ประกัน 3 รูปแบบ ที่จะช่วยให้คุณมีเงินออม

หลายคนพอพูดถึง ประกัน ก็จะคิดแค่ว่าเป็นการคุ้มครองค่ารักษาหากเกิดอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยเพียงเท่านั้น แต่ทุกคนรู้รึเปล่าว่า ประกัน บางรูปแบบสามารถช่วยสร้างเงินออมให้กับเราได้ด้วย นอกจากจะได้ความคุ้มครองแล้ว ยังมีเงินก้อนเพิ่มด้วย และการทำประกันยังเป็นส่วนหนึ่งของ พีระมิดทางการเงิน ที่จะทำให้ชีวิตการเงินของเรามั่นคงด้วย พอฟังมาถึงตรงนี้ เริ่มสนใจการทำประกัน เพิ่มขึ้นแล้วใช่ไหมล่ะครับ งั้นมาฟังกันเลยดีกว่าว่า ประกันทั้ง 3 รูปแบบที่ช่วยสร้างเงินออมให้กับคุณเนี่ย มีอะไรบ้าง 1.ประกันสะสมทรัพย์ ประกันสะสมทรัพย์ คือ แผนประกันที่ได้ทั้งความคุ้มครองในเรื่องประกันชีวิตและได้รับเงินคืน หากจ่ายค่าเบี้ยจนครบกำหนดสัญญา มีจ่ายคืนทั้งแบบเป็นก้อนและจ่ายระหว่างทาง ขึ้นอยู่กับการตกลงกัน หากผู้ทำประกันเกิดเสียชีวิต คนในครอบครัวก็จะได้รับเงินก้อนนี้ไป ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ และสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ด้วย เปลี่ยนเงินที่ต้องจ่ายภาษีทุกปี มาเป็นเงินประกันให้กับตัวเรากันเถอะ 2.ประกันชีวิต เป็นประกันที่คุ้มครองชีวิตตามชื่อเลย เป็นประกันขั้นพื้นฐานที่ใครหลายคนทำกัน ถึงแม้จะไม่ได้ผลตอบแทนทุกปี แต่จะได้รับเงินก้อนทันที หากคนทำประกันเกิดเสียชีวิตขึ้นมา โดยส่วนใหญ่คนที่ทำประกันชีวิต คือคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ที่รับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆภายในครอบครัว เพราะถ้าหากหัวหน้าครอบครัวเกิดเสียชีวิตไปกะทันหัน จะได้มีเงินก้อน มารองรับค่าใช้จ่ายภายในบ้านก่อน เช่น หนี้บ้าน หนี้รถ ที่ยังต้องผ่อนจ่ายอยู่ คุณลองคิดดูว่าหากเราเกิดเสียชีวิตไป โดยที่ไม่มีเงินเก็บ ไม่มีประกันไว้เลย ภาระต่างๆ ที่คนในครอบครัวต้องรับผิดชอบมันมากขนาดไหน และแน่นอนว่า ค่าเบี้ยของประกันชีวิตก็สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน 3.ประกันบำนาญ ประกันบำนาญ เป็นประกันที่เน้นผลตอบแทน มากกว่าการคุ้มครอง เป็นการจ่ายค่าเบี้ยไปเรื่อยๆจนถึงอายุ 55 ปี และจะได้รับเงินกลับมาเป็นเงินบำนาญ ไปเรื่อยๆ จนถึงอายุ 85 ปี หรือ 99 ปี ตามที่สัญญาระบุเอาไว้ ข้อดีก็คือ เป็นการเก็บออมเงินระยะยาวที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่แน่นอนว่าผลตอบแทนก็อาจจะน้อยเช่นกัน แต่การันตีมีเงินใช้ในตอนเกษียณแน่ๆ หากเกิดเสียชีวิตกะทันหัน เงินก้อนนี้ก็ยังถูกส่งต่อไปให้ลูกหลานด้วยเช่นกัน และเช่นเคย สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ สรุป ในมุมของผม การทำประกันค่อนข้างเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะไม่มีใครรู้ว่าในอนาคตเราจะเจอกับอะไรบ้าง เราจะเกิดพลาดเสียชีวิตตอนไหน การทำประกันไว้ เพื่อคนข้างหลังก็เป็นสิ่งที่เซฟมากกว่า ยิ่งใครที่เป็นหัวหน้าครอบครัว มีภาระค่าใช้จ่ายท่วมตัว เกิดวันนึงพลาดไป จะได้มีเงินก้อนให้กับคนในครอบครัวไปเคลียร์หนี้สินและทำทุนต่อ แถมเงินประกันที่ผมกล่าวมา สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ด้วย ใครที่เริ่มต้นเสียภาษีแล้ว ก็ควรจะเปลี่ยนเงินที่นำไปจ่ายภาษีมาจ่ายค่าเบี้ยประกันแทน เพราะยังไงเราก็ต้องเสียเงินนั้นอยู่ดี ก็เปลี่ยนจากเสียเงินให้กับการจ่ายภาษี เป็นเสียให้กับทางประกันเพื่อรับความคุ้มครองเพิ่ม ก็ดีกับตัวเรามากกว่าเห็นๆ ถ้าใครที่เพิ่งเริ่มต้นเรียนรู้เรื่องประกัน สามารถอ่าน คำศัพท์เกี่ยวกับประกัน เพิ่มเติมได้ ยิ่งรู้เยอะ ยิ่งได้ประโยชน์ ถ้าเพื่อนๆสนใจการทำประกัน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย >> คลิก

  ธนากร นวมรัตน์


  26 เมษายน 2567

ชีวิตการเงินอาจจะพัง ถ้ายังบริหารความเสี่ยงไม่ดี

เคยมีความคิดแบบนี้กันไหม ? ‘ไม่ต้องมีหรอกเงินสำรองฉุกเฉิน เอาเงินส่วนนั้นไปซื้อความสุขให้ตัวเองดีกว่า” “ชีวิตมันคงไม่ซวยต้องมาเจออุบัติเหตุหรอก” “จะทำประกันไปทำไม ทำไปก็เหมือนเสียเงินไปฟรีๆ’ นั่นเป็นเพราะตัวเราในตอนนั้น ยังไม่เคยเจอกับความเสี่ยงหรือเคยเจออุบัติเหตุที่ทำให้เราต้องหันมาสนใจเรื่องการปกป้องความเสี่ยง เหมือนตอนที่ผมยังเป็นเด็ก ไม่มีความคิดว่าจะเก็บเงินเลย ได้เงินมาเท่าไหร่ก็ใช้หมด จนมาเจอจุดเปลี่ยนในชีวิตที่พ่อของผมเกิดเป็นโควิดและไม่สามารถทำงานต่อได้ ทำให้รายได้ในครอบครัวหาย และที่แย่ที่สุดคือไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินเลย ทำให้แม่ต้องตัดสินใจขายทรัพย์สินที่แม่เก็บมาทั้งชีวิต อย่างพวกทองและที่ดินไป เพื่อประทังชีวิตครอบครัวเอาไว้ก่อน วันนั้นแหละ เป็นวันที่ผมหันมาสนใจเรื่องการเงินในทันที และทำให้รู้ว่าเรื่องแย่ๆเกิดขึ้นกับเราได้เสมอ ถ้าเราบริหารความเสี่ยงได้ไม่ดี พอผมเรียนจบ และได้ต้นเริ่มทำงาน เริ่มมีเงินเดือนก้อนแรกเป็นของตัวเอง ผมก็เริ่มต้นแบ่งเงินเป็นสัดส่วนทันที เงิน 4 ส่วนที่ผมแบ่งไว้ ส่วนที่ 1 แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าน้ำ ค่าไฟและค่าใช้จ่ายประจำวัน ส่วนที่ 2 แบ่งเป็นเงินออมและการลงทุน เป็นเงินสำหรับการลงทุนเพื่อสร้างมั่งคั่งให้กับตัวเราในอนาคต โดยผมแนะนำว่าควรนำเงินส่วนนี้ไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เราถนัด และมีความรู้นะครับ ในปัจจุบันก็มี ตลาดหุ้น , กองทุนรวม , อสังหาริมทรัพย์ หรือจะเป็นการต่อยอดด้วยการลงทุนขายของออนไลน์ก็นับว่าเป็นการลงทุนเช่นกัน ส่วนที่ 3 แบ่งให้รางวัลตัวเอง ทำงานมาเหนื่อยๆ ก็ให้รางวัลตัวเองบ้าง ซึ่งผมก็มีเงินส่วนนี้ที่แบ่งไว้สำหรับให้รางวัลตัวเองด้วย ไม่ว่าจะเป็นการไปกินบุฟเฟต์ร้านที่ชอบ ซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆที่อยากได้ ส่วนที่ 4 แบ่งไว้ป้องกันความเสี่ยง และเงินส่วนสุดท้ายที่สำคัญสำหรับผมมาก คือเงินที่ไว้สำหรับป้องกันความเสี่ยง เริ่มต้นจากการแบ่งเงินส่วนนี้ไว้เป็นเงินสำรองฉุกเฉิน อย่างน้อย 6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน และอีกส่วนนึงก็แบ่งไว้สำหรับทำประกันอุบัติเหตุ เพราะว่า การเดินทางมาทำงานในแต่ละวันของผมนั้นมันสุ่มเสี่ยงมาก เพราะต้องขี่มอเตอร์ไซค์มาทำงาน เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย และก็สะดวกรวดเร็ว เพราะอย่างที่เรารู้กันว่า กรุงเทพรถติดมากกกกกก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยกับความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ ผมเลยทำประกันติดตัวไว้เพื่อโอนความเสี่ยงที่เราต้องรับ ไปให้กับทางบริษัทประกันรับภาระแทน ทำไว้ก็อุ่นใจกว่า 555 โดยประกันที่ผมเลือกทำคือ ประกันอุบัติเหตุ PA for All จากกรุงเทพประกันภัย เพราะค่าเบี้ยถูก เฉลี่ยวันละ 3 บาทเท่านั้น แต่ได้ความคุ้มครองสูงสุดถึง 100,000 บาทต่อครั้ง แถมถ้าต้องนอนโรงพยาบาลก็ได้รับเงินชดเชยอีกวันละ 500 บาท แถมคุ้มครองคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์แบบผมด้วย ใครที่ต้องเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์บ่อยๆแบบผม หรือชีวิตประจำวันค่อนข้างเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย ผมก็แนะนำให้ทำติดตัวเอาไว้นะครับ เพราะคุ้มครองในเรื่องการถูกทำร้ายร่างกายด้วยนะ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกันอุบัติเหตุ PA for All จากกรุงเทพประกันภัย ได้ที่นี่เลย https://url.in.th/pa-for-all02 สุดท้ายนี้ผมก็อยากฝากให้ทุกคน นึกถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับเราให้มากๆนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเสี่ยงตกงาน เสี่ยงขาดรายได้ เสี่ยงอุบัติเหตุ และสร้างเกราะป้องกันในความเสี่ยงที่เราจะต้องเจอ ถ้าเสี่ยงที่จะตกงานก็ให้วางแผนสร้างเงินสำรองฉุกเฉินเอาไว้ ถ้าตกงาน รายได้หายเมื่อไหร่จะได้มีเงินสำรองส่วนนี้ในการประทังชีวิตไปก่อน หรือถ้าเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ เจ็บป่วยบ่อย ก็ให้ทำประกันเอาไว้ เพื่อโอนความเสี่ยงในด้านของค่าใช้จ่ายไปให้ทางบริษัทประกันแทน

  ธนากร นวมรัตน์


  23 กุมภาพันธ์ 2567

ออมทอง ปกป้องความเสี่ยง สร้างความมั่งคั่ง

ทองคำเป็นโลหะมีค่าที่มีคุณสมบัติพื้นฐานครบ 4 ข้อ คือ 1. งดงามมันวาว 2. คงทน ไม่ขึ้นสนิม ไม่หมอง และไม่ผุกร่อน แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนับพันปีก็ตาม 3. หายาก เพราะกว่าจะได้ทองคำมาหนึ่งออนซ์ (31.1034 กรัม) ต้องถลุงก้อนแร่ที่มีทองคำถึงหลายตัน และต้องขุดเหมืองลึกลงไปหลายสิบเมตร 4. นำกลับไปใช้ได้ สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ด้วยการหลอมได้อีกนับครั้งไม่ถ้วนด้วยเหตุนี้ นอกจากจะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องประดับแล้วและใช้งานในภาคอุตสาหกรรมแล้ว ทองคำยังถูกนำไปตีมูลค่าสำหรับการแลกเปลี่ยน และใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศอีกด้วยนอกจากนี้ ทองคำยังแสดงถึงความมั่งคั่ง จนเกิดสำนวนที่ว่า “มีเงินนับเป็นน้อง มีทองนับเป็นพี่”ใครอยากเป็นพี่ มาออมทองกันเถอะครับเพราะนอกจากปกป้องความเสี่ยงแล้ว ยังช่วยสร้างความมั่งคั่งเพื่ออนาคตให้กับเราอีกด้วย ทำไมต้องลงทุนใน "ทองคำ" ทำไมต้องลงทุนในทองคำ "ผมเชื่อว่าการพิจารณาเพิ่มทองคำในพอร์ตการลงทุนจะเป็นทั้งการลดความเสี่ยงและเพิ่มผลตอบแทน" Ray Dalio ผู้บริหาร Hedge Fund ที่ใหญ่ที่สุดในโลกกล่าว “ทองคำ” เป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ มีมูลค่าในตัวเอง ไม่เคลื่อนไหวไปตามตลาดหุ้น จึงมักถูกนำมาใช้ป้องกันความเสี่ยงของพอร์ต จนถูกเรียกว่า สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Heaven) และยังช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในช่วงที่การลงทุนในสินทรัพย์อื่นเป็นขาลง ทำไมต้องออมทอง ทำไมต้องออมทอง "การออมทอง" คือหนึ่งในเครื่องมือออมรูปแบบหนึ่ง ที่เป็นการซื้อทองคำแท่งสะสมในทุก ๆ เดือน สามารถกำหนดเงินที่จะออมได้ เมื่อออมครบตามน้ำหนักทองหรือตามระยะเวลาที่กำหนดก็สามารถเบิกถอนเป็นทองคำออกมาเก็บไว้ที่ตัวเองได้ คล้ายกับการออมเงินในธนาคาร เพียงแต่ว่าจะไม่มีดอกเบี้ยให้เหมือนเงินบ่าย แต่ก็ไม่ต้องรอสะสมเงินจนครบเป็นก้อนใหญ่ถึงจะไปซื้อทองได้ การออมทองเหมาะสำหรับคนที่ต้องการลงทุนในทองคำ แต่สามารถทยอยซื้อทองด้วยเงินจำนวนน้อย ๆ หรือคนที่ต้องการสะสมทองคำเป็นมรดกไว้ให้ลูกหลาน และคนที่ต้องทองคำในแง่ความสุข ความมั่งคั่งทางจิตใจอีกด้วย วิธีการคำนวณปริมาณทอง วิธีการคำนวณปริมาณทอง จากสมการจะเห็นว่าตัวหารคือราคาที่เราซื้อ นั่นหมายความว่าหากราคาต่ำลง เราก็จะได้ปริมาณทองเพิ่มขึ้น แต่หากราคาทองสูงขึ้นเราก็จะได้ปริมาณทองน้อยลงนั่นเอง ตัวอย่าง เดือนที่ 1 ราคาทองขายออกบาทละ 30,000 บาท หากออม 1,000 บาท จะได้ปริมาณทองคำ 0.5081 กรัม พอเดือนที่ 2 ราคาทองลดลงเหลือ 28,000 บาท หากออม 1,000 บาท จะได้ปริมาณทองคำ 0.5444 กรัม สูตรกำหนดราคาทองคำไทย สูตรกำหนดราคาทองคำไทย ราคาทองคำไทยมาจากการคำนวณตามสมการ ราคาทองคำไทย = ราคาทองคำในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ x อัตราแลกเปลี่ยน x อัตราการทอนค่าความบริสุทธิ์ x อัตราการทอนค่าน้ำหนัก อัตราการทอนค่าความบริสุทธิ์ เป็นการทอนค่าความบริสุทธิ์ของทองคำ เนื่องจากไทยใช้ค่าบริสุทธิ์ที่ 96.5% ต่างจากทองคำโลกที่ใช้ค่าบริสุทธิ์ 99.5% ในการคำนวณราคาทองคำไทยจึงต้องทอนค่าบริสุทธิ์ที่ค่า 965/995 อัตราการทอนค่าน้ำหนัก เนื่องจากราคาทองคำโลกมีหน่อยเป็นทรอยออนซ์ แต่ทองคำแท่งของไทยมีหน่วยเป็นบาท จึงต้องทอนค่าน้ำหนักเปลี่ยนหน่วยทรอยออนซ์เป็นบาท ที่อัตรา 15.244/31.1034 จากตัวเลขข้างต้น จะเห็นว่าอัตราการทอนค่าความบริสุทธิ์กับอัตราการทอนค่าน้ำหนัก เป็นค่าคงที่ ฉะนั้น ราคาทองคำไทยจึงขึ้นอยู่กับ 2 ตัวแปร คือ ราคาทองคำในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ กับอัตราแลกเปลี่ยน โดยปกติราคาทองคำโลกมักจะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) ทำให้ราคาทองคำไทยจึงขาดทุนด้านหนึ่งและมีกำไรอีกด้านหนึ่งเสมอ จากตัวอย่างจะเห็นว่า ในวันที่ 5 ม.ค. 66 เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่า ราคาทองโลกอ่อนตัวลง แต่ถ้าสังเหตุให้ดีจะเห็นว่า ราคาทองโลกกลับอ่อนตัวมากกว่าเงิน USD แข็งค่า (เงินบาทอ่อนค่า) กล่าวคือ ในสภาวะที่ค่าเงิน USD แข็งค่า (อ่อนค่า) ราคาทองคำมักจะปรับตัวลง (เพิ่มขึ้น) สูงกว่าค่าเงินที่เปลี่ยนไป หมายเหตุ : ตัวอย่างเป็นเพียงการคำนวณตามทฤษฎีเท่านั้น บทสรุป ออมทองปกป้องความเสี่ยง สร้างความมั่งคั่งเพื่ออนาคต บทสรุป ออมทองปกป้องความเสี่ยง สร้างความมั่งคั่งเพื่ออนาคต บทความที่เกี่ยวข้อง เรื่องน่ารู้...ราคาทองคำ

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  18 มกราคม 2566

ประกันภัย กับ การลงทุน แตกต่างแต่สำคัญเหมือนกัน

การรักษาเงินทุน รักษาเงินต้น แต่หนึ่งสิ่งที่เรา อาจหลงลืมไป และอาจละเลย “ประกันภัย” คำที่หลายๆคน เมื่อได้ยินก็รู้สึกอยากเมินหน้าหนี แต่หากพูด “การลงทุน” เชื่อว่าหลายๆคนยิ้มกว้าง พร้อมเปิดรับที่จะฟัง ความน่าสนใจคือ หากเรามองให้ตรงวัตถุประสงค์ของทั้งสองอย่างนี้ มีประโยชน์และโอกาสเหมือนกัน “ โอกาส Opportunity ” หากย้อนถามว่า ทำไมคุณถึงลงทุน ? และอะไร เป็นสิ่งที่ทำให้คุณมั่นใจว่าคุณจะลงทุนประสบความสำเร็จ ซึ่งคำตอบก็คงแตกต่างกันออกไป แต่เชื่อว่าหนึ่งสิ่งที่หลายคนมองเหมือนกัน เราเห็น “โอกาส” จากสถิติอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง ถึงแม้ว่า การลงทุนมีความเสี่ยง เราไม่สามารถคาดหวังอัตราผลตอบแทนได้แบบ 100 % แต่เราคาดหวังว่าในการลงทุนที่กำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง โดยเฉลี่ยแล้ว เราจะสามารถสร้างอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยได้ และ เมื่อเจอกับพลังของดอกเบี้ยทบต้น ที่จะทำให้เราสามารถหาเงินและต่อยอดเงินเพื่อมีชีวิตการเงินที่ดีขึ้นได้ แต่ความน่ากลัวที่เราอาจจะหลงลืมไป คือ “เราพยายามหาเงิน แต่เราไม่ปกป้องเงิน” ซึ่งหากเรามองวัตถุประสงค์ของประกันภัยในประเด็น“ โอกาส Opportunity ”หละ? โอกาส Opportunity ที่เราอาจจะป่วย ประสบอุบัติเหตุ ขาดรายได้ ซึ่งตามมาด้วยเงินก้อนโต ที่มีโอกาสเสียไปกับปัญหาเหล่านี้ และหากมองตามสถิติเรามีโอกาสเจอโรคภัยต่างๆมากขึ้น ง่ายขึ้น ทั้งจากความเครียด อากาศ อาหาร และปัจจัยแวดล้อมต่างๆ หนำซ้ำแนวโน้มค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น ดังนั้น หากมองเป็นโอกาสในการปิดรอยรั่วความเสี่ยงที่อาจจะต้องเจอ การซื้อประกันจึงถือว่า เป็น เงินที่จ่ายออกไปในแบบที่เราควบคุมได้และวางแผนล่วงหน้าได้ ซึ่งมันก็เหมือนการลงทุนครับ คือ เราจ่ายเงินออกไป ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องใช้ 100% แต่เราคาดหวังว่า หากวันนึงเกิดขึ้น รับประกันได้ว่า เราจะไม่เจอปัญหาเรื่องเงินตามมา ถ้าอ่านแล้วสนใจประกันขึ้นมา สามารถศึกษาความรู้ก่อนได้ 1. ประกันชีวิต มีกี่ประเภท และประเภทที่ใช่คุณ 2. ศัพท์ประกันชีวิตพื้นฐาน 3. แนวคิดเลือกทุนประกันชีวิตที่เหมาะกับคุณ 4. ปัจจัยสำคัญเลือกซื้อประกันชีวิตให้มีแต่คำว่าคุ้ม 5.จะลดหย่อนภาษี ต้องซื้อประกันชีวิตแบบไหน?

  เทส ธนสิทธิ์


  28 ธันวาคม 2564

3 จุดเสี่ยง ที่อาจทำให้เงินออมหายไป

เมื่อพูดถึง “ความเสี่ยงการเงิน “ คุณนึกถึงอะไร ? เชื่อว่า หลายๆคน เมื่อได้ยินคำนี้ จะนึกถึง การเก็บเงิน ออมเงิน เงินสำรองฉุกเฉิน การลงทุน ซึ่งนั่นก็ถูกต้องครับ แต่เราหลงลืมขั้นตอนไหนอยู่รึเปล่า ที่จะทำให้เกิดรอยรั่วเล็กๆ ซึ่งอาจจะส่งผลให้เราพบปัญหาการเงิน วันนี้เราเลยอยากพาทุกคนไปเช็คกันดูครับว่า ตอนนี้ตัวคุณกำลังมี “ความเสี่ยงการเงิน “ อยู่รึเปล่า 1.เงินออมมีเท่าไหร่ ลงทุนหมด “เงินออมไม่ทำให้คุณรวย อยากรวย ต้องต่อยอดเงินออมให้งอกเงย” หลายๆคนที่เริ่มมีเงินเก็บ เงินออม คงรู้สึกแบบนี้ ซึ่งนั่นก็ไม่ผิดครับ แต่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด เพราะ สิ่งที่น่ากลัวกว่าเงินออมไม่งอกเงย คือ การไม่มีสภาพคล่องการเงิน หรือแม้แต่เงินออมหาย !!! การลงทุนแลกมาด้วยความเสี่ยง ยิ่งคาดหวังผลตอบแทนสูง ก็เสี่ยงสูง ซึ่งสิ่งที่จะพอช่วย ขจัดความเสี่ยงได้ คือ เวลา แต่หากเรานำเงินออมทั้งหมดไปลงทุน นั่นแสดงว่า เรามีเวลากับเงินก้อนนี้จำกัด หากมีเรื่องต้องใช้เงิน เราจำเป็นต้องแบกรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น ดังนั้น การแบ่งสัดส่วนเงินออมและเงินลงทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพื่อขจัดความเสี่ยงที่เงินออมคุณจะหายไป 2.ความเสี่ยงที่มองไม่เห็น “สิ่งที่ยังไม่เกิดเรามักมองไม่เห็น” การประเมินความเสี่ยงเรื่องการเงิน สิ่งที่เรามักจะนึกถึงกันเป็นลำดับแรกๆ ก็คงเป็นเรื่อง จะทำยังไงให้มีเงินพอใช้ แบ่งเงินยังไงถึงจะมีเงินเหลือ เพราะนั่นดูใกล้ตัวเราที่สุด และดูจับต้องเป็นตัวเงินได้ง่าย แต่เรามักจะหลงลืมความเสี่ยงที่ใกล้ตัว อย่างด้านสุขภาพร่างกาย ค่ารักษาพยาบาล ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่มีใครมานั่งนึกถึงว่าถ้าป่วยเป็นยังไง ต้องนอนโรงพยาบาลจะเป็นยังไง เพราะเราไม่คาดหวังให้มันเกิดขึ้น แต่นั่นอาจจะเป็นความเสี่ยงนึง ยิ่งในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากเกิดความเสี่ยงที่เราไม่คาดคิด นั่นจะเป็นแผลสำคัญที่ทำให้เกิดรอยรั่วเงินออมของเราได้ ดังนั้น การประเมินความเสี่ยงเรื่องนี้ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ เพราะ “การป้องกันควบคุมง่ายกว่าแก้ปัญหา” ซึ่งการเลือกป้องกันความเสี่ยงเดี๋ยวนี้ง่ายและทางเลือกเยอะขึ้น คุณสามารถควบคุม ได้ตั้งแต่ “ วงเงินที่คุณจ่ายเบี้ยไหว จำนวนเงินที่ครอบคลุมภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ” อยากรู้ประกันแบบไหนที่จ่ายไหว และ ใช่ สำหรับคุณ คลิก https://www.lumpsum.in.th/Service/Life_insurance 3.มีหนี้ต้องรีบจ่าย “การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ” ประโยคคลาสสิคที่น่าจะคุ้นหูทุกคนมายาวนาน ซึ่งเมื่อพูดถึงหนี้ ก็อาจจะทำให้หลายๆคนรู้สึกว่า การมีหนี้เป็นสิ่งไม่ดี มีหนี้ต้องรีบจ่าย รีบโป๊ะ รีบปิด แต่รู้หรือไม่ การรีบปิดหนี้เร็วเกินไป มีโอกาสเสี่ยงให้คุณอยู่ในวังวลแห่งหนี้ไม่รู้จบ !!! จ่ายหนี้ ปิดหนี้ไวๆ มันก็ต้องดีสิ ? นั่นก็ใช่ครับ แต่อาจจะยังไม่หมด เพราะตัวแปรที่สำคัญจริงๆไม่ใช่หนี้ แต่เป็นการบริหารจัดการหนี้ !!! ซึ่งสาเหตุนึงที่ทำให้หลายๆคนจัดการหนี้ไม่ได้และเกิดปัญหาการเงิน คือ ขาดเงินสดสภาพคล่อง แต่นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยนึกถึงกันสักเท่าไหร่ เพราะมันขัดกับแนวคิดเรื่องหนี้ของเรา ลองนึกดูครับ เวลาเราจะไปกู้อะไรซักอย่าง เช่น บ้าน รถ สิ่งที่เรามักจะคำนึงถึงสิ่งแรกคือ ดอกเบี้ย ผ่อนเร็ว ดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนนาน ดอกเบี้ยสูง ซึ่งหากเราไม่อยากเสียดอกเบี้ยเยอะ สิ่งที่เรามักจะทำกันก็คือ เลือกแบบผ่อนไว ดอกต่ำ และที่(คิดว่า)ผ่อนไหว เงินเก็บไม่มีไม่เป็นไร เร่งปิดหนี้ไวๆไว้ก่อน แต่สิ่งที่หลายคนมักหลงลืมคือ การประเมินภาระต่างๆ ความเสี่ยงที่ต้องใช้เงินฉุกเฉิน และนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่จะเกิดวังวลของหนี้ หากมีเรื่องต้องใช้เงิน เงินเก็บไม่มี ไม่พอ หากกู้หนี้ก็เจอดอกเบี้ยแสนโหด ทั้ง 3 จุดเสี่ยงที่หลายๆคนอาจลืมนึกถึงไป ก็ลองนำไปเช็คตัวเองกันดูครับว่าตอนนี้เงินเรากำลังเสี่ยงที่จะหายไปจากรอยรั่วเหล่านี้รึเปล่า บางครั้งการพิจารณาให้รอบด้านมากขึ้น จะช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายได้ไกลขึ้นและปลอดภัยมากขึ้นครับ

  เทส ธนสิทธิ์


  07 ธันวาคม 2564

วิธีจัดการความเสี่ยงในการลงทุน

การลงทุนมีความเสี่ยง เสี่ยงที่จะ “ไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่คาด” เสี่ยงที่จะ “เสียเงินต้นบางส่วนหรือทั้งหมด” เราจึงต้องช่วยเพื่อนสาวคนสวย ให้รู้เท่าทันความเสี่ยง และจัดการความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง เพราะความเสี่ยงไม่มีทางขจัดออกไปได้หมด ทำได้เพียงบรรเทา หรือให้เหลือน้อยที่สุดเท่านั้น “เธอรู้ใช่มั้ยว่าความเสี่ยงไม่สามารถจัดการให้หมดไปได้ ทำได้เพียงแค่ทำให้มันลดลงเท่านั้น” “ว้ายยยยย จริงเหรอ” ตกใจแล้วสลับทำหน้าเจือน หล่อนนี่แอคติ้งเก่งเจง ๆ “ความเสี่ยงก็เหมือนขี้ไคล ไม่มีทางกำจัดให้หมด สกปรกก็กลับมา เช็ดล้างก็สะอาด” “แหม พูดซะเห็นภาพ” “จึงต้องมอนิเตอร์ความเสี่ยงอยู่เสมอ ไม่ใช่ทำครั้งเดียวจบนะจ้ะ” “จ้า” ความเสี่ยง คือ “ความไม่แน่นอน” ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ความเสี่ยงมีอยู่หลากหลาย เยอะแยะมากมาย แต่หากมองด้วยภาพกว้าง ๆ จะแบ่งความเสี่ยงได้เป็น 2 ประเภทคือ ความเสี่ยงที่เป็นระบบ และความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ (ความเสี่ยงเฉพาะตัว) ความเสี่ยงที่เป็นระบบ เป็นความเสี่ยงที่กระทบวงกว้าง ที่เราไม่สามารถจำกัดให้หมดไป ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนตอนนี้คือ วิกฤติ COVID-19 ส่วนความเสี่ยงที่เป็นระบบ (ความเสี่ยงเฉพาะตัว) เป็นความเสี่ยงเฉพาะตัวของสินทรัพย์หรือบริษัทนั้น ๆ ที่เราไปลงทุน “ตัวไหนที่เธอว่ากำจัดให้เหลือน้อยได้” “ความเสี่ยงเฉพาะตัวซิ ก็เธอบอกโต้ง ๆ ว่าอันแรกกำจัดไม่ได้” “ไม่น่าถามเนอะ” 55+ เราจึงสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการกระจายการลงทุน หากกระจายการลงทุนความเสี่ยงเฉพาะตัวก็จะลดความรุนแรงลง “ยังไม่ค่อยเข้าใจอะ” “เธอมีไข่อยู่ 10 ใบ ใส่ตะกร้าใบเดียว ถ้าทำคว่ำไข่แตกหมด ถูกมั้ย?” “แต่ถ้าแบ่งไข่ใส่ตะกร้า 2 ใบ ใบนึงคว่ำ ก็ยังเหลือไข่อีกครึ่ง ยิ่งถ้าแบ่งใส่หลาย ๆ ตะกร้า ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะเหลือไข่มากขึ้น” “เข้าใจละ” “ไข่ก็เปรียบเหมือนเงิน ถ้าเรานำเงินทุ่มไปกับการลงทุนอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าพลาดก็อาจหมดตัวเลย แต่ถ้าแบ่งไปใส่หลาย ๆ ตะกร้า หรือหลายประเภทการลงทุน ก็จะเป็นการกระจายความเสี่ยง ลดความเสี่ยงให้น้อยลง สุดท้ายก็จะเหลือความเสี่ยงที่เป็นระบบอย่างเดียว ที่เราไม่สามารถไปจัดการหรือควบคุมได้” “อย่างตอนนี้ชั้นแบ่งเงินซื้อฝากธนาคารส่วนหนึ่ง ซื้อกองทุนอีกส่วน ซื้อคอนโดปล่อยเช่า ก็คือกระจายความเสี่ยงแล้วใช่มะ” “ใช่แล้ว หรือที่เรียกว่าจัดพอร์ตการลงทุนไงละ” “ชั้นนี่เก่งเนอะ ทั้งสวยทั้งเก่ง” จ้ะ เบ้ปากใส่ “ไม่ใช่แค่นี้นะ ยังแบ่งย่อยลงไปได้อีก เช่น สมมติเธอชอบกองทุนรวม เน้นลงทุนผ่านกองทุนรวม การที่เธอแบ่งซื้อกองทุนรวมหลายกอง ที่ต่างประเภทกัน กองนี้เน้นหุ้น อีกกองเน้นตราสารหนี้ ฯลฯ ก็ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงอีกแบบหนึ่งนะ” “จัดการความเสี่ยงในจัดการอีกทีนึง ซ้อนในซ้อนว่างั้น” “ช่ายแว้ววว เห็นมั้ยละ การจัดการความเสี่ยงไม่ใช่เรื่องยากเลย เพียงแต่ว่าต้องเข้าใจตนเอง เข้าใจความเสี่ยงอย่างแท้จริงก่อน” “จ้า” สรุป “การจัดการความเสี่ยง” ไม่ใช่การ “กำจัด” ให้ความเสี่ยงหมดหรือความเสียหายให้หมดไป แต่เป็นการ “จำกัด” ความเสี่ยงให้เกิดน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ “จำกัด” ด้วยการกระจายการลงทุนอย่างพอดี

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  31 กรกฎาคม 2563

ประกันชีวิต สำคัญแค่ไหน ควรทำเท่าไหร่?

เมื่อเราสามารถจัดการเงินเดือนและหนี้สิน เริ่มมีสภาพคล่อง มีเงินเก็บ ก่อนที่จะเอาเงินไปลงทุน อยากให้ทุกคนลองคิดถึงการวางแผนประกันความเสี่ยงก่อน เพื่อไม่ให้ความมั่งคั่งที่เราอุตส่าห์สะสมมาต้องเสียหายไป บางคนสะสมเงินมาหลายปี แต่ต้องหมดไปเพราะป่วย หรือเกิดอุบัติเหตุเพียงครั้งเดียว เราจึงต้องวางแผนปกป้องความมั่งคั่งก่อน ด้วยการวางแผนประกันชีวิตนั่นเอง หลายคนอาจมองการทำประกันในแง่ลบ เพราะเคยเจอเพื่อนที่ขายประกันมารบเร้าให้ทำตอนที่เรายังไม่พร้อม แต่ที่จริงการทำประกันเป็นสิ่งที่ทุกคนควรต้องมี แต่ขีดเส้นใต้หนาๆ ตรงนี้ว่า "มีอย่างเหมาะสม" แล้วเหมาะสมคือเท่าไหร่? หากจะไม่ให้เป็นภาระมากเกินไป อาจจะเริ่มต้นที่ 10% ของรายได้ (เท่ากับการเริ่มออมเลย ) เมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้นค่อยทยอยซื้อเพิ่ม แต่สิ่งที่ต้องคิดให้หนักคือ เราซื้อประกันไปเพื่ออะไร เพราะปัญหาที่พบมากก็คือการซื้อประกันไม่ตรงกับความต้องการและวัตถุประสงค์ของตนเอง มีประสบการณ์ตรงมาเล่าอีกแล้ว ... แอดมินเองนั้นเริ่มซื้อประกันจากความคิดที่ว่าจะเอาไป "ลดหย่อนภาษี" จึงซื้อประกันแบบออมทรัพย์รวดเดียว 3 ฉบับ เพราะคิดว่ายังไงก็ได้เงินคืน สุดท้ายได้ลดหย่อนภาษีเพียงน้อยนิด แต่ต้องดองเงินไว้ในบริษัทประกัน 15-20 ปี คือกว่าจะได้เงินก็หลังเกษียณโน่นแหละ ส่วนผลตอบแทนน่ะเหรอ...น้อยมาก เพราะเค้าถือว่าเอามาลดหย่อนภาษีได้แล้วไง ตอนหลังถึงคิดได้ว่า ถ้าเอาเงินตรงนี้ไป DCA กองทุน หรือ LTF น่าจะคุ้มค่ากว่า แต่สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ ก็ถือเป็นเงินเก็บไปละกัน แล้วมือใหม่อย่างเราๆ ควรวางแผนเลือกประกันชีวิตอย่างไร ก่อนอื่น ต้องรู้ก่อนว่า ประกันชีวิตแบบพื้นฐานมีอยู่ 4 ประเภท และแต่ละประเภท ก็เหมาะกับเป้าหมายที่ต่างกัน ดังนี้ 1. แบบตลอดชีพ : คุ้มครองชีวิตระยะยาว ไม่เน้นผลตอบแทน ได้รับเงินเมื่อเสียชีวิต หรืออายุครบ 90/99 ปี (แล้วแต่กรมธรรม์) เบี้ยประกันค่อนข้างถูก เหมาะสำหรับวางแผนสร้างหลักประกันให้กับครอบครัว เป็นมรดกแก่ลูกหลาน 2. แบบชั่วระยะเวลา : คุ้มครองชีวิตระยะสั้น-ปานกลาง ช่วง 5-15 ปี ไม่มีผลตอบแทน จะได้ผลประโยชน์ก็ต่อเมื่อเสียชีวิตเท่านั้น เบี้ยประกันถูกที่สุด แต่เป็นแบบจ่ายทิ้ง ไม่มีเงินคืน เหมาะสำหรับคนที่อาจจะต้องไปทำงานหรือใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยงในระยะสั้นๆ และต้องการมีหลักประกันไว้ให้ครอบครัว 3. แบบสะสมทรัพย์หรือออมทรัพย์ : เหมาะกับคนที่ต้องการการันตีเงินออม ไม่เน้นความคุ้มครองมากนัก มีทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว 4. แบบประกันควบการลงทุน (Unit-Link) : เหมาะกับคนที่ต้องการทั้งการคุ้มครองชีวิตและผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ความเสี่ยงก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังมีประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง รวมไปถึงประกันอุบัติเหตุ ที่เป็นการจ่ายทิ้ง ไม่มีเงินคืน ค่าเบี้ยประกันขึ้นอยู่กับความุค้มครองและค่ารักษาพยาบาล ซึ่งในส่วนนี้พนักงานประจำอาจมีสวัสดิการจากบริษัทและประกันสังคมอยู่แล้ว หากคิดว่าไม่พอต้องการซื้อเพิ่ม ก็พิจารณาตามความเหมาะสม มีคำกล่าวว่าประกันชีวิตก็เปรียบเสมือน “ร่ม” ยามใดฟ้าใสไร้พายุฝน ร่มจะเป็นภาระ เกะกะ ไม่คล่องตัว แต่ยามใดที่ฝนตกหรือแดดแรง เราจะรู้สึกดีที่มีร่มให้พึ่งพา ... อย่าลืมพกร่วมติดไว้ซักคันนะคะ ^^ ////////////////// หากคุณกำลังมองหาแบบประกันที่เหมาะกับตัวคุณ หรือเหมาะกับงบที่คุณมี สามารถเช็คและเปรียบเทียบประกันทั้งหมดที่นี่ คลิก หรือเช็คผ่านช่องทางแอปพลิเคชั่น Lumpsum ตามลิ้งค์ด้านล่างนี้ ระบบ iOS ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : https://apple.co/35AKccL ระบบ Android ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : http://bit.ly/2T6erpj

  เก๋เก๋ ดาริน ปริญญากุล


  08 กรกฎาคม 2563

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม