เทคนิคการลงทุน SSF RMF กับ 9 กองทุนเด่นจาก SCBAM

ไม่รู้จะวางแผนลงทุน SSF/RMF อย่างไร ไม่รู้จะซื้อ SSF/RMF กองไหนดี วันนี้ LUMPSUM จะพาทุกคนไปหาคำตอบพร้อมกัน ว่าเราจะต้องทำอย่างไร เพื่อให้ทุกเป้าหมายการลงทุนใน SSF/RMF นอกจากจะช่วยประหยัดภาษีได้แล้ว ยังมีโอกาสประสบความสำเร็จในการลงทุนระยะยาวอีกด้วย สำหรับคนที่มีรายได้ประจำอย่างเดียว • เงินเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ไม่ต้องยื่นภาษี • เงินเดือนไม่เกิน 26,583 บาท ต้องยื่นภาษี แต่ไม่ต้องเสียภาษี เนื่องจากยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี • เงินเดือนเกิน 26,583 บาทเป็นต้นไป จะต้องยื่นภาษีและเสียภาษี นอกจากการซื้อประกัน มาตรการจากภาครัฐ เช่น ช้อปดีมีคืน เป็นต้น เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีแล้ว การลงทุนในกองทุนรวม SSF/RMF ก็สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน กองทุนรวม SSF/RMF เป็นกองทุนรวมที่มีผลประโยชน์ทางอ้อม คือ “สิทธิลดหย่อนภาษี” ซึ่งเป็นผลประโยชน์เพิ่มเติมที่ต่างออกไปจากกองทุนรวมทั่วไป แม้จะได้สิทธิลดหย่อนภาษีที่เป็นผลประโยชน์เพิ่มเติม แต่ก็ต้องแลกมาด้วยเงื่อนไขบางอย่าง โดยเฉพาะเงื่อนไขการถือครองที่ค่อนข้างนาน (อย่างน้อย 5 ปี ในการลงทุน RMF สำหรับคนอายุ 50 ปีขึ้นไป และอย่างน้อย 10 ปี ในการลงทุน SSF) สอดคล้องกับ Warren Buffett ที่ได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจไว้ว่า “ไม่มีนักลงทุนคนไหนที่สามารถเอาชนะตลาดได้ในระยะยาว” และสิ่งที่เป็นศัตรูของนักลงทุนมากที่สุดก็คือ “ค่าใช้จ่าย” และ “อารมณ์” ดังนั้น ระยะเวลาการถือครองเป็นเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับแผนการลงทุนในกองทุนรวม SSF และ RMF เพราะหากไม่วางแผนให้ดี ก็อาจเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษี แถมยังอาจขาดทุนจากการตัดสินใจลงทุนผิดจังหวะอีกด้วย การจัดพอร์กองทุน SSF/RMF จากเงื่อนไขการลงทุน SSF/RMF จะเห็นว่าต้องถือครองอย่างน้อย 5 ปี (ในการลงทุน RMF สำหรับคนอายุ 50 ปีขึ้นไป) และอย่างน้อย 10 ปี (ในการลงทุน SSF) นั่นหมายความว่าเป็นการลงทุนระยะยาว ซึ่งแทบจะไม่มีใครสามารถเอาชนะตลาดได้ อย่างไรก็ตาม การลงทุนระยะยาวถูกพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพมากพอที่จะสร้างความมั่งคั่งได้อย่างยั่งยืน เห็นได้จากงานวิจัยที่พบว่า “การจัดสรรสินทรัพย์ลงทุน” เป็นส่วนสำคัญที่มีผลต่อการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ด้วยสัดส่วนสูงถึง 91.5% ขณะที่การคัดเลือกสินทรัพย์ลงทุน และการจับจังหวะตลาด ช่วยสร้างผลตอบแทนสูงเป็นครั้งคราวในระยะสั้น แต่ในระยะยาวไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น เราสามารถประยุกต์ใช้เทคนิคการจัดพอร์ตของผู้จัดการกองทุนที่เรียกว่า Core-Satellite Portfolio โดยเน้นการลงทุนในส่วน Core Portfolio เป็นหลัก อาจจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 80-90% หรือลงทุนทั้งหมดใน Core Portfolio ก็ได้ ส่วน Core Portfolio เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว ที่แทบจะไม่มีใครสามารถเอาชนะตลาดได้ จึงควรเน้นกองทุนแบบ Passive Fund หรือ Index Fund ที่พยายามให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง (Benchmark) ให้ได้มากที่สุดแต่ถ้าใครชอบความหวือหวา เห็นโอกาสในการลงทุนในกองทุนแบบ Active Fund หรือเมกะเทรนด์ที่กำลังมาแรง เช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หุ้นกลุ่ม EV หุ้นกลุ่ม Semiconductor เป็นต้น ก็สามารถลงทุนได้เช่นกัน ในส่วน Satellite Portfolio เพียงแต่ต้องพิจารณาให้ดีว่าเทรนด์นั้นมายาวจริงหรือไม่ เพราะการลงทุนกองทุน SSF/RMF เป็นการลงทุนระยะยาว (อย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป สำหรับกองทุน RMF และอย่างน้อย 10 ปี สำหรับกองทุน SSF) 5 กองทุนเด่น SSF/RMF สำหรับ Core Portfolio ให้คุณพิชิตเป้าหมายการลงทุน กองทุน SSF : SCBS&P500-SSF และ SCBS&P500(SSFA) กองทุน RMF : SCBRMS&P500 3 กองทุนนี้ ลงทุนหุ้นใหญ่สหรัฐฯ ตามดัชนี S&P500 ดัชนีที่มีมูลค่ามากที่สุดของสหรัฐ • ดัชนีสำคัญที่สะท้อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ของโลก ครอบคลุม 80% ของมูลค่าตลาดหุ้นในสหรัฐอเมริกาทั้งหมด และมีสภาพคล่องสูง • ดัชนี S&P500 ประกอบด้วยบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ จำนวน 500 บริษัท • ตัวอย่างบริษัทที่มีชื่อเสียงทั่วโลก เช่น Apple, Amazon, Alphabet, NVIDIA และ UnitedHealth เป็นต้น • มีสัดส่วนการลงทุนที่กระจายตัวในบริษัทชั้นนำจำนวนมาก และหลากหลายอุตสาหกรรม กองทุน SSF : SCBASHARES(SSF) กองทุน RMF : SCBRMASHARES 2 กองทุนนี้ ลงทุนหุ้นจีน A-Shares ดินแดนแห่งอนาคตกับเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และพร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้นำเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก • จีนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งนักวิเคราะห์หลายแห่งเชื่อว่าจะแซงขึ้นเป็นอันดับ 1 ได้ใน 10-20 ปีข้างหน้า • คัดเลือกหลักทรัพยรายตัวที่มีศักยภาพเติบโตในระยะยาว สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจจีนในอนาคต • มีพอร์ตการลงทุนแบบ High conviction ที่เป็น best idea 40 – 70 บริษัท • สามารถสร้างผลตอบแทนเทียบกับความความเสี่ยง (risk-adjusted return) และบริหาร Drawdown ได้ดีอย่างสม่ำเสมอ • บริหารโดยทีมบริหารกองทุนที่มีประสบการณ์การลงทุนในประเทศจีนอย่างยาวนานกว่า 25 ปี พิเศษ! รับ Fund Back* สูงสุด 1,000 บาท เมื่อลงทุน SSF/RMF กับ SCBAM ตั้งแต่ 1 ก.ย. 66 – 28 ธ.ค. 66 (ยกเว้นกองทุนตราสารหนี้ และ SSF e-class) *Fund Back เป็นหน่วยลงทุน SCBSFF 4 กองทุนเด่น SSF/RMF สำหรับ Satellite Portfolio เสริมแรง แซงทุกโค้ง เพื่อพิชิตเป้าหมาย กองทุน SSF : SCBNDQ(SSF) กองทุน RMF : SCBRMNDQ 2 กองทุนนี้ ลงทุนหุ้น Big Tech สหรัฐฯ ตามดัชนี Nasdaq-100 ดัชนีมาแรงของสหรัฐที่อัดแน่นด้วยหุ้นเทคโนโลยี ที่พร้อมเติบโต • รวบรวมหุ้นที่มีนวัตกรรม และการคิดค้นสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและศักยภาพการเติบโตสูง • ประกอบด้วยบริษัทชั้นนำที่ชื่อเสียงและมีผู้ใช้งานทั่วโลก เช่น Apple, Microsoft, Amazon, Alphabet, Meta และ Tesla เป็นต้น • มีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีและเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลก สูงกว่าดัชนีหุ้นสหรัฐฯ อื่น ๆ กองทุน SSF : SCBSEMI(SSF) ลงทุนธีม Semiconductor หัวใจขับเคลื่อนโลกดิจิทัล รับการเติบโตของเทรนด์ดิจิทัล และนวัตกรรมทั่วโลก • โอกาสการลงทุนในธีมที่มีศักยภาพสูง และมีโอกาสเติบโตในระยะยาว จากคาดการณ์ความต้องการ Semiconductor โลกขยายตัวปีละ 7-10% ในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า • อุตสาหกรรม Semiconductor เป็น strategic sector ที่สำคัญ และเป็นกลุ่มหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการสนับสนุนของภาครัฐทั่วโลก • ปัจจัยบวกจากคาดการณ์การเติบโตของกำไร (Profit Growth) ของหุ้นรายตัวใน Top Holdings มีโอกาสเติบโตได้ดีในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า (ที่มา : Bloomberg as of 15 Aug 2023) • เน้นลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการผลิต Semiconductor ทั่วโลกจำนวน 25 บริษัท (Pure play) เช่น NVIDIA, BROADCOM, QUALCOM, TSMC เป็นต้น SCBEV(SSF) ลงทุนธีม ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมเติบโตระยะยาว จากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐทั่วโลก• คาดการณ์การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง จะเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจโลกในระยะยาวมากกว่า 10 ปีข้างหน้า • กระจายการลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องธีมรถยนต์ไฟฟ้า (EV theme) ที่ครบวงจรทั่วโลก เช่น บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า บริษัทผลิตแบตเตอรี่ สเตชั่นชาร์จ บริษัทเหมืองแร่ กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น • มีสัดส่วนการลงทุนในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ประมาณ 1 ใน 3 ของพอร์ต ที่เหลือกระจายการลงทุนในประเทศผู้นำตลาดรถยนต์และส่วนประกอบอื่นๆ เช่น สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น เป็นต้น • พอร์ตการลงทุนประกอบไปด้วยหุ้นประมาณ 70-80 บริษัท โดยมีหุ้นที่มีคาดการณ์การเติบโตของกำไร (Profit Growth) เติบโตได้ดีในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า เช่น TESLA, CATL, NIDEC และ BYD เป็นตัน (ที่มา : Bloomberg as of 15 Aug 2023) พิเศษ! รับ Fund Back* สูงสุด 1,000 บาท เมื่อลงทุน SSF/RMF กับ SCBAM ตั้งแต่ 1 ก.ย. 66 – 28 ธ.ค. 66 (ยกเว้นกองทุนตราสารหนี้ และ SSF e-class) *Fund Back เป็นหน่วยลงทุน SCBSFF ดูข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนรวม SSF / RMF ทั้งหมดเพิ่มเติมได้ที่นี่ กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน กรณีไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขทางภาษี จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขของกองทุน สอบถามเพิ่มเติมและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ บลจ.ไทยพาณิชย์ โทร. 02-777-7777 www.scbam.com

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  26 ตุลาคม 2566

ลงทุนกองทุน SSF/RMF อย่างไรให้ปัง?

การลงทุนในกองทุนรวม SSF และ RMF หากไม่วางแผนให้ดี ก็มีสิทธิ์เสียสิทธิประโยชน์ทางภาษี และยังอาจขาดทุน จากการตัดสินใจลงทุนผิดจังหวะอีกด้วย วันนี้ Lumpsum จึงจะพาทุกคนไปรู้จัก SSF/RMF กองทุนที่เป็นตัวช่วยในการวางแผนภาษี ลงทุน SSF/RMF อย่างไรดี? เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว ยังได้ผลตอบแทนคุ้มกับความเสี่ยง กองทุนรวมเพื่อการออม หรือ SSF ย่อมาจากคำว่า “Super Savings Fund” เป็นกองทุนน้องใหม่ที่เพิ่งเริ่มใช้เมื่อต้นปี 2563 สำหรับการลงทุนระยะยาว เป็นตัวช่วยในการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่มาแทนกองทุนรวมหุ้นระยะยาวหรือ LTF ที่หมดอายุไปเมื่อปี 2562 โดยจะลดหย่อนแบบปีต่อปี ซื้อปีไหน ก็ลดหย่อนปีนั้น ในช่วงปี 2563-2567 กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ RMF RMF ย่อมาจากคำว่า “Retirement Mutual Fund” เป็นกองทุนที่ส่งเสริมการออมเงินไว้ใช้จ่ายยามเกษียณอายุ มีลักษณะจะคล้ายกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทเอกชน และกองทุนบำเหน็จบำนาญของข้าราชการ โดยเมื่อต้นปี 63 ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ใหม่ เพื่อให้นักลงทุนได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีมากขึ้น ด้วยการปรับสัดส่วนในการลดหย่อนภาษีเพิ่ม จากเดิมที่ 15% เป็นไม่เกิน 30% ของเงินได้ และไม่เกิน 500,000 บาท และนับรวมกองทุนอื่น ๆ ในวงเงินด้วย อีกทั้งยกเลิกกำหนดจำนวนขั้นตํ่าในการลงทุนจากเดิม 5,000 บาท เป็นเท่าไรก็ได้ โดยไม่ระงับการซื้อเกิน 1 ปีติดต่อกันเช่นเดิม เราสามารถวางแผนการออมเพื่ออนาคตและลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณอายุ ควบคู่ไปกับสิทธิลดหย่อนภาษี ด้วยการลงทุนในกองทุนรวม SSF/RMF กองทุนรวม SSF/RMF เป็นกองทุนรวมที่มีผลประโยชน์ทางอ้อม คือ “สิทธิลดหย่อนภาษี” ซึ่งเป็นผลประโยชน์เพิ่มเติมที่ต่างออกไปจากกองทุนรวมทั่วไป แม้จะได้สิทธิลดหย่อนภาษีที่เป็นผลประโยชน์เพิ่มเติม แต่ก็ต้องแลกมาด้วยเงื่อนไขบางอย่าง ดังนี้ SSF ต้องถือครองนานถึง 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ซื้อกองทุน โดยห้ามขายเด็ดขาด หากขายก่อนกำหนดจะต้องคืนสิทธิลดหย่อนภาษีทั้งหมด RMF สามารถขายคืนได้ตอนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และต้องถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปีปฏิทิน หากผิดเงื่อนไขจะต้องคืนสิทธิลดหย่อนภาษีทั้งหมดเช่นกัน การจัดพอร์ตแบบ Core-satellite portfolio หากจะให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็ให้นึกถึง “ระบบสุริยจักรวาล” ที่มีดวงอาทิตย์เป็นจุดศูนย์กลาง มีดาวเคราะห์โคจรเป็นบริวาร โดย Core portfolio (ส่วนหลัก) เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่คอยสร้างและสะสมความมั่งคั่งในระยะยาว และมี Satellite portfolio (ส่วนเสริม) เป็นดาวเคราะห์โคจรอยู่รอบ ๆ คอยสร้างโอกาสทำกำไรในระยะกลาง-สั้น ดังนั้น Core-satellite portfolio เป็นกลยุทธ์การจัดพอร์ตแบบยืดหยุ่น มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว และแสวงหาโอกาสทำกำไรในระยะกลาง-สั้น จึงเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะกับการลงทุนในทุกสภาวะตลาด การจัดพอร์ตแบบ Core-satellite portfolio เป็นการแบ่งเงินลงทุนออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นการลงทุนส่วนหลัก (Core portfolio) ที่เงินลงทุนส่วนใหญ่ราว 60% – 70% จะอยู่ในส่วนนี้ เพื่อให้เงินลงทุนมีมูลค่าเพิ่มจากการลงทุนในระยะยาว กับส่วนที่สองเป็นการลงทุนส่วนเสริม (Satellite portfolio) ที่เงินลงทุนอีก 30% – 40% จะอยู่ในส่วนนี้ เพื่อโอกาสในการทำกำไรส่วนเพิ่มในระยะกลาง-สั้น จะซื้อกองทุนรวม SSF/RMF กองไหนดี? ต้องดูจากวัตถุประสงค์และระยะเวลาในการลงทุน เช่น หากมีเป้าหมายจะลงทุนประมาณ 10 ปี แน่นอนว่าตามเงื่อนไขการลงทุน หากเลือกลงทุน SSF ย่อมดีกว่าแน่นอน เพราะมีระยะเวลาที่ต้องถือครองเพียง 10 ปี (ใช้เวลาลงทุนน้อยกว่า RMF ในกรณีคนที่อายุน้อยกว่า 45 ปี) แต่ถ้าวัตถุประสงค์คือการลงทุนระยะยาวสำหรับการเกษียณ RMF ก็จะเป็นคำตอบ เนื่องจากสามารถขายคืนได้ตอนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และต้องถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปีปฏิทิน จากเงื่อนไขการลงทุน SSF/RMF จะเห็นว่าต้องถือครองอย่างน้อย 5 ปี (ในการลงทุน RMF สำหรับคนอายุ 50 ปีขึ้นไป) และอย่างน้อย 10 ปี (ในการลงทุน SSF) นั่นหมายความว่าเป็นการลงทุนระยะยาว ซึ่งแทบจะไม่มีใครสามารถเอาชนะตลาดได้ในการลงทุนระยะยาว ดังนั้น เราสามารถประยุกต์ใช้เทคนิคการจัดพอร์ตของผู้จัดการกองทุนที่เรียกว่า Core-Satellite Portfolio โดยเน้นการลงทุนในส่วน Core Portfolio เป็นหลัก อาจจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 80-90% หรือลงทุนทั้งหมดใน Core Portfolio ก็ได้ ส่วน Core Portfolio เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว ซึ่งการลงทุนระยะยาวที่แทบจะไม่มีใครสามารถเอาชนะตลาดได้ จึงควรเน้นกองทุนแบบ Passive Fund หรือ Index Fund ที่พยายามให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง (Benchmark) ให้ได้มากที่สุด แต่ถ้าใครชอบความหวือหวา เห็นโอกาสในการลงทุนในกองทุนแบบ Active Fund หรือเมกะเทรนด์ เช่นปัจจุบันที่กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มฮลธ์แคร์ ที่กำลังมาแรง เป็นต้น ก็สามารถลงทุนได้เช่นกัน ในส่วน Satellite Portfolio เพียงแต่ต้องพิจารณาให้ดีว่าเทรนด์นั้นมายาวจริงหรือไม่ เพราะการลงทุนกองทุน SSF/RMF เป็นการลงทุนระยะยาว อย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป สรุป กองทุน SSF/RMF เป็นกองทุนที่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษี (แต่แลกกับการลงทุนระยะยาว) ประยุกต์ใช้ Core-Satellite Portfolio จัดพอร์ตและเลือกกองทุน SSF/RMF ควรเน้น Index Fund เพราะเป็นการลงทุนระยะยาว พอร์ตกองทุน SSF/RMF จะได้ปัง!!

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  03 พฤศจิกายน 2564

วางแผนภาษีผิด ชีวิตเปลี่ยน

2 สิ่งในโลก ที่มนุษย์เราหนีไม่พ้น คือ ความตาย และภาษี แต่เราสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ และนี่ก็เข้าโค้งสุดท้ายของปีแล้ว หลายคนคงกำลังคิดวางแผนเรื่องนี้อยู่ใช่มั้ย? สำหรับคนที่มีรายได้สูงเกิน 1 ล้านบาทต่อปี และต้องเจ็บปวดกับการเสียภาษีเป็นเงินหลักแสนบาท content นี้อาจสามารถแก้ปัญหาให้คุณได้ ถ้าคุณมีรายได้ปีละ 1,400,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัวแบบเต็มที่ทั้งดอกเบี้ยบ้าน ลดหย่อนบุตร เลี้ยงดูบิดา/มารดา และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว คุณต้องเสียภาษีสูงถึง 148,750 บาท คุณรู้ดีว่ามีผลิตภัณฑ์กองทุนที่สามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้คือ SSF และ RMF แต่ปัญหาก็คือ SSF และ RMF มีมากมายเป็นร้อยกอง แล้วจะซื้อกองไหนดี? เงินคืนภาษีที่ได้มา 70,000 กว่าบาท (ในกรณีเคสตัวอย่างด้านบน หากซื้อ 140,000 บาท จะประหยัดภาษีประมาณ 71,000 บาท) คุณสามารถเอาไปใช้จ่ายค่าเทอมลูก หรือซื้อทัวร์เที่ยวเมืองนอก เอาไปดาวน์รถ โปะบ้าน จ่ายค่าประกัน เอาไปลงทุนสร้างผลตอบแทน ฯลฯ … มันดูเหมือนจะดี แต่... จากสถิติพบว่า ความปวดใจที่สุดของคนที่ซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีก็คือ ขาดทุนจากกองทุนมากกว่าเงินที่ได้คืนภาษีมาซะอีก จนแทบอยากจะเอาภาษีไปคืน!!! ด้วยความคิดที่ว่าการลงทุนระยะยาวให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า หลายคนจึงซื้อแล้วทิ้งไว้โดยไม่เคยปรับพอร์ต ผ่านไป 2-3 ปี พอร์ตกองทุนขาดทุนตัวแดงหลายหมื่น หรืออาจจะถึงหลักแสน หรืออีกเคสที่เจอคำถามบ่อย ๆ ก็คือ ซื้อ SSF หรือ RMF แล้วทำผิดเงื่อนไข ซื้อเกินสิทธิบ้าง ขายก่อนเวลาบ้าง ยุ่งยากต้องคำนวณภาษีใหม่อีก บางคนถึงกับยอมแพ้ ไม่เอามันแล้วเงินลดหย่อนภาษี เพราะได้ไม่คุ้มเสีย ไหนจะต้องเสียเวลาคำนวณ เลือกกอง ปรับพอร์ต ดูเงื่อนไขต่าง ๆ นานา ซึ่งไม่ใช่ความผิดของคุณเลยที่คิดแบบนี้ เพราะแต่ละคนมีความถนัดและเชี่ยวชาญต่างกัน คุณอาจเชี่ยวชาญการ “หาเงิน” แต่ไม่ถนัดการ “ลงทุน” ซึ่งที่จริงแล้วไม่ได้เป็นปัญหาเลยในยุคนี้ เพราะมีบริการที่ปรึกษาทางการเงินมากมายให้คุณได้เลือกใช้ ปัญหาก็คือ ... ถ้าเป็นบริการของสถาบันการเงินอื่นอาจต้องมีเงินลงทุน 1 ล้านบาทขึ้นไป และยังมีข้อจำกัดต้องลงทุนเฉพาะผลิตภัณฑ์ของแบงก์นั้น ทำให้อาจพลาดโอกาสลงทุนในกองทุนอื่น ๆ ที่ทำผลตอบแทนดีกว่า ล่าสุดแอดมินไปเจอบริการของ FINNOMENA คือบริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัว สำหรับคนที่ต้องการผู้ช่วยมาวางแผนภาษีแบบเจาะลึกตัวต่อตัว ที่เข้ามาแก้ pain point ตรงนี้ได้พอดี เพราะเค้าให้คำแนะนำฟรี! ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาท วางแผนได้ทั้งการลดหย่อนภาษีและเป้าหมายอื่น ๆ ในชีวิต เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ภาษีคืน แต่ไม่อยากเสียเวลา หรือยุ่งยากกับการวางแผน โดยมีทีมที่ปรึกษาการลงทุนและกูรูทางการเงินกว่า 80 ท่าน พร้อมเทคโนโลยี AI ช่วยในการวิเคราะห์เชิงลึก คัดเลือกกองทุนที่ดีที่สุด จาก 22 บลจ. หากสนใจสามารถคลิกเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ https://finno.me/fpa-services-ls #FINNOMENAPersonalAdvisor #FPAServicesบริการที่ปรึกษาการลงทุนมืออาชีพ #FINNOMENA คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยงและควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม ก่อนตัดสินใจลงทุน

  เก๋เก๋ ดาริน ปริญญากุล


  18 ตุลาคม 2564

ทำไมเงินประกันชีวิตจึงไม่ต้องเสียภาษีมรดก

“มรดก” คำที่ได้ยินเมื่อไหร่ก็หัวใจพองโต เพราะนั่นอาจหมายถึงความมั่งคั่งทางการเงินที่เรากำลังจะได้รับ ซึ่งทรัพย์มรดกมีมูลค่าเกินกว่า 100 ล้านบาทจะต้องเสียภาษีมรดกในอัตรา 5% หรือ 10% แต่รู้หรือไม่เงินที่ได้รับจากกรมธรรม์ประกันชีวิตเมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตเป็นมรดกที่ไม่ต้องเสียภาษี ทำไมเงินประกันชีวิตจึงไม่ต้องเสียภาษีมรดก? เงินจากกรมธรรม์ประกันชีวิตเป็นทรัพย์สินที่เกิดขึ้นในขณะหรือภายหลังผู้เอาประกันเสียชีวิต ซึ่งได้รับการยกเว้นตามมาตรา 42(13) แห่งประมวลรัษฎากร แล้วมรดกอะไรบ้างที่ต้องเสียภาษีมรดก? อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เงินฝากหรือเงินอื่นใดมีลักษณะอย่างเดียวกัน ยานพาหนะที่มีหลักฐานทางทะเบียน ทรัพย์สินทางการเงินที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Link) ต้องเสียภาษีมรดกไหม ประกันชีวิตควบการลงทุน หรือยูนิตลิงค์ เป็นประกันที่ ให้ความคุ้มครองในกรณีที่ผู้เอาประกันเสียชีวิต โดยบริษัทผู้รับประกันภัยจะจ่ายเงินให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ตามมูลค่าที่ตกลงไว้ในกรมธรรม์ ซึ่งเงินส่วนนี้ไม่ต้องเสียภาษีมรดก เพราะเป็นเงินได้ที่เกิดขึ้นในขณะหรือภายหลังผู้เอาประกันเสียชีวิต สามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมที่บริษัทผู้รับประกันภัยคัดสรรมาให้ได้ และในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต บริษัทผู้รับประกันภัยต้องขายหน่วยลงทุนแล้วนำเงินที่ขายได้มาส่งมอบให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ ซึ่งเงินส่วนนี้จะต้องเสียภาษีมรดก เพราะหน่วยลงทุนตามกรมธรรม์ (ก่อนที่จะขายเปลี่ยนเป็นเงิน) เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เอาประกันอยู่แล้ว มิใช้เป็นเงินได้ที่เกิดขึ้นหลังจากผู้เอาประกันเสียชีวิต เงินที่ได้รับจากประกันชีวิตกรณีที่ผู้เอาประกันเสียชีวิต นอกจากจะไม่ต้องเสียภาษีมรดกแล้ว กรมธรรม์ประกันชีวิตยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้อีกด้วย โดยประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา/ตลอดชีพ/สะสมทรัพย์สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท และประกันชีวิตแบบบำนาญลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท ซึ่งการที่จะทำประกันชีวิตเพื่อนำไปลดหย่อนภาษีนั้นเราจำเป็นต้องศึกษาเงื่อนไข และรายละเอียดให้ดีก่อนตัดสินใจ เพราะประกันชีวิตเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีข้อผูกผันในระยะยาว สนใจวางแผนซื้อประกันกับLumpsum นอกจากเรื่องภาษีมรดก ในช่วงปลายปีเช่นนี้ หลายๆ คนที่กำลังมองหาตัวช่วยลดหย่อนภาษีดีๆ อย่างประกันอยู่เป็นแน่ แต่เคยตั้งคำถามกันบ้างไหมว่าประกันที่คุณกำลังจะเลือกซื้อนั้นตอบโจทย์กับความจำเป็นในชีวิตได้จริงๆ หรือเปล่า เพราะบางทีคำว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีก็อาจบดบังจนทำให้เผลอหลงลืมจุดประสงค์ที่แท้จริงของการทำประกัน สามารถหาความรู้ก่อนได้ที่ จะลดหย่อนภาษี ต้องซื้อประกันชีวิตแบบไหน? ที่ตอบโจทย์ความเป็นคุณ แหล่งที่มา: https://noon.in.th/blog/

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  29 กันยายน 2564

จะลดหย่อนภาษี ต้องมีประกันชีวิตแบบไหน ถึงตอบโจทย์

ในช่วงปลายปีเช่นนี้ หลายๆ คนที่กำลังมองหาตัวช่วยลดหย่อนภาษีดีๆ อย่างประกันอยู่เป็นแน่ แต่เคยตั้งคำถามกันบ้างไหมว่าประกันที่คุณกำลังจะเลือกซื้อนั้นตอบโจทย์กับความจำเป็นในชีวิตได้จริงๆ หรือเปล่า เพราะบางทีคำว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีก็อาจบดบังจนทำให้เผลอหลงลืมจุดประสงค์ที่แท้จริงของการทำประกัน ประกันชีวิตเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ถูกออกแบบมาเพื่อบริหารและจัดการความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวคุณในอนาคต ซึ่งการบริหารความเสี่ยง ( Risk Management) เป็นรากฐานสำคัญในการวางแผนการเงินตามแนวคิดพิรามิด ( Financial Planning Pyramid) ซึ่งเป็นหลักสากลที่ทั่วโลกต่างให้การยอมรับ การเลือกซื้อประกันเพื่อเน้นใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นหลักจึงอาจทำให้คุณได้แบบประกันที่ไม่ตอบโจทย์ และไม่สามารถครอบคลุมความเสี่ยงที่มี เพราะเหตุนี้การศึกษารายละเอียด และเงื่อนไขความคุ้มครองของประกันแต่ละประเภทให้ดีเสียก่อนก็ช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้นว่าประกันประเภทไหนตอบโจทย์ความเป็นคุณได้มากที่สุด ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term Life Insurance) ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลามีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองชีวิตแบบระยะสั้น หรือในเวลาอันจำกัด เช่น 1 ปี 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี สามารถเลือกรูปแบบการชำระเบี้ยประกันได้ แถมเบี้ยประกันยังไม่สูงมากนัก แต่ประกันแบบชั่วระยะเวลานั้นจะไม่มีเงินคืนให้กับผู้เอาประกันเมื่อถืออยู่จนครบระยะสัญญาคุ้มครอง ยกเว้นในกรณีที่ผู้เอาประกันเสียชีวิตระหว่างที่ประกันยังคุ้มครองอยู่ บริษัทประกันก็จะจ่ายเงินเอาประกันให้กับผู้รับผลประโยชน์เพื่อเยียวยาใช้ความสูญเสียที่เกิดขึ้น นิยามประกัน เบี้ยเบา เน้นคุ้มครอง ไม่มีคืน เหมาะกับใคร คนที่มีงบจำกัด เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบภาระหนี้สิน หรือต้องดูแลค่าใช้จ่ายในครอบครัวทั้งหมด ประกันแบบระยะยาว (Whole life insurance) ประกันชีวิตแบบระยะยาว หรือตลอดชีพ สามารถเลือกระยะการชำระเบี้ยประกันได้ เช่น 5 ปี 10 ปี 15 ปี หรือ 20 ปี แต่จะให้ความคุ้มครองชีวิตแบบตลอดชีพ สำหรับเบี้ยประกันนั้นไม่ได้สูงมากจนจับต้องไม่ได้ หากเลือกทำแผนประกันที่มีปันผลก็จะมีเงินคืนให้ และในกรณีที่ผู้เอาประกันเสียชีวิตในขณะที่กรมธรรม์ยังคุ้มครองอยู่ทางบริษัทประกันจะจ่ายเงินเอาประกันให้กับผู้รับประโยชน์เพื่อนำไปใช้เป็นมรดก หรือนำไปใช้ชำระหนี้สินต่างๆ และหากมีความจำเป็นต้องการใช้เงิน นิยามประกัน จับต้องได้ คุ้มครองยาว มีคืนบ้าง เหมาะกับใคร คนที่มีงบสูงขึ้นมาหน่อย และต้องรับผิดชอบภาระหนี้สิน หรือต้องดูแลค่าใช้จ่ายในครอบครัวทั้งหมด ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment/Saving Insurance) ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองชีวิตควบคู่ไปกับผลตอบแทน ซึ่งสามารถเลือกระยะชำระเบี้ยประกันได้ ตั้งแต่ 3 ปี ไปจนถึง 30 ปี และถึงแม้ว่าเบี้ยของประกันประเภทนี้จะค่อนข้างสูง แต่หากถามหาความคุ้มค่า ต้องตอบเลยว่าก็คุ้มอยู่ไม่น้อย เพราะได้ทั้งการคุ้มครองและผลตอบแทน แถมที่สำคัญยังการันรันตีเงินคืน ไม่เสี่ยงเหมือนการลงทุนประเภทอื่นอีก สำหรับรูปแบบเงินคืนนั้นสามารถเลือกได้ว่าอยากให้เป็นแบบไหน มีทั้งแบบจ่ายคืนเป็นงวดๆ และเป็นจ่ายเต็มแบบก้อนเดียวจบ นิยามประกัน สูงนิด ยืดหยุ่นได้ การันตีเงินคืน เหมาะกับใคร คนที่ต้องการออมเงินแล้วได้รับการการันตีผลตอบแทนที่แน่นอนไปพร้อมกับการบริหารความเสี่ยง และมีงบมากขึ้นในการซื้อประกัน ประกันชีวิตแบบเงินได้ประจํา/แบบบํานาญ (Annuity Insurance) ประกันชีวิตแบบบำนาญจะมีความคล้ายคลึงกับประกันชีวิตแบบออมทรัพย์เป็นอย่างมาก เพราะเป็นประกันที่เน้นผลตอบแทนมากกว่าความคุ้มครอง ซึ่งประกันชีวิตแบบบำนาญจะเน้นผลตอบแทนในยามเกษียณ หรือที่เรียกันว่า “เงินบำนาญ” โดยผู้เอาประกันจะต้องชำระเบี้ยไปเรื่อยๆ จนถึงอายุเกษียณ หรือเลือกชำระเบี้ยตามระยะเวลาที่แบบประกันกำหนดก็ได้เช่นกัน โดยจะได้รับเงินคืน (เงินบำนาญ) อีกทีเมื่อตอนเกษียณ (55 60 หรือ 65 ปี) ไปจนถึงอายุ 85 หรือ 90ปี ซึ่งบริษัทประกันจะจ่ายคืนเป็นงวดๆ ในจำนวนที่เท่ากันทุกๆ ปี สำหรับการคุ้มครองชีวิตในกรณีที่ผู้เอาประกันเสียชีวิตก่อนเวลารับเงินบำนาญทางบริษัทประกันก็จะจ่ายเงินชดเชยให้ในมูลค่าที่สูงเบี้ยประกันที่ชำระไปโดยคิดเป็นเปอร์เซ็นจากทุนประกัน หรือเบี้ยที่ชำระไปแล้วทั้งหมด ในบางกรณีอาจจ่ายเป็นมูลค่าเวนคืนกรมธรรม์ แล้วแต่ว่ามูลค่าไหนจะมากที่สุด หากเสียชีวิตหลังจากเริ่มรับเงินบำนาญแล้วทางบริษัทประกันจะจ่ายชดให้ตามมูลค่าปัจจุบันของเงินบำนาญส่วนที่ยังเหลืออยู่ตามรายละเอียดความคุ้มครองของกรมธรรม์ชีวิตนั้นๆ นิยามประกัน สูงนิด ยาวหน่อย การันตีเงินคืน(บำนาญ) เหมาะกับใคร คนที่ต้องการการันตีรายได้หลังเกษียณไปพร้อมๆ กับการบริหารความเสี่ยง และมีงบที่มากขึ้นสำหรับการซื้อประกัน คนส่วนใหญ่อาจเลือกทำประกันชีวิตเพียงเพราะแค่ต้องการนำไปลดหย่อนภาษี ซึ่งสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นเพียงแค่ผลกำไรจากการรทำประกันเท่านั้นไม่อาจนำมาเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจได้ ดังนั้นการเลือกซื้อประกันให้ตอบโจทย์ความเป็นคุณ โดยอันดับแรกต้องเข้าใจรายละเอียดของประกันแต่ละประเภทให้ดี และที่สำคัญที่สุดต้องหาให้เจอว่าปัจจัยเสี่ยงของตัวคุณมีอะไรบ้าง ยกตัวอย่างเช่น นาย Lumpsum เป็นหัวหน้าครอบครัว และมีความฝันอยากให้ลูกเรียนจบจนถึงระดับปริญญาตรี แต่ก็มีงบไม่เยอะมากนักสำหรับการทำประกัน ดังนั้นประเภทประกันชีวิตที่นาย Lumpsum ควรทำจึงได้แก่ ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา หรือตลอดชีพ หลังจากรู้แล้วว่าประกันชีวิตประเภทไหนตอบโจทย์คุณที่สุด ลองเข้ามาวางแผนซื้อประกันลดหย่อนภาษีผ่าน Lumpsum ซึ่งมีระบบช่วยค้นหา และคัดกรองแบบประกันที่เหมาะสมตามหลักการแผนการเงิน และวิธีคิดคำนวณตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย รับรองได้ประกันชีวิตช่วยลดหย่อนภาษีที่ตรงใจ และตอบโจทย์อย่างแน่นอน

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  28 กันยายน 2564

ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ลดหย่อนภาษีและคุ้มครองสูง

ผมนำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง เพราะผมยังไม่เคยซื้อประกันชีวิต / สุขภาพเลย มีแต่ประกันรถยนต์ (ซึ่งต้องมีอะเนอะ) ... ก็เลยมานั่งศึกษาจริงจัง เพราะรู้สึกว่าอายุขัยล่วงเลยมาถึงวัยละ ที่ผ่านมาใช้ร่างกายเปลืองมาก (แต่ยังไม่เคยป่วยหนัก) จึงตระหนักถึงหากร่างกายมันไม่ไหวขึ้นมาล่ะ ภาระที่ต้องดูแลคนข้างหลังจะทำอย่างไร และด้วยฐานรายได้ที่เข้าเกณฑ์เสียภาษีแบบได้เรื่องได้ราว จึงต้องหาอะไรมาลดหย่อนภาษีเพิ่ม ... "ประกัน" น่าจะตอบโจทย์ที่สุด !!! อันดับแรก ไปดูก่อนว่า "ประกัน" แบบไหนได้สิทธิลดหย่อนภาษีอย่างไรบ้าง ก็พบว่ามีดังนี้... 1. เบี้ยประกันชีวิตทั่วไป/เงินฝากแบบมีประกันชีวิต : ไม่เกิน 100,000 บาท 2. เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา : ไม่เกิน 15,000 บาท 3. เบี้ยประกันสุขภาพตนเอง : ไม่เกิน 25,000 บาท ทั้ง 3 ประเภทใช้เบี้ยที่จ่ายตามจริงมาลดหย่อนภาษี และรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน 100,000 บาท ผมหาข้อมูลหลายที่มาก เพื่อเปรียบเทียบเงื่อนไขต่าง ๆ ประกับแบบไหนมีประโยชน์และความคุ้มครองอย่างไรบ้าง ก่อนอื่นเลยต้องซื้อเบี้ยประกันสุขภาพให้บิดา - มารดาก่อน เพราะได้รับความคุ้มครองโดยตรง แถมได้ลดหย่อนด้วย อันนี้ก็เลือกซื้อตามกำลัง เน้นผลประโยชน์การรักษาพยาบาลเป็นที่ตั้ง เพราะท่านอายุมากแล้ว เจ็บป่วยไข้ย่อมถามหาเป็นธรรมดา จะให้ไปโรงพยาบาลรัฐ ก็นะ... เอกชนสะดวกและบริการดีกว่า ซึ่งการมีประกันจะคุ้มค่ากว่ามาก........ ทีนี้เหลือประกันชีวิตกับประกันสุขภาพ 2 อันนี้แตกต่างกันตามชื่อเลยคือ... ประกันชีวิตจะคุ้มครองกรณีเสียชีวิต ความหมายคือผู้เอาประกันไม่ใช่คนจ่ายเบี้ย ทำไว้เพื่อคนข้างหลังโดยเฉพาะ กรณีนี้ ... เมื่อผมตาย คนที่ผมระบุให้เป็นผู้รับประโยชน์จะได้เงินส่วนนี้ (แอบเซ็งเนอะ คนจ่ายไม่ได้ใช้เงิน ฮ่า ๆ แต่ก็เพื่อคนที่ยังอยู่แหล่ะ) แต่...ประกันชีวิตมี 2 แบบ คือจ่ายเบี้ยเฉย ๆ ได้คืนเมื่อเราตาย เลือกไปเลยว่าอยากให้คุ้มครองกี่ปี จ่ายเบี้ยเท่าไหร่ จบ... กับอีกแบบ คือ ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ และประกันชีวิแบบบำนาญ อันนี้จ่ายเบี้ยทุกปี จะได้เงินคืนเมื่อครบกำหนดเวลา + ผลตอบแทน ได้รับเงินตอนเสียชีวิตเช่นกัน แถมมีเงินคืนให้ เหมือนเป็นการออมเงิน แต่สิทธิประโชน์ความคุ้มครองตอนเสียชีวิตจะได้น้อยกว่าประกันชีวิตแบบแรกนะ ซึ่งผมเลือกแบบออมทรัพย์ เพราะผมไม่แคร์ประโยชน์หลังเสียชีวิต (ไม่ได้ใช้นี่นา) แต่ผมเอาการออมเป็นที่ตั้ง ได้ทั้งออมเงิน ความคุ้มครอง และลดหย่อนภาษี 3 เด้งเลยนะนั่น ^^ ส่วนเบี้ยก็ตามกำลัง (ไม่บอกหรอก ฮี่ ๆ ) สุดท้ายคือประกันสุขภาพ แน่นอนว่าใช้สำหรับรักษาตัว เผื่อไว้เจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุต่าง ๆ อันนี้ผมจะเน้นที่ค่ารักษาพยาบาลเป็นพิเศษ เอาดี ๆ แจ่ม ๆ ครอบคลุมโรคร้ายต่าง ๆ ให้มากที่สุด (เพราะใช้ร่างกายได้น่าป่วยมาก) จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้ซื้อหรอกนะ กำลังเปรียบเทียบแต่ละบริษัทอยู่ แต่ซื้อแน่ ๆ ชัวร์ ๆ เร็ว ๆ นี้แหล่ะ... เฮ้ย !!! แล้วล่าสุด ได้คุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการเลือกประกันมา เขาแนะนำให้เป็นข้อคิดในการเลือกประกันไว้ดีมาก คือ ... 1.ให้เลือกความคุ้มครองมาก่อนสิทธิการลดหย่อนภาษีเสมอ เพราะมันคือผลประโยชน์ระยะยาวของเรา ภาษีเป็นผลประโยชน์ระยะสั้นเท่านั้น เลือกให้ชัดว่า จะเน้นอะไร คุ้มครองชีวิต-ออมเงิน-สุขภาพ 2.ซื้อให้ตรงกับความจำเป็น อย่าซื้อมั่วซั่ว 3.ผลตอบแทนให้ดูค่าเฉลี่ยรวม อันนี้มักเกิดในประกันแบบออมทรัพย์ ให้ดูที่ IRR (Internal rate of return) ว่าได้กี่เปอร์เซ็น คือเบี้ยที่จ่ายไปกับผลตอบแทนคิดเป็น IRR เท่าไหร่ อย่าไปดูแค่ว่าได้เงินคืนเท่าไหร่อย่างเดียว อันนี้คือสิ่งที่ผมศึกษามา จึงเอามาแชร์กันไว้เป็นข้อมูล ผิดถูกอย่างไรแนะนำได้นะครับ สุดท้ายคือซื้อประกันเพื่อลดหย่อนภาษีนั้นดี แต่ให้ประโยชน์ในแง่ของประกันมากกว่าสิทธิทางภาษี ไปเปรียบเทียบข้อมูลต่อละ ^^ อ้อ ... แอพลิเคชั่น Lumpsum ของเราก็มีเปรียบเทียบประกันให้ด้วยนะ ดีด้วย ผมก็ว่าจะเลือกจากแอพฯ นี้แหล่ะ .......... ////////////// หากคุณกำลังมองหาแบบประกันที่เหมาะกับตัวคุณ หรือเหมาะกับงบที่คุณมี สามารถเช็คและเปรียบเทียบประกันทั้งหมดที่นี่ คลิก หรือเช็คผ่านช่องทางแอปพลิเคชั่น Lumpsum ตามลิ้งค์ด้านล่างนี้ ระบบ iOS ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : https://apple.co/2r5V8kr ระบบ Android ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : http://bit.ly/2ExM5vR

  หนึ่ง ศราพงค์


  27 พฤศจิกายน 2563

Update รายการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2564

วางแผนลดหย่อนภาษีปีนี้กัน... จัดการภาษีปี 2562 ไปกันหมดแล้วเนอะ ? มาลุยกับภาษีปี 63 ที่จะต้องยื่นต้นปี 64 กันต่อเลย (รอบมันดูกระชั้นชิด...เพราะเขายืดของปี 62 มาเป็น 31 ส.ค.63) มีอัปเดทหลายรายการนะ ดูให้ละเอียด เช่น ประกันสังคมเหลือ 5,850 บาท ลดลงจากเดิม 9,000 บาท เพราะมีการปรับลดอัตราการหักเงินถึง 2 รอบ ช่วง เดือน มี.ค. - พ.ค. หัก 1% และ เดือน ก.ย. - พ.ย. หัก 2% เพื่อลดภาระช่วงโควิด-19 เมื่อจ่ายลดลงสิทธิก็จะลดลงนาจาาาา ส่วนกองทุน SSFX ที่ลดหย่อนเพิ่มได้ 200,000 บาท ใครซื้อทันช่วง 1 เม.ย. - 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา ก็แจ๋วเลย แต่ใครที่ไม่ได้ซื้อ ก็ไม่มีให้ซื้อแล้วน้า เหลือแต่กองทุน SSF แบบธรรมดา ที่ออกมาแทนกองทุน LTF ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปีนี้มี "ช้อปดีมีคืน" ลดหย่อนได้ 30,000 บาท และอาจจะมีอื่น ๆ ตามมา ต้องติดตาม... สำหรับ "ช้อปดีมีคืน" ซื้ออะไรได้บ้าง ? รอติดตามโดยละเอียดที่เพจ Lumpsum เร็ว ๆ นี้ ป่ะ ๆ รีบวางแผนภาษีกันแต่เนิ่น ๆ นะ ใช้สิทธิให้คุ้ม เพราะเงินเราหามาทั้งน้านนนน ช่วงนี้ฝนตกบ่อย รักษาสุขภาพกันด้วยน้าาา "อากาศชื้นนะคืนนี้ ระวังหนาวนะแบบนี้ก่อนเข้านอนเป่าผมให้ดี ฉันกลัวเธอจะไม่สบาย"รักนะทุกท่าน ^^ ค่าลดหย่อนส่วนตัว - ค่าลดหย่อยครอบครัว ค่าลดหย่อนประกัน - ค่าลดหย่อนการลงทุน ค่าลดหย่อยอสังหาริมทรัพย์ ค่าลดหย่อนเพื่อบริจาค ค่าลดหย่อนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐฯ

  หนึ่ง ศราพงค์


  16 ตุลาคม 2563

ประกันชีวิตลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่ แบบไหนใช้ได้บ้าง

งวดเข้ามาแล้วสำหรับเทศกาลยื่นภาษีเงินได้ประจำปี ที่จะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ เดือนมกราคม-มีนาคมของปีถัดไป ซึ่งรายการลดหย่อนภาษีมีมากมาย แถมบางปีก็จะมีพิเศษเพิ่มเติมที่รัฐบาลเขาจัดให้ แต่สำหรับบทความนี้ ดิฉันจะพูดถึงเฉพาะ “ประกันชีวิต” เราจะมาทำความเข้าใจกันว่า ประกันชีวิตแบบไหนบ้างที่ใช้ลดหย่อนภาษี และเราใช้เบี้ยประกันชีวิตลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่ แต่ก่อนอื่นเลยอยากจะชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของประกันชีวิตว่ามีด้วยกันในหลายมิติ ส่วนการลดหย่อนภาษี อยากให้มองว่าเป็นแค่ผลพลอยได้ในทางอ้อมน่าจะเหมาะกว่า ประโยชน์ของประกันชีวิต คุ้มครองอนาคต วินัยการออม มั่งคั่ง • สร้างความมั่นคงการซื้อประกันชีวิตเปรียบเทียบได้กับการซื้ออะไหล่สำรองไว้ใช้ ในยามที่เกิดสถานการณ์ไม่คาดคิด เช่น อุบัติเหตุ อันอาจทำให้ไม่สามารถทำงานได้เหมือนเคย เราจะได้เงินทดแทนไว้ใช้เลี้ยงชีพในกรณีทุพพลภาพ ในทางกลับกันถ้าไม่ได้ซื้อประกันชีวิตไว้ ลองคิดดูว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นตามมาบ้างกับตัวเองและคนที่อยู่เบื้องหลังที่ต้องดูแล • บรรเทาความเดือนร้อน ให้กับผู้ที่อยู่เบื้องหลังเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดจนถึงขึ้นถึงแก่ชีวิตหากเราทำประกันชีวิตไว้ อย่างน้อยก็ยังมีค่ใช้จ่ายไว้ทำศพ และมีเงินก้อนทิ้งไว้ให้คนที่อยู่ข้างหลังที่เราเคยค้ำจุนและดูแลความเป็นอยู่ตอนยังมีชีวิต ไม่ว่าจะพ่อ แม่ ญาติ ลูก หลาน ยิ่งคนคนนั้นเป็นเสาหลักของครอบครัวด้วยแล้วประกันชีวิตจึงน่าจะเป็นมรดกก้อนสุดท้าย ที่ช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายต่างๆ ไปอีกสักระยะ โดยที่ไม่ทำให้คนข้างหลังเดือดร้อน • สร้างวินัยการออมแม้ว่าการซื้อประกันชีวิตจะไม่ได้เหมือนกับการฝากเงินในธนาคาร แต่รูปแบบการออมของประกันแบบสะสมทรัพย์ก็ช่วยฝึกวินัยการออมให้คุณได้ควบคู่กับการคุ้มครองชีวิต ดังนั้น ใครที่อยากจะเริ่มต้นออมแต่ยังขาดวินัย เก็บเงินไปแล้วก็อดที่จะถอนออกมาใช้ไม่ได้นี่อาจจะเป็นอีกทางเลือกได้ เนื่องจากเมื่อซื้อประกันแล้ว ก็คล้ายๆ กับบังคับตัวเองไปในตัวให้เก็บออมเพราะเราต้องจ่ายเบี้ยประกันอย่างสม่ำเสมอตามกำหนดของกรมธรรม์นั่นเอง • เป็นแหล่งเงินกู้ยามฉุกเฉินหลายท่านอาจไม่เคยทราบมาก่อนหรือเคยได้ยินแต่ไม่แน่ใจว่าเราสามารถกู้เงินจากกรมธรรม์ประกันชีวิตของตัวเองได้ด้วยหรือ ข่าวดีคือ สามารถกู้ได้ ดังนั้น หากเมื่อใดขัดสนเงินทองแทนที่จะไปใช้บริการสินเชื่อส่วนบุคคล กดเงินสดจากบัตรเครดิต หรือไปรบกวนหยิบยืมจากญาติๆ ลองติดต่อไปที่บริษัทประกันชีวิตเพื่อขอกู้เงิน เค้าเรียกว่าเป็น บริการเงินกู้ตามกรมธรรม์ ส่วนตัวผู้เขียนยังไม่เคยกู้ แต่ว่าเท่าที่อ่านและค้นข้อมูลมาพบว่าดอกเบี้ยจะต่ำกว่าการกู้แบบปกติทั่วไปอยู่มากโข เพราะมันคือการกู้เงินของเราเองที่สะสมไว้จากการจ่ายค่าเบี้ยประกันในแต่ละปี ยังไงหากสนใจก็ลองสอบถามจากบริษัทประกันที่เราเป็นลูกค้าอยู่ ว่าเขามีหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขในการกู้อย่างไรค่ะ • ประกันชีวิต ลดหย่อนภาษีได้ไม่เพียงแค่การซื้อกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF),กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) เท่านั้น ที่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ยังรวมถึง “ประกันชีวิต” ด้วยเพราะรัฐบาลอยากให้คนไทยสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในบั้นปลายชีวิต หรือมีความมั่นคงในระดับหนึ่ง ไม่เป็นภาระของสังคม ซึ่งในการซื้อประกันชีวิต แน่นอนเราก็ต้องจ่ายค่าเบี้ยทุกๆ ปี ไม่ต่างอะไรกับการออมเงินเพื่อซื้อประกันความเสี่ยงในอนาคต ยามที่ไม่สามารถทำงานได้ เราจะยังมีเงินชดเชย หรืออื่นๆ ที่จะบรรเทาทุกข์ได้ รัฐบาลจึงสร้างแรงจูงใจด้านภาษีเพื่อให้คนไทยหันมาสนใจการทำประกันชีวิตมากขึ้น ดังนั้น ประกันชีวิตที่เราซื้อไว้และจ่ายเบี้ยในแต่ละปีอย่าลืมใช้สิทธิ์นำเบี้ยมาเป็นค่าลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของปีนั้นๆ ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาทสำหรับประกันชีวิตแบบทั่วไป และ 200,000 บาทสำหรับประกันชีวิตแบบบำนาญ สรุป ประกันชีวิตแบบไหน ใช้ลดหย่อนภาษีได้บ้าง? อย่างที่ได้เล่าไปข้างต้นว่า ประโยชน์ของ ประกันชีวิตลดหย่อนภาษีได้ด้วย ถามว่าประกันชีวิตมีตั้งหลายแบบ แล้วแบบไหนล่ะที่ใช้ลดหย่อนได้ คำตอบคือ 1.ประกันชีวิตแบบทั่วไป และ 2. ประกันชีวิตแบบบำนาญ 1.ประกันชีวิตแบบทั่วไป เราสามารถนำ เบี้ยประกันชีวิตที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาทไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ โดยกรมธรรม์จะต้องมีระยะเวลา คุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป, ต้องทำกับบริษัทประกันชีวิตที่อยู่ในไทย และหากกรมธรรม์นั้นมีการจ่ายเงินคืนในทุกปีจะต้องได้คืนไม่เกิน 20% ของเบี้ยรายปี หรือหากจ่ายเงินคืนตามช่วงระยะเวลาเงินที่ได้คืน เช่น 3 ปี 5 ปี จะต้องไม่เกิน 20% ของเบี้ยสะสมของแต่ละช่วงเวลา หน้าตาของประกันชีวิตแบบทั่วไป จะแบ่งเป็น 4 แบบย่อยๆ ดังนี้ (1) ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ : ให้ความคุ้มครองตลอดชีพ ถ้าผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตขณะที่กรมธรรม์มีผลบังคับ บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์ (2) ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา : บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตในระยะเวลาประกันภัย (3) ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ : บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินเอาประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยเมื่อมีชีวิตอยู่ครบกำหนดสัญญาหรือจ่ายให้แก่ผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตลงภายในระยะเวลาประกันภัย (4) ประกันชีวิตควบการลงทุน : เป็นการประกันชีวิตที่ให้ทั้งความคุ้มครองชีวิตและการลงทุนในกองทุนรวม ซึ่งไม่มีการรับประกันมูลค่ากรมธรรม์ เนื่องจากมูลค่ากรมธรรม์ขึ้นอยู่กับมูลค่าหน่วยลงทุน โดยอาจสูงขึ้นหรือต่ำลงตามผลประกอบการของกองทุนรวม นอกจากนี้ หากเรามีการทำ “ประกันสุขภาพ” เงินที่เราจ่ายค่าเบี้ย “ประกันสุขภาพ” ของตัวเอง ยังสามารถนำมาลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตกับเงินฝากแบบมีประกันชีวิต แล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท นอกจากประกันชีวิตของเราเองแล้ว "ประกันชีวิตของคู่สมรส" (ที่ไม่มีเงินได้) ก็สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ต้องไม่เกิน 10,000 บาท แต่จะต้องเป็นคู่สมรสของเราตลอดทั้งปีภาษี ไม่ใช่เพิ่งมาแต่งงานกันในระหว่างปีภาษี 2.ประกันชีวิตแบบบำนาญ เรียกอีกชื่อว่าแบบเงินได้ประจำ บริษัทประกันจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งเท่ากันอย่างสม่ำเสมอให้แก่ผู้เอาประกันภัยทุกเดือนนับแต่วันเกษียณอายุหรือครบ 55 หรือ 60 ปีเป็นต้นไป เบี้ยประกันแบบำนาญ นำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมิน หรือสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท มากกว่าประกันชีวิตแบบทั่วไป เพราะเป็นการออมเพื่อการเกษียณอย่างแท้จริง พูดง่ายๆ ก็คือ แก่มาแล้วมีเงินบำนาญใช้รายเดือนไปเรื่อยๆ แต่ทั้งนี้ เมื่อนำเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ไปรวมกับวงของการลงทุนเพื่อการเกษียณ ทั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF),กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.), กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน ,กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)และตัวใหม่ล่าสุดกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) จะต้องไม่เกิน 500,000 บาท เงื่อนไขที่ต้องพิจารณาก่อนใช้สิทธิ์ คือกรมธรรม์นั้นจะต้องมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ต้องทำกับบริษัทประกันชีวิตในไทย ต้องจ่ายผลประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ กำหนดช่วงอายุการจ่ายเงินเมื่อมีอายุ 55-85 ปีหรือมากกว่านั้น และจะต้องจ่ายเบี้ยครบก่อนได้รับผลประโยชน์ *สรุปแล้ว ประกันชีวิตลดหย่อนภาษี ได้สูงสุดถึง 300,000 บาท แบ่งเป็นประกันแบบทั่วไป 100,000 บาท และแบบบำนาญ 200,000 บาท แต่ส่วนตัวเชื่อว่ามนุษย์เงินเดือนทั่วไปน่าจะใช้สิทธิ์แบบบำนาญกันน้อย เพราะคนยังไม่นิยมซื้อประกันแบบบำนาญสักเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับประกันชีวิตแบบทั่วไป ตารางสรุปแบบประกันชีวิตและสิทธิลดหย่อนภาษี นอกจาก ประกันชีวิตลดหย่อนภาษี ที่ได้กล่าวไปแล้ว “เบี้ยประกันสุขภาพ ที่ทำให้พ่อแม่” ก็นำมาลดหย่อนภาษีได้ด้วยนะคะ มีด้วยกัน 2 แบบ 1. ประกันสุขภาพของพ่อแม่เรา ลดหย่อนได้สูงสุดรวมกันไม่เกิน 15,000 บาทต่อปี (พ่อแม่ต้องมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 30,000 บาท) 2. ประกันสุขภาพของพ่อแม่คู่สมรส (คู่สมรสเราไม่มีรายได้) นำเบี้ยไปลดหย่อนได้สูงสุดรวมกันไม่เกิน 15,000 บาทต่อปีเช่นกัน “ประกันชีวิต” เป็นเครื่องมือหนึ่ง ในการวางแผนการเงิน ซื้ออย่างมีสติ! อย่าลืมว่า “ประกันชีวิต” เป็นเพียง “เครื่องมือหนึ่ง” ที่ใช้ในการวางแผนการเงิน ดังนั้น จึงต้องจัดสัดส่วนที่พอดีกับความต้องการ ซึ่งแต่ละคนก็จะมีไลฟ์สไตล์ที่ต่างกัน และนั่นคือเหตุผลในการเลือกซื้อประกันในแบบที่เหมาะสมกับตนเอง "เพื่อที่ว่าเราจะได้ไม่ต้องจ่ายเบี้ยมากเสียจนเกินกำลัง จนในที่สุดต้องยอมทิ้งไปกลางทางเพราะมันกลายเป็นภาระ หรือไม่ก็จ่ายน้อยเกินไปเสียจนไม่คุ้มความเสี่ยง และทำให้ต้องมาลำบากในยามฉุกเฉินของชีวิต" ฝากถึงมนุษย์เงินเดือนผู้มั่งคั่งทุกท่าน..ไม่ดีหรอก “เกรงใจ” ไม่เอานะ “เกรงใจ” และท้ายนี้ ดิฉันขอฝากข้อคิดไว้สำหรับท่านผู้อ่านที่ทำงานประจำอยู่แล้วว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่ท่านมีรายรับเข้ามาสม่ำเสมอทุกเดือน มันน่าจะเอื้อต่อการวางแผนทางการเงินได้ไม่ยาก หากว่าท่านมุ่งมั่นที่จะบริหารเงินทองของตัวเองจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินเก็บ เงินลงทุน เงินฉุกเฉิน เงินซื้อประกัน หรืออื่นๆ เพราะส่วนตัวดิฉันเองมีอยู่ช่วงหนึ่งของชีวิตซึ่งไม่ได้ทำอาชีพเป็นพนักงานประจำ ไม่ได้มีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ ตอนนั้นได้เคยมีโอกาสได้ซื้อประกันชีวิต (ที่เกินกำลัง) ส่วนหนึ่งเพราะเกรงใจเพื่อน และอยากช่วยเพื่อน คาดการณ์เพียงแค่ว่า “เราน่าจะจ่ายไหวน่ะ” และก็ไม่คิดไปถึงว่าจะได้ลดหย่อนภาษีหรืออะไร แต่สุดท้ายแล้ว “เราจ่ายไม่ไหว” เพราะรายได้มันขึ้นๆ ลงๆ ไม่แน่นอน จึงตัดสินใจยอมทิ้งไปกลางทาง “ตอนนั้นทั้งเสียดายและเสียใจ…แต่จากนั้นมา ดิฉันจึงบอกกับตัวเองว่าอย่าทำอะไรที่เกินกำลัง อย่ามัวแต่เกรงใจเพื่อน เอาที่เหมาะสมและพอดีกับฐานะตนจะดีกว่า” ////////////////// หากคุณกำลังมองหาแบบประกันที่เหมาะกับตัวคุณ หรือเหมาะกับงบที่คุณมี สามารถเช็คและเปรียบเทียบประกันทั้งหมดที่นี่ คลิก หรือเช็คผ่านช่องทางแอปพลิเคชั่น Lumpsum ตามลิ้งค์ด้านล่างนี้ ระบบ iOS ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : https://apple.co/2S8n6r8 ระบบ Android ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : http://bit.ly/2MbwPcb ------------------------------------ขอบคุณข้อมูลจาก : -https://bit.ly/2rg1ga7-https://www.finnomena.com/yournicefriend/insurance-tax/-https://www.rd.go.th/publish/60058.0.html-https://www.posttoday.com/finance-stock/money/494276-http://www.oic.or.th/th/node/7482

  ชัชชญา ฮาเกิน


  12 ธันวาคม 2562

รายการลดหย่อนภาษีที่มนุษย์เงินเดือนอาจยังไม่รู้

ทุกคนที่มีรายได้ต้องมีหน้าที่เสียภาษี โดยเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย โดยอัตราการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่กรมสรรพากรเรียกเก็บ มีรายละเอียดดังนี้ *** เงินได้สุทธิ คำนวณอย่างไร ? เงินได้สุทธิ คือ เงินเดือนทั้งปี + เงินโบนัส - ค่าใช้จ่ายส่วนตัว (50% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 100,00 บาท) - สิทธิลดหย่อนผู้มีเงินได้ (60,000 บาท) เช่น "ไมเคิล" เงินเดือน 30,000 บาท โบนัส 100,000 บาท เท่ากับ 360,000 + 100,000 = 460,000 บาท เมื่อหักลบกับค่าใช้จ่ายส่วนตัวและสิทธิลดหย่อนผู้มีเงินได้เท่ากับ 460,000-100,000-60,000 = 300,000 บาท นั่นคือเงินได้สุทธิ ดังนั้นในกรณีนี้ "ไมเคิล" จะมีเงินได้สุทธิ 300,000 บาท เสียภาษี 5% หรือ 7,500 บาท ขณะที่ "โรเบิร์ต" เงินเดือน 30,000 บาท ไม่มีโบนัส เงินได้สุทธิจะเท่ากับ 360,000 - 100,000 - 60,000 = 200,000 บาท ก็ยังเสียภาษี 5% แต่จะลดลงตามเงินได้สุทธิ กรณีนี้ "โรเบิร์ต" จะต้องเสียภาษี 2,500 บาท ด้าน "เฮนรี่" เงินเดือน 100,000 บาท โบนัส 300,000 บาท เงินได้สุทธิจะเท่ากับ 1,200,000 - 300,000 = 1,500,000 บาท ลบค่าใช้จ่ายส่วนตัวและสิทธิลดหย่อนผู้มีเงินได้เท่ากับ 1,500,000 - 100,000 - 60,000 = 1,340,000 บาท เป็นเงินได้สุทธิ คำนวณตามฐานภาษีที่ 25% เท่ากับ "เฮนรี่" จะเสียภาษี 200,000 บาท ตัวอย่างข้างต้นคำนวณโดยยังไม่ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอื่น ๆ เลย มีเพียงสิทธิลดหย่อนผู้มีเงินได้ 60,000 บาท ซึ่งมักจะถูกคำนวณโดยอัตโนมัติรวมกับค่าใช้จ่ายส่วนตัวอยู่แล้ว ดังนั้นหากใช้สิทธิลดหย่อนอื่น ๆ ประกอบด้วย สุดท้ายแล้วเราอาจจะไม่ต้องเสียภาษีเลยก็ได้ *** รายการลดหย่อนภาษีมีอะไรบ้าง ทีนี้มาดูกันว่าเราจะใช้สิทธิอะไรได้บ้างมาลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม ซึ่งมีสิทธิลดหย่อนภาษีมี 3 ประเภท 1. สิทธิลดหย่อนขั้นพื้นฐานของชีวิต สิทธิลดหย่อนผู้มีเงินได้ 60,000 บาท คู่สมรสที่ไม่มีรายได้ 60,000 บาท บุตร (ต่อคน) 30,000 บาท ค่าฝากครรภ์-ค่าคลอดบุตร 60,000 บาท อุปการะบิดา-มารดา อายุ 60 ปีขึ้นไป (ต่อคน) 30,000 บาท อุปการะผู้พิการ-ทุพพลภาพ (ต่อคน) 60,000 บาท (ต้องเป็นผู้ที่ดูแลคนพิการตามกฎหมาย) ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย 100,000 บาท 2. สิทธิลดหย่อนจากเงินออม-การลงทุน ประกันสังคม 9,000 บาท เบี้ยประกันชีวิต 100,000 บาท เบี้ยประกันชีวิตคู่สมรส (ไม่มีรายได้) 10,000 บาท (มีรายได้) 100,000 บาท เบี้ยประกันสุขภาพบิดา-มารดา 15,000 บาท กองทุน LTF ไม่เกิน 15% ของเงินได้และไม่เกิน 500,000 บาท กองทุน RMF ไม่เกิน 15% ของเงินได้และไม่เกิน 500,000 บาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ-กองทุนบำเน็จบำนาญข้าราชการ จ่ายตามจริงไม่เกิน 500,000 บาท เบี้ยประกันบำนาญ 15% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 200,000 บาท 3. สิทธิลดหย่อนเพื่อการบริจาคหรือการศึกษา เงินบริจาคไม่เกิน 10% ของเงินได้คงเหลือจากการลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว เงินสนับสนุนการศึกษาลดได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินเงินได้คงเหลือจากการลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว *** คำนวณภาษีอย่างไร 1. นำรายได้ทั้งหมด - ค่าใช้จ่ายส่วนตัว - รายการลดหย่อน ยอดที่เหลือถึงจะเอาไปคำนวณภาษีตามฐาน เช่น "มิเกล" รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายส่วนตัว เหลือ 500,000 บาท มีสิทธิลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท คู่สมรส 60,000 บาท ประกันสังคม 9,000 บาท เลี้ยงดูมารดา 30,000 บาท ซื้อ LTF ไป 60,000 บาท จะได้สิทธิลดหย่อนรวม 60,000+60,000+9,000+30,000+60,000 = 219,000 บาท นำไปลบกับรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายส่วนตัวเท่ากับ 500,000 - 219,000 = 281,000 บาท เป็นเงินได้สุทธิ 2. นำเงินได้สุทธิ 281,000 บาท เทียบอัตราภาษีจะเท่ากับ 5% แต่ตามการจัดเก็บภาษีแบบขั้นบันได 150,000 บาทแรกจะไม่เสียภาษี เท่ากับ 281,000-150,000 เหลือยอด 131,000 บาท นำส่วนดังกล่าวไปคำนวณจะคิดเป็นเงินภาษีที่ต้องจ่าย 7,050 บาท ด้าน "โรเจอร์" มีเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายส่วนตัวเหลือ 700,000 บาท มีสิทธิลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท คู่สมรส 60,000 บาท ประกันสังคม 9,000 บาท เลี้ยงดูบิดา-มารดา 60,000 บาท เบี้ยประกันชีวิต 40,000 บาท จะได้สิทธิลดหย่อนภาษีรวม 60,000+60,000+9,000+60,000+40,000 = 229,000 บาท นำไปลบกับรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายส่วนตัวเท่ากับ 700,000 - 229,000 = 471,000 บาท เป็นเงินได้สุทธิ จากนั้นนำเงินได้สุทธิ 471,000 เทียบอัตราภาษี เท่ากับ 10% แต่ตามการจัดเก็บภาษีแบบขั้นบันไดจะมีวิธีการคำนวณดังนี้ 150,000 บาทแรกจะไม่เสียภาษี เท่ากับ 471,000-150,000 บาท เหลือยอด 321,000 บาท ต่อไปต้องเสียภาษีขั้นที่ 5% ซึ่งจำนวนเงินของฐานนี้เท่ากับ 7,500 บาท เหลือเงินที่ต้องนำไปคำนวณต่อ 321,000-150,000 = 171000 บาท นำที่เหลือ 171,000 บาทมาคำนวณที่ฐานภาษี 10% เท่ากับ 17,100 บาท หลังจากนั้นนำเงินภาษีแต่ละขั้นมารวมกัน 7,500+17,100 บาท เท่ากับเหลือเสียภาษีรวม 24,600 บาท นี่เป็นแนวทางในการบริหารจัดการภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือนฉบับเรียนรู้ด้วยตัวเอง เชื่อว่าคงพอจะช่วยให้เข้าใจการคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายแต่ละปีและช่องทางในการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี หรือถ้าอยากได้ผู้ช่วยแจ๋ว ๆ ลองแอปพลิเคชัน "Lumpsum" ของ อีไฟแนนซ์ไทย ซึ่งมีบริการครบเครื่องด้านการวางแผนการเงินและการลงทุน ดาวน์โหลดติดตั้งแอปฯ Lumpsum ได้แล้วที่นี่iOS Android

  หนึ่ง ศราพงค์


  07 พฤศจิกายน 2562

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม