ส่อง 5 โปรเด็ด สินเชื่อรถแลกเงิน

บรรยายถึงจุดเด่นและข้อสังเกตของสินเชื่อ "รถแลกเงิน" ไปหลายตอนแล้ว วันนี้เราไปดูโปรโมชั่นเด็ด ๆ จากบรรดาผู้ให้บริการกันดีกว่า Lumpsum คัดข้อเสนอแจ่มว้าว จาก 5 แบงก์มาฝากผู้อ่านทุกท่าน อัปเดทข้อมูลล่าสุด 22 พ.ย.66 ดังนี้ 1.ธนาคารเกียรตินาคินภัทร คิดอัตราดอกเบี้ยเริ่มเต้นเพียง 3.19% ต่อปี ให้วงเงินสูงสุดระดับ 150% ผ่อนได้นานยัน 84 เดือน แถมฟรีค่าประเมิน ซึ่งพร้อมเข้าประเมินรถและทำสัญญาถึงที่เลยทีเดียว 2.ธนาคารไทยพาณิชย์ คิดอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 3.49% ต่อปี ให้วงเงินสูงสุด 100% ผ่อนได้นาน 84 งวด แถมอนุมัติรับเงินเร็วเพียง 2 วันทำการ ซ้ำยังรับทั้งรถที่ปลอดภาระแล้ว และยังไม่ปลอดภาระอีกด้วย 3.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา คิดอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 3.18% ต่อปี วงเงินสูงสุด 100% ผ่อนยาว ๆ 84 งวด มีบริการทั้งแบบโอนเล่มทะเบียน และไม่โอนเล่มทะเบียน อนุมัติรับเงินไวเพียง 1 วันทำการเท่านั้น ที่สำคัญรับตั้งแต่รถยนต์ยันมอเตอร์ไซด์ 4.ธนาคารกรุงไทย คิดอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.98% ต่อเดือน วงเงินสูงสุด 1,000,000 บาท ได้เงินไวภายใน 1 ชั่วโมง !!! อนุมัติปุ๊บรับเงินปั๊บ แถมให้บริการรับสมัครและตรวจสภาพรถถึงที่ ผ่อนได้ยาวนาน 84 เดือน 5.ธนาคารทิสโก้ คิดอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.59% ต่อเดือน ให้วงเงินสูงสุด 100% ผ่อนเบา ๆ เริ่มต้น 1,600 บาทต่อเดือน และผ่อนได้นานถึง 60 เดือน ปิดโปะได้ไม่มีค่าปรับ กู้ง่ายรับเงินภายใน 1 วันทำการ ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน โอ้โห แต่ละเจ้าถือว่าจัดโปรฯ กันแบบเน้น ๆ เนื้อ ๆ ขึ้นอยู่ว่าท่านชอบสไตล์ไหน สนใจติดต่อขอรายละเอียดจากผู้ให้บริการที่ท่านหมายตาได้เลย หรือจะให้ Lumpsum ช่วยยื่นเรื่องก็คลิกที่นี่ หรือ line: @lumpsumofficial อย่างไรก็ตามข้อเสนอข้างต้นเป็นเพียงดีลขั้นต่ำของแต่ละแห่งเท่านั้น ซึ่งจะมีเงื่อนไขตามที่ธนาคารกำหนดแตกต่างกันออกไป ดังนั้นศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนกู้ และกู้มาใช้จ่ายที่จำเป็นเท่านั้นนะจ๊ะ ...

  หนึ่ง ศราพงค์


  24 พฤศจิกายน 2566

แค่คุณมีรถก็เพิ่มสภาพคล่องได้

ใช่แล้วครับ "รถยนต์" สามารถเพิ่มสภาพคล่องฉุกเฉินให้ทุกท่านได้ผ่านสินเชื่อ "รถแลกเงิน" "รถแลกเงิน" เป็นการขอสินเชื่อรูปแบบหนึ่ง โดยนำรถที่มีไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อขอแลกกับเงินสด และหากท่านสนใจสินเชื่อประเภทนี้ควรอ่านบทความนี้ เพราะเราได้รวบรวมคุณสมบัติและข้อควรรู้ก่อนจะยื่นขอสินเชื่อรถแลกเงิน ดังนี้ ... 1. รถต้องปลอดภาระ ไม่ติดผ่อนชำระหรือจำนำกับบริษัทสินเชื่อใด 2. ผู้ขอกู้ต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธ์ในรถ (ระบุชื่อในเล่มทะเบียน) 3. ใช้ทะเบียนรถเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไม่ใช่เอารถไปจอดไว้ที่บริษัทสินเชื่อ 4. ต้องใช้เล่มทะเบียนตัวจริง และไม่ขาดต่อทะเบียน 5. รถทุกประเภทสามารถขอสินเชื่อนี้ได้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของบริษัทสินเชื่อ 6. รถที่จะนำมาขอสินเชื่อไม่ควรมีอายุเกิน 10 ปี 7. การคิดดอกเบี้ยมีทั้งแบบคงที่และลดต้นลดดอก 8. คิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 28% ต่อปี 9. อัตราดอกเบี้ยคงที่จะต่ำกว่าเฉลี่ย 3-12% ต่อปี (ขึ้นอยู่กับสภาพรถ) 10. อัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอกอยู่ที่เฉลี่ย 5-20% ต่อปี (ขึ้นอยู่กับสภาพรถ) 11. ผ่อนระยะยาวได้สูงสุด 84 เดือน 12. วงเงินอนุมัติเฉลี่ย 70-120% ขึ้นอยู่กับ ผู้ให้บริการสินเชื่อ, สภาพรถ และ รายได้ของผู้กู้ 13. ผู้กู้ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย มีภูมิลำเนาในประเทศไทย อายุ 20-60 ปี 14. ผู้กู้ต้องมีหลักฐานแสดงรายได้ชัดเจน ทั้งผู้มีรายได้ประจำ และ อาชีพอิสระ 15. ปัจจุบันสามารถขอสินเชื่อประเภทนี้โดยไม่ต้องโอนเล่มรถเป็นชื่อบริษัทสินเชื่อได้ 16. อาจจะต้องใช้ผู้ค้ำประกัน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของบริษัทสินเชื่อ 17. มีค่าธรรมเนียมการขอสินเชื่อ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของบริษัทสินเชื่อ แต่ข้อควรจำและปฏิบัติ !!! แม้สินเชื่อ "รถแลกเงิน" เป็นอีกช่องทางในการหาเงินสด แต่ควรนำเงินมาใช้ให้เกิดประโยชน์ หรือเพิ่มสภาพคล่องยามฉุกเฉินเท่านั้น ไม่ควรกู้มาเพื่อใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น เพราะ "หนี้" ก็คือ "หนี้" ยังไงก็ต้องใช้คืน ..... สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด หากต้องการผู้ช่วยในการเปรียบเทียบสินเชื่อ "รถแลกเงิน" ให้ Lumpsum ของเราช่วยท่านได้ คลิกที่นี่ได้เลย หรือ line: @lumpsumofficial

  หนึ่ง ศราพงค์


  17 พฤศจิกายน 2566

ไม่รู้ต้องรู้ ก่อนทำสินเชื่อรถแลกเงิน

ในช่วงที่เศรษฐกิจ​มีปัญหา​หลายคนอาจมีวิธีการบริหารเงินหลายรูปแบบ เพื่อประคองการดำเนินชีวิต การใช้สินทรัพย์​อย่างเช่น “​รถยนต์” เพื่อนำมาแลกเป็นเงิน จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งในวิธีการนำเงินมาหมุนใช้ก่อน แต่ก่อนจะนำรถไปแลกนั้นคุณ​ต้องรู้อะไรบ้างเพื่อป้องกันปัญหา​ต่างๆที่จะตามมาภายหลัง สินเชื่อรถไม่ใช่สินเชื่อบุคคล สินเชื่อรถเป็นการนำรถมาขอสินเชื่อ โดยยังสามารถใช้งานรถได้ตามปกติและยังมีสิทธิในการครอบครอง​รถยนต์​ รถประเภทไหนสามถ​นำมาแลกเงินได้ การขอสินเชื่อรถแลกเงินสามารถนำรถเก๋ง รถกระบะ รถตู้ รถบรรทุก รถพ่วง รถมอเตอร์ไซค์ มาแลกเป็นเงินได้ตามประเภทและเงื่อนไขที่สถาบันการเงินนั้นๆ กำหนด ผ่อนรถยังไม่หมดขอสินเชื่อได้ไหม ส่วนใหญ่รถที่นำมาแลกเงินนั้นตามเงื่อนไขของธนาคารหรือสถาบันการเงินจะกำหนดให้เป็นรถที่ไม่มีภาระการผ่อน ไม่มีการติดสินเชื่อจากไฟแนนซ์​แล้ว อายุการใช้งานรถยนต์​กับการขอสินเชื่อ​ มีหลายสถาบันการเงินกำหนดการขอสินเชื่อรถแลกเงินสำหรับอายุการใช้งานรถยนต์​เก่าได้ที่ 15-20 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ​หลายปัจจัย เช่น วันที่จดทะเบียน สภาพรถ ยี่ห้อ รุ่นของรถยนต์​ การโอนเล่ม ในปัจจุบันมีให้เลือกว่าจะโอนเล่มหรือไม่โอนก็ได้ เพราะหากโอนเล่มในเล่มทะเบียนรถยนต์จะถูกเปลี่ยนเป็นชื่อธนาคารหรือสถาบันการเงินที่ขอสินเชื่อ เมื่อผ่อนหมดชื่อในเล่มจะถูกเปลี่ยนกลับ แต่หากไม่โอนเล่มจะเป็นการใช้วิธีโอนลอย ถ้าค้างค่างวดหรือไม่ชำระกรรมสิทธิ์​จะตกเป็นของธนาคารหรือสถาบันการเงินที่ขอสินเชื่อรถแลกเงินทันที เอกสารที่ต้องใช้ สำหรับเอกสารที่ต้องใช้สำหรับสินเชื่อรถแลกเงินนั้นต้องเตรียมดังนี้ - เล่มทะเบียนรถตัวจริง - สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน - เอกสารแสดงรายได้ เช่น สลิปเงินเดือนปัจจุบัน หรือหนังสือรับรองเงินเดือนจากบริษัท สำเนาใบแจ้งยอดเงินฝากย้อนหลัง 6 เดือน - สำเนาบัญชีเงินฝากหน้าแรกที่ต้องการให้โอนเงินกู้เข้าบัญชี (แล้วแต่เงื่อนไขที่ทางสินเชื่อกำหนด) - กรมธรรม์ประกันภัยและเอกสารเกี่ยวกับตัวรถ ระยะเวลาในการผ่อน ระยะการผ่อนทั้งแบบสั้นและแบบยาว สำหรับการผ่อนแบบสั้นจะมีดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งในแต่ละเดือนจะต้องจ่ายพร้อมเงินต้นที่ค่อนข้างสูงทำให้การผ่อนสั้นลง ส่วนการผ่อนระยะยาวจะมีอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูงแต่จ่ายเงินต้นน้อยทำให้ใช้ระยะเวลาในการผ่อนนาน ก่อนจะใช้รถยนต์​แลกเงินต้องประเมินว่าตัวเราบริหารเงินไม่ทันจริงหรือไม่ และมีความพร้อมที่จะผ่อนชำระในแต่ละเดือ​นขนาดไหน เพราะสินเชื่อรถแลกเงินนับว่าเป็นอีกหนึ่งภาระในความรับผิดชอบและต้องมีการวางแผนที่ดีเพื่อป้องกันปัญหา​การถูกยึดรถได้ ข้อควรระวังสำหรับการขอสินเชื่อรถแลกเงิน ก่อนการนำรถแลกเงินควรตรวจสอบค่าธรรมเนียมในการโอนเล่ม ค่าอากรแสตมป์ ค่าเช็กสภาพ รวมถึงการบังคับให้ทำประกันรถยนต์ซึ่งก่อให้เกิดรายจ่ายผูกพัน และควรพิจารณาอัตราดอกเบี้ยที่ต้องเสียในแต่ละปี เพราะการขอสินเชื่อรถแลกเงินนั้น ถือว่าเป็นภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น เบื้องต้นต้องประเมินกำลังจ่ายของตนเองว่าสามารถผ่อนชำระได้ตรงตามเวลาหรือไม่ มิเช่นนั้นแล้วหากไม่ชำระได้ตรงตามเวลาอาจถูกยึดรถหรือต้องเสียค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการทวงถามหนี้จากสินเชื่อซึ่งอาจเกิดปัญหาตามมาภายหลังได้ สมัครสินเชื่อรถแลกเงิน ไม่ต้องง้อคนค้ำ คลิก

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  19 พฤษภาคม 2564

ข้อดี-ข้อเสีย เมื่อจำเป็นต้องใช้สินเชื่อรถแลกเงิน

ทุกวันนี้ ‘เงิน’ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ ในการดำรงชีวิต สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของรถที่กำลังมีปัญหาการเงิน ‘รถ’ จะสามารถเป็นทรัพย์สินที่เปลี่ยนเป็น เงินทุนได้ สินเชื่อรถแลกเงินถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่มีรถแล้วต้องการใช้เงินอย่างเร่งด่วน ‘สินเชื่อรถแลกเงิน’ ก็คือการกู้เงินโดยการใช้รถยนต์เป็นหลักประกันว่าเราจะไม่หนีหนี้ของเรา ถ้าเรามีรถยนต์ของตัวเองที่ผ่อนชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมดเสร็จหมดแล้ว เราก็สามารถใช้รถยนต์คันนั้นเป็นหลักประกันได้เลย และแน่นอนทุกอย่างย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นชื่อว่าเป็นการกู้ยืมต้องมีข้อเสียอยู่แล้ว เพราะมันทำให้เรามีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นมา แต่ข้อดีของมันยังมี หากเราต้องการใช้เงินยามฉุกเฉิน เงินก้อนนี้สามารถทำให้ปัญหาการเงินของเราบรรเทาเบาบางลงได้ แต่กระนั้นเราควรดูข้อดีและข้อเสียของสินเชื่อรถแลกเงิน ก่อนตัดสินใจสมัครดีกว่า ข้อดีของสินเชื่อรถแลกเงิน - ได้เงินก้อน แต่รถยังมีขับ คุณสามารถใช้งานรถยนต์ได้เหมือนเดิม ไม่ต้องจอดทิ้งไว้ - ได้รับเงินก้อนใหญ่ โดยจำนวนเงินที่ผู้กู้จะได้รับจะมาจากมูลค่าของรถที่เรานำมาแลกเงิน ยิ่งรถตลาด สภาพดี เงินก็จะได้ตามมูลค่าที่ประเมินไว้ - สมัครออนไลน์ได้ตลอดเวลา หรือจะติดต่อกับเจ้าหน้าที่เพื่อสอบถามเบื้องต้นก็ได้ - สามารถเลือกระยะเวลาในการผ่อนชำระได้ โดยส่วนใหญ่จะให้ระยะเวลานานสูงสุดถึง 60 เดือน - มีผู้ให้บริการสินเชื่อรถแลกเงินหลายๆแห่ง เราสามารถเปรียบเทียบข้อมูลของแต่ละที่ เพื่อเลือกผู้ให้บริการที่ให้ประโยชน์และความคุ้มค่าของผู้กู้มากที่สุด - โปะปิดได้ หากคุณมีเงินก้อนแล้ว ผู้กู้สามารถนำเงินก้อนไปโปะปิดบัญชีรถของตนเองได้ โดยไม่ต้องรอผ่อนไปจนครบกำหนด ข้อเสียของสินเชื่อรถแลกเงิน - ดอกเบี้ยสูงระดับหนึ่ง ทำให้ภาระรายเดือนเพิ่มมากขึ้น เป็นหนี้นานขึ้น ผู้กู้ยืมจะต้องมีการวางแผนการเงินในแต่ละเดือนให้ดี - เงื่อนไขของผู้ให้บริการสินเชื่อรถแลกเงินแต่ละแห่งแตกต่างกัน ซึ่งผู้กู้ต้องศึกษาข้อมูลของแต่ละแห่งให้ละเอียดเพื่อประโยชน์ของผู้กู้เอง ถ้าชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีและข้อเสียที่ได้กล่าวมาทั้งหมดบนเงื่อนไขของคำว่า ‘จำเป็น’ ต้องใช้เงินจำนวนหนึ่ง และเรามีความสามารถในการชำระคืน โดยที่ตัวเราเองไม่เดือดร้อน รถแลกเงินสามารถช่วยคุณแบ่งเบาภาระทางการเงินได้ แต่ก็ควรที่จะใช้เงินตามความจำเป็น ไม่ควรนำไปใช้ฟุ่มเฟือย บริหารจัดการให้ดี มิเช่นนั้นคุณอาจจะมีหนี้สินติดตัวจนชดใช้ไม่จบไม่สิ้นอย่างแน่นอน สมัครสินเชื่อรถแลกเงิน ไม่ต้องง้อคนค้ำ คลิก

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  19 พฤษภาคม 2564

รถติดไฟแนนซ์ก็นำไปแลกได้ เรื่องจริงหรือการตลาด?

หลายคนคงเคยได้ยินโฆษณาเกี่ยวกับรถแลกเงิน เช่น ผ่อนรถอยู่ก็กู้ได้ หรือ ขอสินเชื่อรถแลกเงินได้ง่ายๆ แม้ยังติดไฟแนนซ์อยู่ ยิ่งช่วงนี้สถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่ค่อยจะสู้ดีทำให้หลายๆ คนต้องนำเงินมาหมุนใช้ รถที่ยังผ่อนอยู่ดูจะเป็นหนทางพอช่วยให้การเงินดีขึ้นบ้าง แต่ยังติดไฟแนนซ์อยู่นี่สิ จะสามารถนำไปแลกเงินได้ไหมนะ? รถติดไฟแนนซ์นำไปแลกเงินได้จริงหรือเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือการตลาดวันนี้เรามีคำตอบให้ครับ การนำรถไปแลกเงินทั้งที่ยังติดไฟแนนซ์อยู่นั้นสามารถทำได้ แต่โดยส่วนใหญ่ทางสินเชื่อใหม่มักจะมีเงื่อนไข คือยอดที่ประเมินให้นั้นต้องสูงกว่ายอดคงเหลือเดิม เพื่อให้คุณสามารถนำรถไปแลกเงินได้ หรือเพื่อความเข้าใจง่ายๆ ตามตัวอย่างนี้ "คุณมีรถยนต์ 1 คัน ซื้อมาในราคา 400,000 บาท ผ่อนมาแล้ว 1 ปี เป็นจำนวนเงิน 150,000 บาท คงเหลือยอดปิด 250,000 บาท เจ้าหน้าที่สินเชื่อที่ใหม่ทำการประเมินแล้วว่ารถยนต์คันนี้สามารถนำมาแลกเงินได้ จำนวน 300,000 บาท ในกรณีนี้จะเห็นได้ว่ายอดประเมินใหม่ราคาสูงกว่ายอดปิดคงเหลือ จึงสามารถขอสินเชื่อรถแลกเงินได้" อีกกรณีที่ไม่สามารถขอสินเชื่อรถแลกเงินได้ยกตัวอย่าง "รถยนต์ราคา 400,000 บาท ผ่อนมาแล้ว 1 ปี เป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท คงเหลือยอด 350,000 บาท เจ้าหน้าที่ประเมินราคาเป็นจำนวนเงิน 300,000 บาท" กรณีนี้ไม่สามารถขอสินเชื่อรถแลกเงินได้ เนื่องจากยอดปิดคงเหลือมีจำนวนมากกว่ายอดประเมิณนั่นเอง ทั้งนี้ไม่ว่าคุณจะผ่อนมาแล้วกี่งวด หรือผ่อนมาแล้วกี่ปี ทางสินเชื่อไม่ได้มองตรงนั้นเลย เพียงแค่ยอดปิดที่เหลือของคุณน้อยกว่ายอดประเมินใหม่ และคุณเองยังมีเงินเหลือเพื่อนำมาใช้ก็สามารถนำรถแลกเงินได้แล้วครับ การขอสินเชื่อรถแลกเงินที่ยังติดไฟแนนซ์อยู่นั้น โดยส่วนใหญ่จะมีเงื่อนไขที่ชัดเจน คือมีการผ่อนมาแล้ว 50% หรือ 70% ของสัญญาเดิม ไม่เคยมีประวัติการผ่อนชำระเงินล่าช้าเกินตามเงื่อนไขที่ทางสินเชื่อใหม่กำหนด มีคุณสมบัติอายุตั้งแต่ 21- 65 ปี มีรายได้ประจำ อายุการทำงานตั้งแต่ 6 เดือนถึง 1 ปีขึ้นไป หรือหากเป็นเจ้าของกิจการ ต้องมีเอกสารเพื่อแสดงลักษณะของกิจการและอายุการเปิดกิจการ รวมถึงเอกสารอื่นๆ ที่ทางสินเชื่อกำหนด ข้อควรระวังในการขอสินเชื่อรถแลกเงินแบบยังมีไฟแนนซ์อยู่ ควรเลือกสินเชื่อที่ไว้วางใจมีความน่าเชื่อถือ ไม่ควรนำไปจำนำกับบุคคลธรรมดา หรือผู้ให้บริการสินเชื่อที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะรถที่ติดไฟแนนซ์ยังเป็นของสินเชื่อเดิมอยู่หากเกิดเหตุการณ์ผู้ให้บริการนำรถไปขายต่อ โดยที่เราไม่ยินยอมหรืออาจมีการโกงเกิดขึ้น คุณอาจโดนความผิดฐานยักยอกทรัพย์ได้ เนื่องจากไฟแนนซ์เดิมยังไม่มีการยินยอมให้จำนำหรือจำหน่าย ก่อนทำสินเชื่อรถแลกเงินเพียงแค่เช็กสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อที่มีความน่าไว้วางใจ รวมถึงพิจารณาความสามารถในการนำเงินมาหมุนใช้และบริหารเงินได้ในช่วงที่จำเป็นนั่นเอง สมัครสินเชื่อรถแลกเงิน คลิก

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  19 พฤษภาคม 2564

ติดเครดิตบูโร ขอสินเชื่อ "รถแลกเงิน" ได้นะจ๊ะ

ใช่ครับ! สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ เช่น "รถแลกเงิน" และ "Car for cash" มักไม่ตรวจประวัติเครดิต ทีแรกผมก็ไม่เชื่อ ก็เลยไปตรวจสอบดู พบว่า มีการระบุไว้ในหน้าเว็บของผู้ให้บริการสินเชื่อประเภทนี้เลย แทบทุกเจ้า ไม่ว่าจะรายเล็ก รายใหญ่ ปล่อยสินเชื่อ ไม่เช็กเครดิตบูโร อย่าว่าแต่สินเชื่อจำนำทะเบียนรถเลย... พวก ซื้อรถมือ 1 หรือ รถมือ 2 ก็เลี่ยงไม่ตรวจสอบได้ เพราะเคยเจอมากับตัวตอนซื้อรถใช้เอง เพราะผมมีประวัติผิดชำระหนี้ แต่ผ่านเฉย จึงลองถามเจ้าหน้าที่ดูว่าเพราะอะไร? เขาให้ข้อมูลว่า รถยนต์เป็นสินทรัพย์ที่ค่อนข้างมีสภาพคล่องกว่าสินเชื่อประเภทอื่น ติดตามง่าย วันไหนเราเบี้ยวจ่ายเกินกำหนด เขาก็แค่ยึดรถไปขายทอดตลาด ซึ่งขายได้ไม่ยากเลย หากได้ราคาต่ำกว่าหนี้ที่ติดไว้ ก็มาไล่เบี้ยเอาส่วนต่างจากผู้กู้อยู่ดี ดังนั้นเพื่อยอดขาย จึงสามารถมองข้ามการตรวจสอบเครดิตได้ กลับมาเข้าเรื่องสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ที่นำมาเล่าวันนี้ไม่ใช่ชี้ช่องสร้างหนี้เพิ่ม เพราะบอกเสมอว่าไม่จำเป็นอย่าสร้างหนี้ แต่หากขัดสนจริง ๆ ถือเป็นอีกทางเลือก เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องฉุกเฉินได้ แต่การที่จะขอสินเชื่อโดยที่มีประวัติเสียด้านเครดิต คุณต้องรับให้ได้ว่าจะเจอเงื่อนเขี้ยวเงื่อนไขดังนี้ 1.ได้วงเงินต่ำกว่าปกติอย่างน้อย 10-30% 2.อัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่าปกติ เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 3 - 4% เพราะการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ที่มีปัญหาด้านเครดิต ถือเป็นความเสี่ยง ดังนั้นผู้ให้บริการต้องป้องกันตัวเองไว้ก่อน ผู้กู้เองก็ต้องศึกษารายละเอียดตรงนี้ให้รอบคอบว่าคุ้มหรือไม่อย่าคิดเพียง เอาเงินมาก่อน ที่เหลือค่อยว่ากัน แบบนั้นมักง่ายเกินไป และหากไม่มีกำลังชำระคืนรถก็จะถูกยึด และ หนี้จะเพิ่มขึ้น เพราะหากรถถูกยึดแล้วขายทอดตลาดได้เงินต่ำกว่ามูลหนี้ คุณจะโดนฟ้องให้ชำระส่วนต่างที่เหลือ สุดท้ายประวัติด้านเครดิตของคุณจะพังเข้าไปอีก ---------------------------------- ดังนั้นหากไม่จำเป็นมาก ๆ จริง ๆ อย่าหาทำเลย ด้วยความห่วงใย จากหนึ่งไง หนึ่งเอง จะใครล่ะ ^^ ================ สมัครสินเชื่อรถแลกเงิน คลิก

  หนึ่ง ศราพงค์


  07 พฤษภาคม 2564

7 เรื่องต้องรู้ก่อน "รีไฟแนนซ์รถยนต์"

ผมเคยเล่าไปแล้วว่าการ "รีไฟแนนซ์รถยนต์" คล้ายกับ "รีไฟแนนซ์บ้าน" นั่นคือการย้ายจากผู้ให้บริการสินเชื่อเดิมไปหาผู้ให้บริการสินเชื่อใหม่ แต่จะต่างกันที่วัตถุประสงค์ คือ... "รีไฟแนนซ์บ้าน" เพื่อลดดอกเบี้ย-ค่างวด "รีไฟแนนซ์รถยนต์" เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง "รีไฟแนนซ์รถยนต์" โดยทั่วไปแล้วดอกเบี้ยจะไม่ลดลง เพราะใช้รูปแบบการคิดดอกเบี้ยแบบคงที่ (Fixed Rate) ตั้งแต่ตอนซื้อครั้งแรก ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมดมันรวมอยู่ในค่างวดแล้ว เช่น ซื้อรถ 1,000,000 บาท ดาวน์ 250,000 บาท ดอกเบี้ย 4% เท่ากับว่า ขอสินเชื่อ 750,000 บาท + ดอกเบี้ย 4% ต่อปี ดอกเบี้ยมากน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนงวดที่ผ่อน เช่น ผ่อน 5 ปี หรือ 60 เดือน จะคำนวณแบบนี้... ยอดขอสินเชื่อ 750,000 x 4% = 30,000 บาท ต่อปี ผ่อน 5 ปี ดอกเบี้ยก็เท่ากับ 30,000 x 5 = 150,000 บาท นำดอกเบี้ย 150,000 รวมกับยอดขอสินเชื่อ 750,000 บาท เท่ากับ 900,000 บาท ผ่อน 5 ปี หรือ 60 เดือน จะได้ค่างวด 900,000 / 60 = 15,000 บาทต่อเดือน ดอกเบี้ยจ่ายจริงคือ 150,000 / 60 = 2,500 บาทต่อเดือน ซึ่งการผ่อนแบบ Fixed Rate ดอกเบี้ยกระจายอยู่ในค่างวดแล้ว ต่อให้คุณโปะ หรือ จ่ายล่วงหน้า ดอกเบี้ยก็จะไม่หายไป เป้าหมายการ "รีไฟแนนซ์รถยนต์" จึงไม่ใช่การลดดอกเบี้ย แม้ไปขอสินเชื่อจากลิสซิ่งรายใหม่ เพื่อมาปิดลิสซิ่งเดิม ก็ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยเก่าทั้งหมดอยู่ดี แม้ลิสซิ่งที่ใหม่จะให้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า แต่ก็ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยทั้งหมดของลิสซิ่งเดิม ถ้าจะคิดว่า "รีไฟแนนซ์" เพื่อลดดอกเบี้ย อันนี้ไม่ใช่ ! การ "รีไฟแนนซ์รถยนต์" เป้าหมายหลักคือการเพิ่มสภาพคล่องมากกว่า เพราะเรามีเงินดาวน์กับค่างวดที่จ่ายไปบ้างแล้วกับลิสซิ่งที่เดิม เช่น ซื้อรถ 1,000,000 บาท ดาวน์ 250,000 บาท ดอกเบี้ย 4% ต่อปี ผ่อนไปแล้ว 1 ปี หรือ 12 งวด เท่ากับจ่ายไปแล้ว 250,000 + (15,000 x12) = 430,000 บาท ซึ่งเดิมเราขอสินเชื่อ 750,000 + ดอกเบี้ย 4% + 5 ปี = 900,000 บาท ดังนั้นเงินต้นรวมดอกเบี้ยกับสินเชื่อเดิมจะเหลือ 900,000 - 430,000 = 470,000 บาท พอเราไปขอ "รีไฟแนนซ์" กับลิสซิ่งแห่งใหม่ รถอายุ 1 ปี ราคาประเมินรถจะอยู่ที่เฉลี่ย 70-80% ขึ้นอยู่กับสภาพ สมมติว่ารถประเมินได้สูงสุด 80% รถราคา 1,000,000 บาท จะได้วงเงิน 800,000 บาท ซึ่งเมื่อเรา "รีไฟแนนซ์" ผ่าน ก็นำเงิน 800,000 บาทไปปิดยอดค้าง 470,000 บาท เหลือเงินส่วนต่างถึง 330,000 บาท !!! เพื่อนำมาใช้เพิ่มสภาพคล่องฉุกเฉิน แต่เท่ากับยอดหนี้คงค้างคุณจะเพิ่มขึ้นนะ... 800,000 บาท ข้างต้นยังไม่รวมดอกเบี้ยตามจำนวนงวดที่ผ่อนด้วย ดังนั้นต้องคิดให้ดีว่าจำเป็นไหมจะนำเงินส่วนต่างนี้มาใช้ แต่ที่เกริ่นมายาวก็เพื่อให้เห็นภาพว่า... นี่แหล่ะคือเป้าหมายของการ "รีไฟแนนซ์รถยนต์" จะได้เข้าเรื่องสักทีว่า 7 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ "รีไฟแนนซ์รถยนต์" มีอะไรบ้าง 1. วงเงินรีไฟแนนซ์ต้องปิดสินเชื่อที่เดิมได้ทั้งหมด การรีไฟแนนซ์รถยนต์ ไม่ได้มีเกณฑ์ตายตัวว่า "ต้องซื้อรถมาแล้วกี่ปี" หรือ "ผ่อนไปแล้วกี่งวด" ถึงจะทำได้ แต่สิ่งที่ลิสซิ่งแห่งใหม่จะพิจารณาเป็นพิเศษคือ การรีไฟแนนซ์ครั้งนี้ "ต้องปิดยอดกับลิสซิ่งเดิมได้ทั้งหมด" อันนี้ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ตอนแรกที่ได้รถคันนี้มา เพราะถ้าหากวางเงินดาวน์ตามเกณฑ์มาตรฐาน 25% ยังไงก็ปิดได้แน่ เพราะเท่ากับคุณจ่ายค่าซื้อรถไปแล้วถึง 25% แต่...หากคุณซื้อมาโดยใช้โปรโมชั่นการตลาดเช่น "ออกรถ 0 บาท" หรือ "ดาวน์น้อยผ่อนนาน" อันนี้อาจจะลำบาก ยิ่งผ่อนไปเพียง 1-2 ปี ยอดค้างจะยังสูงอยู่ ซึ่งอาจะ "รีไฟแนนซ์" ไม่ผ่าน เช่น รถ 1,000,000 ดาวน์แค่ 10% หรือ 100,000 บาท ดอกเบี้ย 4% ต่อปี ผ่อน 5 ปี หรือ 60 งวด คุณจะต้องกู้ 900,000 บาท บวกดอกเบี้ย 4% เป็นเวลา 5 ปี = 180,000 บาท เท่ากับเงินกู้รวมดอกเบี้ย 1,080,000 บาท ผ่อน 60 งวด ตกงวดละ 18,000 บาท ผ่อนไปแล้ว 1 ปี = 216,000 บาท รวมเงินดาวน์ 100,000 บาท เท่ากับจ่ายไปเพียง 316,000 บาท เหลือคงค้าง 764,000 บาท ต่อให้กู้ได้ 80% หรือ 800,000 บาท แม้จะปิดยอดจากที่เก่าได้ก็จริง แต่ก็จะเหลือเงินหลังปิดยอดแค่ 36,000 บาท กับหนี้สินที่เพิ่มขึ้นมาอีก 800,000 บาท ไม่รวมดอกเบี้ยและค่างวด นี่ไม่ต้องพูดถึงกลุ่มที่ออกรถ 0 บาท เลยนะ แต่...วิธีนี้อาจจะดีขึ้นมาบ้าง ถ้าหากรีไฟแนนซ์ผ่านนะ เพราะการขอสินเชื่อใหม่ เท่ากับมีโอกาสได้เพิ่มระยะการผ่อน ลดค่างวดต่อเดือนลง เพื่อเพิ่มสภาพคล่องรายเดือนได้บ้าง 2. รถหรู-จดประกอบทำไม่ได้นะจ๊ะ รถที่สามารถ "รีไฟแนนซ์ได้" คือรถยนต์ที่ใช้กันอยู่ตามท้องตลาดทั่วไป เช่น รถยนต์นั่งส่วนบุคคล, รถกระบะ, รถตู้ และรถบรรทุกบางรายการ แต่พวกรถหรู, รถประกอบ หรือรถนำเข้า ลิสซิ่งมักไม่รับนะครับ เพราะประเมินราคากลางได้ยาก และป้องกันการย้อมแมวสวมทะเบียนด้วย 3. แหล่งเช็คราคากลาง ส่วนใหญ่จะอยู่ตามเว็บไซต์รถมือสอง ลอง Google ดูได้เลย เซิร์ทคำว่า "เช็คราคารถมือสอง" เพียบ !!! ผมลองหามาให้คร่าว ๆ จากเว็บชั้นนำ เช่น ... www.taladrod.com www.one2car.com www.carmana.com www.kaidee.com 4. สามารถ "รีไฟแนนซ์" กับลิสซิ่งเดิมได้ คล้ายกับขอลดดอกเบี้ยบ้านนั่นแหล่ะ ก็ไปแจ้งความประสงค์เลยว่าต้องการ "รีไฟแนนซ์" มีออปชั่นอะไรนำเสนอบ้าง ข้อดีคือมีโอกาสผ่านง่ายกว่า (ต้องผ่อนตรงผ่อนดีด้วยนะ) รวมถึงประหยัดค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียม และค่าโอนต่าง ๆ แต่หากเขาไม่มีหรือไม่ให้หรืออิดออด ก็หาที่ใหม่โลด 5. รีไฟแนนซ์ที่ไหนได้บ้าง หลัก ๆ ก็ธนาคารชั้นนำที่ให้บริการสินเชื่อประเภทนี้ เช่น... - กสิกรไทย - กรุงศรี - เงินติดล้อ - ธนชาต - เกียรตินาคิน - ทิสโก้ หรือลองเซิร์ทคำว่า "รีไฟแนนซ์รถยนต์" ใน Google ดู จะมีเว็บไซต์สำหรับเปรียบเทียบข้อเสนอหลายแห่ง หรือลองแอพลิเคชั้น "Lumpsum" ของเราก็ได้ ซึ่งมีบริการเปรียบเทียบข้อเสนอจากผู้ให้บริการหลายราย 6. เอกสารที่ต้องเตรียม - บัตรประชาชนเจ้าของรถ - ทะเบียนบ้านเจ้าของรถ - ทะเบียนเล่มรถยนต์ - หลักฐานแสดงรายได้ 7. ข้อควรรู้ - เจ้าของรถกับผู้รีไฟแนนซ์ต้องเป็นคนเดียวกัน - สามารถขอรีไฟแนนซ์ได้พร้อมกันหลายที่ เพื่อเลือกข้อเสนอที่ดีที่สุด - อายุผู้กู้บวกอายุสัญญาสินเชื่อ ต้องไม่เกินที่ลิสซิ่งระบุ - ลิสซิ่งบางแห่งมักมีเงื่อนไขว่าเล่มทะเบียนต้องอยู่ในพื้นที่ให้บริการเท่านั้น สมัครสินเชื่อรถแลกเงิน คลิก จบ........................ หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  09 เมษายน 2564

รีไฟแนนซ์รถ VS รถแลกเงิน

ผ่านไปนานเป็นปีแล้วที่เราไม่ได้อัปเดทเรื่องสินเชื่อที่เกี่ยวกับรถยนต์ ขอเริ่มจากสินเชื่อ "รถแลกเงิน" ที่ตอนนี้กำลังเป็นที่นิยมของบรรดาผู้ให้บริการทั้งสถาบันการเงินและที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) คำถามบ่อยที่มักได้รับมาคือ "รถแลกเงิน" กับการ " รีไฟแนนซ์รถ" เหมือนหรือต่างกันอย่างไรบ้าง และ แบบไหนเป็นที่นิยมกว่ากัน ? แง่ความนิยม ตอบไว ๆ แบบกำปั้นทุบดินได้เลยว่า ไม่ทราบครับ ฮ่า ๆ แต่ที่แน่ ๆ สินเชื่อทั้ง 2 แบบนี้ ต่างกัน ดังนี้... "การรีไฟแนนซ์รถ" คือการที่ผู้เช่าซื้อ (กำลังผ่อน) ยื่นเรื่องขอสินเชื่อใหม่ เพื่อมาปิดยอดเดิมที่ค้างอยู่ ด้วยวัตถุประสงค์ เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งลดดอกเบี้ยหรือปรับระยะเวลาผ่อน กระทั่งเพื่อหวังนำเงินส่วนต่างหลังปิดหนี้เดิมมาเติมสภาพคล่อง ส่วน "รถแลกเงิน" คือการจำนำทะเบียนรถ เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายฉุกเฉินหรือเพิ่มสภาพคล่อง จุดเด่น-จุดด้อยระหว่างสินเชื่อ 2 ประเภทนี้ คือ... "รีไฟแนนซ์รถ" ใช้ได้กับรถที่ยังผ่อนอยู่ "รีไฟแนนซ์รถ" เหมือนขอสินเชื่อใหม่ ผู้กู้ต้องมีหลักฐานแสดงรายได้ชัดเจน และมีเครดิตที่ดี "รีไฟแนนซ์รถ" อาจจะได้เงินมาใช้น้อยกว่า เพราะได้แค่ส่วนต่างจากการปิดยอดเดิม ขณะที่ "รถแลกเงิน" ต้องเป็นรถที่ผ่อนหมดแล้ว "รถแลกเงิน" ได้เงินมาใช้เต็มเม็ดกว่า โดยมากแค่ไหนขึ้นอยู่กับสภาพรถ "รถแลกเงิน" เป็นการสร้างหนี้ใหม่ ที่คล้ายกันก็คือ อัตราดอกเบี้ยจะถูกกว่า บัตรเครดิต-สินเชื่อบุคคล เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสภาพคล่องเพิ่มเติมหรือเงินมาใช้ฉุกเฉิน โดยรถใครมีคุณสมบัติแบบไหนก็เลือกขอสินเชื่อให้ตรงประเภท ไม่ใช่เอารถที่ผ่อนอยู่ไปขอใช้ "รถแลกเงิน" อันนี้ไม่ได้นะจ๊ะ และก็คงไม่มีใครเอารถที่ผ่อนหมดแล้วไปขอ "รีไฟแนนซ์" หรอกเนอะ นอกจากนี้ขอย้ำว่า ทั้ง 2 แบบคือ "หนี้" ที่ต้องใช้คืน และมีการคิดดอกเบี้ย ดังนั้น "อย่าหาทำ" โดยไม่มีเหตุจำเป็น... ส่วนใครที่จำเป็นต้องใช้เงินและมองหาผู้ช่วยเพื่อคัดเลือกสินเชื่อ "รถแลกเงิน" คลิกเลย หนึ่งเองครับ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  02 เมษายน 2564

เพิ่มสภาพคล่องด้วยการ "รีไฟแนนซ์รถยนต์"

สภาพคล่องทุกท่านยังโอเคไหมครับตอนนี้ รู้สึกเห็นใจและเข้าใจนะ ตั้งแต่โควิด-19 บุกไทย สภาพเศรษฐกิจก็ดิ่งลงฮวบ ๆ ข่าวธุรกิจปิดกิจการ-ปลดพนักงาน มาอย่างถี่ ใครโดนลูกหลงไปก็ขอให้ผ่านพ้นโดยเร็ววันเด้ออออ แต่หากสภาพคล่องเริ่มแย่ และมีรถยนต์ในมือ การรีไฟแนนซ์ก็เป็นหนึ่งในตัวช่วยช่วงนี้นะครับ ไม่ต้อง "งง" นะ รถยนต์ก็สามารถ "รีไฟแนนซ์" ได้ เหมือนสินเชื่ออื่น ๆ แหล่ะ แต่มักไม่ค่อยมีคนพูดถึง เพราะชื่อมันไม่ได้บอกว่า "สินเชื่อรีไฟแนนซ์รถยนต์" แต่จะมาในรูปแบบสินเชื่อ "รถแลกเงิน", "Car for Cash", "เงินติดล้อ" ฯลฯ ซึ่งมันดูเหมือนเอารถไปจำนำมากกว่าเนอะ (ก่อนนี้ผมก็คิดแบบนั้น ฮ่า ๆ ) และข้อดีของการ "รีไฟแนนซ์" ก็เหมือนสินเชื่ออื่น ๆ คือ 1. ลดดอกเบี้ย 2. ขยายระยะเวลาผ่อนได้ 3. ลดค่างวดต่อเดือน 4. มีโอกาสได้เงินส่วนต่าง มาใช้จ่ายฉุกเฉิน และการรีไฟแนนซ์รถยนต์ สามารถเปลี่ยนรูปแบบการคิดดอกเบี้ยได้ ก็อย่างที่รู้ ๆ กัน การกู้ซื้อรถ จะคิดดอกเบี้ยแบบคงที่ (Fix Rate) แต่หากนำไปรีไฟแนนซ์ สามารถเปลี่ยนเป็นแบบลดต้นลดดอกได้ (Effective Rate) ยกตัวอย่างเลยนะ เมื่อ 2 ปีก่อนผมซื้อรถเก๋งราคา 1,000,000 บาท ดอกเบี้ย 4.99% ผ่อน 60 เดือน (5 ปี) ดาวน์ 25% (250,000 บาท) ดังนั้นยอดจัดจะเท่ากับ 750,000 บาท รวมกับดอกเบี้ยอีก 187,125 บาท (ยอดจัด x ดอกเบี้ย x จำนวนปี) เท่ากับว่ายอดรวมสินเชื่อกู้ซื้อรถคือ 937,125 บาท ซึ่งผมผ่อน 60 เดือน หรือ 5 ปี เท่ากับผมต้องผ่อนเดือนละ 15,619 บาท ดอกเบี้ยเฉลี่ยเดือนละ 3,119 บาท ผ่านไป 2 ปี ที่เธอมาหายจาก.....ว้าย ไม่ใช่เพลงพี่ปู ! 2 ปีผ่านไป ไวเหมือนโกหก...ยังไม่หยุดอีกนะ ! นั่นแหล่ะ...ครบ 2 ปี หรือ 24 เดือน ผมผ่อนรวมทั้งสิ้น 374,850 บาท ทีนี้ผมก็ไปหาข้อมูลพวกสินเชื่อรถแลกเงินทั้งหลาย พบว่ามีข้อเสนอมากมายหลายหลาก ที่สำคัญดอกเบี้ยถูกกว่าเดิม ตามภาวะปัจจุบัน โดยดอกเบี้ยคงที่จะอยู่ที่เฉลี่ยเพียง 3% ต้น ๆ ต่อปี หรือดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกอยู่ที่เฉลี่ย 9-12% ต่อปี (ถูกกว่าสินเชื่อบุคคล) ขณะที่บางที่ปล่อยกู้สูงสุดถึง 120% ของราคาประเมินรถ ผ่อนนานสูงสุด 72 เดือน ไม่ได้นำข้อมูลมาแชร์นะครับ เพราะรถแต่ละยี่ห้อ-รุ่น-ปี ผลลัพธ์จะต่างกัน แต่วิธีหาสินเชื่อเหล่านี้ไม่ยากนะครับ Google เลย พิมพ์คำว่า "รถแลกเงิน" มาเกือบทุกเจ้า โดยผู้ปล่อยกู้จะมีโปรแกรมคำนวณสินเชื่อเบื้องต้นให้ ค่อนข้างง่ายเลย เพราะแค่ระบุยี่ห้อ-รุ่น-ปี ของรถที่ใช้อยู่ ก็จะมีตัวเลขคร่าว ๆ เกี่ยวกับวงเงินที่จะได้รับ-อัตราดอกเบี้ย-ระยะผ่อนสูงสุด ผมลองเอารถผมเข้าไปคำนวณบ้าง ราคาประเมินกลางของรถรุ่นที่ผมใช้ ปัจจุบันอยู่ที่เฉลี่ย 750,000 บาท ซึ่งดูแลรถดี น่าจะกู้ได้ไม่ต่ำกว่า 80% ของราคาประเมิน เช่น หากกู้ 80% ผมจะได้เงินรวม 600,000 บาท นำเงินก้อนนี้ไปปิดหนี้กับลิสซิ่งเดิม 562,275 บาท ได้เงินส่วนต่างมาใช้ฉุกเฉินอีก 37,725 บาท แต่หากกู้ 100% จะได้เงิน 750,000 บาท ปิดหนี้ลิสซิ่งเดิม 562,275 บาท ได้เงินส่วนต่างมาใช้ฉุกเฉินถึง 187,725 บาท หรือหากกู้ได้ 120% จะได้เงิน 900,000 บาท ปิดหนี้ลิสซิ่งเดิม 562,275 บาท ได้เงินส่วนต่างมาใช้ฉุกเฉินถึง 337,725 บาท แต่อันสุดท้ายนี่หากไม่เดือดร้อนใช้เงินจริง ๆ อย่าเลยนะ มันอาจจะเป็นภาระไปมากกว่าเดิม... ส่วนเรื่องดอกเบี้ย จะขึ้นลงตามระยะเวลาที่ผ่อน อยู่ที่เป้าหมายของคุณคืออะไร หากอยากรีไฟแนนซ์เพื่อประหยัดดอกเบี้ย ให้ผ่อนเท่ากับระยะเวลาที่เหลือกับลิสซิ่งเดิมหรือน้อยลง ซึ่งดอกเบี้ยต่ำอยู่แล้วหากผ่อนสั้น แต่ค่างวดอาจจะเพิ่มขึ้น แต่....หากอย่างเพิ่มภาพคล่อง ลดภาระค่างวดต่อเดือน ก็ให้ขยายเวลาผ่อนไปเพิ่มไป ซึ่งดอกเบี้ยจะมากขึ้นมาหน่อย อาจจะต่างจากลิสซิ่งเดิมไม่มากนัก แต่ค่างวดจะลดลง ยกตัวอย่างกรณีของผมละกัน 1. รีไฟแนนซ์เพื่อลดภาระผ่อน กู้ 80% คือ 600,000 บาท ผ่อน 5 ปี (ขยายเวลาเพิ่มอีก 2 ปี) คิดดอกเบี้ยต่ำ ๆ เลยที่ 3% ต่อปี ดอกเบี้ยใหม่จะเท่ากับ 90,000 บาท เงินต้นรวมดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 690,000 บาท ผ่อน 5 ปี เหลือเดือนละ 11,500 บาท เห็นไหมว่าค่างวดหายไป 4,119 บาท จากเดิมผ่อนเดือนละ 15,619 บาท ท่านจะได้สภาพคล่องคืนกลับมาอีกโข แต่ละเดือนภาระผ่อนไม่อึดอัดเกินไป แถมได้เงินส่วนต่างมาใช้ฉุกเฉินอีก 37,725 บาท ซึ่งหากรถท่านสภาพดีแล้วสามารถกู้ได้ 100% ก็สามารถขอกู้เต็มเพื่อให้มีเงินส่วนต่างมาใช้ฉุกเฉินมากขึ้น แต่ต้องจำเป็นใช้เงินจริง ๆ นะครับ ไม่ใช่นำมากิน เที่ยว ช้อป 2. รีไฟแนนซ์เพื่อเปลี่ยนวิธีคิดดอกเบี้ย กู้ 80% เท่าเดิมนะ 600,000 บาท (ผมไม่อยากแนะนำให้กู้มากเกิน หากไม่เดือดร้อนเรื่องเงินจริง ๆ เพราะถ้าไม่มีวินัยการใช้เงิน จากเพิ่มสภาพคล่องจะกลายเป็นเพิ่มสภาพหนี้เอาได้) ผ่อน 5 ปีไปเลย ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก สมมติว่าได้เรท 10% ต่อปี เงินต้นรวมดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 764,894 บาท ค่างวดอยู่ที่ 12,748 บาทต่อเดือน ค่างวดลดลงนะวิธีนี้ แต่ดอกเบี้ยรวมกลับเพิ่มขึ้น โดยหากผ่อนตามกำหนดจนหมดจะเสียดอกเบี้ยรวม 164,894 บาท เทียบกับวิธีคิดดอกเบี้ย 4.99% แบบคงที่ กับลิสซิ่งเดิม ดอกเบี้ยเหลือ 112,275 บาท แต่การเปลี่ยนวิธีคิดดอกเบี้ยมาเป็นแบบลดต้นลดดอก เป้าหมายคือการโปะใช่ไหม ดังนั้นหากเติมค่างวดให้ผ่อนเท่ากับลิสซิ่งเดิมคือ 15,619 บาท จะผ่อนหมดเร็วขึ้น 13 เดือน และดอกเบี้ยรวมจะลดลงเหลือ 126,187 บาท ยังมากกว่าของเดิม แต่อย่าลืม เป้าหมายการคิดดอกเบี้ยลดต้นดอก คือการโปะ ระหว่างทางหากมีโบนัส-รายได้พิเศษ ก็อัดโปะเข้าไป จะหมดไวมาก ยิ่งขยันโปะ ยิ่งลดดอกเบี้ย ลดเงินต้น ตามหลักการคิดดอกเบี้ยประเภทนี้ พอนึกภาพกันออกไหมครับ ว่าการรีไฟแนนซ์รถยนต์ สามารถเติมสภาพคล่องให้ท่านได้ และย้ำอีกรอบว่าควรรีไฟแนนซ์รถยนต์เพื่อการลดภาระผ่อน-เพิ่มสภาพคล่องฉุกเฉิน เป็นหลักนะครับ ไม่ควรคะนองไปกู้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเอามาใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เหวหนี้ หากตกลงไป ขึ้นยากมากนะครับ "เหวลึก อย่านึกว่าเหวตื้น ปากเหวลื่น อย่าคะนองไปลองผลัก ตกเหวหิน ปีนป่ายยังง่ายนัก ตกเหวหนี้ ระวัง กระอัก กระเสือก กระสน ไปจนตาย" แต่ถ้าเดือดร้อนและจำเป็นต้องใช้เงินจริง ๆ ก็สามารถกู้เต็มลิมิตได้ครับ เพียงต้องใช้เงินอย่างมีวินัย บริหารจัดการสภาพคล่องนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อนาคตจ่ายไม่ไหว ไปเจรจากับเจ้าหนี้ ไม่ต้องหนีนะครับ ^^ สมัครสินเชื่อรถแลกเงิน ไม่ต้องง้อคนค้ำ >> คลิก

  หนึ่ง ศราพงค์


  24 กรกฎาคม 2563

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม