ผ่อนบ้านยังไง เลี่ยงปัญหา แถมมีเงินเก็บเพิ่ม

บ้านหลายหลังกำลังเสี่ยงจะถูกยึด หลายคนกำลังเกิดปัญหาผ่อนไม่ไหว… ผมนึกถึงหนึ่งความเชื่อที่เราหลายๆคน ถูกปลูกฝังกันมากันตั้งแต่เด็กๆ “ไม่มีหนี้ดีที่สุด” ซึ่งมันก็ดูเป็นความจริงที่ เมื่อคุณไม่มีภาระ มันก็ง่ายต่อการใช้ชีวิต แต่ก็ต้องยอมรับว่า เราคงเอาคำนี้ไปตัดสินทุกคนไม่ได้ เพราะเราต่างมีเป้าหมาย มีความจำเป็นของแต่ละคนก็ต่างกัน และแน่นอนว่า หนึ่งเป้าหมายลำดับต้นๆของหลายคน ก็ยังคงเป็นเรื่องบ้าน จะให้เก็บเงินซื้อสด เพื่อหวังว่าจะไม่เป็นหนี้ ก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย หรือจะอยากจะทำจริงๆ หลายคนก็คงเก็บกันจนเกือบเกษียณถึงจะได้สักหลัง เมื่อถึงจุดนี้ ก็คงเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องใช้สินเชื่อ แต่จะให้ผ่อนๆ ไปเรื่อยๆ ยาวๆ 20-30 ปี พอมาคำนวณดูแล้ว แทบจะได้บ้านอีกหนึ่งหลังหรือสำหรับคนเลือกผ่อนต่ำ ดอกเบี้ยจ่ายอาจจะแทบได้บ้านเพิ่มเกินหนึ่งหลังเลยด้วยซ้ำ ประกอบกับด้วยความเชื่อ “ไม่มีหนี้ดีที่สุด” ทั้งหมดนี้เลยส่งต่อวิธีคิดและนำไปสู่วิธีการจัดการที่ทำให้หลายๆคนเกิดปัญหาเรื่องเงินตามมา แต่เมื่อเลี่ยงไม่ได้ เมื่อมีความจำเป็น มีความฝันที่อยากมีบ้านสักหลัง เราจะสามารถทำยังไงได้บ้าง เพื่อให้สามารถผ่อนไหว ทำได้ตามแผนและก็ยังประหยัดดอกเบี้ยให้ได้เยอะที่สุด ที่สำคัญไม่เกิดปัญหาเรื่องเงินตามมา ไปหาคำตอบนี้กันดีกว่าครับ… “ประหยัดง่าย ทำได้เลย” เริ่มจากสิ่งที่เราสามารถลงมือทำได้เลยและไม่กระทบการเงินมากนัก ซึ่งมันมีผลดีต่อทั้งสภาพคล่องและการ “ประหยัดดอกเบี้ย” เรียกได้ว่า ทำน้อย ได้มาก ดอกเบี้ย 1-2% ถ้าเรามองจาก เงิน 100 บาท มันอาจจะดูไม่เยอะ แต่เมื่อมันถูกคำนวณในพื้นฐานจำนวนเงินที่มากขึ้นอย่างการซื้อบ้าน คุณจะเห็นว่ามันไม่น้อยเลยทีเดียว ที่สำคัญเราไม่ได้เสียกัน 1-2 ปี แต่เราผ่อนกันยาวๆ 20-30 ปี ซึ่งถ้าลองเอาดอกเบี้ยมารวมๆแล้ว คุณจะสามารถประหยัดเงินได้เพิ่มขึ้น และมีส่วนต่างที่จะเป็นเงินออมหรือจะเอามาโปะเพิ่มเป็นล้านเลยทีเดียว ซึ่งวิธีการจัดการกับดอกเบี้ย จะมีหลักๆด้วยกัน 2 วิธี 1.Retention หรือการขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม ซึ่งข้อดี คือการที่คุณไม่ต้องเตรียมเอกสารใหม่ให้วุ่ยวาย ไม่มีค่าดำเนินการเพิ่มเติม แต่ข้อเสีย คือ ดอกเบี้ยอาจจะไม่ได้ประหยัดลงมาก 2.Refinance หรือพูดง่ายๆ คือการขอกู้เงินกับธนาคารใหม่มาปิดหนี้ธนาคารเดิม ซึ่งแน่นอนว่าหากธนาคารใหม่ อยากได้เงินดอกเบี้ยจากวงเงินกู้ของเรา เขาก็มักจะมีโปรโมชั่นดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อมาดึงดูดให้เราไปกู้เงินกับเขานั่นเอง และนี่ก็คือข้อดี ที่จะทำให้คุณได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าดอกเบี้ยที่จ่ายอยู่เดิม แต่มันก็มีข้อเสียอยู่หน่อย เพราะการย้ายไปกู้เงินกับธนาคารใหม่ มันก็คล้ายกับการที่คุณเริ่มกู้บ้าน คือต้องเตรียมเอกสาร หลักฐานต่างๆ และก็จะมีค่าดำเนินการต่างเช่นกัน แต่ปัจจุบันหลายๆธนาคารก็ออกโปรโมชั่นพิเศษสำหรับเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ส่วนแบบไหนจะคุ้มค่ากว่ากัน ตรงนี้อาจจะต้องลองคำนวณส่วนต่างของทั้ง2แบบครับ เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น และเลือกธนาคารที่เหมาะสำหรับคุณมากขึ้น ซึ่งคุณสามารถเข้าไปปรึกษา Lumpsum ได้ที่ Refinance “อย่ากลัวหนี้ จนไม่มีสภาพคล่อง” สาเหตุสำคัญอันดับต้นๆของปัญหาหนี้ ไม่ได้เกิดจากการที่คุณเป็นหนี้ แต่เกิดจากไม่มีสภาพคล่อง อย่างช่วงที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ดอกเบี้ยนโยบายขึ้นต่อเนื่อง และแน่นอนว่าดอกเบี้ยบ้านก็กระทบเช่นกัน และมันก็เป็นเรื่องปกติที่เราไม่อยากจะต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มแบบฟรีๆ ซึ่งวิธีหนึ่งที่เราเหล่าคนผ่อนบ้านนิยมใช้กัน คือ การจ่ายเงินต่อเดือนให้เพิ่มขึ้น เพื่อให้เงินที่จ่ายเพิ่มไป ไปเข้าต้นมากขึ้นและหวังว่าเดือนถัดๆไป เราจะรับภาระจ่ายดอกเบี้ยที่ต่ำลง โดยการจ่ายเพิ่มหลักๆแล้วก็จะมี 2 วิธี 1.การทำค่างวดสูงขึ้น วิธีนี้ก็ง่าย ตัดทีเดียว ก้อนเดียว จบๆ 2.การโปะเพิ่ม วิธีนี้อาจจะวุ่นขึ้นมาหน่อย เพราะบางธนาคาร คุณอาจจะต้องจ่ายมาโปะอีกวัน บางธนาคารถ้าอยากโปะ ต้องไปจ่ายที่ธนาคาร แล้วแจ้งว่า โปะค่าบ้านเพิ่ม ไม่อย่างนั้น ยอดที่โปะเข้าไป จะไปตั้งรอตัดเดือนถัดไป ไม่ว่าคุณจะเลือกทางไหน มันเป็นทางออกที่ดีเลยครับ ในมิติเรื่องประหยัดดอกเบี้ย หากมองในเรื่องความสะดวก วิธีที่ 1 ก็ดูจะตอบโจทย์มากกว่า แต่ถ้าลึกลงในรายละเอียดและวิธีจัดการกับสภาพคล่อง เพื่อเลี่ยงปัญหาการเงินตามมา วิธีการที่ 1 อาจจะดูเสี่ยงไปสักหน่อย เพราะอะไร… เพราะการผ่อนบ้าน เราผ่อนกันยาวๆ 20 - 30 ปี และแน่นอนว่าระหว่างทางเราก็จะมีเป้าหมายหรือภาระเพิ่มเข้ามาระหว่างทางแน่นอน ดังนั้นแล้ว เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหา แต่ไปถึงปลายทางเดียวกัน ผมว่าวิธีการโปะเพิ่มน่าจะเป็นทางออกที่ดีของหลายๆคน บทความนี้น่าจะได้ไอเดียไปปรับใช้กันพอสมควรนะครับ สำหรับคนที่ผ่อนบ้านอยู่หรือมีแผนมีความฝันอยากมีบ้านสักหลัง ก็ลองเอาไปปรับใช้ให้เหมาะสำหรับแผนของตัวเองกันดูครับ เพราะสุดท้ายมันไม่ได้มีวิธีตายตัวที่ดีที่สุด แค่คุณเอาไปปรับให้เหมาะกับชีวิตคุณก็น่าจะเพียงพอแล้ว เริ่มต้นวางแผนวันนี้เพื่อสุขภาพการเงินที่ดี คลิกเลย -->https://bit.ly/3nwPHbL หรือ line: @lumpsumofficial

  เทส ธนสิทธิ์


  04 มีนาคม 2567

เริ่มเก็บเงินก้อนแรกได้ จัดการยังไงต่อดี ?

"เงินเก็บก้อนแรก” อุตส่าเก็บมาได้ หลายๆคนก็คงอยากได้ผลตอบแทนดีๆ เอาไว้ที่มันงอกเงยที่สุด ยิ่งถ้าคุณเชื่อในพลัง ผลตอบแทนต้น ก็จะยิ่งเห็นว่า พลังของมันมหาศาลแค่ไหน... แต่ถ้าผมบอกว่า.. “เงินเก็บก้อนแรก ควรใส่ไว้ในบัญชีเงินฝาก” ละ หลายคนก็คงเกิดคำถามว่า บัญชีเงินฝากผลตอบแทนน้อยนิด ยังไม่ต้องพูดถึงผลตอบแทน แม้แต่เงินเฟ้อยังแพ้เลย ทำไมผมถึงเลือกแบบนี้… วันนี้จะมาเล่าให้ฟังครับ ย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อน ผมก็เป็นคนนึงครับที่อยากได้ผลตอบแทนดีๆ อยากได้กำไรมากๆ เหมือนหลายๆคนนั่นแหละ ก็เงินแต่ละบาทเราอุตส่าห์หามาและกั้นใจที่จะไม่ใช้ มันก็ควรได้ผลตอบแทนสมน้ำสมเนื้อสิ แต่ว่าสิ่งที่เราเรียนรู้มาหรือเราพยายามทำความเข้าใจ มันมักจะเป็นด้านเดียวของผลตอบแทน คือ กำไร และแน่นอนว่าเหรียญมันก็ยังมีสองด้านเสมอ ซึ่งการลงทุนก็คงไม่ต่างกัน เมื่อเราต้องการผลตอบแทนสูง ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงที่สูง แล้วก็นั่นละ ไม่รู้ว่าด้วยความโลภของผม หรือความซวยของตัวเอง มันก็เลยนำพาให้เงินที่อุดส่าห์หามา ขาดทุน!!! และเวลานั้น อย่าว่าได้ผลตอบแทนสูงๆเลย ได้เงินต้นกลับมาก็ดีเท่าไหร่แล้ว ถึงตรงนี้… หลายคนอาจจะเกิดคำถามว่า ทำไมไม่ตัดขาดทุนตอนยังขาดทุนน้อยๆละ ? ใช่ครับ นั่นคือสิ่งที่ควรจะเป็นสำหรับการลงทุน แต่มันก็ขัดกับสัญชาตญาณมนุษย์ ว่าไหม… เราลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทน แต่จะมาขาดทุน ? ผมเชื่อว่าหลายๆคนทำได้ครับ แต่มันมีเงื่อนไขว่า คุณต้องเตรียมระบบมาดี มีจริตเป็นนักลงทุน หรือ มีความรู้มากพอ พูดง่าย แต่ทำจริงมันก็คงไม่ง่ายเท่าไหร่ สำหรับหลายๆคน รวมถึงผมด้วยในตอนนั้น และผมก็นึกถึงคำปลอบใจที่ติดตลก “ไม่ขาย ไม่ขาดทุน” ซึ่งนั่นก็จริงครับ แต่มันก็มีเงื่อนไขอยู่ ว่า มันจะใช้ได้กับสินทรัพย์การลงทุนที่พื้นฐานดี ยังมีอนาคต ที่ตลกร้ายกว่า มันทำได้ แต่ไม่ใช่สำหรับทุกๆคน “ เพราะเวลาของเราไม่เท่ากัน ” ถ้าคุณอ่านถึงตรงนี้ คงน่าจะพอเห็นภาพเรื่องตลกๆของผม หรือหลายคนก็คงกำลังยิ้มมุมปาก…ว่าเราเป็นเพื่อนกัน ซึ่งนี่ก็เลยวนมาตอบประโยคที่ผมบอกไปข้างต้นว่า “เงินเก็บก้อนแรก ควรใส่ไว้ในบัญชีเงินฝากก่อน” แล้วให้คุณตอนคำถามนี้ครับ 1.ถ้าเงินก้อนนี้ลงทุนที่เสี่ยงสูง หากขาดทุนอยู่ มีเงินใช้ในเวลาฉุกเฉินหรือเปล่า ? มันมีโอกาสที่หลายๆคน พอเริ่มเก็บเงินได้ เราก็อยากเอาเงินเก็บเกือบทั้งหมดไปเสี่ยงลงทุน เพื่อชนะเงินเฟ้อ เพื่อคาดหวังผลตอบแทน 10%-15% แต่พอมีเรื่องฉุกเฉินเข้ามา กลับต้องไปใช้สินเชื่อบุคคล 20% 2.ใช้เงินก้อนนี้เมื่อไหร่ ? เงินเก็บก้อนแรก มันมีแนวโน้มที่คุณจะใช้ไว เพราะเรามีเงินเก็บก้อนเดียว มันมีโอกาสว่ามันจะถูกใช้ไปกับเป้าหมายระยะสั้น ซึ่งมันก็ไม่ผิดนะครับ แต่ถ้าคุณรู้ว่ามันจะใช้เมื่อไหร่ คุณจะเอาเงินก้อนนี้ไปเก็บไว้ถูกที่ ถ้าบอกเงินก้อนนี้ ใช้ส่งลูกเรียน อีก 3 ปี แบบนี้ มันก็ไม่ควรเสี่ยง แต่ถ้าบอกว่าตั้งใจแล้ว แบ่งส่วนนี้เพื่อเกษียณ แบบนี้ คุณก็เสี่ยงสูงขึ้นได้ หรือ สามารถเลือกใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย หวังว่า เรื่องตลกปนน้ำตาของผม น่าจะทำให้หลายๆคนเห็นภาพมากขึ้น ใครที่ยังไม่โดน ก็ปรับแผนรับมือทัน ใครที่ยังไม่เริ่ม ก็น่าจะเห็นมุมมองอีกมุมครับ เริ่มต้นวางแผนวันนี้เพื่อสุขภาพการเงินที่ดี คลิกเลย -->https://bit.ly/3nwPHbL หรือ line: @lumpsumofficial #วางแผนการเงิน#รายได้#ออมเงิน#เก็บเงิน#การเงิน#เป้าหมายการเงิน#Lumpsum#ที่ปรึกษาทางการเงิน

  เทส ธนสิทธิ์


  20 กุมภาพันธ์ 2567

3 จุดเสี่ยง ที่อาจทำให้เงินออมหายไป

เมื่อพูดถึง “ความเสี่ยงการเงิน “ คุณนึกถึงอะไร ? เชื่อว่า หลายๆคน เมื่อได้ยินคำนี้ จะนึกถึง การเก็บเงิน ออมเงิน เงินสำรองฉุกเฉิน การลงทุน ซึ่งนั่นก็ถูกต้องครับ แต่เราหลงลืมขั้นตอนไหนอยู่รึเปล่า ที่จะทำให้เกิดรอยรั่วเล็กๆ ซึ่งอาจจะส่งผลให้เราพบปัญหาการเงิน วันนี้เราเลยอยากพาทุกคนไปเช็คกันดูครับว่า ตอนนี้ตัวคุณกำลังมี “ความเสี่ยงการเงิน “ อยู่รึเปล่า 1.เงินออมมีเท่าไหร่ ลงทุนหมด “เงินออมไม่ทำให้คุณรวย อยากรวย ต้องต่อยอดเงินออมให้งอกเงย” หลายๆคนที่เริ่มมีเงินเก็บ เงินออม คงรู้สึกแบบนี้ ซึ่งนั่นก็ไม่ผิดครับ แต่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด เพราะ สิ่งที่น่ากลัวกว่าเงินออมไม่งอกเงย คือ การไม่มีสภาพคล่องการเงิน หรือแม้แต่เงินออมหาย !!! การลงทุนแลกมาด้วยความเสี่ยง ยิ่งคาดหวังผลตอบแทนสูง ก็เสี่ยงสูง ซึ่งสิ่งที่จะพอช่วย ขจัดความเสี่ยงได้ คือ เวลา แต่หากเรานำเงินออมทั้งหมดไปลงทุน นั่นแสดงว่า เรามีเวลากับเงินก้อนนี้จำกัด หากมีเรื่องต้องใช้เงิน เราจำเป็นต้องแบกรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น ดังนั้น การแบ่งสัดส่วนเงินออมและเงินลงทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพื่อขจัดความเสี่ยงที่เงินออมคุณจะหายไป 2.ความเสี่ยงที่มองไม่เห็น “สิ่งที่ยังไม่เกิดเรามักมองไม่เห็น” การประเมินความเสี่ยงเรื่องการเงิน สิ่งที่เรามักจะนึกถึงกันเป็นลำดับแรกๆ ก็คงเป็นเรื่อง จะทำยังไงให้มีเงินพอใช้ แบ่งเงินยังไงถึงจะมีเงินเหลือ เพราะนั่นดูใกล้ตัวเราที่สุด และดูจับต้องเป็นตัวเงินได้ง่าย แต่เรามักจะหลงลืมความเสี่ยงที่ใกล้ตัว อย่างด้านสุขภาพร่างกาย ค่ารักษาพยาบาล ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่มีใครมานั่งนึกถึงว่าถ้าป่วยเป็นยังไง ต้องนอนโรงพยาบาลจะเป็นยังไง เพราะเราไม่คาดหวังให้มันเกิดขึ้น แต่นั่นอาจจะเป็นความเสี่ยงนึง ยิ่งในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากเกิดความเสี่ยงที่เราไม่คาดคิด นั่นจะเป็นแผลสำคัญที่ทำให้เกิดรอยรั่วเงินออมของเราได้ ดังนั้น การประเมินความเสี่ยงเรื่องนี้ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ เพราะ “การป้องกันควบคุมง่ายกว่าแก้ปัญหา” ซึ่งการเลือกป้องกันความเสี่ยงเดี๋ยวนี้ง่ายและทางเลือกเยอะขึ้น คุณสามารถควบคุม ได้ตั้งแต่ “ วงเงินที่คุณจ่ายเบี้ยไหว จำนวนเงินที่ครอบคลุมภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ” อยากรู้ประกันแบบไหนที่จ่ายไหว และ ใช่ สำหรับคุณ คลิก https://www.lumpsum.in.th/Service/Life_insurance 3.มีหนี้ต้องรีบจ่าย “การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ” ประโยคคลาสสิคที่น่าจะคุ้นหูทุกคนมายาวนาน ซึ่งเมื่อพูดถึงหนี้ ก็อาจจะทำให้หลายๆคนรู้สึกว่า การมีหนี้เป็นสิ่งไม่ดี มีหนี้ต้องรีบจ่าย รีบโป๊ะ รีบปิด แต่รู้หรือไม่ การรีบปิดหนี้เร็วเกินไป มีโอกาสเสี่ยงให้คุณอยู่ในวังวลแห่งหนี้ไม่รู้จบ !!! จ่ายหนี้ ปิดหนี้ไวๆ มันก็ต้องดีสิ ? นั่นก็ใช่ครับ แต่อาจจะยังไม่หมด เพราะตัวแปรที่สำคัญจริงๆไม่ใช่หนี้ แต่เป็นการบริหารจัดการหนี้ !!! ซึ่งสาเหตุนึงที่ทำให้หลายๆคนจัดการหนี้ไม่ได้และเกิดปัญหาการเงิน คือ ขาดเงินสดสภาพคล่อง แต่นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยนึกถึงกันสักเท่าไหร่ เพราะมันขัดกับแนวคิดเรื่องหนี้ของเรา ลองนึกดูครับ เวลาเราจะไปกู้อะไรซักอย่าง เช่น บ้าน รถ สิ่งที่เรามักจะคำนึงถึงสิ่งแรกคือ ดอกเบี้ย ผ่อนเร็ว ดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนนาน ดอกเบี้ยสูง ซึ่งหากเราไม่อยากเสียดอกเบี้ยเยอะ สิ่งที่เรามักจะทำกันก็คือ เลือกแบบผ่อนไว ดอกต่ำ และที่(คิดว่า)ผ่อนไหว เงินเก็บไม่มีไม่เป็นไร เร่งปิดหนี้ไวๆไว้ก่อน แต่สิ่งที่หลายคนมักหลงลืมคือ การประเมินภาระต่างๆ ความเสี่ยงที่ต้องใช้เงินฉุกเฉิน และนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่จะเกิดวังวลของหนี้ หากมีเรื่องต้องใช้เงิน เงินเก็บไม่มี ไม่พอ หากกู้หนี้ก็เจอดอกเบี้ยแสนโหด ทั้ง 3 จุดเสี่ยงที่หลายๆคนอาจลืมนึกถึงไป ก็ลองนำไปเช็คตัวเองกันดูครับว่าตอนนี้เงินเรากำลังเสี่ยงที่จะหายไปจากรอยรั่วเหล่านี้รึเปล่า บางครั้งการพิจารณาให้รอบด้านมากขึ้น จะช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายได้ไกลขึ้นและปลอดภัยมากขึ้นครับ

  เทส ธนสิทธิ์


  07 ธันวาคม 2564

"กองทุนรวม" ทำงาน & ทำเงิน อย่างไร?

...ในวันที่เพื่อนสาวอยากรู้กลไกการทำงานและทำเงินของกองทุนรวม เพื่อนสาว : นี่เธอจ๋า ชั้นอยากรู้ถึงกลไลการทำงานของกองทุนรวม ว่าทำงาน ทำเงิน สร้างผลตอบแทนให้เราที่เอาเงินไปลงทุนว่าเป็นอย่างไรอะ น้องโน่ : OK ได้ ไม่ติดอะไร กองทุนรวม (Mutual Fund) คือ การรวบรวมเงินของนักลงทุน นำมาลงทุนตามนโยบายที่กองทุนรวมนั้น ๆ กำหนดไว้ โดยมี “ผู้จัดการกองทุน” ที่เป็นมืออาชีพช่วยบริหารจัดการเงินของกองทุน กองทุนรวมมีจุดเด่นตรงที่มีเงินน้อยก็ลงทุนได้ แถมยังมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย ทั้งกองที่ลงทุนในตราสารหนี้ หุ้นในประเทศ หุ้นต่างประเทศ รวมไปถึงอสังหาริมทรัพย์ ทองคำ และสินทรัพย์อื่น ๆ ดังนั้น แต่ละกองจึงมีผลตอบแทนและความเสี่ยงที่แตกต่างกันตามประเภทสินทรัพย์ที่กองทุนไปลงทุน นักลงทุนสามารถเลือกกองทุนให้เหมาะกับวัตถุประสงค์การลงทุนและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ซึ่งจะมีการทำแบบทดสอบวัดระดับความเสี่ยงในตอนที่เปิดบัญชีซื้อขายกองทุนรวม ที่มา : setinvestnow.com เพื่อนสาว : พอฟังนิยามหรือความหมายแบบนี้ บางทีมันไม่เห็นภาพอะเธอ ยิ่งมือใหม่มาก ๆ ไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย ชั้นว่าไม่น่าจะเข้าใจอะ น้องโน่ : เอางี้ ชั้นขอเปรียบเทียบ “บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.)” เป็นธนาคาร โดยปกติ เราเอาเงินไปฝากธนาคารก็ได้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยใช่มะ เพื่อนสาว : ใช่ ๆ น้องโน่ : เงินที่ธนาคารได้จากที่เรานำไปฝาก ธนาคารก็เอาไปปล่อยกู้ต่อ ธนาคารได้ดอกเบี้ยที่เรียกว่า ดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งปกติได้มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก หักลบกันแล้วก็เป็นอัตราดอกเบี้ยสุทธิ กลายเป็นกำไรให้ธนาคาร สุดท้ายเอาไปแบ่งเป็นปันผลให้กับผู้ถือหุ้น เพื่อนสาว : โอเค เข้าใจได้ น้องโน่ : อย่างที่ชั้นบอก ถ้าเปรียบ บลจ. ให้เป็นธนาคาร เงินที่เราเอาไปลงทุนกับ บลจ. ด้วยการซื้อกองทุนรวมก็คล้ายกับเอาเงินไปฝากกับธนาคาร เมื่อรวมกันได้เยอะ ๆ ก็จะมี “ผู้จัดการกองทุนรวม” (เทียบได้กับนายแบงก์ที่เอาเงินไปปล่อยกู้) นำเงินก้อนนี้แหละไปลงทุนต่อในสินทรัพย์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ น้ำมัน อสังหาริมทรัพย์ และอื่น ๆ อีกมากมาย ตามนโยบายการลงทุนที่ประกาศไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มกองทุน พอลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนก็นำมาแบ่งตามสัดส่วนที่เราลงทุนไป แต่ถ้าขาดทุนก็ขาดทุนตามสัดส่วนเช่นกัน เพื่อนสาว : มีขาดทุนด้วยเหรอ น้องโน่ : มีซิ ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่กองทุนนั้น ๆ ไปลงทุน หรือความเก่งของผู้จัดการกองทุนรวม เพื่อนสาว : แล้ว บลจ. เขาได้อะไร น้องโน่ : บลจ. จะได้ค่าธรรมเนียมในการดำเนินการ เสมือนรับจ้างลงทุนแทนเรา ด้วยความรู้ความสามารถที่เขามี แถมมีความน่าเชื่อถือด้วย เพราะมีหน่วยงานของภาครัฐกำกับดูแลอย่างเข้มงวด คือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่มา : konpakanpai น้องโน่ : เดี๋ยวชั้นสรุปเป็นข้อ ๆ ให้เห็นภาพมากขึ้นให้ละกัน เพื่อนสาว : OK!! Number one สรุป!! 1. บลจ. ขอจัดตั้งกองทุนรวมจาก กลต. ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลด้วย 2. นักลงทุนซื้อหน่วยลงทุนจาก บลจ. ในกองทุนรวมที่ บลจ. เปิดขาย 3. บลจ. นำเงินที่ได้จากการขายกองทุนรวม ไปลงทุนต่อในสินทรัพย์ที่บอกไว้อย่างชัดเจนในนโยบายการลงทุน (บลจ. ได้ค่าธรรมเนียมจากการจัดการ) 4. หากได้กำไรหรือขาดทุน ก็นำผลตอบแทนนั้นมาแบ่งกันตามสัดส่วนที่ลงทุน

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  27 มกราคม 2564

ไอเดียเก็บเงิน 1 แสนบาท ใน 1 ปี ที่ทำได้จริง!!

...ในวันที่รุ่นน้องของเพื่อนสาวตั้งเป้าเก็บเงินแสนใน 1 ปี เพื่อนสาว : นี่เธอ รุ่นน้องที่รู้จักกันอะ นางอยากเก็บเงินแสนใน 1 ปี เลยมาถามชั้นว่าทำอย่างไรดี มีไอเดียหรือวิธีเก็บยังไงบ้าง ที่ทำได้ง่าย ทำได้จริง น้องโน่ : ชั้นมีไอเดียแนะนำให้ทำได้จริง แต่ว่าจะง่ายหรือยากนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวิธีการเป็นหลัก แต่อยู่ที่รายได้และรายจ่ายของแต่ละคนมากกว่า ว่าจะมีโอกาสทำได้จริงมั้ย เพื่อนสาว : ยังไงเหรอ น้องโน่ : ช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ก็มักจะเห็นการแชร์เทคนิคหรือไอเดียต่าง ๆ มากมาย เพื่อเริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ อย่างการเก็บออมก็เช่นกัน ล่าสุดชั้นเพิ่งไปเจอเทคนิคเก็บเงิน 7 หมื่นบาท ใน 1 ปี โดยวิธีการคือ เริ่มต้นจากวันละ 10 บาท ในวันแรก จากนั้นเพิ่มเงินเก็บเข้าไปวันละ 1 บาท ทำไปเรื่อย ๆ จบครบปี จะได้เงินเก็บทั้งหมด 70,080 บาท แต่ถ้าปรับเป็นเริ่มจาก 100 บาท จากนั้นเพิ่มเข้าไปวันละ 1 บาท เหมือนเดิม ครบ 1 ปี จะเก็บเงินได้ทั้งหมด 102,930 บาท เพื่อนสาว : เดี๋ยวก่อนเธอ ไอเดียก็ดูน่าสนุกดีนะ แต่ชั้นว่าทำได้จริงยาก วันแรก ๆ เงินที่ต้องเก็บไม่เยอะ ก็ทำได้ง่าย แต่วันท้าย ๆ จำนวนเยอะขึ้นกว่าวันแรกมาก ๆ และติดกันหลายวันต่อเนื่องด้วย ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ชั้นว่าไม่เวิร์ค จับต้องไม่ได้ น้องโน่ : ปรบมือค่า เป็นแบบที่เธอว่า ไอเดียดูน่าสนุก แต่ทำได้ยาก ถ้าเริ่มต้นจากวันแรก 10 บาท ในวันแรกของเดือนสุดท้าย จะต้องเก็บเงิน 344 บาท วันต่อไป 345 ต่อไป 346 คือต้องเก็บสามร้อยกว่าบาททุกวัน ซึ่งมันหนักหนาสาหัสมากเลยนะ ประมาณว่าสุดโต่งเกินไป ช่วงแรกก็เบามาก แต่ช่วงท้ายก็หนักเกิน เพื่อนสาว : เราควรต้องเดินทางสายกลางเนอะ น้องโน่ : ช่าย ถ้าพูดถึงสายกลาง อะไรที่เป็นตัวเลข ก็ต้องนึกถึงพวกค่าเฉลี่ยต่าง ๆ เป้าหมายเงินเก็บ 1 แสนบาท ใน 1 ปี เป้าหมายนี้มีเงื่อนไขหลัก 2 เงื่อนไข คือ เงิน 1 แสนบาท กับเวลา 1 ปี 1 ปี มี 12 เดือน นั่นคือ เงิน 1 แสนบาท แบ่งเก็บรายเดือน ต้องเก็บเดือนละ 8,333 บาท 1 ปี มี 52 สัปดาห์ นั่นคือ เงิน 1 แสนบาท แบ่งเก็บรายสัปดาห์ ต้องเก็บสัปดาห์ละ 1,923 บาท 1 ปี มี 365 วัน นั่นคือ เงิน 1 แสนบาท แบ่งเก็บรายวันต้องเก็บวันละ 274 บาท นี่คือค่าเฉลี่ยที่เป็นทางสายกลาง ถ้าจะเลือกเก็บเงินเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน ให้ได้เงินเก็บ 1 แสนบาท ใน 1 ปี ทุกคนก็ต้องทำแบบนี้ แต่ถ้าอยากจะนำค่าเฉลี่ยนี้มาประยุกต์ เพิ่มลูกเล่น ก็ทำได้เช่นกัน เช่น ถ้าเลือกจะเก็บเป็นรายสัปดาห์ ถ้าปัดเป็นตัวเลขกลม ๆ ก็จะได้ 1,900 บาท ใส่ลูกเล่นให้ดูสนุก แบ่งเป็น วันจันทร์ เก็บ 100 บาท วันอังคาร เก็บ 200 บาท วันพุธ เก็บ 200 บาท วันพฤหัสบดี เก็บ 300 บาท วันศุกร์ เก็บ 300 บาท วันเสาร์ เก็บ 400 บาท วันอาทิตย์ เก็บ 400 บาท รวม 7 วัน เป็น 1 สัปดาห์ ก็ได้ 1,900 บาท เช่นกัน 1 ปี มี 52 สัปดาห์ จะได้ 52 x 1,900 = 98,800 บาท ขาดอีก 1,200 บาท ก็เก็บเพิ่มในวันที่ 365 หรือวันสุดท้ายของปี ก็จะครบ 1 แสนบาทพอดี (52 สัปดาห์ จะเท่ากับ 364 วัน) เพื่อนสาว : ไอเดียเริ่ดอยู่นะเธอ น้องโน่ : เสริมอีกนิด ถ้าเราเก็บอย่างเดียว แบบหยอดกระปุก เงินที่เก็บได้ก็คือเงินต้นอย่างเดียว ไม่ได้งอกเงยอะไร หรืออย่างมากก็เอาเข้าบัญชีออมทรัพย์ได้ดอกเบี้ย 0.5% ต่อปี ก็แค่ 2 สลึง นิดเดียวเอง แต่ถ้าจะให้เอาไปลงทุนก็ดูจะเสี่ยงเกินไป ดังนั้น ก้าวแรกเก็บเงินแสนเอาเงินเก็บนี้ไปใส่กองทุนรวมตลาดเงินได้นะ เพราะความเสี่ยงเป็นศูนย์ ทำไมความเสี่ยงเป็นศูนย์ เธอควรตอบได้นะ เพื่อนสาว : ดีออก คิดแปป นึกออกละ เพราะกองทุนรวมตลาดเงินเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลที่ไม่มีความเสี่ยง หรือความเสี่ยงเป็นศูนย์ ใช่มะ น้องโน่ : เก่งนะ ดีออก เพื่อนสาว : นี่เธอ แต่ชั้นว่า ถึงจะเน้นสายกลาง เก็บล้อไปกับค่าเฉลี่ย ต่อวันก็หลายตังค์อยู่นะ มันจะทำได้จริงเหรอ น้องโน่ : ทำได้จริงซิ แต่ขึ้นอยู่กับกำลังของแต่ละคน กำลังที่ว่าคือรายได้ เพราะตัวเลขนี่เราไปเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว จะเก็บเงิน 1 แสน ใน 1 ปี เฉลี่ยต่อเดือนก็ต้องเก็บเดือนละ 8,333 บาท เฉลี่ยต่อสัปดาห์ก็ต้องเก็บสัปดาห์ละ 1,923 บาท หรือเฉลี่ยต่อวันก็ต้องเก็บวันละ 274 บาท เพื่อนสาว : ก็จริงของเธอ น้องโน่ : เอางี้ มาตรฐานทั่วไปเลยนะ ออมเงิน 20% ของรายได้ต่อเดือน เงินที่ต้องออม คือ 8,333 บาท เพื่อเป้าหมาย 1 แสนบาท ใน 1 ปี เท่ากับว่าควรจะมีเงินเดือนอย่างน้อย 41,665 บาท ก็จะทำได้ง่ายกว่าคนที่เงินเดือนน้อยกว่านี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่เงินเดือนน้อยกว่านี้จะทำไม่ได้ เพราะคนที่เงินเดือนน้อยกว่านี้ก็ต้องชาเลนจ์ตัวเอง เช่น เพิ่มเงินออมเป็น 30% ของรายได้ต่อเดือน คนที่มีเงินเดือนประมาณ 27,700 บาท ก็จะทำได้เช่นกัน เพื่อนสาว : แล้วคนที่เงินเดือนน้อยกว่านี้ละ น้องโน่ : ควรลดเป้าหมายลง เราไม่จำเป็นต้องตั้งเป้า 1 แสนบาทก็ได้ ทำตามกำลังของเรา อาจจะเริ่มจากครึ่งหนึ่งเหลือ 5 หมื่นบาทก่อน เป้าหมายไม่ได้สำคัญที่สุด แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือเริ่มลงมือทำหรือยัง เพื่อนสาว : สมมติลดเป้าเหลือ 5 หมื่นบาทใน 1 ปี เท่ากับว่า 1 เดือนต้องเก็บ 4,167 บาท หากอิงเงินออม 20% ของรายได้ต่อเดือน เท่ากับว่า ควรมีเงินเดือนอย่างน้อยประมาณ 20,800 บาท จริงด้วยเธอ มันอยู่ที่เราจะพลิกแพลงยังไงเนอะ เงินเดือนขั้นต่ำ = (เงินที่ต้องเก็บต่อเดือน x 100) / จำนวนเปอร์เซ็นต์ที่ต้องออมต่อเดือน นี่คือสมการที่เอาไปคำนวณดูง่าย ๆ ว่าเราควรจะมีรายได้หรือเงินเดือนเท่าไหร่ เพื่อเป้าหมายในการเก็บเงินจะมีโอกาสทำได้จริง กลับกัน เงินเดือนเท่านี้ จะสามารถออมได้เท่าไหร่ ก็มาใช้สมการนี้ เงินที่เก็บได้ต่อเดือน = (เงินเดือน x จำนวนเปอร์เซ็นต์ที่ต้องออมต่อเดือน) / 100 เช่น มีเงินเดือน 20,000 บาท ออมเดือนละ 20% ของเงินเดือน เข้าสูตรก็จะได้ผลดังนี้ 4,000 = (20,000 x 20) / 100 นั่นคือ ออมได้เดือนละ 4,000 บาท นั่นเอง เพื่อนสาว : OK!! Number one ชั้นเข้าใจละ สรุป!! • หลายไอเดียเก็บเงินแสน แม้น่าสนใจ แต่ทำจริงได้ยาก • ควรประยุกต์จากค่าเฉลี่ยที่เป็นทางสายกลาง • ทำได้ง่ายหรือยากขึ้นอยู่กับรายได้และความตั้งใจ • สามารถนำเงินเก็บนี้ใส่ในกองทุนรวมตลาดเงินเพื่อสร้างผลตอบแทน • เป็นจุดเริ่มต้นรู้จักกองทุนรวม

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  06 มกราคม 2564

3 เครื่องมือใช้วัดสุขภาพการทางเงิน

เคยสงสัยกันใช่มั้ย? สถานภาพทางการเงินตอนนี้ของเราเป็นอย่างไร ดีจริงมั้ย? ดีเพราะเราเข้าข้างตัวเองไปรึเปล่า? หรือแย่เพราะเรามองโลกเลวร้ายเกินไป? และคำถามสำคัญกับเป้าหมายใหญ่ ต้องมีเงินขนาดไหนถึงจะเรียกว่ารวย? วันนี้เราจะไปหาคำตอบด้วยกันครับ กับ “3 เครื่องวัดสุขภาพทางการเงิน” ถ้าพูดถึง “รวย” คนส่วนใหญ่ก็มักจะนึกภาพถึงคนที่มี รายได้สูง ๆ มีเงินทองมากมาย หรือ ใช้ชีวิตสุขสบาย เพราะสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนเครื่องหมายแสดงฐานะทางสังคม สื่อให้เห็นถึงความมั่งคั่งร่ำรวย แต่จริง ๆ แล้ว จะร่ำรวยหรือมั่งคั่ง ไม่ได้วัดกันที่ตัวเงินหรือสินทรัพย์ แต่วัดกันด้วย เงินที่เหลืออยู่เงินที่เหลืออยู่คือ สินทรัพย์ทั้งหมดหักลบกับหนี้สินทั้งหมดแล้ว ยิ่งเหลือมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะเราจะสามารถนำสินทรัพย์เหล่านี้ไปลงทุนต่อให้งอกเงยได้ นั่นคือ หาเงินได้มากน้อยยังไม่สำคัญเท่าเหลือเก็บรึเปล่า และเก็บมากก็ย่อมได้เปรียบ หาได้เป็นแสน แขนไม่ได้จับ เอ้ย! ไม่ใช่ หาได้เป็นแสน แต่แทบไม่มีเก็บ บางทีมันก็ไม่มีประโยชน์ โดยเฉพาะถ้าไม่มีเก็บเพราะฟุ่มเฟือย แต่กับหลายคนที่หาเช้ากินค่ำ อย่าว่าจะเก็บเงินเลย แค่กินยังแทบจะไม่พอ ชักหน้าไม่ถึงหลัก ฉะนั้น ก่อนจะรวยก็ต้องเอาให้รอดก่อน กับ “อัตราส่วนความอยู่รอด” อัตราส่วนความอยู่รอดคือ รายได้พอกับค่าใช้จ่ายหรือเปล่า รายได้หลัก ๆ ของทุกคนก็จะมาจาก 2 ทาง คือ จากการทำงาน กับจากผลตอบแทนในการลงทุน โดยที่คนส่วนใหญ่ก็จะมาจากการทำงานเป็นหลัก ถ้าเอารายได้ทั้งหมดมาหารกับค่าใช้จ่ายทั้งหมดในแต่ละเดือน หากได้มากกว่า 1 ก็คืออยู่รอด ใช้เงินไม่เกินตัว แต่หากน้อยกว่า 1 นี่แย่ละ จะเกิดอาการชักหน้าไม่ถึงหลังแน่นอน ตัวอย่าง วันนี้หาเงินได้ 100 บาท ใช้ไป 80 เหลือเก็บ 20 ถ้านำ 100/80 ได้ 1.25 ซึ่งมากกว่า 1 ก็คืออยู่รอด กลับกัน ถ้าวันนี้หาได้ 100 แต่ใช้ไป 120 ถึงไม่เข้าสูตรก็ใช้เกินตัวเห็น ๆ ลองกดดู 100/120 ได้ 0.83 น้อยกว่า 1 แบบนี้ไม่รอด ใช้เงินเกินตัว นั่นคือ หาได้มากกว่าใช้ก็จะรอด แต่ถ้าหาได้น้อยกว่าใช้ก็ไม่รอด ถ้าน้อยกว่า 1 ก็ต้องมาดูกันว่าปัญหาเกินจากอะไร ใช้เงินเกินตัวรึเปล่า ถ้าใช่ก็ลดตรงนั้น หรือที่จ่ายไปก็สิ่งจำเป็นและประหยัดแล้ว ก็ต้องแก้ด้วยการหาเพิ่ม สิ่งนี้เป็นวิธีการที่ถูกต้อง คือรู้ปัญหา แล้วแก้ให้ถูกจุด รอดแล้ว เมื่อไร่จะรวย? รายได้หลัก ๆ มาจาก 2 ทาง คือ จากการทำงานกับผลตอบแทนจากการลงทุน ถ้าเราเอาเฉพาะรายได้ที่เป็นผลตอบแทนจากการลงทุนมาหารกับรายจ่าย ถ้ามากกว่า 1 นี่คือรวย หรือมั่งคั่งแน่นอน ถ้าเรามีอัตราส่วนความมั่งคั่งมากกว่า 1 ก็แสดงว่า แม้จะไม่ทำงาน ก็มีรายได้จากทรัพย์สินมากพอที่จะใช้จ่ายและใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย ที่เรียกกันว่า อิสรภาพทางการเงิน อาจจะดูยาก แต่เชื่อว่าไม่ยากเกินความพยายามของเราหรอก อย่าเพิ่งคิดว่ายาก ถ้ายังไม่ได้ลงมือทำ คนส่วนใหญ่หวังพึ่งพิงกับรายได้จากการทำงานหรือเงินเดือนเป็นหลัก แต่ที่จริงแล้วการเรียนรู้และให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินในทุกมิติ ทั้งการหา การใช้ การเก็บ และโดยเฉพาะการลงทุน เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นหนึ่งในไม่กี่ทางที่จะพาทุกคนไปสู่ความมั่งคั่งและอิสรภาพทางการเงิน

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  05 พฤศจิกายน 2563

"รู้หา รู้เก็บ รู้ใช้" แต่ทำไมยังไม่รวย

"หาเยอะก็แล้ว แบ่งเก็บแบ่งใช้ก็แล้ว ทำไมมันไม่รวยซักที" หลายคนกำลังเป็นแบบนี้กันอยู่ใช่มั้ยครับ คำว่า “รวย” ของแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากัน มาดูตัวอย่างเคสของกรองแก้วกันครับ กรองแก้วตั้งเป้าเก็บเงินล้านแรก เก็บมาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงไหนเลย มาดูกันว่ากรองแก้วเก็บเงินอย่างไร “ได้เงินมาก็แบ่งเก็บเรื่อย ๆ มากบ้างน้อยบ้างตามแต่กำลังที่หาได้ เดือนละ 3-4 พันบาทบ้าง เดือนไหนหาได้เยอะหน่อยก็เก็บเป็นหมื่น เก็บมา 4-5 ปีแล้ว แต่ก็เพิ่งได้ไม่กี่แสนเอง” เสียงบ่นของกรองแก้ว ที่จริงแล้วกรองแก้วนับว่าเป็นคนขยันคนหนึ่ง งานสุจริตที่ได้เงินทำหมด ไม่เคยหมิ่นเงินน้อย ได้มาก็แบ่งเก็บออมก่อน ที่เหลือก็ใช้จ่ายอย่างประหยัด ไม่สุ่รุ่ยสุร่าย รายได้ - เงินออม = ค่าใช้จ่าย (เก็บออมก่อน แล้วค่อยใช้) รายได้ - ค่าใช้จ่าย = เงินออม (ได้เงินมาแล้วใช้ไปก่อน เหลือเท่าไหร่ค่อยเก็บ คนส่วนใหญ่มักจะไม่เหลือเก็บ ที่แย่ไปกว่านั้นคือใช้จนติดลบด้วยซ้ำ) สิ่งที่กรองแก้วทำก็นับว่าดีอยู่แล้ว แล้วทำไมกรองแก้วยังไม่รวย หรือไม่บรรลุเป้าหมายเงินล้านแรกซักที? กรองแก้วเปิดบัญชีออมทรัพย์แยกไว้ต่างหาก เงินที่จะแบ่งออม พอได้มาก็โอนเก็บเข้าบัญชีนี้เลย นี่คือสาเหตุที่ทำให้กรองแก้วไม่บรรลุเป้าหมาย หรือไม่รวยอย่างที่หวังซักที เพราะเงินฝากออมทรัพย์ให้ดอกเบี้ยต่ำมาก ไม่ถึง 1% ต่อปี และยิ่งหากนำเงินเฟ้อ 3-4% ต่อมี มาคิดด้วยแล้ว เงินที่ออมในบัญชีออมทรัพย์ ผลตอบแทนจะกลายเป็นติดลบด้วยซ้ำ เพราะถูกเงินเฟ้อกัดกินให้มูลค่ามันลดลง (เงินเฟ้อคือเงินเท่าเดิม แต่ซื้อของได้น้อยลง เพราะของมีราคาแพงขึ้น) ผลตอบแทนที่แท้จริง = ผลตอบแทนที่เป็นตัวเลข - อัตราเงินเฟ้อ สมมติ ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ 0.5% ต่อปี อัตราเงินเฟ้อ 3% ต่อปี หากเราฝากออมทรัพย์ เท่ากับว่าจะได้ผลตอบแทนที่แท้จริง -2.5% กล่าวคือ ผลตอบแทนที่ได้วิ่งตามไม่ทันราคาสินค้าที่แพงขึ้นนั่นเอง กรองแก้วเก่งหาเงิน เก่งเก็บเงิน และเก่งใช้เงิน ทุกอย่างดีหมดแล้ว แต่กรองแก้วต้องเก่งต่อยอดเงินเก็บด้วยมันถึงจะรวย เศรษฐีหลายคนเป็นตัวอย่างที่ดีของการต่อยอดเงินที่หามาได้ ก่อนจะเป็นเศรษฐี เขาเหล่านั้นล้วนเก่งและขยันจนประสบความสำเร็จ และในวันที่สำเร็จเขาก็ยังรู้จักต่อยอดเงินที่หามาได้ ให้เงินทำงาน กลายเป็น “เงินต่อเงิน” ก็จะยิ่งมั่งคั่งและมั่นคงยิ่งขึ้น ฉะนั้น กรองแก้วต้องรู้จักต่อยอดเงินออม แบ่งบางส่วนไปลงทุน ให้เงินทำงานกลายเป็นเงินต่อเงิน “ไม่เอาอะ กลัวขาดทุน” เสียงตอบของกรองแก้ว เชื่อว่าหลายคนเป็นแบบกรองแก้ว กลัวขาดทุน จนไม่กล้าลงทุน เงินฝากออมทรัพย์ที่จริงก็เป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่ง เพียงแต่ว่าความเสี่ยงต่ำมาก เมื่อความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนก็ต่ำไปด้วย ตามหลัก High Risk High Return พีระมิดการลงทุน พีระมิดการลงทุนสะท้อนได้ดีถึงคนส่วนใหญ่ก็จะกองกันอยู่ตรงฐาน เพราะความเสี่ยงต่ำ เงินต้นครบ ไม่หาย แต่ผลตอบแทนก็ต่ำไปด้วย ไม่รวยซักที ถึงจะรวยก็ใช้เวลานาน แต่ถ้ากรองแก้วเปิดใจ ลองทำความเข้าใจ ในวันที่เข้าใจกรองแก้วก็จะขยับการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่เสี่ยงมากขึ้น บนระดับที่กรองแก้วยอมรับความเสี่ยงได้ และผลตอบแทนก็จะมากขึ้นด้วย กรองแก้วก็จะมีโอกาสบรรลุเป้าหมาย หรือรวยได้ง่ายขึ้นและไวขึ้นอีกด้วย สรุป • รู้จักหา รู้จักเก็บ รู้จักใช้ เป็นพื้นฐานเบื้องต้นที่ดีของคนจะรวย • แต่ต้องรู้จักต่อยอด แบ่งเงินออมบางส่วนไปลงทุน • ลงทุนด้วยความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง ทั้งตนเองและสินทรัพย์ที่ไปลงทุน ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา, AFPT™ เริ่มต้นวางแผนวันนี้เพื่อสุขภาพการเงินที่ดี คลิกเลย หรือ line: @lumpsumofficial

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  24 มิถุนายน 2563

3 พลังเพิ่มค่าเงินออมอย่างยั่งยืน

"สวัสดีจ้ะ ทำไมหน้ามุ่ยงั้นละ เมื่อคืนผัวไม่ทำการบ้านเหรอ" "สองยกหนึบหนับจ้ะ" “แหมมมม ไม่พอรึไง” “ไม่พอ เอ้ย! ก็พอแล้ว แต่นี่เธอ ชั้นอยากจับเงินล้านอะ แบบว่าอยากมีล้านแรกงี้ มีทางลัดมะ”“ฆ่าผัวเอาประกัน เร็วดีนะ 55+” “ดีออก” “ล้อเล่น นี่เธอ มันไม่ทางลัดหรอก เรื่องเงินทองมันต้องใช้เวลา ก็อย่างที่ชั้นเคยบอกเธอไง” นี่จ้ะ ทบทวน "3 สิ่งที่ควรทำ หากอยากรวยอย่างยั่งยืน" “ไม่มีทางลัดก็จริง แต่มีตัวเร่งที่จะช่วยให้เธอไปถึงเงินล้านแรกได้ไวขึ้น” “ยังไงอะ” ทำตาเป็นประกายจนน่าถีบ 55+ “ย้ำนะ ไม่ใช่ทางลัด เพียงแค่ช่วยเร่งให้ถึงเป้าหมายได้ไวขึ้น บนเงื่อนไขว่าเธอต้องเข้าใจสิ่งที่ชั้นจะพูดต่อไปนี้อย่างแท้จริง” “ชั้นจะเรียกตัวเร่งที่จะพูดถึงต่อไปนี้ว่า 3 จอมพลัง” เป็น 3 พลังเพิ่มค่าเงินออมอย่างยั่งยืน “ตั้งใจฟังนะ” “จ้า” “โจทย์คือเป้าหมายเงิน 1 ล้านแรก ถูกมะ” “ถูกจ้า” “เก็บเดือนละแสน สิบเดือนก็ครบล้าน แปปเดียวเอง ไม่ถึงปี” “บ้าเหรอ ไม่ได้เงินเยอะขนาดนั้น” “ไหนบอกผัวรวย ให้เงินใช้เดือนเป็นแสน” “โม้ไปงั้นแหละ 55+” “รู้ยังว่าชั้นพูดถึงจอมพลังตัวแรกไปแล้ว” “เดี๋ยว ตัวไหนหว่า” “จำนวนเงินออมไงจ้ะ ยิ่งมากยิ่งดี เห็นปะละ เก็บเดือนละแสน สิบเดือนก็ตลบล้านแล้ว แต่ว่าในความเป็นจริงมันไม่ได้ง่ายเหมือนพูด เธอ ชั้น และคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง รายได้เยอะขนาดที่จะเก็บเงินได้เดือนละเป็นแสน ฉะนั้น จึงต้องมีจอมพลังตัวที่ 2 และ 3 ด้วย” “จอมพลังตัวที่ 2 กับ 3 คืออะไร” “ผัวเธอไง” “แน่นอน ทั้งอึดทั้งทน สารพัดท่า หนึบหนับสุด แอร้ยส์” “ดีออก อย่าทะลึ่ง” “ทะลึ่งไรละ ชั้นหมายถึงทำงานบ้าน ทั้งชั้นบนชั้นล่างเก็บกวาดเรียบ คิดไรเนี่ย อิอิ” “จ้ะ” เบ้ปากใส่ “เข้าเรื่อง ๆ จอมพลังตัวที่ 2 และ 3 ก็คือ ผลตอบแทนกับเวลา” สมมตินะ ผัวรวยให้เงินเยอะแบบเธอ ออมเงินได้เดือนละหมื่น ถ้าไปฝากออมทรัพย์ ดอกเบี้ย 0.75% ต่อปี ต้องใช้เวลาถึง 8 ปี 1 เดือน จะได้เงินครบ 1 ล้านบาท แต่ถ้านำเงินออมเดือนละหมื่นนี้ไปซื้อกองทุนรวม ได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี จะใช้เวลา 6 ปี เร็วขึ้นถึง 2 ปี และหากยิ่งออมเงินต่อเดือนเยอะขึ้น สมมติเพิ่มอีกห้าพันเป็นหมื่นห้า ถ้านำไปฝากออมทรัพย์ จะเหลือเวลา 5 ปีครึ่ง จากเดิม 8 ปี 1 เดือน เห็นมั้ยแค่ใช้เพียงจอมพลังเดียวคือเพิ่มเงินออม ยังเร็วขึ้นตั้ง 2 ปีครึ่ง ยิ่งใช้จอมพลังที่ 2 ด้วย เพิ่มผลตอบแทน เงินออมหมื่นห้าไปซื้อกองทุนรวม จะใช้เวลา 4 ปี 5 เดือน ยิ่งเร็วขึ้นไปอีก เห็นมั้ย พอได้ล้านแรกล้านที่สอง สาม สี่ ห้า และล้านต่อ ๆ ไป มันก็จะง่ายขึ้น ง่ายด้วยจอมพลังที่ 3 คือ เวลา ต่อยอดเลยนะ เงินออมเดือนละหมื่นห้าต่อไปเรื่อย ๆ ในเงินฝากออมทรัพย์ หลังจากที่ได้ล้านแรกไปจนครบ 10 ปี จะได้เงินเก็บทั้งหมด 1.87 ล้านบาท “เฮ้ย เพิ่มอีกแค่ประมาณ 2 ปี จาก 1 ล้าน ได้เพิ่มอีกตั้ง 8 แสนกว่าบาท” “เธอเห็นพลังของเวลารึยัง” “อย่าเพิ่งตื่นเต้นไป นี่แค่เงินฝากออมทรัพย์ ลองดูกองทุนรวมซะก่อน” ถ้าออมต่อในกองทุนรวมหลังได้ 1 ล้านแรกแล้ว ไปจนครบ 10 ปี จะได้เงินเก็บ 3 ล้านบาท!! ทั้ง ๆ ที่ล้านแรกใช้เวลา 4 ปีครึ่ง แต่ออมเพิ่มอีก 5 ปีครึ่ง ได้เพิ่มถึง 2 ล้าน “คุณพระช่วย! เห็นทางหาผัวใหม่ละ 55+” “ดีออก นังเนรคุณ ผัวออกจะดีขนาดนี้” หึหึ “ชั้นล้อเล่น แหะๆ” “นี่เธอ ชั้นงงอะ อย่างซื้อกองทุนเดือนละหมื่นห้า 4 ปีครึ่งได้ล้านแรก ทำไมซื้อต่ออีก 5 ปีครึ่ง ได้เพิ่มมาตั้ง 2 ล้านอะ” “เพราะล้านแรกเธอเริ่มจากศูนย์ไง แต่พอล้านต่อไปเธอเริ่มจากเงิน 1 ล้านแรกที่เก็บได้ เงินล้านแรกนี้ถูกคิดเป็นผลตอบแทนให้ด้วย ล้านที่สองก็เลยง่ายขึ้น ต่างจากล้านแรกที่เริ่มจากศูนย์ จึงยากกว่า นั่นคือ การออมเงิน ยิ่งเงินต้นเพิ่มผลตอบแทนก็ยิ่งเพิ่ม หรือที่เราเคยได้ยินกัน ดอกเบี้ยทบต้น” “อ้อ เข้าใจละ” “ฉลาดมาก” “แน่นอน ไม่ใช่สวยใส ไร้สมองนาจา” เชิดคอสุด “แล้วเธอรู้มั้ยว่า 3 จอมพลัง ตัวไหนยากสุด” “จอมพลังที่ 2” “ทำไมละ” “ก็เจ้าตัวที่ 2 รูปแบบการลงทุนมีเยอะแยะมากมาย ผลตอบแทนแต่ละอย่างก็ไม่เท่ากัน แถมยังมีความเสี่ยงมาเป็นเงาคู่กันด้วย” “ว้าวววว เก่งจริง เชื่อละว่าสวยใส ไม่ไร้สมองของจริง” เชิดคอสุด น่าถีบยิ่งนัก 55+ “จอมพลังตัวแรก ขึ้นอยู่กับกำลังของแต่ละคนว่าหาเงินเก่งแค่ไหน หาเก่งอะไม่เท่าไหร่ ที่สำคัญกว่า คือเก็บเก่งมั้ยมากกว่า ส่วนจอมพลังตัวสุดท้าย “เวลา” อันนี้วัดกันที่ความอึดของแต่ละคน ว่าจะแกร่งจะอึดได้มากน้อยแค่ไหน” “ร้ายกาจ มีขยายความต่อด้วย เก่งจริง นับถือ ๆ” การออมเงิน ถ้าเข้าใจและใช้ 3 เจ้าพลังนี้มาบูรณาการได้อย่างพอดี ล้านแรกไม่ไกลเกินเอื้อม แถมล้านต่อไปยิ่งง่ายขึ้นด้วย สรุป 1. จอมพลังแรก “เงินต้น” ยิ่งมากยิ่งดี 2. จอมพลังที่ 2 “ผลตอบแทน” ยิ่งมากยิ่งดี แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยง high risk high return 3. จอมพลังสุดท้าย “เวลา” ยิ่งนานยิ่งดี หมายเหตุ: อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวม 10% ต่อปี อ้างอิงตัวเลขจากการรวบรวมข้อมูลของ Thailand Investment Forum โดยปัดตัวเลขเป็น 10% เพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณและอธิบาย และเป็นเพียงการยกตัวอย่างเท่านั้น

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  17 มิถุนายน 2563

3 สิ่งที่ควรทำ หากอยากรวยอย่างยั่งยืน

"สองมา สองมานะลูก" นั่งชันเข่าข้างหนึ่ง ตาจ้องมือถือ หน้าตาจริงจัง ลืมสวยเลยนะ “ทำไรกันจ้ะ” “เล่นเกมส์จ้า” “เกมส์ไรอะ เล่นมั่งดิ” “เกมส์ไพ่จ้ะ คิดเลขไปด้วย จะได้ฝึกสมอง” “จ้ะ ดีออก เสียไปเท่าไหร่แล้วละ” “สองพันจ้า เอ้ย! ไม่ใช่ เล่นเกมส์ว้อยยยยย” “หยุด เลิกแถ ดีออก แล้วหยุดเล่นเลยนะ ไม่หยุดแช่งให้รูตัน ผัวมีเมียน้อย” “ดีออก แรงมาก แช่งขนาดนี้เอามีดมาแทงเลยมั้ย” “ไหนมีด เอามา” “ล้อเล่นจ้า แหะๆ” “ไม่ต้องมากลบเกลื่อน ไปทำอีท่าไหน มาเล่นพนันออนไลน์ ฮึ” “หลายท่าเลยจ้า ผัวเก่ง” “ไม่ตลก!!!!” “งะ ก็ที่เธอแนะนำลงทุนทั้งหลายแหล่ มันได้น้อย ได้ช้าอะ ไม่ทันใจ พอดีเล่นเฟสบุ๊คแล้วเห็นมันเด้งขึ้นมา เลยลองดู ตอนแรกชั้นได้เกือบหมื่นเลยนะ” “ที่ได้ไปไหนหมด” “เสียคืนไปหมดแล้ว แถมตอนนี้เข้าเนื้อไปสองพัน แหะๆ” “ไม่อยากซ้ำเติมนะ แต่ขอสมน้ำหน้าหน่อยเถอะ เอาซะว่าเป็นบทเรียนละกัน นี่ยังดีที่โดนไปแค่สองพัน หลายคนโดนเป็นเป็นแสน หรือเป็นล้าน เสียบ้าน เสียรถ และที่เลวร้ายกว่าคือเสียคนรัก เสียครอบครัว” เคยได้ยินใช่มั้ย โจรปล้นร้อยครั้ง ยังไม่เท่าไฟไหม้บ้านครั้งเดียว แต่เล่นพนันมันแย่ยิ่งกว่าโจรปล้นหรือไฟไหม้บ้านอีก เพราะมันจะไม่เหลือแม้กระทั่งบ้านหรือที่ดินมันพาฉิบหายหมด การพนัน ยังไงเจ้ามือก็ชนะ ยิ่งพนันออนไลน์ด้วยแล้ว การล็อคผลยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ แรก ๆ ก็ล่อให้เราได้จนตายใจ พอเห็นว่าได้ ก็อยากได้เยอะขึ้นไปอีก ก็ทุ่มเงินเล่นเข้าไปซิ เข้าแผนเจ้ามือ ถึงเวลาเก็บเกี่ยว จากได้หลักพัน กลับเสียหลักหมื่นหลักแสน ฉิบหายวายวอดกันหมด ไม่อยากพูดเยอะ เพราะเชื่อว่าเธอก็พอรู้เรื่องกลโกงง่าย ๆ พวกนี้อยู่แล้ว “จ้า ก็พอรู้” “แต่ก็ยังเล่น” “อย่าด่าเยอะ สำนึกไม่ทัน” ทำหน้าหมาหงอย กลับมาที่การลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเงินฝาก กองทุน ทองคำ หุ้น หรือการลงทุนที่ถูกกฎหมายอีกมากมาย มันมีจุดอ่อนคือ ต้องใช้เวลา หลายคนแพ้ให้กับจุดอ่อนนี้ ไม่อดทน อยากได้เยอะ ๆ อยากรวยไว ๆ สุดท้ายตกเป็นเหยื่อการพนัน แชร์ลูกโซ่ และสารพัดกลโกง “มีการลงทุนแบบไหนบ้างที่ได้เยอะ ได้ไว?” “ไม่มี เธอจะถามร้อยครั้ง พันครั้ง ชั้นก็ตอบเหมือนเดิม คือไม่มี” มีเพียง 3 สิ่งที่ควรทำ ทำแล้วเธอจะรวยแบบยั่งยืน 1. อย่าอายทำกิน อาชีพสุจริตทุกอาชีพมีเกียรติ ไม่ว่าจะสูง ต่ำ ดำ ขาว ชาติพันธุ์อะไร ทุกคนคือคนเท่าเทียมกันหมด เป็นมนุษย์ขี้เหม็น ฉะนั้น อย่าอายที่จะทำกิน ไม่ว่าจะเป็นอาชีพอะไรก็ตาม ทั้งงานหลัก งานเสริม ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ยังมีแรงกายแรงใจ ทำไปเถอะจ้ะ “อย่างเธอ ขายตัว.....เป็นแรงงาน ทำงานบ้านให้ผัว ก็ไม่ต้องน้อยใจ ฟังขี้ปากชาวบ้าน ว่าเกาะผัวกิน” “นี่เธอ อย่าลากเสียงแบบนั้น ใจคอไม่ดี ไม่ใช่อะไรนะ อยากทำ 555+” “แหมมมมม “ 2. อย่าหมิ่นเงินน้อย ทำงานได้เงินน้อยก็อย่าเพิ่งท้อ รายได้จะมากน้อยไม่สำคัญ เท่ากับว่าเหลือเก็บหรือป่าว เหลือเก็บคือผู้ชนะที่แท้จริง และจะเก็บมากน้อยไม่สำคัญ แต่ขอให้มีเก็บ แล้วค่อยไปต่อยอดเอา ให้เงินต่อเงินหรือทำอาชีพเสริมได้เงินเล็ก ๆ น้อย ๆ สิบบาทยี่สิบบาท หรือร้อยบาทสองร้อยบาท เหล่านี้ก็คือเงิน ค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ เก็บไปเรื่อย ๆ มันก็พอกพูน 3. อย่าคอยวาสนา เจ้าประคุณรุนช่อง งวดนี้อิชั้นของสามตัวตรงนะเจ้าค่ะ แล้วจะถวาย... บลาๆๆๆ หรือฝันลม ๆ แล้ง ๆ ว่าจะถูกรางวัลที่ 1 เธอจ้า เป็นเหยื่อการตลาดของกองสลากแล้วจ้า ยายคนนั้นถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 รวยในพริบตา สาวโรงงานคนนี้กลายเป็นเศรษฐินีข้ามคืน 5 ใบ 30 ล้าน เหล่านี้คือการตลาด เพื่อหลอกล่อให้คนซื้อล็อตเตอรี่ ฝันว่าซักวันชั้นจะถูกรางวัลที่ 1 บ้าง มีคนถูกจริง ทุกงวดแหละ แต่เหล่านั้นคือคนกลุ่มน้อยมากกกกกกก เพราะล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 มีโอกาสที่จะถูกเพียง 1 ในล้าน ยากมาก บอกเลย หากจะซื้อขำ ๆ งวดละใบสองใบ โดยคิดซะว่าช่วยเงินเข้ารัฐ แบบนี้ค่อยน่ารักหน่อย ทุ่มซื้องวดละหลายพัน หรือเป็นหมื่นเป็นแสน แบบนี้ไม่เอา ไม่น่ารักเลย แต่ต้องบนเงื่อนไข “ทำมาหากิน” นะจ๊ะ “เข้าใจแล้วจ้ะ” ^^ และถ้าเอา 3 ข้อที่ชั้นพูดข้างต้น มาประยุกต์กับการลงทุน เธอก็จะเห็นว่ามันเป็นหนทางที่จะทำให้เธอมั่งมั่งได้อย่างยั่งยืน อย่าอายที่จะถาม ถ้าไม่รู้ในเรื่องการลงทุน อย่าหมิ่นหากเริ่มต้นลงทุนจะได้เงินน้อย เพราะยามเริ่มต้นเธออาจจะมีทุนน้อย เมื่อทุนน้อยก็ได้ผลตอบแทนเป็นตัวเงินน้อยไปด้วย เธอต้องอดทน ก็เหมือนที่เคยได้ยินบ่อย ๆ ว่า ”ล้านแรกยาก แต่ล้านต่อไปมันจะง่ายขึ้น” อย่าฝันลม ๆ แล้ง ๆ ว่าชั้นจะรวยเท่านั้นเท่านี้ โดยที่ไม่ลงมือทำ สมมติเล่นหุ้น แต่หวังพึ่งเซียนหุ้น เป็นต้น เพราะเงินเรา เราต้องจัดการเอง “จ้า ชั้นต้องหาทำแบบนี้ใช่มะ” “ใช่จ้ะ ฝึกคิดเลขเร็วแล้วเสียเงิน ไม่เอานะจ้ะ อย่าหาทำอีก” สรุปนะจ้ะ 1. การเงินและการลงทุนให้ใช้กลยุทธ์ “อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา” 2. ต้องอดทนเป็น “เวลา” เป็นเงื่อนไขใหญ่ที่สำคัญของความมั่งคั่ง 3. จัดการ “ความโลภ” โดยเรียนรู้และเท่าทันสิ่งที่จะมาล่อให้ไปติดกับดัก

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  10 มิถุนายน 2563

เปลี่ยนเงินแชร์มาเป็นเงินออม...ง่ายนิดเดียว

จากบทความก่อนหน้า "เล่นแชร์ ระวัง!!!...ลุกช้าจ่ายรอบวง" ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อเสียและความเสี่ยงของการเล่นแชร์ ก่อนอื่น เรามาทวนกันนิดนึงนะครับ ว่าแชร์คืออะไร มีข้อดี ข้อเสียอะไรบ้าง แชร์จะมีเท้าแชร์ ที่เป็นตัวตั้งตัวตีให้เกิดวงแชร์ ด้วยความเป็นท้าวแชร์ ต้องรับผิดชอบหากลูกแชร์คนไหนเบี้ยวค่าแชร์ จึงได้สิทธิ์เปียแชร์เป็นมือแรก ถ้าท้าวแชร์ใจคด ก็หอบเงินชิ่งได้เลย วงแชร์ไหนยิ่งมีมือเล่นเยอะ ยิ่งมีความเสี่ยง เพราะถ้าเปียแชร์มือท้าย ๆ ก็ใช้เวลานานกว่าจะได้เงินคืน ความเสี่ยงนี้จึงขึ้นอยู่กับคนที่เปียแชร์ไปก่อน ว่าไว้ใจได้มากน้อยแค่ไหน จึงไม่ใช่แค่ท้าวแชร์เท่านั้นที่สำคัญ สมาชิกในวงแชร์คนอื่นก็สำคัญด้วยเช่นกัน หากเล่นแชร์ในวงที่สมาชิกรู้จักมักคุ้นกันดี และเคยเล่นด้วยกันมาแล้วหลายครั้ง ความเสียก็พอจะลดลงได้บ้าง (แต่ไม่ได้การันตีว่าความเสี่ยงเป็นศูนย์) การเลือกเปียเป็นคนสุดท้ายจะได้ผลตอบแทน (ดอกเบี้ย) สูงถึงสูงมาก ยิ่งวงไหนมือแรก ๆ แข่งกันเปีย อยากได้เงินไว ก็ต้องสู้กันด้วยดอกเบี้ยแพง เช่น มือละ 1,000 บาท บางทีเปียกัน 200-300 เลยก็มี (คิดเป็นผลตอบแทน 20-30% แหน่ะ) เรื่องเงินไม่เข้าใครออกใคร ขนาดพ่อแม่ พี่น้องยังฆ่ากันตายเพราะเรื่องเงิน “เล่นแชร์” แม้จะได้ดอกเบี้ยสูง แต่ก็แลกมาด้วยกับความเสี่ยงที่สูงเช่นกัน ถ้าไม่อยากเงินต้นหาย เปลี่ยนเงินแชร์ มาเป็นเงินออมกันเถอะ...ง่ายนิดเดียว “ออมเงิน” โดยคิดว่าเป็นการเล่นแชร์กับตัวเอง ทุกครั้งที่มีรายได้เข้ามา ให้แบ่งเงินไว้เหมือนกับว่าจะต้องส่งค่าแชร์ เช่น สมมติว่าตัวเองกำลังเล่นแชร์อยู่วงหนึ่ง มี 12 มือ จ่ายมือละ 1000 บาททุกเดือน ระหว่างนี้ก็ส่งค่าแชร์เข้าบัญชีเงินฝากประจำ 12 เดือน ชื่อบัญชีเราเอง เมื่อครบ 1 ปี ได้เงิน 12000 บาท บวกกับดอกเบี้ยนิดหน่อย ระหว่างทางก็สบายใจ ไม่ต้องกังวลว่าใครจะเบี้ยวค่าแชร์ หรือเชิดเงินหนี้รึเปล่า เงินต้นไม่หายแน่นอน เงิน 1000 บาท ที่จ่ายออกไปทุกเดือน จะอยู่ในที่ปลอดภัย เมื่อครบตามเวลาเงินแชร์ก็กลายเป็นเงินก้อน ให้เรานำไปใช้ได้ตามเป้าหมาย เช่น ท่องเที่ยว ซื้อของที่อยากได้ หรือให้พ่อแม่ เป็นต้น เปลี่ยนเงินแชร์มาเป็นเงินออมง่ายนิดเดียว ปลอดภัย ไร้ความเสี่ยง ยิ่งถ้าเล่นแชร์กับคนไม่รู้จัก หรือแชร์ออนไลน์ ยิ่งไม่ควรเลยครับ แม้ตอนนี้ยังไม่มีปัญหา แต่ในอนาคตเราไม่รู้หรอกว่าจะเกิดปัญหาขึ้นเมื่อไหร่ ดังนั้น เอาเงินค่าแชร์มาเก็บด้วยตัวเองดีที่สุดครับ

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  08 เมษายน 2563

เล่นแชร์ ระวัง!!!...ลุกช้าจ่ายรอบวง

อธิบายภาษาชาวบ้านง่าย ๆ คือ การเอาเงินหลายคนมารวมเป็นกองเดียว แล้วให้แต่ละคนเสนอมาว่าพร้อมจะเสียดอกเบี้ยเท่าไหร่เพื่อจะได้เงินก้อนนี้ โดยดอกเบี้ยที่เสนอนั้น ต่างฝ่ายต่างไม่ให้กันรู้ คนที่เสนอดอกเบี้ยเยอะสุดได้เงินก้อนนี้ไป เรียกว่า การเปียแชร์ รอบต่อไป แล้วแต่เวลาที่ตกลงกัน ปกติจะว่ากันที่สัปดาห์หรือเดือน ก็จะมาเปียแชร์กันใหม่ โดยคนที่เปียไปรอบก่อนน้าก็ต้องจ่ายเงินค่าแชร์พร้อมดอกเบี้ยที่ตนได้เสนอไป ฟังเหมือนจะดีใช่ไหม แต่จริง ๆ ไม่เลย..... มันมักจะมีการโกงเกิดขึ้น 1. ท้าวแชร์โกง ท้าวแชร์หรือหัวโจกที่เป็นตัวตั้งตัวตีตั้งวงแชร์ บางครั้งมักจะตุกติกด้วยเงื่อนไขอย่างรอบแรก ท้าวแชร์ต้องได้ก่อน พอได้ก็เชิดเงินหนี 2. คนเปียแชร์โกง พอตนเองเปียแชร์ได้เงินก้อนไปแล้ว ก็หอบเงินเผ่นหนีเลย นี่พูดถึงการเล่นแชร์ที่คนรู้จักกัน เห็นหน้าค่าตากันนะครับ แล้วพวกแชร์ออนไลน์ ที่ไม่เคยเห็นหน้ากันละ จะยิ่งกว่านี้มั้ย ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแชร์ แต่แชร์ยังพัฒนารูปแบบที่หลอกเอาเงินจากคนหมู่มาก แชร์ที่เป็นคดีประวัติศาสตร์ และเชื่อว่าทุกคนน่าเคยได้ยิน คือ แชร์แม่ฉม้อย และล่าสุดไม่กี่ปีก่อนก็มี แชร์แม่มณี ผ่านมาหลายสิบปี แชร์ไม่เคยหายไป ยังวนเวียนหลอกคนได้อยู่เรื่อย ๆ เพียงแค่อาศัย “ความโลภ” ของคนเท่านั้น ท้าวแชร์จะโกหกว่าเป็นการระดมทุนเพื่อนำไปลงทุนอะไรซักอย่างที่ให้ผลตอบแทนสูง เช่น เดือนละ 10% ตกปีนึงก็ 120% คุณพระคุณเจ้า!! ทำไมมันดีอย่างนี้ คนแรก ๆ ที่ใส่เงินลงทุนไป ก็ได้เงินคืนจริงตามที่โฆษณา ก็ลงเงินเพิ่ม ลงเงินเพิ่มยังไม่พอยังไปชวนญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง และมิตรสหายมาลงทุนด้วยกัน คนแรก ๆ ที่ได้เงินตามที่โฆษณาไว้จริง ก็เพราะเงินจากคนใหม่ที่เพิ่มเข้ามาเรื่อย ๆ แต่พอวงแชร์มันเริ่มใหญ่ขึ้น เงินที่ต้องจ่ายคืนเป็นผลตอบแทนก็มากขึ้น บางทีคนอาจจะเริ่มเข้ามาน้อยลง จนท้าวแชร์เริ่มหมุนเงินไม่ทัน หรือท้าวแชร์ได้เงินไปมหาศาลเป็นที่พอใจแล้ว ทีนี้ก็ได้เวลาชิ่ง หอบเงินหนี ไปก่อนไม่รอแล้วนะจ้ะ บ๊ายบาย สุดท้ายก็ออกมาร้องโอดโอย เป็นข่าวตามใหญ่ไปทั่วเมือง ไม่อยากสมน้ำหน้าหรอกครับ แต่ตัวเองต้องยอมรับก่อนว่า เป็นเพราะความโลภของตนเอง ไม่มีใครไปบังคับเอาเงินไปจากคุณเลย ถ้าเคยพลาดก็ให้เป็นบทเรียนราคาแสนแพง ยิ่งสถานการณ์ในปัจจุบัน ยุคเข้ายากหมากแพง ที่เป็นผลกระทบจากโรคระบาด COVID-19 แชร์ก็อาจจะเริ่มกลับมาอีกครั้ง รูปแบบก็เดิม ๆ ไม่ว่าจะยุคไหน ล่อด้วยผลตอบแทนสูง คนใส่เงินแรก ๆ ก็ได้จริง แต่สุดท้ายก็ชิ่งเหมือนเดิม อย่าเอาเงินก้อนสุดท้ายในชีวิตไปเสี่ยง เงินเราต้องรับผิดชอบตัวเอง หากอยากเปลี่ยนเงินแชร์ เป็นเงินออม ให้อ่านบทความด้านล่างนี้ "เปลี่ยนเงินเล่นแชร์เป็นเงินออม มันง่ายนิดเดียว"

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  02 เมษายน 2563

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม