

3 เทคนิคอุดรูรั่วทางการเงิน ให้ชีวิตสบายขึ้น

ช่วงนี้เห็นหลายๆ คนบ่นว่าชีวิตเหนื่อย ของแพงขึ้น แต่เงินเดือนเท่าเดิม ยิ่งใครต้องกลับไปทำงานที่ออฟฟิศแล้ว โดนค่าน้ำมัน ค่าเดินทางไปอีก ตอนนี้ไม่ต้องพูดถึงอิสรภาพทางการเงินหรอก แค่อยู่รอดเดือนต่อเดือนก็เหนื่อยแล้ววันนี้แอดมินจึงมี 3 เทคนิคอุดรูรั่วทางการเงิน เพื่อใช้ชีวิตแบบไม่ต้องเหนื่อยมาก มาฝาก เป็นวิธีง่ายๆ ที่แอดมินใช้ได้ผลกับตัวเอง เลยอยากเอามาแบ่งปันค่ะ 1. ทำบัญชีรายรับ รายจ่าย อย่าสบประมาทหรือด้อยค่าวิธีง่ายๆ พื้นๆ แบบนี้เลยทีเดียวเชียว เพราะมันไม่มีหรอกค่ะ เทคนิคที่จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นชั่วข้ามคืน มันมีแต่ตัวช่วยในการฝึกนิสัย ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของความสำเร็จในด้านการเงิน ไม่ว่าเป้าหมายของคุณ จะแค่ขอให้อยู่รอดเป็นวันๆ ไป หรือต้องการมีอิสรภาพทางการเงิน แต่ยังไม่รู้จะไปทางไหนขอให้เริ่มต้นด้วยการจดบันทึก ทำบัญชีรายรับรายจ่ายค่ะอาจจะไม่ต้องทำตลอดไป แต่ขอให้ลองทำซัก 3 - 6 เดือน ให้เห็นภาพการไหลเข้า-ออกของเงิน แล้วดูว่ารูรั่วของเราอยู่ตรงไหนบางคนพอรู้สึกเงินไม่พอใช้ ก็คิดแต่จะหารายได้เพิ่ม ซึ่งมันไม่ผิดหรอก แต่มันเหนื่อย ลองจินตนาการถึงถังใส่น้ำ ที่มีรูรั่วมากมาย แต่เราไม่สนใจ พยายามหาน้ำมาใส่เพิ่ม แต่หาเท่าไหร่มันก็ไม่เต็มซักที เพราะมันออกไปทางรูรั่วหมดใครกำลังเป็นแบบนี้อยู่ ลองจดบันทึกดูเถอะ แล้วจะรู้ว่ามันทำให้เหนื่อยน้อยลงจริงๆ แค่เราลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง มันง่ายกว่าไปทำงานหาเงินเพิ่มตั้งเยอะ แต่ไม่ได้หมายความว่าการหารายได้เพิ่มไม่ดีนะคะ แค่อยากให้อีกมุมมองนึงว่า ถ้าเราจะต้องเหนื่อยแล้ว ก็ควรรู้ว่าเงินที่ได้จากความเหนื่อยนั้น มันไปไหน ใช่สิ่งที่ชีวิตเราต้องการรึเปล่าการจดบันทึกจะทำให้เราเห็นชัดขึ้น ว่าใช้เงินไปกับอะไร ตรงไหนลดได้บ้าง เชื่อมั้ยว่าเมื่อก่อนแอดมินคิดแต่จะหารายได้เพิ่ม ซึ่งทั้งเหนื่อยทั้งเครียด แต่พอได้ลองจดบันทึกดูก็พบว่ามีสิ่งที่ปรับลดได้เยอะแยะเลย แค่ลดนะคะ ไม่ใช่งด ซึ่งมันก็ไม่ได้ทำให้ความสุขในชีวิตลดลงมากเท่าไหร่ เพราะเวลาเราลดความสุขชั่วคราวลง แต่มองเห็นว่าจะได้ความสุขอะไรในอนาคตมาทดแทน มันก็ฟินดีเหมือนกันนะ อยากให้ลองดูค่ะ 2. ทำบัญชีงบดุล เดี๋ยวๆๆๆๆ อย่าเพิ่งเบ้ปากมองบน อย่าเพิ่งคิดว่ายาก เพราะมันโคตรง่ายเลยจริงๆหลักการของงบดุลก็คือ บันทึกสินทรัพย์ และหนี้สิน ว่าอะไรมีมากกว่ากัน ถ้ามีสินทรัพย์มากกว่า ก็เป็นบวก ถ้ามีหนี้สินมากกว่า ก็เป็นลบบัญชีนี้สำคัญ เพราะเป็นการบอกว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหน คือบางคนรู้ว่าจะไปไหน มีเป้าหมายเยอะแยะ แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ตรงไหน มันก็ไปไม่ถูกนะ อารมณ์เหมือนกด google map แต่ไม่เปิด gps อ่ะ ก็ไปไม่ถูก แผนที่ไม่ขึ้น จริงไม่จริงจะบอกว่าเมื่อก่อนแอดมินก็ไม่เคยคิดจะจดทั้ง 2 บัญชีที่ว่ามานี้เลย เพราะมันยุ่งยาก ต้องจดลงสมุด หรือไม่ก็ใส่ตาราง excel ผูกสูตรอีก อะไรอีก เคยทำแต่ก็เลิกจ้า ยากไป๊แต่ในยุคนี้บอกเลยว่าชีวิตง่ายขึ้นเยอะ เพราะมี app เกี่ยวกับการทำบัญชีส่วนบุคคลมากมายให้เลือกใช้ รวมไปถึง app lumpsum ที่แอดมินใช้อยู่ ถ้าใครสนใจก็ลองโหลดมาใช้ได้เลย ( แปะ link ไว้ด้านล่างนะคะ ) นอกจากใช้ฟรีแล้วก็ยังมีฟังก์ชั่นที่แอดมินชอบ คือการ link บัญชีรายรับรายจ่ายเข้ากับบัญชีงบดุล ทำให้เราเห็นตัวเลขตลอดเวลาว่าดุลบัญชีเราเป็นบวกหรือลบพอพูดเรื่องวางแผนการเงิน คนส่วนใหญ่จะคิดถึงการเอาเงินไปลงทุน ซึ่งจริงๆ แล้วการลงทุนเป็น step เกือบสุดท้ายเลยด้วยซ้ำ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ทำให้มีเงินออมก่อน ให้กระแสเงินเข้ามากกว่าเงินออก ออมเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน ( 3 - 6 เดือนของค่าใช้จ่าย ) ได้แล้ว ส่วนเกินจากนั้นถึงเอาไปลงทุน ให้เงินทำงานแทนเราแอดมินเคยทำข้ามขั้นตอน ซึ่งบอกเลยว่า อย่าหาทำค่ะ เพราะมันทำให้แผนการลงทุนของเราไม่มั่นคง โดยเฉพาะเวลามีค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ทำให้ต้องถอนเงินจากการลงทุนออกมา ในจังหวะที่ยังขาดทุนอยู่ เสียดายจริงๆ เพราะถ้าถือได้นานกว่านั้น จะได้กำไรเยอะเลยทีเดียว 3. ทำจิตใจให้เบิกบาน เมื่อทำเหตุทุกอย่างให้ดี จะทำให้ความเครียดของเราลดลงอยู่แล้วโดยอัตโนมัติ ถึงตอนนี้อยากให้ทุกคนทำใจให้เบิกบาน มีความสุขกับเงิน สำนึกรู้คุณ ขอบคุณเงินของเรา ที่เลี้ยงดูเรามาตลอดชีวิต และยังช่วยเลี้ยงดูคนอื่นเวลาที่เราใช้จ่าย ส่งต่อเงินออกไปด้วยและขอบคุณตัวเองด้วย ที่ทำงานมีคุณค่า จึงได้เงินมาเป็นการตอบแทน แถมยังรู้ค่าของเงิน หาวิธีอุดรูรั่ว เพื่อจัดสรรเงิน ให้ใช้จ่ายออกไปอย่างเกิดประโยชน์มากที่สุดในหนังสือขายดีทั้ง เดอะ ซีเคร็ต และเดอะ เมจิก ผู้เขียนคือ คุณรอนด้า เบิร์น บอกว่า "ผู้ที่สำนึกรู้คุณ จะมีเพิ่มขึ้น ผู้ที่ไม่สำนึกรู้คุณ จะถูกริบสิ่งที่มีน้อยอยู่แล้วนั้นไปด้วย"ช่วงนี้เงินเดือนออกพอดี ใครอยากเริ่มจดบันทึกด้วยกัน โหลด app lumpsum ได้ทั้ง ios android มาลองใช้ดูนะคะ เก๋เก๋มีคลิปรีวิววิธีใช้ฟังก์ชั่นง่ายๆ ใน app มาให้ด้วยค่ะ คลิกที่นี่ เพื่อชมแล้วมาเริ่มวางแผนการเงินไปพร้อมๆกันเลย หวังว่าวันนี้ทุกคนจะได้ไอเดียไปปรับใช้ให้ชีวิตการเงินดีขึ้น และเหนื่อยน้อยลงนะคะ ขอบคุณทุกการติดตาม ขอบคุณ ขอบคุณ และขอบคุณค่ะแอดมินเก๋

  เก๋เก๋ ดาริน ปริญญากุล


  12 กรกฎาคม 2565

ตกงานอย่าตกใจ 6 ข้อต้องรีบทำ หากตกงานกระทันหัน

จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และหลายธุรกิจถูก Disrupt ด้วยเทคโนโลยี บริษัทปิดตัวจากวิกฤตการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 (Covid-19) ทำให้มีข่าวการลดพนักงานยังมีมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ใครที่อยู่ในภาวะต้องตกงานกระทันหัน อย่าเพิ่งตกใจ ขอให้ตั้งสติ และรีบทำ 6 ข้อนี้ 1. แจ้งประกันสังคม สิ่งแรกที่ต้องทำทันทีหากตกงาน คือการลงทะเบียนผู้ว่างงานกับประกันสังคมเพื่อรับเงินชดเชยรายเดือน เพราะระยะเวลาการลงทะเบียนนั้นจะต้องดำเนินการภายใน 30 วันหลังจากตกงานเท่านั้น โดยผู้ที่ได้รับสิทธิจะต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน และต้องตกงานโดยไม่มีความผิดตามกฎหมาย เช่น ลาออก ถูกเลิกจ้าง หรือหมดสัญญาจ้าง และต้องไปรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่สำนักจัดหางานอย่างน้อยที่สุดเดือนละ 1 ครั้ง ส่วนสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับนั้น แตกต่างกันไปแล้วแต่กรณี เช่น ในกรณีถูกเลิกจ้างจะได้รับเงินชดเชยการว่างงานเป็นระยะเวลาไม่เกินปีละ 180 วัน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท (สูงสุดไม่เกิน 7,500 บาทต่อเดือน) ส่วนในกรณีลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง จะได้รับเงินทดแทนเป็นระยะเวลาไม่เกินปีละ 90 วัน ในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท (สูงสุดไม่เกิน 7,500 บาทต่อเดือน) 2. รวบรวมเงินที่มีทั้งหมด เมื่อรายงานตัวกับประกันสังคมเรียบร้อย ก็ต้องมาดูว่าเงินที่คุณมีอยู่ทั้งหมดเป็นเท่าไหร่ ซึ่งรวมไปถึง เงินเดือนเดือนสุดท้ายที่ได้รับ เงินชดเชยจากบริษัทในกรณีถูกเลิกจ้าง เงินที่ได้รับจากประกันสังคมกรณีว่างงาน เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และอื่น ๆ ถ้ามี เพื่อที่จะได้รู้ว่ามีเงินสำรองในช่วงที่ยังไม่มีรายได้เข้ามาอยู่เท่าไหร่ 3. จัดระเบียบค่าใช้จ่าย เมื่อไม่มีรายได้แต่ค่าใช้จ่ายยังอยู่ จึงต้องจัดการให้ดี โดยให้แบ่งเป็น • ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ไม่สามารถงดได้ เช่น ค่าผ่อนหรือเช่าบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าน้ำ ค่าไฟ เป็นต้น • ค่าใช้จ่ายที่สามารถงดหรือลดได้ เช่น โปรฯ โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต ค่าแอพลิเคชั่นดูหนัง เป็นต้น ในส่วนของค่าใช้จ่ายที่งด หรือลดได้ ควรรีบจัดการทันที โดยเฉพาะที่ให้ตัดบัตรเครดิตอัตโนมัติ เพื่อไม่ให้หนี้สินเพิ่มขึ้นโดยใช่เหตุ จากดอกเบี้ยบัตรเครดิต 4. นำค่าใช้จ่ายมาเทียบกับเงินที่มีอยู่ เพื่อให้รู้ว่าเงินที่มีอยู่จะเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายต่างๆ ไปอีกกี่เดือน ในระหว่างที่ว่างงาน และวางแผนการใช้จ่ายไม่ให้ติดขัด 5. ติดต่อบัตรเครดิตขอชำระแค่ดอกเบี้ย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือนและรักษาเครดิตของตัวเองเอาไว้ ให้แจ้งธนาคารหรือบัตรเครดิตไปตามตรงถึงปัญหาและสภาวะการเงินของเรา จากนั้นแสดงความจำนงค์ขอจ่ายเพียงดอกเบี้ยไปก่อน 6. ทำงานพิเศษสร้างรายได้ หรือฝึกอบรมพัฒนาตัวเอง ในช่วงตกงาน อย่าปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ เอาเวลาว่างเหล่านั้นมาสร้างรายได้เล็กๆ น้อยๆ เช่น งานเขียน งานสอนพิเศษ หรืองานพาร์ทไทม์ แม้ได้เงินไม่มาก แต่ก็ดีกว่าอยู่เฉยๆ แบบไม่มีรายได้เข้ามาเลย และยังช่วยให้ไม่ต้องคิดฟุ้งซ่านได้อีกด้วย หากใครมีเงินสำรองมากพอ อาจใช้ช่วงที่ว่างงานฝึกอบรมเพื่อพัฒนาตนเอง หรือใช้เป็นช่วงเวลาพักเพื่อชาร์จแบตก่อนเดินหน้าลุยต่อ ทำสิ่งจำเป็นทั้ง 6 ข้อนี้แล้ว ก็ค่อยๆ เริ่มมองหางานใหม่ ซึ่งไม่แน่ว่าการตกงานในครั้งนี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ดีในชีวิต บางคนอาจไม่ต้องกลับไปเป็นมนุษย์เงินอีกเลยก็ได้

  เก๋เก๋ ดาริน ปริญญากุล


  24 กันยายน 2563

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม