บัญชีเงินฝากที่ให้ดอกเบี้ยสูง ประจำเดือนพฤษภาคม

ปัจจุบันหลายคนก็หันมาใช้บัญชีเงินฝากดิจิทัลกันหมดแล้ว เพราะมีความสะดวกสบาย โอนง่าย จ่ายคล่อง และทำธุรกรรมเงินได้หลายรูปแบบ จบครบในมือถือเครื่องเดียว วันนี้ Lumpsum จึงพามาส่องกับ 10 บัญชีเงินฝากดิจิทัลที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงที่สุด มีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย 1. B-You Max ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ดอกเบี้ยสูงสุด : 6.00 %จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคมเงื่อนไข : สำหรับลูกค้าใหม่ เฉพาะบุคคลธรรมดาฝากขั้นต่ำ 2,000 บาท และเงินฝากไม่เกิน 10,000 บาทรายละเอียดเพิ่มเติม 2. Dime ! Save ดอกเบี้ยสูงสุด : 3.00 %จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคมเงื่อนไข : เฉพาะยอดเงินฝากไม่เกิน 30,000 บาทรายละเอียดเพิ่มเติม 3. ttb Me Save ดอกเบี้ยสูงสุด : 2.00 %จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคมเงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 1 แสนบาท และมียอดฝากมากกว่าถอนในแต่ละเดือนรายละเอียดเพิ่มเติม 4. KKP Start saving ดอกเบี้ยสูงสุด : 2.00 %จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคมเงื่อนไข : ยอดบัญชีเงินฝากไม่เกิน 50,000 บาท เปิดบัญชีได้ผ่านแอป True Money Walletรายละเอียดเพิ่มเติม 5. Chill-D ดอกเบี้ยสูงสุด : 2.00 %จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือนเงื่อนไข : เฉพาะเงินฝากส่วนที่เกิน 50,000 ถึง 100,000 บาทรายละเอียดเพิ่มเติม 6. ECO Saving ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.75 %จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคมเงื่อนไข : เฉพาะลูกค้าสินเชื่อและมียอดเงินฝากไม่เกิน 5 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม 7. Kept ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.70 %จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือนเงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 3 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม 8. กรุงศรี มีแต่ได้ ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.50 %จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือนเงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม 9. K-eSavings ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.50 %จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคมเงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 1 แสนบาทรายละเอียดเพิ่มเติม 10. SCB EZ Savings ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.50 %จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคมเงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม 10 บัญชีเงินฝากดิจิทัลที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูง "ประจำเดือนพฤษภาคม"

  ธนากร นวมรัตน์


  02 พฤษภาคม 2566

ส่องบัญชีเงินฝากให้ดอกเบี้ยสูง ประจำเดือนเมษายน

1. LH Bank B-You Max ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ดอกเบี้ยสูงสุด : 6.00 %จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคมเงื่อนไข : สำหรับลูกค้าใหม่ เฉพาะบุคคลธรรมดาฝากขั้นต่ำ 2,000 บาท และเงินฝากไม่เกิน 10,000 บาทรายละเอียดเพิ่มเติม 2. ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ดอกเบี้ยสูงสุด : 3.00 %จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคมเงื่อนไข : เฉพาะยอดเงินฝากไม่เกิน 30,000 บาทรายละเอียดเพิ่มเติม 3. CIMB ชิลดี ดอกเบี้ยสูงสุด : 2.00 %จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือนเงื่อนไข : ส่วนที่เกิน 50,000 ถึง 100,000 บาทรายละเอียดเพิ่มเติม 4. KKP Start saving ดอกเบี้ยสูงสุด : 2.00 %จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคมเงื่อนไข : ยอดบัญชีเงินฝากไม่เกิน 50,000 บาท เปิดบัญชีได้แอปทรูมันนี วอลเล็ตรายละเอียดเพิ่มเติม 5. TTB Me Save ดอกเบี้ยสูงสุด : 2.00 %จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคมเงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 1 แสนบาท และมียอดฝากมากกว่าถอนในแต่ละเดือน 6. ธอส. ECO Saving ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.75 %จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคมเงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 5 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม 7. Kept by krungsri ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.70 %จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือนเงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 3 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม 8.กรุงศรี มีแต่ได้ ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.50 %จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือนเงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม 9.กสิกรไทย K-eSavings ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.50 %จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคมเงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 1 แสนบาทรายละเอียดเพิ่มเติม 10.ไทยพาณิชย์ SCB EZ Savings ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.50 %จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคมเงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม 10 บัญชีเงินฝากดิจิทัลที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูง ประจำเดือนเมษายน

  ธนากร นวมรัตน์


  11 เมษายน 2566

5 ขั้นสร้าง เงินออมก้อนแรก ฉบับมนุษย์เงินเดือน

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็รู้จักกับการลงทุนในตลาดหุ้น และเราคงได้ยินคำพูดที่ว่ามีคนที่ประสบความสำเร็จจากการลงทุนแค่ 20% ที่เหลืออีก 80% ล้มเหลว แต่ถ้าเราดูจำนวนรายลูกค้าที่เปิดบัญชีหุ้น ตัวเลขเพิ่มทุกปีจากราวๆ 9.8 แสนคนในปี 57 เพิ่มเป็น 1.7 ล้านคนในปี 62 โดยมีคนเปิดพอร์ตหุ้นเพิ่มขึ้นประมาณ 10,000 คนต่อเดือน แสดงว่าก็ยังมีคนใหม่ ๆ หมุนเวียนเข้ามาในวงการนี้อยู่ตลอด คำถามคือผู้คนเข้ามาลงทุนในหุ้นเพื่ออะไร ? แน่นอนคงไม่มีใครเข้ามาเพื่อจะเสียเงิน…แต่เกมนี้จะต้องมีคนหนึ่งได้ และคนหนึ่งเสีย แล้วคุณคือส่วนของ 20% หรือส่วนของ 80%...!? จริงๆ แล้วเกมการลงทุนหุ้นที่ทำให้คุณเจ็บตัวน้อย “มันมีอยู่” แต่ที่ผ่านมายังไม่ได้ทุ่มเทเวลาศึกษาอย่างจริงจัง หรือไม่ก็สนใจแต่เทคนิคการเทรดหุ้นแบบเจ๋ง ๆ เพื่อให้พอร์ตโตเร็ว ๆ จนมองข้ามวิธีการลงทุนง่าย ๆ อย่าง “การออมหุ้น” ไปหรือเปล่า ? มันเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการลงทุน ที่ช่วยให้คุณมี “เงินออมก้อนแรกจากหุ้น” ในแบบฉบับที่คุณ เจ็บตัวน้อยที่สุด แถมยังเป็นการสร้าง passive income ให้คุณอีกทาง…รู้งี้แล้วคุณจะรออยู่ทำไมล่ะ ! 1. เริ่มต้นตรวจเช็คสุขภาพทางการเงิน ทำทันที มนุษย์เงินเดือนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง อาจไม่ใช่เป้าหมายแรกของที่ปรึกษาทางการเงิน ที่จะมาแนะนำวิธีการบริหารเงินทอง เต็มที่เขาก็อาจแวะหาคุณให้ช่วยลองทำแบบสอบถามด้านการเงิน เพื่อฝึกวิทยายุทธ์ เก็บชั่วโมงบิน ก่อนจะไปลุยเคสที่ใหญ่ขึ้น แต่นี่มันยุคฟินเทค (FinTech) ที่คนทำงานกินเงินเดือน รายย่อยทั่วไป สามารถพึ่งพาแอปพลิเคชัน (Application) การเงินเพื่อวางแผน วิเคราะห์ทรัพย์สิน หนี้สิน รายรับ รายจ่าย พร้อมคำนวณเงินที่ใช้ได้ในไม่กี่นาที จากความฉลาดของ App ทั้งหลายที่อยู่บนโทรศัพท์มือถือ คุณต้อง ททท.หรือ ทำทันที จะได้ทราบว่า เวลาที่เหลือไปจนถึงวันที่คาดว่าจะทำงานไม่ไหวแล้ว กับจำนวนเงินที่ต้องออม ต้องลงทุนมันมากสักเท่าไหร่ เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายนั้น 2. ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะลงทุนออม หุ้นปันผล หลังวิเคราะห์สุขภาพทางการเงินแล้ว คุณต้องตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะ “เริ่มต้น” ลงทุนใน หุ้นปันผล นั่นหมายความว่าคุณจะต้องเลือกลงทุนในบริษัทที่มี นโยบายจ่ายเงินปันผลในระดับสูงอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้สนใจที่ “การเคลื่อนไหวของราคา” ซึ่งปกติแล้วบริษัทต่างๆ จะจ่ายปันผลปีละ 1 - 2 ครั้งขึ้นอยู่กับนโยบาย โดยจะจ่ายจากกำไรสุทธิของงบเฉพาะกิจการ เมื่อตัดสินใจแน่วแน่ที่จะลงทุนออม หุ้นปันผล เงื่อนไขที่สำคัญคือ “การซื้อตัวนั้นอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ เดือน” โดยไม่ได้สนใจการขึ้นลงของราคาในกระดาน เพราะเราจะสนใจที่ “เงินปันผล” ไม่ใช่ “ส่วนต่างราคา” เนื่องจากการตัดสินใจครั้งนี้ มันคือ แผนการออมในระยะยาว..นั่นหมายความว่าจิตใจต้องนิ่งพอที่จะทำได้แค่เพียงมองดูกำไร หรือขาดทุนทางบัญชีเท่านั้น! 3. เลือกซื้อเฉพาะ หุ้นปันผล สูง และพื้นฐานดีเท่านั้น โดยทั่วไปบริษัทที่มักจ่ายปันผลสูง จะเป็นบริษัทเก่าแก่ ก่อตั้งมานาน ธุรกิจอยู่ตัว กำไรเติบโตสม่ำเสมอแม้ไม่ได้มีการลงทุนเพิ่มก็ตาม ทำให้ไม่จำเป็นต้องเร่งสร้างการเติบโตเหมือนช่วงแรกของการก่อตั้งที่ต้องใช้เงินจำนวนมากหมดไปกับเรื่องการลงทุน ส่วนการตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นในรูปของปันผลแทบจะไม่มี แต่การคัดเลือกหุ้น คงไม่ใช่เพียงแค่การดูบริษัทที่จ่ายปันผลดีเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาแนวโน้มธุรกิจประกอบด้วย ไม่เช่นนั้นเราอาจจะเลือกหุ้นผิดตัวเพราะมัวติดกับดักปันผลสูง แต่ธุรกิจกลับเป็นแนวโน้มขาลงและใกล้เจ๊งแล้ว หากเจอแบบนี้ผลขาดทุนจากราคาหุ้นที่ปรับลง จากสภาวะธุรกิจที่ร่อแร่ อาจจะมากกว่าอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่เราได้รับ แบบนี้คงไม่เวิร์คแน่ ๆ บริษัทในตลาดหุ้นไทยที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง และต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปี แถมมีสภาพคล่องสูงและเป็นหุ้นตัวใหญ่ จะรวมตัวกันอยู่ในดัชนี SETHD มีทั้งหมด 30 ตัว คุณสามารถเข้าไปเลือกดูได้ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะทำการทบทวนรายชื่อปีละ 2 ครั้งในเดือนมิถุนายน กับ เดือนธันวาคม 4. คำนวณอัตราผลตอบแทนเงินปันผล เพื่อดูความสม่ำเสมอ หุ้นบางตัวจ่ายปันผลเป็นตัวเงินอาจจะดูสูง แต่จริงๆ แล้วเราต้องดูที่เปอร์เซ็นต์การจ่าย จะสะท้อนผลตอบแทนได้ดีกว่า สามารถคำนวณอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ได้เอง โดยใช้ตัวเลขการจ่ายปันผลย้อนหลังไปสัก 3 - 5 ปีเพื่อดูความต่อเนื่องในการจ่ายเงินปันผลของบริษัท ยีลด์น่าจะสัก 3 - 4% ก็น่าสนใจแล้วยิ่งให้ผลตอบแทน 5% ก็ยิ่งน่าสนใจมากขึ้นเพราะสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ทั้งแบบออมทรัพย์และฝากประจำ และยังสูงกว่าอัตราผลตอบแทนเงินปันผลของ SET ย้อนหลัง 4 ปี ( 58 - 61 ) ซึ่งอยู่ที่ 3.36%, 3.04%, 2.7% และ 3.22% ตามลำดับ สูตรการคำนวณ Dividend Yield ทำได้ง่ายๆ เพียงนำ เงินปันผลต่อหุ้น/ราคาหุ้น*100 ยกตัวอย่าง เช่น หุ้น TISCO จ่ายเงินปันผลหุ้นละ 7 บาท ราคาหุ้น ณ วันที่คำนวณ 90 บาท จะคำนวณจะได้ ดังนี้ 7/90* 100 = 7.77%เท่ากับว่า TISCO ให้ยีลด์ 7.77% เป็นต้น ข่าวดีก็คือว่า เดี๋ยวนี้คุณแทบจะไม่ต้องมานั่งคำนวณเอง เพราะมีโปรแกรมวิเคราะห์หุ้นเป็นผู้ช่วย อย่างของ efin ที่ชื่อ efinStockPickUp คุณอยากได้ยีลด์เท่าไหร่ลองใส่ตัวเลขลงไป โปรแกรมจะสแกนมาให้ทันที หรือถ้าเปิด บัญชีออมหุ้น กับบริษัทหลักทรัพย์แต่ละค่ายเขาจะคัดหุ้นที่ให้ปันผลดีมาให้อยู่แล้ว คุณก็เข้าไปเลือกดูได้เลยแบบสำเร็จรูป 5. นำเงินปันผลที่ได้ลงทุนซ้ำใน หุ้นปันผล ตัวเดิม คุณสามารถขยายพอร์ตการลงทุนให้โตขึ้นได้ ในช่วงเวลาที่ยังมีแรงทำงานอย่าเพิ่งรีบนำเงินปันผลออกมาใช้ แต่ให้เปลี่ยนเป็น ซื้อหุ้นปันผล ตัวเดิมเพิ่มอีกจากเงินปันผลที่คุณได้ในแต่ละปี ลองทำแบบนี้ทุกครั้งเมื่อได้รับเงินปันผลที่โอนเข้ามาในบัญชีธนาคาร เก็บสะสมหุ้นตัวเดิมที่คุณคัดมาดีแล้วไปเรื่อยๆ จนพอร์ตโต หากคุณมีวินัยและออมได้นานพอ มันจะไม่ใช่แค่เงินออมในหุ้นก้อนแรกที่คุณจะมีได้ แต่เป็นการสร้าง passive income ให้คุณได้อนาคต! โปรเจกต์นี้จะเกิดขึ้นได้คุณต้องย้อนไปอ่านที่ข้อ 1 ใหม่ กลับไปเริ่มต้นที่พื้นฐาน ตรวจสุขภาพการเงิน วิเคราะห์รายรับ รายจ่าย ทรัพย์สิน หนี้สิน คำนวณเงินที่ต้องใช้หลังเกษียณ เริ่มต้นก่อนรวยก่อน สามารถใช้แอปพลิเคชัน “Lumpsum” (ล่ำซำ) เป็นผู้ช่วยได้ เพราะใช้งานง่าย เหมาะกับมนุษย์เงินเดือนทุกคน บริการดีๆ จาก efin. เปิดประสบการณ์ใหม่ด้านการวางแผนชีวิตด้วยตัวคุณเองแบบครบวงจรกับแอปพลิเคชั่น “Lumpsum” ดาวน์โหลด​แอปฯ​ วางแผน​การเงิน​ ได้ที่iosAndroid

  ชัชชญา ฮาเกิน


  11 กรกฎาคม 2565

มุ่งสู่เส้นทางเศรษฐีด้วยการวางแผนการเงิน

ใครอยากเป็นเศรษฐี ชั้นน่ะซิ ชั้นน่ะซิใครอยากเป็นเศรษฐีมาอ่านทางนี้ครับกับสูตรบริหารเงิน ให้รู้จักแบ่งใช้ จ่าย เก็บ และลงทุน เทคนิคไม่ยากเลยครับแต่สิ่งที่ยากกว่าคือ เราลงมือทำแล้วหรือยังถ้ายังไม่ได้เริ่ม เราไปดูพร้อมกันกับ LUMPSUMว่าเส้นทางเศรษฐีไม่ใช่เรื่องยากปะ!! ไปลุยกันครับ ไม่มีภาระหนี้ก้อนใหญ่ใช้สูตรบริหารเงิน 3 ส่วน 50 30 20 ส่วนแรก 50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน ส่วนที่สอง 30% เก็บออมหรือลงทุน ซึ่งอาจจะเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับมีหนี้ก้อนใหญ่ได้ ส่วนที่สาม 20% ซื้อความสุขให้ตัวเอง จะเที่ยว จะปาร์ตี้ก็แล้วแต่ความชอบเลยครับ ปล. สูตรบริหารเงินไม่ใช่สูตรตายตัว เราสามารถนำไปประยุกต์ ปรับเปลี่ยนได้ตามรายได้ หรือ Lifestyle ของการใช้ชีวิต สูตรเป็นเพียงแนวทางเพื่อให้เห็นภาพเบื้องต้น ส่วนรายละเอียดอยู่ที่ตัวเราต้องวางแผนและจัดการ "เงิน" นอกจากรู้จักหา ต้องรู้จักใช้ และที่สำคัญรู้จักเก็บและลงทุน มีภาระหนี้ก้อนใหญ่ใช้สูตรบริหารเงิน 4 ส่วน 10 20 30 40 ส่วนที่ 1 : 10% ให้รางวัลตัวเองส่วนนี้ต้องมีนะครับ โดยเฉพาะพวกขี้งก ขี้เหนียวทั้งหลาย ไม่ตายก็หาใหม่ได้ ตายไปก็เอาไปด้วยไม่ได้เพราะฉะนั้น ใช้โลดเด้อสู (กรุบกริบซัก 10% พอนะ)ส่วนที่ 2 : 20% เงินเก็บหรือลงทุนได้มาแล้วหักไปเก็บหรือลงทุนเลย ยามเกษียณจะได้มีเงินใช้อย่างสบาย เกษียณได้อย่างมีความสุขส่วนที่ 3 : 30% ภาระหนี้ก้อนใหญ่สำหรับคนที่มีหนี้ก้อนใหญ่ อย่างหนี้บ้าน หนี้รถ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไม่ควรเกิน 30%ส่วนที่ 4 : 40% ค่าใช้จ่ายจำเป็นพวกค่ากินค่าใช้ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าใช้จ่ายโดยรวมต่อการยังชีพ หรือที่เรียกกันว่า ปัจจัย 4 นั่นแหละครับปล. สูตรบริหารเงินไม่ใช่สูตรตายตัว เราสามารถนำไปประยุกต์ ปรับเปลี่ยนได้ตามรายได้ หรือ Lifestyle ของการใช้ชีวิต สูตรเป็นเพียงแนวทางเพื่อให้เห็นภาพเบื้องต้น ส่วนรายละเอียดอยู่ที่ตัวเราต้องวางแผนและจัดการ "เงิน" นอกจากรู้จักหา ต้องรู้จักใช้ และที่สำคัญรู้จักเก็บและลงทุน ไม่ว่าจะมีหนี้หรือไม่มีภาระหนี้ก้อนใหญ่ จะเห็นว่ามีส่วนที่ต้องแบ่งเก็บหรือแบ่งไปลงทุน เพราะสิ่งนี้คือส่วนสำคัญ การให้เงินทำงาน “เงินต่อเงิน” จะเป็นเส้นทางเศรษฐีนะครับ ทำไมต้องลงทุน? ถ้าเก็บไว้เฉย ๆ อย่างการหยอดกระปุก ที่ไม่ได้ผลตอบแทนเลย หรือเอาไปเก็บในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ที่ล่าสุดให้ผลตอบแทนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน (0.25% ต่อปี หรือสลึงเดียว) สุดท้ายแล้วจะถูกเงินเฟ้อกัดกินมูลค่าให้ลดลงดังนั้น ต้องนำเงินไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนอย่างน้อยเทียบเท่าเงินเฟ้อ ยิ่งมากกว่าเงินเฟ้อยิ่งดี เพราะจะทำให้มูลค่าที่แท้จริงเพิ่มขึ้น หากทำได้อย่างสม่ำเสมอการบรรลุเป้าหมายทางการเงินจะง่ายขึ้น และจะเป็นเส้นทางสู่ “อิสรภาพทางการเงิน” ที่ให้เงินหรือสินทรัพย์ทำงานแทนเรา (เศรษฐี นอกจากลงแรงทำงานแล้ว เค้ายังใช้เงินที่หาได้ให้มันช่วยทำงานต่อ ก็จะยิ่งร่ำรวยมากขึ้นครับ) บทสรุป

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  28 เมษายน 2565

ออมหุ้น เงินหลักพันก็เริ่มต้นลงทุนในหุ้นได้

อยากลงทุนในหุ้น จะเน้นลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐานก็ไม่เก่งจะเก็งกำไรก็ไม่ถนัด แถมทุนน้อย โดนปลาใหญ่กินปลาเล็ก การเริ่มต้นลงมือลงทุนเป็นสิ่งที่ดีแต่ด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง อย่างความรู้ไม่มากพอ เงินทุนน้อย และอีกมากมายทำให้มือใหม่หลายคนเข้ามาสู่สนามหุ้นได้เพียงช่วงสั้น ๆ ก็เป็นอันต้องยอกมือแพ้ ออกจากสนามนี้ไป การออมหุ้นแบบ DCA ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ครับเพราะหาก DCA นานมากพอ เวลานอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาแล้ว ยังช่วยสะสมความมั่งคั่งอีกด้วย วันนี้ LUMPSUM ได้รวบรวม 6 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ชั้นนำ ที่เปิดให้เราออมหุ้นได้ เพื่อเปรียบเทียบเบื้องต้นถึงปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการเลือก บล. ที่จะเปิดบัญชีด้วย ไม่ว่าจะเป็นเงินขั้นต่ำในการลงทุนในแต่ละเดือน และค่าธรรมเนียมในการซื้อขายที่มีความแตกต่างกัน และเงื่อนไขรายละเอียดปลีกย่อยอื่น ๆ ก่อนจะไปดูว่ามีเจ้าไหนบ้าง เราไปทำความรู้จักการลงทุนแบบ DCA เบื้องต้นกันก่อนดีกว่าครับ การลงทุนแบบ DCA (dollar-cost averaging) คือการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน ด้วยการกำหนดการลงทุนเป็นงวด ๆ งวดละเท่า ๆ กัน อาจลงทุนเป็นรายเดือน รายไตรมาส โดยไม่สนใจว่าราคาหน่วยลงทุนที่เราจะซื้อตอนนั้นราคาเท่าไหร่ จะขึ้นหรือจะลง การลงทุนแบบนี้เป็นรูปแบบการลงทุนที่ตัดเอาอารมณ์ความรู้สึกออกไป เป็นการลงทุนแบบอัตโนมัติไปเรื่อย ๆ โดยตั้งเป้าหมายเป็นจำนวนเงินที่ต้องการลงทุนเป็นหลัก 6 บล. ชั้นนำ ให้บริการออมหุ้น 1. บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ (SCBS) - ออมหุ้นขั้นต่ำ 2,000 บาท - ช่องทางการลงทุน Settrade Streaming เมนู Settrade DCA Order - เงื่อนไขการออม มีทั้งรายเดือน / รายสัปดาห์ - นโยบายการลงทุน SET 100 ,TDEX และ BMSCITH - ค่าธรรมเนียม หากส่งคำสั่งเองผ่านอินเตอร์เน็ต 0.157% ของมูลค่าการซื้อขาย แต่หากส่งคำสั่งผ่านผู้ดูแลบัญชี 0.257% ของมูลค่าการซื้อขาย ลงทุนเริ่มต้น 2,000 บาท ลงทุนแบบรายเดือน เลือกหุ้นได้จาก SET100, TDEX, BMSCITH ซื้อหุ้น 100 ตัว (Board Lot) ค่าธรรมเนียม 0.157% หากซื้อผ่านอินเทอร์เนต หรือ 0.257% เมื่อซื้อผ่านโบรกเกอร์ 2. บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย (KS) - จำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท / Symbol/ครั้ง - ช่องทางการลงทุน K-Cyber Trade , Settrade Streaming - นโยบายการลงทุน ซื้อหุ้นที่อยู่ใน SET 100 หรือ ETF - เงื่อนไขการลงทุน มีทั้งรายเดือน / รายสัปดาห์ - ค่าธรรมเนียม สำหรับบัญชี Cash Balance 0.157% และบัญชี Cash Account 0.207% ไม่รวมค่าธรรมเนียมตลาดหลักทรัพย์ (ขั้นต่ำ 50 บาทต่อวัน) 3. บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี (KSS) - จำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำ 2,000 บาท - นโยบายการลงทุน หุ้นใน SET 100 - เงื่อนไขการลงทุน รายเดือน / รายสัปดาห์ - ค่าธรรมเนียม สำหรับบัญชี Cash Balance 0.157% และบัญชี Cash Account ขั้นต่ำ 50 บาทต่อวัน (ลูกค้าที่ใช้บริการรับเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) จะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ 50 บาทต่อบัญชีต่อวัน) - Top Pick 5 หุ้นแนะนำ ประกอบด้วย BTS BDMS HMPRO MAKRO GPSC (ก.พ. 65) 4. บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง (BLS) - จำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท/เดือน - นโยบายการรลงทุนใน BMSCITH* ซึ่งเสมือนเป็นการถือครองหลักทรัพย์ทุกตัวในดัชนี MSCI Thailand และ BSET100* ซึ่งเสมือนการถือครองบริษัทขนาดใหญ่ 100 บริษัท, E1VFVN3001* ซึ่งเสมือนลงทุนในหลักทรัพย์เวียดนาม ด้วยระบบตัดเงินเป็นรายเดือน - ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย (Commission Rate) อยู่ที่ 0.30% - ค่าธรรมเนียมที่ปรึกษาการลงทุน ราย 2 ปี โดยชำระเดือนแรกของรอบการลงทุน (เงินลงทุนต่อเดือน + 1,070 บาท) 5. บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (PST) - จำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท/เดือน - นโยบายการลงทุน เลือกหุ้นที่่ต้องการลงทุน โดยเลือกจากลิสต์รายชื่อ 36 หุ้นแนะนำ (ฝ่ายวิเคราะห์จะ Review ทุก 6 เดือน) เลือกได้สูงสุด 20 ตัว - กำหนดวันลงทุน ทุกวันที่ 5,20 และ 28 ของเดือน - ค่าธรรมเนียม 0.257% ของจำนวนเงินที่ลงทุน ขั้นต่ำ 30 บาทต่อรอบการลงทุน (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) - Top Pick 5 หุ้นแนะนำ ประกอบด้วย ADVANC BDMS BEM KCE SCB (ม.ค. 65) 6. บริษัทหลักทรัพย์โนมูระ (CNS) - จำนวนเงินลงทุน 1,000 บาท - นโยบายการลงทุน SETHD และ หุ้นที่ CNS ประกาศ (AOT, BDMS, BH, BTS, BJC, CPALL, CPN, GLOBAL, BEM, CPF, HMPRO, KTC) - เงื่อนไขการลงทุน ออมทุกเดือน ในวันทำการแรกของเดือน - ค่าธรรเมนียม 0.25% ไม่รวมค่าธรรมเนียมอื่นและ VAT การออมหุ้นแบบ DCA เหมาะกับนัลงทุนมือใหม่ที่อยากลงทุนในหุ้น (โดยเฉพาะการลงทุนระยะยาว) เพราะเป็นวิธีการลงทุนที่ง่าย ช่วยแก้ปัญหาความรู้น้อย ทุนน้อย และยังช่วยสร้างวินัยในการออมและการลงทุนอีกด้วย

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  21 เมษายน 2565

ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะพอใช้ยามเกษียณ?

เคยสงสัยกันใช่มั้ยครับ ว่าวันหนึ่งถ้าเราเกษียณแล้ว ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่ หรือมีรายได้เข้ามาเท่าไหร่ เพื่อให้พอใช้จ่ายในยามเกษียณ วันนี้ #LUMPSUM จะพาทุกคนไปหาคำตอบพร้อมกันครับ กรองแก้ว อายุ 25 ปี ตั้งใจเกษียณตอนอายุ 55 ปี โดยคาดว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อหลังเกษียณอีก 20 ปี ถ้ากรองแก้วมีค่าใช้จ่ายปัจจุบัน 30,000 บาท/เดือน ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณของกรองแก้วจะเท่ากับ 70% ของค่าใช้จ่ายปัจจุบัน ซึ่งเท่ากับ 21,000 บาทต่อเดือน (70% x 30,000)ปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อ 3% ต่อปี เงิน 21,000 บาท ในปัจจุบันจะมีค่าประมาณ 38,000 บาท ซึ่งคิดเป็นค่าใช้จ่ายหลังเกษียณปีละ 456,000 บาทนั่นหมายความว่า ตอนอายุ 55 ปี กรองแก้วควรจะมีเงินออมแล้ว 9,120,000 บาท ( 456,000 x 20) ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยเลยทีเดียว และเมื่อกรองแก้วนำเงินก่อนนี้ไปใช้จ่าย เงินจะหมดลงไปเรื่อย ๆหากกรองแก้วเลือกออมเงินด้วยการฝากออมทรัพย์ (อัตราดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี) กรองแก้วจะต้องออมเงินถึงเดือนละ 37,062 บาท เพื่อบรรลุเป้าหมายเงิน 9,120,000 บาท ในเวลา 20 ปี แต่ถ้ากรองแก้วเลือกนำเงินออมไปลงทุนต่อ (ให้เงินทำงาน) เช่น คาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ยช่วงหลังเกษียณที่ 6% ต่อปี ดังนั้น จำนวนที่ต้องมี ณ วันเกษียณจะเท่ากับ 7,600,000 บาทในช่วง 20 ปี ก่อนเกษียณ หากกรองแก้วปั้นพอร์ตโดยคาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี จะใช้เงินลงทุนเดือนละประมาณ 10,000 บาท เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเงิน 7.6 ลบ. ในเวลา 20 ปี (แล้วค่อยปรับพอร์ตลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงน้อยลงในช่วงเกษียณ ทำให้เหลือผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ย 6% ต่อปี) แถมวิธีนี้เงินต้นก็จะยังคงอยู่ต่อไป สามารถส่งต่อเป็นมรดกได้อีกด้วย เทคนิควางแผนการออมและการลงทุนเพื่อเกษียณอย่างมีความสุข 1. ควรออมก่อนใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมอ โดยออมเงินสำหรับการเกษียณให้ได้อย่างน้อย 5-10% ของรายได้ หากรายได้เพิ่มขึ้นก็ควรออมเพิ่มขึ้น และไม่ควรนำออกมาใช้จนกว่าจะเกษียณ (ควรเริ่มต้นตั้งแต่ทำงานมีรายได้) 2.ควรแบ่งเงินออมเพื่อเกษียณบางส่วนไปลงทุน เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ บทสรุป : ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะพอใช้ยามเกษียณ - วัยเกษียณจะมีค่าใช้จ่ายราว 70% ของค่าใช้จ่ายปัจจุบัน ที่ปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อ- ออมเงินด้วยการฝากออมทรัพย์ ต่อเดือนต้องออมเงินมากกว่า- ควรวางแผนเกษียณด้วยการลงทุน ใช้เงินลงทุนต่อเดือนน้อยกว่า แถมส่งต่อเป็นมรดกได้ด้วย

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  17 กุมภาพันธ์ 2565

เผยเคล็ดลับการออมเงินให้กลายเป็นความสนุก

“ออมเงิน” เรื่องเล็กที่ยิ่งใหญ่ ออมวันนี้มีไว้เก็บใช้ในวันหน้า จุดเริ่มต้นนำพาให้สุขสันต์ เพิ่มลงทุนให้งอกเงยเริ่มด้วยกัน อิสรภาพการเงินนั้นก็แค่ปากซอย เริ่มออมก่อนเงินต้นมีโอกาสโตมากกว่า เงินต้น ยิ่งเยอะยิ่งดี ยิ่งเก็บมากยิ่งได้เปรียบ เทียบได้กับโลกของการทำธุรกิจ ยิ่งทุนหนา สายป่านยาว ก็ยิ่งได้เปรียบ กับโลกการลงทุนก็ไม่ต่างกัน ปลูกฝังการออมตั้งแต่เด็ก พ่อแม่คือครูคนแรก ต้องรู้จักปลูกฝังการออมเงินตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ที่มีวินัยการเงินที่ดีอยู่แล้ว ควรส่งต่อสิ่งนี้ให้ลูกตั้งแต่เด็ก ส่วนพ่อแม่ที่ผิดพลาดเรื่องการเงิน ควรนำบทเรียนเหล่านั้นเป็นเกราะป้องกันสร้างภูมิคุ้นกันให้กับลูกตั้งแต่ยังเด็ก อย่าให้ลูกได้ตามรอยข้อผิดพลาดเหล่านั้น ส่วนคนที่โตแล้ว ไม่มีคำว่าสายที่จะเริ่มต้นออมเงิน แต่ควรเริ่มต้นออมเงินอย่างถูกวิธี คือ ออมก่อนค่อยใช้ ไม่ใช่เหลือใช้แล้วค่อยออม เพราะมันมักจะไม่เหลือให้ออม สัดส่วนเงินออมที่ควรแบ่ง กลุ่มคนที่ไม่มีภาระหนี้ก้อนใหญ่ คนกลุ่มนี้ได้เปรียบ เพราะสามารถออมได้มากกว่า ควรหักเงิน 30% ของรายได้เป็นเงินออม ทันที!ส่วนกลุ่มคนมีภาระหนี้ก้อนใหญ่ หากจัดสรรหรือบริหารเงินให้ดีก็ย่อมออมเงยได้เช่นกัน เช่น อิงตามสูตรบริหารเงิน 4 ส่วน 10 20 30 40 ก็ควรหักเงิน 20% ของรายได้เป็นเงินออมทันทีเช่นกัน ลูกเล่นการ “ออมเงิน” ให้สนุก ลูกเล่นการออมเงินให้น่าสนุกนี้เป็นส่วนเพิ่มจากการออมเงินหลัก ที่เราได้หักรายได้ไปออมอยู่แล้ว หรือสำหรับคนที่มีภาระค่าใช้จ่ายเยอะ หนี้เยอะ ยังไม่สามารถหักรายได้เป็นเงินออมได้ ก็สามารถใช้ลูกเล่นเหล่านี้ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นการออมได้เช่นกันหากสังเหตุให้ดีจะเห็นว่าลูกเล่นเหล่านี้ เงินที่ถูกเก็บเป็นเงินออมเปรียบเสมือนเป็นค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่ง (เหมือนเราหลอกตัวเองว่าส่วนนี้ก็เป็นค่าใช้จ่ายนะ แต่เพียงจ่ายให้ตัวเอง) เชื่อว่าหลายคนมักจะเคยได้ยินว่า “เก็บลืม” เก็บไปเรื่อย ๆ จนลืม บางทีก็กลายเป็นเงินก้อนโตได้เช่นกัน บทสรุป : “ออมเงิน” เรื่องเล็กที่ยิ่งใหญ่ การออมเงิน เป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ต่อการสร้างความมั่งคั่งทางการเงิน เพราะคนที่จะออมเงินได้อย่างน้อยต้องบริหารการเงินส่วนบุคคลเป็น โดยที่เงินออมที่เก็บได้นั้น หากรู้จักนำไปลงทุนให้งอกเงย ให้ “เงินต่อเงิน” หรือให้เงินทำงาน จะเป็นจุดเริ่มต้นสร้างอิสรภาพทางการเงิน จาก Passive Income ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ควบคู่ไปกับ Active Income ที่เรากำลังทำอยู่ในตอนนี้

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  20 มกราคม 2565

3 การออมที่จะอยู่กับคุณไปตลอดชีวิต

"การออมเงิน" เวลาเราพูดการออม มักตามมาด้วยข้ออ้าง เพียบบบบ “เงินไม่พอใช้จะออมยังไง, เงินไม่มีจะเอาที่ไหนมาออม” แต่จริงๆแล้ว การออมมันอยู่ในสัญชาตญาณเราทุกคนครับ เพราะเป้าหมายของการออมที่แท้จริง คือ เราต้องการสะสมเงินน้อย ให้ได้เงินก้อน เพื่อเอาไปใช้ตามเป้าหมายต่างๆของชีวิตเราเท่านั้นเอง แต่อยู่ที่ว่าคุณจะเลือกออมแบบไหน ซึ่งสรุปได้ 3 แบบ ดังนี้ 1. ออมก่อน ใช้ทีหลัง 2. ใช้ก่อน ออมทีหลัง 3. ออมก่อน ใช้ระหว่างทาง แล้วค่อยออมต่อ เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ลองไปดูรูป 3 การออมที่จะอยู่กับคุณไปตลอดชีวิต 1. ออมก่อน ใช้ทีหลัง สำหรับแบบแรก ง่ายที่สุดและตรงไปตรงมาครับ ค่อยๆเก็บ เพื่อให้ได้เงินก้อน แล้วค่อยเอาไปใช้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ข้อดี -ไม่มีภาระผูกพัน - ถ้ามีเรื่องฉุกเฉินเข้ามา ก็ยืดระยะเวลาใช้เงินออกไปได้ ข้อเสีย - ต้องมีวินัยพอสมควร ไม่เอาเงินไปใช้ระหว่างทาง - มีเงินใช้น้อยลง ในระยะเวลาหนึ่ง เพื่อนำเงินไปออม วิธีการจัดการ -กำหนดเป้าหมายการใช้เงิน 3 เดือน, 1 ปี ข้างหน้า, 3 - 5 ปีข้างหน้า เพื่อให้สามารถจัดการได้ง่าย -ออมอย่างเป็นระบบ เช่น ออมในสัดส่วนเท่ากันทุกเดือน, ตัดบัญชีอัติโนมัติ 2. ใช้ก่อน ออมทีหลัง แบบนี้เรามักจะคุ้นกันดี ผ่านเครื่องมือทางการเงิน อย่างการใช้บัตรเครดิต การผ่อนสินค้า ข้อดี -ได้ใช้เงินก้อนเลยทันที - บังคับให้มีวินัยการออมโดยอัตโนมัติ ข้อเสีย -หากมีเรื่องใช้เงินฉุกเฉิน ต้องเหนื่อยมากขึ้น เช่น หาเงินเพิ่ม, ลดรายจ่ายปัจจุบัน -เสียดอกเบี้ยกู้ยืม(บางกรณี) วิธีการจัดการ -คำนวณจำนวนเงิน ระยะเวลาการผ่อนคืน เพื่อไม่ให้บีบการเงินในชีวิตเกินไป -วางแผนเผื่อเหตุฉุกเฉิน ที่อาจจะต้องมีเรื่องใช้เงินเพิ่มเข้ามา 3. ออมก่อน ใช้ระหว่างทาง แล้วค่อยออมต่อ แบบที่ 3 นี้ คิดว่าหลายคนน่าจะนึกถึงการซื้อบ้าน ซื้อรถ ที่ต้องใช้เงินดาวน์ ซึ่งอีกหนึ่งรูปแบบที่ใช้กลไกนี้ คือ การควบคุมความเสี่ยงผ่านประกันต่างๆ เช่น จ่ายเบี้ยไปก่อน หากวันใด เกิดอุบัติเหตุ , มีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้น เราจะใช้เงินระหว่างทาง และจ่ายเบี้ยต่อไปจนจบ ข้อดี - กรณี บ้าน รถ สามารถยืดระยะเวลาการใช้เงินช่วงแรกออกไปได้ - ป้องกันความเสี่ยงกรณีต้องใช้เงินฉุกเฉิน - วางแผนการจ่ายได้ ข้อเสีย - มีโอกาสพบปัญหาเรื่องกรณีฉุกเฉินหลายครั้ง เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการจ่ายระยะยาว -เสียดอกเบี้ยกู้ยืม วิธีการจัดการ -เช็คเป้าหมายการใช้เงินระหว่างทาง เพื่อให้วางแผนจัดการรายจ่ายได้ชัดเจนขึ้น เช่น ผ่อนรถ 5 ปี ถ้าต้องมีจ่ายประกันด้วย รายจ่ายจะเกินความสามารถไหม -ช่วงแรกให้วางส่วนกรณีฉุกเฉินไว้เผื่อหลังจากใช้เงิน ซึ่งกรณีเป็นหนี้ยาว ควรมีขั้นต่ำ 3 - 6 เดือน ซึ่งไม่ว่าคุณจะเลือกแบบไหน ไม่มีถูกผิดครับ แต่มันมีข้อดีข้อเสียต่างกัน อยู่ที่คุณสามารถจัดการมันได้ดีแค่ไหน และที่สำคัญคุณไม่จำเป็นต้องเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งเพื่อใช้ไปตลอดชีวิต เพียงแค่คุณนำแต่ละวิธีมาปรับให้เหมาะกับชีวิตคุณในแต่ละช่วงก็พอ

  เทส ธนสิทธิ์


  06 พฤศจิกายน 2563

ประกันชีวิต สำคัญแค่ไหน ควรทำเท่าไหร่?

เมื่อเราสามารถจัดการเงินเดือนและหนี้สิน เริ่มมีสภาพคล่อง มีเงินเก็บ ก่อนที่จะเอาเงินไปลงทุน อยากให้ทุกคนลองคิดถึงการวางแผนประกันความเสี่ยงก่อน เพื่อไม่ให้ความมั่งคั่งที่เราอุตส่าห์สะสมมาต้องเสียหายไป บางคนสะสมเงินมาหลายปี แต่ต้องหมดไปเพราะป่วย หรือเกิดอุบัติเหตุเพียงครั้งเดียว เราจึงต้องวางแผนปกป้องความมั่งคั่งก่อน ด้วยการวางแผนประกันชีวิตนั่นเอง หลายคนอาจมองการทำประกันในแง่ลบ เพราะเคยเจอเพื่อนที่ขายประกันมารบเร้าให้ทำตอนที่เรายังไม่พร้อม แต่ที่จริงการทำประกันเป็นสิ่งที่ทุกคนควรต้องมี แต่ขีดเส้นใต้หนาๆ ตรงนี้ว่า "มีอย่างเหมาะสม" แล้วเหมาะสมคือเท่าไหร่? หากจะไม่ให้เป็นภาระมากเกินไป อาจจะเริ่มต้นที่ 10% ของรายได้ (เท่ากับการเริ่มออมเลย ) เมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้นค่อยทยอยซื้อเพิ่ม แต่สิ่งที่ต้องคิดให้หนักคือ เราซื้อประกันไปเพื่ออะไร เพราะปัญหาที่พบมากก็คือการซื้อประกันไม่ตรงกับความต้องการและวัตถุประสงค์ของตนเอง มีประสบการณ์ตรงมาเล่าอีกแล้ว ... แอดมินเองนั้นเริ่มซื้อประกันจากความคิดที่ว่าจะเอาไป "ลดหย่อนภาษี" จึงซื้อประกันแบบออมทรัพย์รวดเดียว 3 ฉบับ เพราะคิดว่ายังไงก็ได้เงินคืน สุดท้ายได้ลดหย่อนภาษีเพียงน้อยนิด แต่ต้องดองเงินไว้ในบริษัทประกัน 15-20 ปี คือกว่าจะได้เงินก็หลังเกษียณโน่นแหละ ส่วนผลตอบแทนน่ะเหรอ...น้อยมาก เพราะเค้าถือว่าเอามาลดหย่อนภาษีได้แล้วไง ตอนหลังถึงคิดได้ว่า ถ้าเอาเงินตรงนี้ไป DCA กองทุน หรือ LTF น่าจะคุ้มค่ากว่า แต่สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ ก็ถือเป็นเงินเก็บไปละกัน แล้วมือใหม่อย่างเราๆ ควรวางแผนเลือกประกันชีวิตอย่างไร ก่อนอื่น ต้องรู้ก่อนว่า ประกันชีวิตแบบพื้นฐานมีอยู่ 4 ประเภท และแต่ละประเภท ก็เหมาะกับเป้าหมายที่ต่างกัน ดังนี้ 1. แบบตลอดชีพ : คุ้มครองชีวิตระยะยาว ไม่เน้นผลตอบแทน ได้รับเงินเมื่อเสียชีวิต หรืออายุครบ 90/99 ปี (แล้วแต่กรมธรรม์) เบี้ยประกันค่อนข้างถูก เหมาะสำหรับวางแผนสร้างหลักประกันให้กับครอบครัว เป็นมรดกแก่ลูกหลาน 2. แบบชั่วระยะเวลา : คุ้มครองชีวิตระยะสั้น-ปานกลาง ช่วง 5-15 ปี ไม่มีผลตอบแทน จะได้ผลประโยชน์ก็ต่อเมื่อเสียชีวิตเท่านั้น เบี้ยประกันถูกที่สุด แต่เป็นแบบจ่ายทิ้ง ไม่มีเงินคืน เหมาะสำหรับคนที่อาจจะต้องไปทำงานหรือใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยงในระยะสั้นๆ และต้องการมีหลักประกันไว้ให้ครอบครัว 3. แบบสะสมทรัพย์หรือออมทรัพย์ : เหมาะกับคนที่ต้องการการันตีเงินออม ไม่เน้นความคุ้มครองมากนัก มีทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว 4. แบบประกันควบการลงทุน (Unit-Link) : เหมาะกับคนที่ต้องการทั้งการคุ้มครองชีวิตและผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ความเสี่ยงก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังมีประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง รวมไปถึงประกันอุบัติเหตุ ที่เป็นการจ่ายทิ้ง ไม่มีเงินคืน ค่าเบี้ยประกันขึ้นอยู่กับความุค้มครองและค่ารักษาพยาบาล ซึ่งในส่วนนี้พนักงานประจำอาจมีสวัสดิการจากบริษัทและประกันสังคมอยู่แล้ว หากคิดว่าไม่พอต้องการซื้อเพิ่ม ก็พิจารณาตามความเหมาะสม มีคำกล่าวว่าประกันชีวิตก็เปรียบเสมือน “ร่ม” ยามใดฟ้าใสไร้พายุฝน ร่มจะเป็นภาระ เกะกะ ไม่คล่องตัว แต่ยามใดที่ฝนตกหรือแดดแรง เราจะรู้สึกดีที่มีร่มให้พึ่งพา ... อย่าลืมพกร่วมติดไว้ซักคันนะคะ ^^ ////////////////// หากคุณกำลังมองหาแบบประกันที่เหมาะกับตัวคุณ หรือเหมาะกับงบที่คุณมี สามารถเช็คและเปรียบเทียบประกันทั้งหมดที่นี่ คลิก หรือเช็คผ่านช่องทางแอปพลิเคชั่น Lumpsum ตามลิ้งค์ด้านล่างนี้ ระบบ iOS ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : https://apple.co/35AKccL ระบบ Android ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : http://bit.ly/2T6erpj

  เก๋เก๋ ดาริน ปริญญากุล


  08 กรกฎาคม 2563

3 พลังเพิ่มค่าเงินออมอย่างยั่งยืน

"สวัสดีจ้ะ ทำไมหน้ามุ่ยงั้นละ เมื่อคืนผัวไม่ทำการบ้านเหรอ" "สองยกหนึบหนับจ้ะ" “แหมมมม ไม่พอรึไง” “ไม่พอ เอ้ย! ก็พอแล้ว แต่นี่เธอ ชั้นอยากจับเงินล้านอะ แบบว่าอยากมีล้านแรกงี้ มีทางลัดมะ”“ฆ่าผัวเอาประกัน เร็วดีนะ 55+” “ดีออก” “ล้อเล่น นี่เธอ มันไม่ทางลัดหรอก เรื่องเงินทองมันต้องใช้เวลา ก็อย่างที่ชั้นเคยบอกเธอไง” นี่จ้ะ ทบทวน "3 สิ่งที่ควรทำ หากอยากรวยอย่างยั่งยืน" “ไม่มีทางลัดก็จริง แต่มีตัวเร่งที่จะช่วยให้เธอไปถึงเงินล้านแรกได้ไวขึ้น” “ยังไงอะ” ทำตาเป็นประกายจนน่าถีบ 55+ “ย้ำนะ ไม่ใช่ทางลัด เพียงแค่ช่วยเร่งให้ถึงเป้าหมายได้ไวขึ้น บนเงื่อนไขว่าเธอต้องเข้าใจสิ่งที่ชั้นจะพูดต่อไปนี้อย่างแท้จริง” “ชั้นจะเรียกตัวเร่งที่จะพูดถึงต่อไปนี้ว่า 3 จอมพลัง” เป็น 3 พลังเพิ่มค่าเงินออมอย่างยั่งยืน “ตั้งใจฟังนะ” “จ้า” “โจทย์คือเป้าหมายเงิน 1 ล้านแรก ถูกมะ” “ถูกจ้า” “เก็บเดือนละแสน สิบเดือนก็ครบล้าน แปปเดียวเอง ไม่ถึงปี” “บ้าเหรอ ไม่ได้เงินเยอะขนาดนั้น” “ไหนบอกผัวรวย ให้เงินใช้เดือนเป็นแสน” “โม้ไปงั้นแหละ 55+” “รู้ยังว่าชั้นพูดถึงจอมพลังตัวแรกไปแล้ว” “เดี๋ยว ตัวไหนหว่า” “จำนวนเงินออมไงจ้ะ ยิ่งมากยิ่งดี เห็นปะละ เก็บเดือนละแสน สิบเดือนก็ตลบล้านแล้ว แต่ว่าในความเป็นจริงมันไม่ได้ง่ายเหมือนพูด เธอ ชั้น และคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง รายได้เยอะขนาดที่จะเก็บเงินได้เดือนละเป็นแสน ฉะนั้น จึงต้องมีจอมพลังตัวที่ 2 และ 3 ด้วย” “จอมพลังตัวที่ 2 กับ 3 คืออะไร” “ผัวเธอไง” “แน่นอน ทั้งอึดทั้งทน สารพัดท่า หนึบหนับสุด แอร้ยส์” “ดีออก อย่าทะลึ่ง” “ทะลึ่งไรละ ชั้นหมายถึงทำงานบ้าน ทั้งชั้นบนชั้นล่างเก็บกวาดเรียบ คิดไรเนี่ย อิอิ” “จ้ะ” เบ้ปากใส่ “เข้าเรื่อง ๆ จอมพลังตัวที่ 2 และ 3 ก็คือ ผลตอบแทนกับเวลา” สมมตินะ ผัวรวยให้เงินเยอะแบบเธอ ออมเงินได้เดือนละหมื่น ถ้าไปฝากออมทรัพย์ ดอกเบี้ย 0.75% ต่อปี ต้องใช้เวลาถึง 8 ปี 1 เดือน จะได้เงินครบ 1 ล้านบาท แต่ถ้านำเงินออมเดือนละหมื่นนี้ไปซื้อกองทุนรวม ได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี จะใช้เวลา 6 ปี เร็วขึ้นถึง 2 ปี และหากยิ่งออมเงินต่อเดือนเยอะขึ้น สมมติเพิ่มอีกห้าพันเป็นหมื่นห้า ถ้านำไปฝากออมทรัพย์ จะเหลือเวลา 5 ปีครึ่ง จากเดิม 8 ปี 1 เดือน เห็นมั้ยแค่ใช้เพียงจอมพลังเดียวคือเพิ่มเงินออม ยังเร็วขึ้นตั้ง 2 ปีครึ่ง ยิ่งใช้จอมพลังที่ 2 ด้วย เพิ่มผลตอบแทน เงินออมหมื่นห้าไปซื้อกองทุนรวม จะใช้เวลา 4 ปี 5 เดือน ยิ่งเร็วขึ้นไปอีก เห็นมั้ย พอได้ล้านแรกล้านที่สอง สาม สี่ ห้า และล้านต่อ ๆ ไป มันก็จะง่ายขึ้น ง่ายด้วยจอมพลังที่ 3 คือ เวลา ต่อยอดเลยนะ เงินออมเดือนละหมื่นห้าต่อไปเรื่อย ๆ ในเงินฝากออมทรัพย์ หลังจากที่ได้ล้านแรกไปจนครบ 10 ปี จะได้เงินเก็บทั้งหมด 1.87 ล้านบาท “เฮ้ย เพิ่มอีกแค่ประมาณ 2 ปี จาก 1 ล้าน ได้เพิ่มอีกตั้ง 8 แสนกว่าบาท” “เธอเห็นพลังของเวลารึยัง” “อย่าเพิ่งตื่นเต้นไป นี่แค่เงินฝากออมทรัพย์ ลองดูกองทุนรวมซะก่อน” ถ้าออมต่อในกองทุนรวมหลังได้ 1 ล้านแรกแล้ว ไปจนครบ 10 ปี จะได้เงินเก็บ 3 ล้านบาท!! ทั้ง ๆ ที่ล้านแรกใช้เวลา 4 ปีครึ่ง แต่ออมเพิ่มอีก 5 ปีครึ่ง ได้เพิ่มถึง 2 ล้าน “คุณพระช่วย! เห็นทางหาผัวใหม่ละ 55+” “ดีออก นังเนรคุณ ผัวออกจะดีขนาดนี้” หึหึ “ชั้นล้อเล่น แหะๆ” “นี่เธอ ชั้นงงอะ อย่างซื้อกองทุนเดือนละหมื่นห้า 4 ปีครึ่งได้ล้านแรก ทำไมซื้อต่ออีก 5 ปีครึ่ง ได้เพิ่มมาตั้ง 2 ล้านอะ” “เพราะล้านแรกเธอเริ่มจากศูนย์ไง แต่พอล้านต่อไปเธอเริ่มจากเงิน 1 ล้านแรกที่เก็บได้ เงินล้านแรกนี้ถูกคิดเป็นผลตอบแทนให้ด้วย ล้านที่สองก็เลยง่ายขึ้น ต่างจากล้านแรกที่เริ่มจากศูนย์ จึงยากกว่า นั่นคือ การออมเงิน ยิ่งเงินต้นเพิ่มผลตอบแทนก็ยิ่งเพิ่ม หรือที่เราเคยได้ยินกัน ดอกเบี้ยทบต้น” “อ้อ เข้าใจละ” “ฉลาดมาก” “แน่นอน ไม่ใช่สวยใส ไร้สมองนาจา” เชิดคอสุด “แล้วเธอรู้มั้ยว่า 3 จอมพลัง ตัวไหนยากสุด” “จอมพลังที่ 2” “ทำไมละ” “ก็เจ้าตัวที่ 2 รูปแบบการลงทุนมีเยอะแยะมากมาย ผลตอบแทนแต่ละอย่างก็ไม่เท่ากัน แถมยังมีความเสี่ยงมาเป็นเงาคู่กันด้วย” “ว้าวววว เก่งจริง เชื่อละว่าสวยใส ไม่ไร้สมองของจริง” เชิดคอสุด น่าถีบยิ่งนัก 55+ “จอมพลังตัวแรก ขึ้นอยู่กับกำลังของแต่ละคนว่าหาเงินเก่งแค่ไหน หาเก่งอะไม่เท่าไหร่ ที่สำคัญกว่า คือเก็บเก่งมั้ยมากกว่า ส่วนจอมพลังตัวสุดท้าย “เวลา” อันนี้วัดกันที่ความอึดของแต่ละคน ว่าจะแกร่งจะอึดได้มากน้อยแค่ไหน” “ร้ายกาจ มีขยายความต่อด้วย เก่งจริง นับถือ ๆ” การออมเงิน ถ้าเข้าใจและใช้ 3 เจ้าพลังนี้มาบูรณาการได้อย่างพอดี ล้านแรกไม่ไกลเกินเอื้อม แถมล้านต่อไปยิ่งง่ายขึ้นด้วย สรุป 1. จอมพลังแรก “เงินต้น” ยิ่งมากยิ่งดี 2. จอมพลังที่ 2 “ผลตอบแทน” ยิ่งมากยิ่งดี แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยง high risk high return 3. จอมพลังสุดท้าย “เวลา” ยิ่งนานยิ่งดี หมายเหตุ: อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวม 10% ต่อปี อ้างอิงตัวเลขจากการรวบรวมข้อมูลของ Thailand Investment Forum โดยปัดตัวเลขเป็น 10% เพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณและอธิบาย และเป็นเพียงการยกตัวอย่างเท่านั้น

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  17 มิถุนายน 2563

หนี้ท่วมหัว "คำสารภาพจากคนแบกหนี้"

คุณมีความสุขกับการใช้เงินไหม? โดยเฉพาะเงินจากเครดิต ผมคนหนึ่งละที่รื่นรมย์กับภาวะเหล่านั้น ลองจินตนาการถึงบัตรเครดิตเต็มกระเป๋า นับได้ร่วม 10 ใบ วงเงินรวมกันไม่ต่ำกว่า 4-5 แสนบาท อยากได้อะไรรูดไปเลยไม่ต้องคิด อู้ฟู่มาก เป็นเจ้ามือในการสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ไปเที่ยวไหนไปกัน ทั้งในและต่างประเทศ มีของใช้ฟุ่มเฟือยเต็มบ้าน หวังยกระดับตัวเองให้ดูแจ๋วในสังคม ดำเนินชีวิตแบบนั้นหลายปี โดยที่หารู้ไม่ว่าหายนะกำลังคืบคลานเข้ามาอย่างไม่รู้ตัว ... ย้อนกลับไปเกือบ 10 ปีก่อน เด็กหนุ่มจากต่างจังหวัดผู้มุ่งมั่นใช้ชีวิตในเมืองกรุง ด้วยอุดมคติที่อยากสร้างตัวตนให้เป็นที่ยอมรับ พอเรียนจบปริญญาตรี หอบวุฒิการศึกษาเข้าสมัครงาน เงินเดือนช่วงแรกน้อยนิด หมื่นต้น ๆ แต่พออยู่ได้ มีกิน มีเก็บ ส่งให้ผู้ปกครองใช้จ่าย ดำเนินชีวิตมนุษย์เงินเดือนไปได้ 2-3 ปี เงินเดือนเริ่มทะลุ 15,000 บาท มีเงินเก็บพอสมควร จากเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่ เริ่มอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง นั่นเป็นที่มาของหนี้ก้อนแรกในชีวิต เงินเดือน 15,000 ซื้อบ้านราคาหลังละ 1.8 ล้านบาท แบงก์ปล่อยกู้ให้เพิ่มตกแต่งอีก 2 แสนบาท รวมหนี้ 2 ล้านบาท ช่วง 3 ปีแรกเงื่อนไขผ่อนเดือนละ 8,000 กว่าบาท ตอนนั้นคิดว่าไม่มีปัญหา ผ่อนได้สบายมาก พอมีบ้าน เริ่มอยากมีรถ ดาวน์มอเตอร์ไซด์ด้วยระบบเงินผ่อนมาอีก ส่วนราคาร่วม 50,000 บาท ผ่อนเดือนละ 3,000 บาท เป็นเวลา 2 ปีที่นี้ครบ มีบ้าน มีรถ เป็นของตัวเอง โดยที่มีเงินเดือนราว 15,000 บาท เท่ากับมีรายจ่ายผูกมัดต่อเดือน 11,000 บาท เงินที่เหลือ 4,000 บาท ต้องจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ต รวม ๆ แล้วน่าจะหมดพอดีสำหรับเงินเดือน คุณคิดว่าผมเอาเงินที่ไหนกินข้าว ? ตอนนั้นผมยังรู้สึกอยู่ได้แบบคล่องตัว มีเงินเหลือใช้ ทั้ง ๆ ที่เงินเดือนหมดไปแล้วกับรายจ่ายข้างต้น อ้อ...ลืมไป เรามีเงินที่แบงก์ปล่อยเพิ่มมาให้อีก 2 แสนบาทสำหรับตกแต่งบ้านนี่นา เท่ากับยังมีเงินสด ซึ่งเงินก้อนนั้นหากนำไปใช้ตกแต่งบ้านเพิ่มเติม ซื้อของใช้ที่บ้านหลังหนึ่งควรมี เงินสดดังกล่าวน่าจะหมดเกลี้ยง สภาพคล่องจะหดหาย เอาไงดี ? ทำบัตรเครดิตสิครับ ผ่อน 0% ได้นี่พวกของใช้ในบ้าน จำได้ไม่เคยลืม บัตรเครดิตใบแรกให้วงเงินมา 18,000 บาท เนื่องจากฐานเครดิตยังเพิ่งเริ่มต้น ประกอบกับเงินเดือนไม่มากมาย แบงก์จึงปล่อยวงเงินให้เพียงเท่านั้น ไม่พอสิ เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ราคาค่อนข้างสูง แถมตัวเราเองยังเป็นพวกหัวสูง รสนิยมดี ต้องแบรนด์ชั้นนำเท่านั้น ทำเพิ่มสิ จาก 1 ใบ เป็น 2 ใบ เป็น 3 ใบ ทำไปเรื่อย ๆ จนครบกับจำนวนของที่ต้องการเชื่อไหมว่าค่างวดบัตรเครดิตที่ต้องผ่อน 0% ช่วงพีก ๆ เดือนหนึ่งต้องจ่ายหนี้รวมเกิน 50,000 บาท เงินเดือนตัดไปเลย เพราะบ้าน-รถ-สาธารณูปโภค เอาไปหมดแล้ว ต้องใช้เงินสด 2 แสนบาทนั่นแหล่ะจ่าย ลืมนึกไปว่า เงินก้อนนั้นจะรองรับได้เต็มที่แค่ 4 เดือน แต่การผ่อนสินค้าขั้นต่ำก็ต้องมี 6 เดือนขึ้นไป จนเข้าเดือนที่ 5 สภาพคล่องเริ่มพัง ไม่มีเงินสดเพียงพอจ่ายภาระหนี้ในแต่ละเดือน ทำไงดี ? บัตรกดเงินสดสิครับ ผ่อนขั้นต่ำได้ ดอกเบี้ย 27% ต่อปีช่างหัวมัน เอามาหมุนจ่ายบัตรเครดิตไปให้ครบรอบผ่อนก่อน ลองคิดดูสิ เลือกผ่อน 0% แทนที่จะซื้อจากเงินสดเท่าที่มี เพราะคิดว่าไม่เสียดอกเบี้ย แต่สุดท้ายก็ต้องเสียดอกเบี้ยจากบัตรกดเงินสด เพื่อไปจ่ายหนี้ที่ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ย้อนแย้งสุด ๆ จนวันที่ภาระ 0% หมด นึกกระหยิ่มใจว่า โล่งแล้ว สบายแล้ว สภาพคล่องกลับมาแล้ว ประกอบกับมีรายได้พิเศษเพิ่มจากงานอื่นเข้ามาด้วย ประมาณเดือนละ 20,000 บาท จึงมโนเอาเองว่า เรามีอิสรภาพทางการเงินแล้ว มีเงินเพิ่ม มีของที่ต้องการ มีบ้าน มีรถ บัตรเงินสดที่กดมาแหลกลาญร่วมแสนบาทจากหลาย ๆ ใบ จ่ายขั้นต่ำได้ ยาว ๆ ไม่มีปัญหา แม้ขั้นต่ำดังกล่าว แทบจะไม่ได้ลดเงินต้นเลย แต่ก็ช่างมันฉันไม่แคร์ มาถึงตรงนี้ เงินเดือนงานหลัก+งานพิเศษ รวมแล้วประมาณ 35,000 บาท และเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างน้อย 10% ต่อปียังคิดเองเออเองว่า เป็นคนหาเงินเก่ง มีเงินพอใช้สบาย ๆ แต่ลืมพิจารณาในรายละเอียดว่า 1.ไม่มีเงินเก็บเลยตั้งแต่มีบ้าน 2.เวลาพักผ่อนน้อยลงเพราะต้องทำงานนอกเพิ่มตอนกลางคืน 3.ภาระรายจ่ายจำนวนมากจากหนี้บ้าน-รถ-สาธารณูปโภคไม่ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน และมีหนี้บัตรเงินสดขั้นต่ำรวมกันเกือบ 10,000 บาทต่อเดือน แม้หักลบกลบกันแล้วจะเหลือเงินใช้ราว 10,000 บาทต่อเดือน ซึ่งก็น่าจะพอใช้สบาย ๆ แต่เนื่องจากเป็นมนุษย์กิเลสหนา ยิ่งมีเยอะยิ่งใช้เยอะ แถมยังมีตรรกะพัง ๆ ประดับอีโก้ของตัวเองที่ว่า "ชีวิตเราใช้ซะ พรุ่งนี้เป็นเรื่องของพรุ่งนี้" การดำเนินชีวิตยังเป็นไปอย่างฟุ่มเฟือย กินเที่ยว ใช้จ่ายประหนึ่งลูกเจ้าสัว รูดบัตรเครดิตเป็นว่าเล่น ทีนี้ไม่ใช่ผ่อน 0% ละ แต่เป็นการรูดเพื่อใช้จ่ายชีวิตประจำวัน พอครบรอบบิลก็จ่ายขั้นต่ำเอา ใช้ชีวิตแบบนั้นร่วมปี จนวันหนึ่งวงเงินบัตรทยอยเต็มทีละใบ ยอดการจ่ายขั้นต่ำต่อเดือนพอกพูน จำได้ว่าสูงสุดขั้นต่ำต่อเดือนที่ต้องจ่ายเกิน 30,000 บาท เพราะมีบัตรเครดิตร่วม 10 ใบ บัตรกดเงินสดอีก 4-5 ใบ แต่รายรับรวม 35,000 บาท เท่ากับยอดภาระหนี้ต่อเดือนอย่างน้อย 45,000 บาท เพราะมีหนี้บ้าน-รถ-สาธารณูปโภคกว่า 15,000 บาทต่อเดือน แต่ด้วยความหัวหมอ กลับแก้ปัญหาด้วยกลเม็ดทำบัตรเงินสดเพิ่ม แล้วหมุนเงินจากบัตรหนึ่งเพื่อไปจ่ายบัตรหนึ่งเป็นลูกโซ่ไปจนครบทั้งหมดรู้ตัวอีกทีหนี้ท่วมหัว สภาพคล่องเริ่มขัดสน หางานพิเศษทำเพิ่ม เวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายเริ่มโทรม ... จนได้พบกับพี่คนหนึ่ง เขาทักทายด้วยความห่วงใย ผมจึงเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้เขาฟัง เหมือนมีคนเขียนบทไว้แล้ว เพราะพี่คนนี้ดันเคยเป็นมนุษย์แบกหนี้เหมือนกันเปี๊ยบ !!! เขาให้คำปรึกษาที่ยอดเยี่ยมเพื่อปลดเปลื้องภาระหนี้สินทั้งหมด นั่นคือ ... "จ่ายไม่ไหวก็ไม่ต้องจ่าย เบี้ยวไปเลย" "บ้านก็มีแล้ว รถก็มีแล้ว ไม่ต้องกู้อะไรแล้วใช่ไหม การเบี้ยวหนี้ในระบบเต็มที่ก็แค่ติดเครดิตบูโร" เขาประเคนเหตุผลสนับสนุนเชิงรุก "เปลี่ยนเบอร์มือถือซะ หากเขาจะตามก็คงโทรไปที่ออฟฟิศหรือส่งเอกสารมารัว ๆ ไม่ต้องไปสนใจ" เขายังไม่หยุดโน้มน้าวผม ผมตอบรับคำแนะนำอย่างไม่ลังเลใจ ผมหยุดพฤติกรรมการหมุนหนี้อันซ้ำซากในทันที ผมเปลี่ยนเบอร์มือถือ จังหวะดีที่ออฟฟิศผมก็ดันเปลี่ยนเบอร์ด้วย ไม่มีใครตาม มีเพียงเอกสารทวงหนี้แผ่นบาง ๆ ที่มาบ่อยครั้ง เมื่อได้รับผมยัดลงถังขยะโดยไม่แม้แต่จะเปิดอ่าน สภาพคล่องทางการเงินกลับมา… ภาระหนี้ต่อเดือนเหลือเพียงบ้าน-รถ-สาธารณูปโภคราว 15,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น เงินเดือนงานหลักเพิ่มขึ้นทะลุ 20,000 บาท แม่เจ้า ! รวมกับงานพิเศษอีกราว 20,000 บาท ผมเหลือเงินใช้ถึง 25,000 บาท "ช่วงนี้เก็บเงินไปเรื่อย ๆ นะ ราว 1-2 ปี เจ้าหนี้บัตรต่าง ๆ จะเริ่มฟ้อง แต่ไม่ต้องกังวล เพราะเขาจะใช้วิธีที่น่ารักมาก ขอคืนแค่เงินต้น หรือหากมีดอกเบี้ยก็นิดหน่อย เพื่อจบเรื่อง" พี่คนนั้นแนะนำเพิ่มเติม ดีสิแบบนี้ ผมมีเงินเหลือใช้ต่อเดือนจำนวนมาก เก็บได้สบายอยู่แล้ว คิดเล่น ๆ เก็บสักเดือนละ 10,000 บาท 1 ปีก็ได้ 1.2 แสนบาท หรือ 2 ปีก็ได้ตั้ง 2.4 แสนบาท วงเงินบัตรราวที่ประมาณ 4-5 แสนบาท ใช้เวลา 3-4 ปีก็คงเคลียร์หมด แถมเงินเก็บขนาดนั้นยังแบ่งไปลงทุนได้ด้วย "หุ้น" ไงผลตอบแทนดี เน้นซื้อหุ้นพื้นฐานดีปันผลสูง รอเวลาเจ้าหนี้ฟ้องก็คงมีเงินมากโขละ เห็นไหมว่าผมเป็นนักมโนที่เก่งมาก เพราะความเป็นจริง...ผมยังใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเหมือนเดิม แถมพอเริ่มเล่นหุ้น ดันไปเล่นหุ้นเก็งกำไร ขาดทุนเป็นประจำ ไม่มีเงินเก็บ เวลาผ่านไปราวเกือบ 2 ปี เจ้าหนี้เริ่มฟ้อง หมายศาลเริ่มมาที่ทำงาน หากไม่จ่ายจะบังคับหักเงินเดือน ผมไม่ยอมให้หักเงินเดือน แก้ปัญหาด้วยการขอลาออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ด้วยอายุงานได้เงินออกมากว่า 2 แสนบาท นำไปชะระหนี้บัตรเครดิตได้เพียงครึ่งเดียว ใบที่เหลือตามมาอย่างต่อเนื่อง ของฟุ่มเฟือยที่ซื้อมาถูกทยอยขายเพื่อนำเงินไปชำระหนี้ ราคาตกจากตอนที่ซื้อตั้งแต่ 30-50% แต่ก็ต้องขาย จนแล้วจนรอดก็ยังใช้คืนหนี้ไม่หมด สุดท้ายต้องยอมให้หักเงินเดือน 30% ทุกเดือน แม้จะเหลือเพียงไม่กี่ราย แต่การคืนหนี้โดยการหักเงินเดือนต้องจ่ายเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยทั้งหมด นั่นเท่ากับต้องถูกหักเงินไปอีกนานหลายปี เพราะยอดเงินบานปลายมากแล้วจากดอกเบี้ย สุดท้ายต้องทำงานหนักเหมือนเดิม เพื่อหารายได้เสริมให้เพียงพอใช้จ่าย ถ้าหากฉุกเฉินก็ยังไม่รู้เลยจะใช้เงินจากไหน เพราะไม่มีเงินเก็บ นี่คือหนึ่งตัวอย่างของคนที่ไร้วินัยทางการเงิน ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า สุดท้ายกลายเป็นคนที่ไร้อิสรภาพทางการเงิน ไม่ต่างอะไรกับการ “ติดคุก” ขอร้องล่ะครับ อย่าเป็นแบบผม --------------------------------------- อย่าใช้เงินเพลิน จนเกินเยียวยา เริ่มต้นวางแผนการเงินเสียตั้งแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีกว่า อิสรภาพทางการเงินรอคุณอยู่ไม่ไกล แอปพลิเคชัน “Lumpsum” ผู้ช่วยในการวางแผนทางการเงินจาก efin ดาวน์โหลดติดตั้งแอปฯ Lumpsum ได้แล้วที่นี่iOSAndroid

  หนึ่ง ศราพงค์


  23 พฤษภาคม 2562

ทำบันทึกรายรับ-รายจ่าย ก้าวแรกที่สำคัญทางการเงิน

เคยเป็นไหม... เงินไม่พอใช้ !!! นั่งบ่นเงินหายไปไหนหมด!!! ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนล้วนเคยผ่านปัญหานี้ คุณรู้หรือไม่ !!! การทำบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่าย จะช่วยคุณแก้ปัญหาได้ การบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่าย น่าจะเป็นสิ่งที่คุ้นหู คุ้นตา กันมานาน บางคนถูกฝึกให้หัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายมาตั้งแต่เด็กจากพ่อแม่ จนถึงกับบางโรงเรียน เอาการทำบัญชีรายรับรายจ่ายมาใส่ในวิชาเรียนด้วยซ้ำ แต่แล้วยังไงละ!!! เมื่อโตขึ้นมาเราก็ทิ้งสิ่งนี้ไปกับวัยเด็ก เพราะเราไม่เห็นความสำคัญของการบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่าย และเหตุผลหลัก ๆ ของหลายคน คือ ขี้เกียจ นั่นเป็นเหตุผลสำคัญ หลาย ๆ คนจึงมานั่งบ่นกันว่า “เงินไม่พอใช้ เงินหายไปไหนหมด ไม่ได้ใช้อะไร” เมื่อพบปัญหา เราก็ต้องหาทางออก ปัจจุบันมีช่องทางมากมายเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้คนที่เงินไม่พอใช้หรือเรียกแบบดูดีหน่อยก็ ไม่มีวินัยทางการเงิน ซึ่งช่องทางหนึ่งที่ผมเชื่อว่าเป็นทางออกลำดับแรก ๆ ที่นึกถึงก็คือ “บัตรเครดิต” รูดง่าย จ่ายคล่อง ใช้ก่อน จ่ายทีหลัง แต่คุณรู้หรือไม่!!! มันเป็นหายนะ สำหรับคนที่ไม่รู้วิธีจัดการเงินของตนเองเลยล่ะ ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย จากข้อมูลยอดสินเชื่อคงค้างบัตรเครดิต ตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 จนถึงปัจจุบัน (เดือนพฤศจิกายน 2561) พบว่า ยอดหนี้คงค้างบัตรเครดิตมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงการใช้จ่ายของคนในปัจจุบันและขีดความสามารถในการชำระหนี้ว่า “มีคนจำนวนไม่น้อยกำลังประสบปัญหาทางด้านการเงินอยู่” แล้วการทำบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่าย จะช่วยคุณแก้ปัญหาการเงินได้อย่างไร? ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าการทำบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่าย ไม่ได้จะช่วยให้คุณรวยขึ้นหรือมีเงินมากขึ้นนะ !!! แต่มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นทางการเงิน เป็นการฝึกนิสัยทางการเงินของคุณ เพราะคุณจะสามารถจัดการกับเงินของคุณได้ วางแผนการออม การเป็นอยู่ที่ดีในวัยเกษียณได้ การทำบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่ายจะช่วยบอกคุณได้ว่าในทุก ๆ วัน ทุกเดือน ทุกปี คุณหมดเงินไปกับอะไรบ้าง สิ่งที่ไหนจำเป็น สิ่งไหนไม่จำเป็น สามารถตัดออกได้บ้าง? แต่เมื่อคุณทำบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่ายคุณจะสามารถทราบได้ว่าในแต่ละเดือนคุณมีรายจ่ายใดบ้างที่เป็นรายจ่ายประจำที่ต้องจ่ายทุก ๆ เดือน เงินที่เก็บออมในทุก ๆ เดือน (ออมมากออมน้อยก็ได้ แต่ควรออม) และค่าใช้จ่ายอะไรที่ทำให้คุณเงินเดือนไม่พอใช้ในทุก ๆ เดือน ทีนี้เมื่อคุณทราบสาเหตุแล้ว คุณก็จะสามารถเลือกตัดสิ่งที่ไม่ได้จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตของคุณและจัดการเงินตัวได้ “อย่ามัวแต่ซื้อของไม่จำเป็น เพราะวันนึงคุณอาจจะต้องขายของที่จำเป็น” Warren Buffett .................................................................................................. ดาวน์โหลดติดตั้งแอปฯ Lumpsum ได้แล้วที่นี่iOSAndroid

  เทส ธนสิทธิ์


  13 มีนาคม 2562

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม