ทำงานมาทั้งปี ต้องเสียภาษีเท่าไหร่?

มนุษย์คนทำงานอย่างเราๆ พอมีรายได้ ทุกปีเราก็มีหน้าที่ที่ต้องยื่นภาษีอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่การคำนวณเรียกเก็บภาษีนั้น ก็ใช่ว่าเราจะเสียภาษีตั้งแต่รายได้บาทแรก เรามีสิทธิที่จะหักค่าใช้จ่ายได้และมีสิทธิเลือกในการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ด้วย ซึ่งเชื่อว่าใกล้สิ้นปีแบบนี้ หลายๆคนก็คงเริ่มมองหาเพื่อจะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีกันแล้ว แต่ก่อนที่เราจะไปเลือกใช้สิทธิลดหย่อนให้ถูกต้อง ประหยัดและคุ้มค่า อยากชวนทุกคนไปคำนวณกันก่อนว่าทำงานหาเงินมาทั้งปี ต้องจ่ายภาษีกี่บาทกัน ภาษีที่ถูกเรียกเก็บ เขาคิดกันยังไง ก่อนอื่น อยากชวนทุกคนไปทำความเข้าใจกันก่อนว่าการคิดภาษีต้องมีข้อมูล 3 ส่วนนี้ก่อน คือ ㅤㅤㅤㅤรายได้ตลอดทั้งปี - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน = รายได้สุทธิ รายได้ตลอดทั้งปี สำหรับการวางแผนภาษีระหว่างปี คนที่มีรายได้ที่แน่ชัดอย่างเช่น เงินเดือน จะสามารถประมาณการล่วงหน้าได้ง่าย เพราะได้รายได้สม่ำเสมอ แต่สำหรับคนที่มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ อาจเลือกใช้วิธีประมาณรายได้คร่าวๆ เช่นจาก รายได้เฉลี่ยของช่วง3เดือน ล่าสุด หรือรายได้เดือนนี้ของปีที่แล้ว เพื่อที่อย่างน้อยน่าจะพอช่วยให้เห็นภาพได้ว่า ปีนี้จะต้องเสียภาษีประมาณเท่าไหร่ ค่าใช้จ่าย ในส่วนการหักค่าใช้จ่ายเป็นสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับตามประเภทของเงิน โดยประเภทของเงินได้แต่ละประเภทมีการหักใช้จ่ายที่แตกต่างกัน อย่างเช่น เงินได้ประเภทที่ 1 หรือ 40(1) รูปแบบรายได้ของมนุษย์เงินเดือน จะสามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ขณะเดียวกัน ถ้าใครขายของออนไลน์ แบบซื้อมาขายไป จะตกอยู่ใน เงินได้ประเภทที่ 8 หรือ 40(8) ซึ่งสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ตามจริง หรือ หักแบบเหมาได้ถึง 60% ดังนั้นก่อนจะไปดูว่าเราจะจ่ายภาษีเท่าไหร่ จำเป็นต้องรู้ว่ารายได้เราเป็นประเภทไหน เพราะ แม้รายได้เท่ากัน อาจเสียภาษีไม่เท่ากันก็ได้ ค่าลดหย่อนภาษี แม้เรามีหน้าที่ต้องยื่นภาษีทุกปี แต่ใช่ว่าเราต้องจ่ายภาษีแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะ ก็ยังมีทางเลือกให้เราสามารถประหยัดภาษีแบบถูกต้องได้ นั่นก็คือ การเลือกใช้สิทธิลดหย่อนภาษี โดยพื้นฐานสำหรับค่าลดหย่อน เราจะมีหนึ่งสิทธิติดตัวทุกคน นั่นก็คือ ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000บาท ส่วนค่าลดหย่อนอื่นๆ ก็สามารถเลือกใช้สิทธิได้ตามความเหมาะสมของแต่คนได้เลย แต่ผมแนะนำว่า การเลือกใช้สิทธิควรเลือกใช้สิทธิที่เหมาะสมกับเป้าหมายระยะยาวหน่อย เพราะ แม้เราจะได้ประหยัดภาษีก็จริง แต่การใช้สิทธินี้ก็มีเงื่อนไขที่ต้องถือรอคอยเวลาเช่นกัน เมื่อเรามีข้อมูลทั้ง 3 ส่วนนี้เรียบร้อยแล้ว เราก็พร้อมจะไปคำนวณภาษีกันต่อได้แล้ว โดยเราจะใช้ ㅤㅤㅤㅤรายได้ตลอดทั้งปี - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน = รายได้สุทธิ ซึ่งสำหรับรายได้สุทธิจะเป็นตัวเลขรายได้ขั้นสุดท้ายที่ถูกหักค่าใช้จ่ายเรียบร้อยแล้วและจะเอาไปคิดตามฐานภาษีขั้นบันได้ต่อไป นั่นหมายความว่า ถ้าเรามีรายได้สุทธิเหลือเยอะ ก็มีโอกาสต้องจ่ายภาษีเยอะนั่นเอง ยิ่งรายได้เยอะ ยิ่งเสียภาษีสูง สำหรับการคำนวณภาษี ถูกคิดคำนวณฐานภาษีแบบเป็นขั้นบันได ซึ่งในประเทศไทย จะมีฐานภาษี ตั้งแต่ 5% ไปสูงสุดที่ 35% ดังนั้น การที่เรามีรายได้เยอะหักค่าใช้จ่าย หักค่าลดหย่อนได้น้อย ก็จะยิ่งเสียภาษีอยู่ในฐานที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ โดยวิธีการคิดภาษีแบบขั้นได เราสามารถคำนวณไปทีละขั้นก็ได้ เช่น รายได้สุทธิ 350,000 บาท ฐานภาษีฐานแรก 0 - 150,000 บาท ได้รับการยกเว้น ฐานภาษีที่ 2 150,001 - 300,000 บาท จะเสียภาษีที่ฐาน 5% สูงสุด 7,500 บาท = 150,000 x 5% = 7,500 บาท ซึ่งถ้าดูรายได้สุทธิในตัวอย่าง มีรายได้สุทธิ มากกว่า 300,000 บาท แสดงว่าฐานภาษี 5 % นี้เราจะเสียเต็มๆ หรือก็คือ 7,500 บาท แต่นี่ยังไม่หมด เพราะ เรามีรายได้สุทธิจริงๆที่ 350,000 บาท แสดงว่ายังมีส่วนที่ยังไม่ได้คิด ก็คือ 50,000 บาท โดย 50,000 บาทนี้จะขยับฐานภาษีขึ้นไปในลำดับขั้นถัดไป ในตัวอย่างนี้ก็คือ ฐาน 10% นั่นเอง ถ้าจากตัวอย่างเท่ากับว่า 50,000 x 10% = 5,000 บาท ดังนั้น หากมีรายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายค่าลดหย่อนแล้วอยู่ที่ 350,000 บาท จะต้องเสียภาษีทั้งหมด 7,500 + 5,000 = 12,500 บาท สำหรับวิธีการคิดแบบง่ายอีกวิธี สามารถใช้ รายได้สุทธิ เทียบกรอบฐานภาษีสูงสุดตามรายได้ของเรา เช่น รายได้สุทธิ 350,000 บาท ฐานภาษีสูงสุด 10% เงินได้สุทธิอยู่ระหว่าง 300,001 - 500,000 บาท = (เงินได้สุทธิ - 300,000) x10% แล้วนำภาษีที่ต้องจ่ายในฐานก่อนหน้า คือ 7,500 บาท มาบวกเข้าไป รายได้สุทธิ 580,000 บาท ฐานภาษีสูงสุด 15% เงินได้สุทธิอยู่ระหว่าง 500,001 - 750,000 บาท = (เงินได้สุทธิ - 500,000) x15% แล้วนำภาษีที่ต้องจ่ายในฐานก่อนหน้า คือ 27,500 บาท มาบวกเข้าไป เมื่อเรารู้ชัดเจนแบบนี้แล้วว่าเงินได้ของเราตลอดทั้งปี เมื่อหักค่าใช้จ่าย หักสิทธิลดหย่อนที่มีปัจจุบันแล้ว ถ้าเราอยากใช้สิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมทั้งหมดเท่าไหร่ เพื่อให้เราสามารถใช้สิทธิได้ถูกต้องไม่ผิดเงื่อนไขแถมช่วยให้ประหยัดภาษีได้คุ้มค่ามากขึ้น

  เทส ธนสิทธิ์


  25 พฤศจิกายน 2567

ทำงานมาทั้งปี เรารวยขึ้นแค่ไหน?

เชื่อว่าปีนี้ก็คงเป็นอีกปีของหลายๆคน ที่พยายามทำงานมากขึ้น หารายได้ให้มากขึ้น เพื่อหวังว่าเราจะมีมั่งคั่งเพิ่มขึ้นและรวยมากขึ้น จนบางทีมารู้ตัวอีกที ชีวิตทั้งหมดในช่วงนี้ก็ไปโฟกัสแค่การทำงาน หาเงินอย่างเดียว⠀ผมเลยอยากชวนทุกคน ลอง หยุด ! และถอยออกมาดูกันหน่อยครับว่า ทำงานมาทั้งปี รวยขึ้นแค่ไหนกัน เพราะบางทีการมองแต่ข้างหน้า การหารายได้เยอะขึ้น ก็ไม่ได้การันตีว่าเราจะรวยขึ้นจริงๆ⠀ซึ่งอยากชวนทุกๆคนมารีวิว ความมั่งคั่งของเรากัน ผ่านการทำ Balance Sheet หรืองบดุลส่วนบุคคล งบดุลส่วนบุคคล หน้าตาเป็นยังไง ผมว่าเราทุกคนก็เหมือนบริษัทนึง เรามีรายได้ เรามี สินทรัพย์ (Asset) เรามี หนี้สิน (Liabilities)⠀สินทรัพย์ (Asset) ก็คือ มูลค่า ณ ตอนนี้ ของทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่เราได้มา เราซื้อมา ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ที่เพิ่งผ่อนหมด เงินสดในบัญชี บ้าน รถ นาฬิกา กระเป๋า ของที่มีมูลค่า สามารถขายเปลี่ยนเป็นเงินสดได้⠀หนี้สิน (Liabilities) เป็นอีกฝั่งที่ก็เป็นของเราเช่นเดียวกัน แต่เป็นสิ่งที่เรายืมเขามา นั่นหมายความว่าเราก็ต้องคืนตามที่ตกลงกันไว้⠀ดังนั้น ถ้าเราอยากรู้ว่าเรารวยแค่ไหน เรามีความมั่งคั่งเท่าไร เราก็ต้องดูส่วนที่มันเป็นของเราจริงๆนั่นก็คือเอา สินทรัพย์ (Asset) - หนี้สิน (Liabilities)⠀ ซึ่งการกรอกแยกฝั่งแบบนี้จะทำให้เห็นชัดเจนขึ้น ว่า ฝั่งไหนเยอะกว่ากันถ้าทรัพย์สินรวมเรามากกว่าหนี้สินรวม ก็ต้องบอกว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว⠀สิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือ ทำให้ทรัพย์สินรวมมากกว่าหนี้รวมเเสมอ ซึ่งก็อาจจะเป็นในรูปแบบของการเก็บออม การลงทุน หรือซื้อทรัพย์สินที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น รวมถึงการพยายามลดฝั่งของหนี้สินลงเรื่อยๆ แต่ถ้าเรามีรายได้เยอะขึ้นก็จริง แต่เราซื้อของส่วนใหญ่ เป็นของที่ไม่ได้มีมูลค่าหรือซื้อแล้วมูลค่าก็ลดลงไปทุกวันๆ แบบนี้ก็เหมือนว่า เราทำงานแทบตาย แต่ไม่ได้รวยขึ้นเลย⠀เพราะ อย่าลืมครับว่า ความมั่งคั่งสุทธิ หรือความรวยของเราจริงๆ มาจากสิ่งที่เรายังไม่ได้จ่ายและจากมูลค่า ณ ตอนนี้ ของสิ่งที่เรามี⠀ ถึงตรงนี้ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะครับผมไม่ได้ต้องการให้คุณไม่ใช้จ่าย ไม่ซื้อของที่อยากได้ และไม่ใช่ของทุกอย่างที่มูลค่าลดลง หรือ ทำงานมาเหนื่อยๆ ห้ามซื้อความสะดวกสบาย แต่การมาคอยเช็ค ความมั่งคั่งของเราเอง ผ่านการทำ Balance Sheet หรืองบดุลส่วนบุคคล สัก 6 เดือนที 1ปีที เพื่อให้เห็นว่าความพยายาม ความอดทน ทำงานมาทั้งปี เรารวยขึ้นเท่าไรกัน⠀เพราะหลายครั้งที่ผมลองทำมา มันก็ชวนให้ได้หันกลับมามองตัวเองและคิดได้ว่า ถ้าเราปรับความต้องการบางอย่าง เรามีทางเลือกอื่นมากกว่าวิ่งๆทำงานไปข้างหน้า จนไม่มีเวลาให้ตัวเองและคนรอบข้างแต่เราไม่รวยขึ้นเลย

  เทส ธนสิทธิ์


  25 พฤศจิกายน 2567

เช็คลิสต์วิธีวางแผนการเงิน เพื่อชีวิตที่มั่นคง

วัยหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มทำงาน และยังมีรายได้ไม่มากนัก ล้วนประสบปัญหาการใช้เงินแบบเดือนชนเดือน แต่ในขณะเดียวกันก็หวังที่จะเก็บเงินสะสมให้ได้จำนวนมากเช่นกัน ซึ่งการที่จะไปถึงจุดนั้นจำเป็นต้องมีแบบแผน มีวิธีวางแผนการเงิน เพื่อให้เห็นแนวทางจัดการที่ชัดเจน สามารถทำตามแผนได้และนำไปสู่ชีวิตที่มั่นคง วันนี้เราจึงขอพาทุกคิดไปดูเช็คลิสต์วิธีวางแผนการเงิน ที่จะช่วยให้เห็นแนวทางในการวางแผนการเงิน และสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อทำให้ชีวิตการเงินมีความมั่นคงมากขึ้น ถ้าพร้อมแล้ว ไปติดตามรายละเอียดกันเลย เริ่มต้นตั้งเป้าหมายทางการเงินแบบ S-M-A-R-T Goals วิธีวางแผนการเงินควรเริ่มต้นด้วยตั้งเป้าหมายทางการเงินแบบ S-M-A-R-T Goals เพราะเปรียบเสมือนเข็มทิศที่ช่วยนำทางให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยวิธีจัดการเรื่องเงินแบบ S-M-A-R-T Goals สามารถทำได้ดังต่อไปนี้ ㅤㅤSpecific คือการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนและเจาะจง รวมถึงสามารถแบ่งเป้าหมายได้หลายระดับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวนเงินและระยะเวลาที่จะใช้ เพื่อไม่ให้กดดันตนเองจนเกินไป ตัวอย่างเช่น เป้าหมายย่อยคือการออมเงินให้ได้ 10% ของเงินเดือนทั้งหมด และเป้าหมายใหญ่คือการเก็บเงิน 1 ล้านบาทภายใน 10 ปี ㅤㅤMeasurable คือ การมีตัวชี้วัด เพื่อติดตามผลการปฏิบัติการด้านการเงิน ในขณะเดียวกันเราก็สามารถปรับแก้แผนได้ตามความเหมาะสม ㅤㅤAchievable คือ การรู้ว่าต้องทำอย่างไรเป้าหมายถึงจะมีโอกาสสำเร็จ รวมถึงรู้ขั้นตอน รู้วิธีการ บนพื้นฐานทรัพยากรที่มีอยู่ ㅤㅤRealistic คือ การวางแผนการเงินที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ชีวิตของตนเอง ในขณะเดียวกันก็เป้าหมายนั้นก็ควรที่จะไม่เกินกำลังตัวเองจนเกินไป มีโอกาสบรรลุผลลัพธ์ได้จริง ㅤㅤTime-bound คือ การกำหนดระยะเวลาสำหรับเป้าหมายด้านการเงิน เพื่อให้เราดำเนินการอย่างมุ่งมั่น และเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ทำตามเป้าหมาย แยกบัญชีออมเงินชัดเจน ㅤㅤหนึ่งในวิธีวางแผนการเงินที่มีประสิทธิภาพ คือการแบ่งเงิน 10% - 30% ให้ชัดเจนในทุกเดือน เพื่อสร้างวินัยในการออมมากขึ้น โดยสามารถเก็บเข้าบัญชีออมเงินแบบฝากประจำหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆที่สอดคล้องกับเป้าหมายการเงิน ป้องกันความเสี่ยงไม่ให้กระทบกับแผนการเงิน ㅤㅤเรื่องสุขภาพและอุบัติเหตุ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลกระทบกับแผนการเงินของเราได้ เพราะหากป่วยหรือประสบอุบัติเหตุต้องนอนโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอาจสูงกว่าที่คิด และจะส่งผลกระทบไปยังคนในครอบครัว รวมถึงเงินเก็บในบัญชีของเราได้เช่นกัน ดังนั้น ส่วนหนึ่งการวางแผนการเงินที่ไม่ควรละเลย คือการ ป้องกันความเสี่ยงที่จะกระทบการเงินเราโดยตรง อย่างการทำประกัน รวมถึงการลดความเสี่ยงที่สามารถทำได้เอง อย่างการใช้ชีวิตอย่างมีสติ และดูแลสุขภาพอยู่เสมอ จะช่วยลดผลกระทบกับแผนการเงินของคุณได้เป็นอย่างดี เตรียมเงินสำรองฉุกเฉิน ㅤㅤการวางแผนการเงินและมีเงินสำรองฉุกเฉินจะช่วยให้เรารับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันเราต่างต้องพบเจอแต่ความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นกรณีตกงาน หรือเจ็บป่วย ดังนั้น การวางแผนการเงิน ที่ดีเราควรเตรียมพร้อมเงินสำรองฉุกเฉินด้วย ซึ่งอาจเริ่มต้นด้วยการประเมินรายจ่ายต่อเดือน แล้วเก็บเงินให้ได้ 3-6 เดือน ของค่าใช้จ่าย เพื่อให้เงินจำนวนนี้เพียงพอต่อการปรับตัวเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด ต่อยอดเงินสร้างรายได้เพิ่ม ㅤㅤการวางแผนการเงินด้วยการสร้างรายได้เพิ่มเติมมากกว่าการประจำที่ทำอยู่ เป็นวิธีทำให้เราสามารถเก็บเงินตามเป้าหมายได้เร็วขึ้น โดยวิธีการสร้างรายได้อาจเริ่มจากสิ่งที่เราชอบ ใช้เงินน้อย เพื่อลดความเสี่ยงในช่วงแรก หรือหากใครพอเก็บเงินได้ส่วนหนึ่ง สามารถดูเรื่องการลงทุนเพิ่มได้ อย่างการลงทุนกองทุนรวม หุ้นพื้นฐาน หรือแม้แต่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ก็จะยิ่งช่วยให้รายได้ที่หามาได้และอดทนอดออมงอกเงยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เราควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนเช่นกัน บริหารหนี้และวางแผนเกษียณ ㅤㅤการไม่ก่อหนี้โดยไม่จำเป็น และรักษาสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้ไม่เกิน 30% - 40% จะช่วยให้สุขภาพทางการเงินของเรามั่นคง อีกทั้งการมองหาประกันชีวิตเพื่อวางแผนเกษียณ เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เรามีหลักประกันรายได้สำหรับวัยเกษียณที่แน่นอน และที่สำคัญคือทำให้เราและคนในครอบครัวไม่ต้องกังวลเรื่องวางแผนการเงิน และภาระค่าใช้จ่ายชีวิตหลังเกษียณเช่นกัน ปรับวิธีคิด วิธีคิดหรือ Mindset คือสิ่งที่กำหนดว่าเราแตกต่างจากคนทั่วไปอย่างไร ㅤㅤหลายคนอาจจะเข้าใจว่า การวางแผนการเงินอาจจะทำให้เรารวย มีเงินใช้เยอะๆ แต่เป้าหมายหลักของการวางแผนการเงิน คือ ช่วยให้การดำเนินชีวิตของเราในแต่ละวันไม่ต้องกังวลกับเรื่องการเงิน รวมถึงช่วยให้สามารถดำเนินชีวิตได้ในแบบที่ต้องการ โดยมีเงินเป็นเครื่องมือในการช่วยให้ไปถึงเป้าหมายนั้นๆ ดังนั้น การวางแผนการเงินอย่างมีวินัย มีเป้าหมายเล็ก ๆ ในแต่ละวัน เป็นนักอ่านและผู้ฟังที่ดี เพื่อให้เราสามารถพัฒนาต่อยอดทั้งความรู้และเงินของตนเองได้เสมอ จะช่วยให้เรามีชีวิตการเงินที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน สรุป ㅤㅤทั้งหมดนี้คือเช็คลิสต์วิธีวางแผนการเงินที่สามารถทำตามได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อทำให้ชีวิตการทำงานมีความมั่นคงมากขึ้น ทั้งนี้ เราควรนำไปปรับใช้กับสถานะทางการเงิน และกรอบเวลาของตนเองอย่างเหมาะสม เพื่อให้การวางแผนการเงิน ทำได้อย่างราบรื่น และไปถึงเป้าหมายโดยที่ไม่กดดันตัวเองจนเกินไป ㅤㅤปรึกษาวิธีวางแผนการเงิน เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายและสุขภาพทางการเงินในปัจจุบันของคุณกับผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินจาก Lumpsum คลิกที่เว็บไซต์ www.lumpsum.in.th หรือที่แอปพลิเคชัน Lumpsum บนระบบ IOS และ Android

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  16 สิงหาคม 2567

10 บัญชีเงินฝากดิจิทัลดอกเบี้ยสูง เดือนมกราคม

ปัจจุบันหลายคนก็หันมาใช้บัญชีเงินฝากดิจิทัลกันหมดแล้ว เพราะมีความสะดวกสบาย โอนง่าย จ่ายคล่อง และทำธุรกรรมเงินได้หลายรูปแบบ จบครบในมือถือเครื่องเดียววันนี้ Lumpsum จึงพามาส่องกับ 10 บัญชีเงินฝากดิจิทัลที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงที่สุด มีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย 1.B-You Max ดอกเบี้ยสูงสุด : 6.00 %จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคมเงื่อนไข : สำหรับลูกค้าใหม่ เฉพาะบุคคลธรรมดาฝากขั้นต่ำ 2,000 บาท และเงินฝากไม่เกิน 10,000 บาทรายละเอียดเพิ่มเติม 2.KKP Start saving ดอกเบี้ยสูงสุด : 4.00 %จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคมเงื่อนไข : เฉพาะยอดเงินฝากส่วนที่เกิน 5,000 บาทแต่ไม่เกิน 10,000 บาทรายละเอียดเพิ่มเติม 3.Dime ! Save ดอกเบี้ยสูงสุด : 3.00 %จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคมเงื่อนไข : เฉพาะยอดเงินฝากไม่เกิน 10,000 บาท (เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคมเป็นต้นไป)รายละเอียดเพิ่มเติม 4.Chill-D ดอกเบี้ยสูงสุด : 2.88 %จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือนเงื่อนไข : เฉพาะเงินฝากส่วนที่เกิน 50,000 ถึง 100,000 บาทรายละเอียดเพิ่มเติม 5.Kept ดอกเบี้ยสูงสุด : 2.22%จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือนเงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 5 ล้านบาท และจะได้ดอกเบี้ยเมื่อฝากตั้งแต่เดือน 13 - 24รายละเอียดเพิ่มเติม 6.ttb Me Save ดอกเบี้ยสูงสุด : 2.20 %จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคมเงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 1 แสนบาท และต้องมียอดเงินฝากมากกว่าถอนในแต่ละเดือนรายละเอียดเพิ่มเติม 7.ECO Saving ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.75 %จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคมเงื่อนไข : เฉพาะลูกค้าสินเชื่อและมียอดเงินฝากไม่เกิน 5 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม 8.กรุงศรี มีแต่ได้ ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.50 %จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือนเงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม 9.K-eSavings ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.50 %จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคมเงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 1 แสนบาทรายละเอียดเพิ่มเติม 10.SCB Easy Savings ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.50 %จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคมเงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม

  ธนากร นวมรัตน์


  05 มกราคม 2567

แผนการเงินแบบปลอดภัย ไม่ได้แปลว่าไม่เสี่ยง

เมื่อความแน่นอนที่สุด คือ ความไม่แน่นอน ….ในยุคที่อะไรๆก็ดูเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว หลายอย่างที่เคยปลอดภัยแน่นอนก็ดูจะไม่แน่นอนขึ้นมา อย่าง งาน เงิน ที่แต่ก่อนเรารู้สึกว่ามั่นคงก็อาจจะไม่มั่นคงอีกต่อไป…ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายปีที่ผ่านมา เราทั้งโลกต่างต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่าง เห็นความเสี่ยงของชีวิตในมิติที่ชัดขึ้น ตั้งแต่ความเสี่ยงสุขภาพที่มากขึ้น ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ผันผวน ความเสี่ยงทางการเงินที่แม้แต่เงินเก็บจากการทำงานอย่างหนักฝากธนาคารเอาไว้ที่เคยปลอดภัย แต่วันนี้เหมือนว่าความเสี่ยงใกล้เข้ามาเคาะประตูหน้าบ้านของคุณมากขึ้นทุกที ความฝันที่อยากมั่งคั่งก็ยิ่งดูเลือนลางช่วงปี 2021 - 2023 ตัวเลขดัชนีเงินเฟ้อประเทศไทย ปรับขึ้นสูงสุดในรอบ 24 ปี ซึ่งในปี 2022 เงินเฟ้อเฉลี่ยพุ่งสูงถึง 6.08% แม้ว่าจะมีปัจจัยหลักมาจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นก็ตาม แต่หากมองภาพรวมจะเห็นว่าค่าครองชีพได้ปรับตัวขึ้นจริงซึ่งสะท้อนว่า เราต้องเจอกับความเสี่ยงทางการเงินมากขึ้นทุกวัน ความมั่งคั่งที่เคยมีก็ลดลงไปเช่นกัน แหล่งเงินออมที่ดูปลอดภัยอาจไม่สามารถรักษาระดับความมั่งคั่งเราไว้เท่าเดิมได้ แม้ในระยะสั้นอาจจะไม่เห็นชัดขนาดนั้น แต่ระยะยาวมีโอกาสที่จะลดความมั่งคั่งคุณลงไปแบบที่หลายคนอาจจะคิดไม่ถึงเลยทีเดียว เพื่อให้เห็นภาพมาก ลองไปดูตัวอย่างเล็กๆกันครับ สมมติ เงินเก็บของคุณวันนี้มี 10 ล้านบาท ที่เงินเฟ้อทั่วไป 3% เมื่อผ่านไป 10 ปี คุณอาจจะมีจำนวนเงินเท่าเดิม แต่สิ่งที่ต่างออกไป คือ อำนาจในการจ่ายของคุณจาก 10 ล้านบาท จะลดลงเหลือเพียง 7,374,241 บาทซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมเงินเฟ้อเล็กๆ แค่ 3% ทำให้เงินของเราหายไปได้เกือบ 3 ล้านก่อนอื่นทำต้องทำความเข้าใจกันก่อนครับว่าสาเหตุของเงินเฟ้อมาจากมูลค่าของสินค้าและบริการต่างๆมีมูลค่าสูงขึ้นซึ่งก็สามารถเกิดได้ตั้งแต่ เศรษฐกิจดีขึ้น คนจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ความต้องการสินค้าสูงขึ้น จึงส่งผลให้ราคาสินค้าปรับสูงขึ้น หรืออีกในกรณีคือ ต้นทุนการผลิตสูง ราคาวัตถุดิบ จนถึงต้นทุนการขนส่ง และแน่นอนว่าก็ทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นได้เช่นกันจำนวนเงินเท่าเดิม ในช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไปจึงไม่สามารถซื้อของได้เท่าเดิมนั่นยิ่งตอกย้ำว่าแม้คุณจะไม่กล้าเสี่ยง แต่ความเสี่ยงอาจจะอยู่ใกล้ๆ จากสัดส่วน เล็กๆเพียง 3% แต่เมื่อบวกกับเวลาที่มากพอนั่นอาจมีพลังมหาศาลที่ค่อยๆ ขโมยความมั่งคั่งคุณหายไปแบบไม่รู้ตัวและนี่ยังไม่รวมความไม่แน่นอนต่างๆที่หลายคนต้องเผชิญ อย่างค่าใช้จ่ายจำเป็นแต่ไม่ประจำ และค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน อย่างค่าประกันต่างๆ ค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นทุกปี ค่าซ่อมแซมบ้าน รถยนต์ ที่พร้อมจะดึงเงินในกระเป๋าคุณออกไปเมื่อไหร่ก็ได้เมื่อเห็นแบบนี้ สิ่งที่หลายคนอาจจะเกิดคำถามต่อว่า แล้วเราจะลดความเสี่ยงเพื่อรักษาความมั่งคั่งนี้ไว้ได้ยังไงคำตอบ คือผลตอบแทน - เงินเฟ้อแน่นอนว่าเงินเฟ้อทำให้มูลค่าเงินลดลง สิ่งที่จะช่วยให้เกมนี้เรากลับมาชนะได้ ก็คือการใส่พลังของผลตอบแทนนั่นเอง ซึ่งก็จะช่วยให้อำนาจของเงินที่คุณมีกลับมาอยู่ในระบบเท่าเดิม หรือดีกว่านั้นก็สามารถช่วยให้คุณได้เพิ่มระดับความมั่งคั่งสูงขึ้นได้อีกด้วยแต่ก็ต้องบอกว่า ในโลกของการลงทุนมันก็ไม่ได้สวยงามขนาดนั้นเพราะเมื่อคุณกระโดดเข้ามาคาดหวังผลตอบแทนที่สูงกว่าระดับเงินเฟ้อ ก็ต้องแลกมากับความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วยอย่าลืม !!! ว่าโลกไม่ได้ให้อะไรเราแบบฟรีๆ การลงทุนที่คาดหวังผลตอบแทนที่สูง ก็แลกมากับความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วยเช่นกันหลายๆคนอาจจะเข้าใจเรื่องพลังของดอกเบี้ยทบต้น (compound interest) เป็นอย่างดีหรือบางคนก็อาจจะกลัวเงินเฟ้อมากเกินไป จนกระโดดมาในโลกการลงทุนด้วยความเข้าใจแบบผิดๆ ว่าการลงทุนจะให้แต่ผลตอบแทนดีๆแก่คุณเท่านั้นเพื่อให้เห็นภาพในเรื่องชัดเจนมากขึ้นอีกครั้ง เราจะพาคุณไปดูในขาผลตอบแทนกันบ้าง… สมมติ คุณมีเงินเท่าเดิมกับตัวอย่างก่อนหน้า คือ 10 ล้านบาท คุณลงทุนที่ผลตอบแทน 5% ในระยะเวลา 10 ปี เงิน10ล้านบาท จะเพิ่มความมั่งคั่ง สูงถึง 16,288,946 บาท ซึ่งแน่นอนว่ามันสามารถทำให้คุณชนะเงินเฟ้อได้และยังช่วยเพิ่มระดับความมั่งคั่งให้คุณได้อีกด้วยเห็นแบบนี้แล้ว หลายๆคนที่อยากชนะเงินเฟ้อและอยากเพิ่มความมั่งคั่ง เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตการเงินที่ดีขึ้น รวยขึ้น หรืออยากที่จะมีอิสระภาพทางการเงิน ล้วนต่อแถวกันเข้ามาในโลกของการลงทุนอย่างต่อเนื่องแต่อย่างที่ได้กล่าวในตอนต้น โลกใบนี้ไม่ได้ให้อะไรคุณมาแบบฟรีๆ ในโลกการลงทุนก็เช่นกันถ้าคุณมีเพื่อนที่ลงทุน หรืออยู่ในสังคม ในกลุ่มของการลงทุน คุณลองสังเกตดูครับ ว่าจะมีคนที่เข้ามาอย่างฮึกเฮิม และออกไปอย่างเหี่ยวเฉา จะมีคนที่กล้าได้กล้าเสี่ยง แต่ออกไปแบบทั้งๆที่ยังไม่สำเร็จทำไมถึงเป็นแบบนั้นกัน ?… เพราะ การลงทุน มันแลกมาด้วยความเสี่ยงยังไงละ …หลายๆคนอาจจะรู้สึกว่า ถ้าเลือกสินทรัพย์ดี ผลตอบแทนสูง ก็น่าจะทำให้คุณประสบความสำเร็จได้ แต่อย่าลืมว่า แต่ละสินทรัพย์มีวัฏจักรของตัวเอง มีจังหวะที่ขึ้น มีจังหวะที่ลง มีปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ อย่างเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นในสังคม การเมือง ประกอบด้วยแม้คุณจะเลือกสินทรัพย์ดี แต่คุณก็อาจจะต้องเจอกับช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี สังคมวุ่นวายขาดความเชื่อมั่น ซึ่งในระยะสั้น อาจทำให้หลายคนหนีออกไปจากตลาดก่อน เพราะผลขาดทุนในระยะสั้นรวมถึงผิดจากความคาดหวังว่าการลงทุนมีเฉพาะผลตอบแทนดีๆแค่ด้านเดียวเมื่ออะไรหลายๆอย่างก็ดูเสี่ยงและไม่แน่นอน เราจะจัดการกับสถาวะแบบนี้รวมถึงความรู้สึกของเรายังไงดี ?ผมอยากชวนให้คุณทำความเข้าใจก่อนครับ ว่าการวางแผนการเงินเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน ไม่ได้มีเรื่องของผลตอบแทนอย่างเดียว แต่ยังมีองค์ประกอบสำคัญอื่นๆอีก คือ- เป้าหมาย- จำนวนเงิน- เวลา- ความเสี่ยงแม้ว่าเราอาจจะต้องพบเจอกับเงินเฟ้ออย่างหลีกไม่ได้ แต่หากเงินจำนวนนั้น มีเพื่อเป้าหมายระยะสั้นและเป็นเป้าหมายสำคัญมากๆ การเก็บเงินก้อนนั้นไว้ในที่ปลอดภัยก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่ ถึงจะไม่สามารถชนะเงินเฟ้อได้ แต่เราสามารถมั่นใจได้ว่า เรามีเงินพอใช้ตามเป้าหมายแน่นอน และที่สำคัญระยะสั้นเงินเฟ้ออาจไม่ได้กระทบสูงมากขนาดที่หลายคนกังวลมากเกินไปแต่ถ้าความเสี่ยงที่ต้องแลกมาจากการลงทุน อาจไม่คุ้มเสีย เพราะการลงทุน ไม่ได้มีแค่ จำนวนเงิน และผลตอบแทนเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของเวลาที่เป็นส่วนสำคัญเข้ามาประกอบอีกด้วยดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจว่าเอาเงินไปไว้ตรงไหนกันดีผมอยากแนะนำให้คุณแบ่งเงินเป็น 4 ส่วนหลักๆ ตามนี้ครับ 1.วางแผนเก็บเงินสำรองก่อน ถ้ามีเรื่องจำเป็นจะต้องใช้เงิน ก็ดึงก้อนนี้ออกมาใช้ได้เลยทันทีเงินก้อนนี้เราจะเอาไว้ในฝั่ง”เงินฝาก” เน้นปลอดภัย มีสภาพคล่อง ยังไม่ต้องพูดเรื่องผลตอบแทนให้ปวดหัว เพราะเวลาต้องใช้เงินจริงๆ เชื่อเถอะ เราไม่สนใจเงินเฟ้อหรือผลตอบแทนหรอก เราแค่อยากได้เงินมาจัดการค่าใช้ตรงนี้แค่นั้นแหละ 2. วางแผนสำหรับเป้าหมายสำคัญแต่มีเวลาน้อย(เป้าหมายระยะสั้น 1-3 ปี) แผนนี้เพื่อทำตามเป้าหมายที่ต้องการ ซึ่งก็พอมีเวลาเก็บเงินขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังไม่มาก( 1-3ปี) เป้าหมายสำคัญแต่มีเวลาน้อยเลื่อนออกไปไม่ได้ เป้าหมายแบบนี้เราคงไม่อยากเลื่อนหรือไปวัดใจแน่ๆ เงินก้อนนี้เราจะเอาไว้ในฝั่ง”เงินฝาก” เป็นหลัก แต่สามารถแบ่งไปฝั่ง “ลงทุน” ได้บ้าง แต่ควรเป็นสัดส่วนเล็กๆและเน้นสินทรัพย์ที่ไม่ได้ผันผวนหวือหวา 3.แผนระยะกลาง...พอมีเวลาให้เก็บเงินขึ้นอีกหน่อย (3-5 ปี) แผนนี้เริ่มหายใจหายคอง่ายหน่อย เริ่มมีเวลามากขึ้น สร้างทางเลือกได้มากขึ้น สามารถปรับสัดส่วนลงทุนได้เพิ่มขึ้น และเริ่มเพิ่มความเสี่ยงขึ้นมาได้อีกหน่อย อย่างหุ้นกู้ที่ระยะยาวขึ้น เลือกลงกองทุนดัชนี หรือสะสมหุ้นพื้นฐานดีในเวลาที่ต้นทุนดีก็ยังไหว 4.แผนระยะยาว...มีระยะเวลาเก็บเงินกันยาวๆ (5-7 ปี ขึ้นไป) สำหรับแผนนี้มีเวลาเยอะ อย่างแผนเกษียณ มีเวลาให้สินทรัพย์ที่ลงทุนสามารถผันผวนได้ และแม้จะผิดทางอยู่บ้าง แต่เราจะมีเวลามากพอสำหรับการเตรียมแผนสำรอง ซึ่งแผนนี้แหละ สำหรับคนที่ “กังวลเรื่องเงินเฟ้อ กังวลว่าถือเงินสำรองแล้วก้อนนั้นจะไม่ได้กำไร กังวลเรื่องความเสี่ยงจากการลงทุน” นี่จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยดึงผลตอบแทนรวมทั้งหมดสูงขึ้นผมว่าเงินทั้งหมด อาจจะไม่จำเป็นต้องสร้างผลตอบแทนสูงสุด แต่เราคาดหวังแค่ให้เงินจำนวนนี้ไม่ลดมูลค่าลงเร็วเกินไปโดยที่เราไม่ลงมือทำอะไรเลยและหวังว่าการบริหารผลตอบแทนนี้จะพอที่จะช่วยสร้างความมั่งคั่ง ทำให้เราออกแรงน้อยลงบ้าง และพร้อมรับมือกับยุคที่มีแต่ความไม่แน่อนให้ได้ แค่นั้นเอง…ธนสิทธิ์ ปังสมบูรณ์สุขที่ปรึกษาการเงิน AFPT และ นักวางแผนการลงทุน ปรึกษาวางแผนการเงินส่วนบุคคลแบบครบวงจรได้ที่ Lumpsum สนใจรับคำแนะนำ สมัครวันนี้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย คลิกที่นี่

  เทส ธนสิทธิ์


  14 ธันวาคม 2566

10 บัญชีเงินฝากดิจิทัลดอกเบี้ยสูง เดือนธันวาคม

ปัจจุบันหลายคนก็หันมาใช้บัญชีเงินฝากดิจิทัลกันหมดแล้ว เพราะมีความสะดวกสบาย โอนง่าย จ่ายคล่อง และทำธุรกรรมเงินได้หลายรูปแบบ จบครบในมือถือเครื่องเดียววันนี้ Lumpsum จึงพามาส่องกับ 10 บัญชีเงินฝากดิจิทัลที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงที่สุด มีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย 1.B-You Max ดอกเบี้ยสูงสุด : 6.00 %จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคมเงื่อนไข : สำหรับลูกค้าใหม่ เฉพาะบุคคลธรรมดาฝากขั้นต่ำ 2,000 บาท และเงินฝากไม่เกิน 10,000 บาทรายละเอียดเพิ่มเติม 2.KKP Start saving ดอกเบี้ยสูงสุด : 4.00 %จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคมเงื่อนไข : เฉพาะยอดเงินฝากส่วนที่เกิน 5,000 บาทแต่ไม่เกิน 10,000 บาทรายละเอียดเพิ่มเติม 3.Dime ! Save ดอกเบี้ยสูงสุด : 3.00 %จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคมเงื่อนไข : เฉพาะยอดเงินฝากไม่เกิน 10,000 บาท (เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคมเป็นต้นไป)รายละเอียดเพิ่มเติม 4.Chill-D ดอกเบี้ยสูงสุด : 2.88 %จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือนเงื่อนไข : เฉพาะเงินฝากส่วนที่เกิน 50,000 ถึง 100,000 บาทรายละเอียดเพิ่มเติม 5.ttb Me Save ดอกเบี้ยสูงสุด : 2.20 %จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคมเงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 1 แสนบาท และต้องมียอดเงินฝากมากกว่าถอนในแต่ละเดือนรายละเอียดเพิ่มเติม 6.Kept ดอกเบี้ยสูงสุด : 2.00%จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือนเงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 5 ล้านบาท และจะได้ดอกเบี้ยเมื่อฝากตั้งแต่เดือน 13 - 24รายละเอียดเพิ่มเติม 7.ECO Saving ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.75 %จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคมเงื่อนไข : เฉพาะลูกค้าสินเชื่อและมียอดเงินฝากไม่เกิน 5 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม 8.กรุงศรี มีแต่ได้ ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.50 %จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือนเงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม 9.K-eSavings ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.50 %จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคมเงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 1 แสนบาทรายละเอียดเพิ่มเติม 10.SCB Easy Savings ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.50 %จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคมเงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม

  ธนากร นวมรัตน์


  12 ธันวาคม 2566

6 เสาหลักสุขภาพการเงินที่ดี

จะสิ้นปีกันแล้ว ทุกคนเคยตรวจสุขภาพทางการเงินกันบ้างไหม ?หลายคนฟังก็อาจจะงง "เรื่องเงินๆทองๆ นี่มันต้องตรวจสุขภาพด้วยเรอะ" แอดจะเล่าให้ฟังอย่างนี้สุขภาพการเงิน ก็เหมือนกับสุขภาพร่างกายที่ควรตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเพื่อให้รู้ว่ามีตรงไหนต้องรักษา ต้องเพิ่มเติม เราตรวจสุขภาพร่างกายเพื่อความแข็งแรงส่วนสุขภาพการเงิน เราตรวจเพื่อความมั่งคั่งในหนังสือ Money101 ของโค้ชหนุ่ม ระบุถึงหลักการเงินส่วนบุคคล ที่เรียบง่าย แต่ครบถ้วน และใช้ได้ตั้งแต่เกิดจนตาย โดยเริ่มจาก ส่วนฐานด้านล่างทั้ง 3 ข้อ ซึ่งเป็นเป็นคุณสมบัติสำคัญที่คนประสบความสำเร็จทางเงินส่วนใหญ่ต้องมี เพราะเป็นส่วนฐานที่เราต้องให้ความสนใจและทำให้มั่นคงและแข็งแรงก่อน โดยฐานทั้ง 3 ข้อ คือ 1. มีความรับผิดชอบทางการเงิน 2. มีความรู้ทางการเงิน มีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงินทั้ง 4 ด้าน คือ รายได้ ค่าใช้จ่าย การออม และการลงทุน รวมถึงสามารถประยุกต์ใช้กับชีวิตตัวเองได้อย่างเหมาะสม 3. มีวินัยทางการเงิน หมายถึง การลงมือปฏิบัติตามแผนอย่างเคร่งครัด เพื่อไปถึงเป้าหมายทางการเงินที่ตั้งไว้ พอเรามีฐานทั้ง 3 ข้อนี้ที่แข็งแรง ก็มาถึงขั้นตรวจเช็กสุขภาพการเงินของเราผ่าน เสาหลักทั้ง 6 ต้น คือ 1. สภาพคล่องดี ในแต่ละเดือนมีเงินกิน-ใช้ และมีเงินเหลือเก็บได้อย่างน้อย 10% ของเงินทั้งหมดที่หาได้ในแต่ละเดือน ไม่จำเป็นต้องมีรายได้หลักแสน ขอแค่รายได้สอดคล้องกับรายจ่ายก็พอ 2. ปลอดหนี้จน ไม่มีหนี้บริโภค เช่น หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรกดเงินสด หนี้นอกระบบ 3. พร้อมชนความเสี่ยง หากมีเหตุไม่คาดฝัน เช่น เจ็บป่วย หรือ อุบัติเหตุ คุณมีเงินสำรอง หรือมีตัวช่วย เช่น สวัสดิการ หรือ ประกัน ไว้พร้อมจัดการค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น 4. มีเสบียงสำรอง มีเงินสำรองเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 6 เดือน หากต้องตกงาน หรือสูญเสียรายได้ 5. สอดคล้องเกณฑ์ภาษี สามารถวางแผนภาษี ใช้สิทธิลดหย่อนได้ถูกต้องและเกิดประโยชน์สูงสุด 6. บั้นปลายมีทุนเกษียณ รู้เป้าหมายเงินเกษียณที่ตนเองต้องการ และเริ่มเก็บเงินสำหรับเกษียณแล้ว ลองตรวจเช็กดูว่าเราทำได้ครบทั้ง 6 ข้อไหม เริ่มตั้งแต่การสร้างสภาพคล่องที่ดี ไม่มีหนี้จน พวกหนี้บัตรเครดิต มีเงินสำรองฉุกเฉินหรือทำประกันเอาไว้ด้วย วางแผนลดหย่อนภาษีทุกๆปีเพื่อให้มีเงินเก็บเพิ่ม และให้ความสำคัญเรื่องชีวิตในวัยเกษียณด้วย ถ้าเราทำได้ครบทั้ง 6 ข้อ นั่นหมายความว่าสุขภาพเราสตรองและแข็งแกร่งแล้ว แต่ถ้าใครยังขาดข้อไหนก็ให้พยายามทำไปทีละข้อ เพื่อเสริมให้เสาหลักของเราแข็งแรงและมีสุขภาพทางการเงินที่ดีแบบที่เราต้องการ ส่วนแอดเองในด้านสุขภาพการเงินถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีแล้ว เหลือเพียงเรื่องการลงทุนเพื่อนำผมไปสู่อิสรภาพทางการเงิน สู้ไปด้วยกันนะครับ เริ่มต้นวางแผนวันนี้เพื่อสุขภาพการเงินที่ดี คลิกที่นี่ หรือ line: @lumpsumofficial

  ธนากร นวมรัตน์


  16 พฤศจิกายน 2566

6 ขั้นตอนวางแผนการเงิน ฉบับมืออาชีพ

หากเปรียบคน 2 คน คนแรกเป็นคนในพื้นที่ คุ้นเคยกับพื้นที่นั้น ๆ ดีอยู่แล้ว เวลาเดินทางเขาแทบไม่ได้วางแผนอะไรเลย เพราะด้วยความคุ้นเคย รู้จักถนนหนทางเป็นอย่างดี กับอีกคนเป็นคนต่างถิ่น หากจะเดินทางไปในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยหรือยังไม่เคยไป ถ้าเขาวางแผนการเดินทางก่อนเดินทางจริง ๆ ก็ย่อมง่ายกว่าที่จะด้นสด ไปตายเอาดาบหน้า กับโลกก็เงินก็เช่นกัน ยิ่งไม่มี ยิ่งต้องวางแผนการเงิน เริ่มต้นได้ง่าย ๆ เพียง 6 ขั้นตอน ตามหลักพีระมิดการเงิน ขั้นตอนที่ 1 รู้จักตัวเองจากการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย การทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย เป็นจุดเริ่มต้นการวางแผนการเงินที่ดีที่สุด เพราะจะทำให้เราเห็นว่ามีรายรับจากกี่ช่องทาง เป็นเงินเท่าไหร่ ใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง ทั้งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงสิ่งที่มองว่าฟุ่มเฟือย จริง ๆ แล้วการจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย ไม่ได้ทำให้รายได้เพิ่ม แต่จะช่วยลดรายจ่าย จากการ ลด ละ เลิก อบายมุข และสิ่งฟุ่มเฟือย เพราะการจดจะทำให้เราเห็นยอดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ จนเกิดความเสียดาย หรือคิดได้ว่า ถ้าเราไม่จ่ายหรือลดมันลง เราก็ยังอยู่ได้ ไม่ตายนั่นเองครับ ขั้นตอนที่ 2 วางแผนจัดการหนี้ไม่ให้เกินตัว เรื่องหนี้เป็นอีกเรื่องสำคัญ เราต้องวางแผนจัดการหนี้ไม่ให้เกิดตัว โดยสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ดังนี้ 1. อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์ = (หนี้สินรวม / สินทรัพย์รวม) x 100 แสดงถึงระดับหนี้สิน เกณฑ์มาตรฐาน น้อยกว่า 50% 2. อัตราส่วนการชำระคืนหนี้สิน = (รายจ่ายชำระหนี้สิน / รายรับรวม) x 100 วัดความสามารถในการจ่ายหนี้คืนเทียบกับรายได้รับ เกณฑ์มาตรฐาน น้อยกว่า 35%-45% 3. อัตราส่วนการชำระคืนหนี้สินที่ไม่ใช่การจดจำนอง = (รายจ่ายชำระหนี้สินที่ไม่รวมการจดจำนอง / รายรับรวม) x 100 วัดพฤติกรรมการใช้จ่ายเกินตัว เกณฑ์มาตรฐาน น้อยกว่า 15%-20% ขั้นตอนที่ 3 เงินสำรองฉุกเฉินสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน “เงินสำรองฉุกเฉิน” เงินก้อนนี้ถือเป็นพื้นฐานด้านการเงินเลยก็ว่าได้ครับ เพราะในชีวิตของเรา มีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยที่เราไม่มีวันรู้ล่วงหน้า เช่น ถูกให้ออกจากงานกะทันหัน เจ็บป่วยหนัก เป็นต้น “เงินสำรองฉุกเฉิน” ก้อนนี้จึงสำคัญมาก ๆ ปกติจะคำนวณเงินสำรองฉุกเฉินจากค่าใช้จ่ายรายเดือนเป็นหลัก โดยเกณฑ์การคำนวณจะแบ่งออกเป็น 2 แนวคิด คือ สำหรับมนุษย์เงินเดือน และสำหรับคนทำงานฟรีแลนซ์ สำหรับมนุษย์เงินเดือน มีรายได้ต่อเดือนที่แน่นอน ทำให้ได้เปรียบในการจัดสรรและจัดการรายได้ที่มีเข้ามา ตามทฤษฎีจึงแนะนำให้สำรองเงินฉุกเฉินไว้ที่ประมาณ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน ส่วนคนทำงานฟรีแลนซ์ มักจะมีรายได้ที่ไม่แน่นอนในแต่ละเดือน บางเดือนก็อาจมีงานเยอะ งานล้น ทำงาน รับทรัพย์กันไม่ทันก็มี หรือบางเดือนอาจเงียบหน่อย รายได้จึงขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่สามารถคาดเดาได้ ดังนั้น อาจจะต้องสำรองเงินฉุกเฉินไว้มากกว่ามนุษย์เงินเดือนถึงประมาณ 1 เท่าตัวเลยทีเดียว นั่นก็คือ 6-12 เท่าของค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน บทเรียนจากวิกฤติ COVID-19 อาจจะมากกว่านี้ก็ได้ เช่น 12-24 เดือน แต่ก็ไม่ควรมากจนเกินไป เพราะจะทำให้เสียโอกาสในการลงทุน ขั้นตอนที่ 4 ส่งต่อความเสี่ยงด้วยการทำประกัน เราสามารถส่งต่อหรือปิดความเสี่ยงด้วยการทำประกันหลัก ๆ 2 ด้าน ดังนี้ 1. ด้านชีวิต เช่น ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้าย เป็นต้น 2. ด้านทรัพย์สิน เป็น ประกันภัยต่าง ๆ อัคคีภัย อุบัติเหตุ เป็นต้น เราต้องสำรวจตัวเองครับว่ามีความเสี่ยงด้านไหนมากที่สุด แล้วส่งต่อหรือปิดความเสี่ยงเหล่านั้นด้วยการทำประกัน “ประกัน” หลาย ๆ อย่าง มีไวอุ่นใจ ไม่ต้องเคลม (เช่น ประกันโรคร้าย) ขั้นตอนที่ 5 วางแผนเกษียณเพื่อชีวิตปั้นปลายที่มีความสุข วันที่โรยราไปตามกาลเวลา แรงทำงานน้อยลง ปัญหาสุขภาพมากขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก ๆ ที่เราควรวางแผนเกษียณตั้งแต่อายุยังน้อย เริ่มก่อนได้เปรียบจริง ๆ นะครับ ขั้นตอนที่ 6 วางแผนลงทุน “เงินต่อเงิน” ให้เงินทำงานแต่ละบาทกว่าจะหามาได้ไม่ใช่ง่าย ๆ ใช่มั้ยครับ เหงื่อไม่ออกไม่ได้เงินหรอก มันเป็นสัจธรรม เพราะฉะนั้นได้เงินมาแล้ว นอกจากแบ่งกิน แบ่งใช้ แบ่งเก็บแล้ว ต้องรู้จักแบ่งบางส่วนไปลงทุน “เงินต่อเงิน” ให้เงินทำงาน แต่ต้องลงทุนในสิ่งที่รู้และเข้าใจ ไม่โลภเกินตัว จนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพนะครับ เริ่มต้นวางแผนวันนี้เพื่อสุขภาพการเงินที่ดี คลิกที่นี่ หรือ line: @lumpsumofficial

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  16 พฤศจิกายน 2566

เงิน 4 ด้านของพ่อรวยที่ถูกต้อง และนำไปใช้ได้จริง

หลายคนคงเคยได้ยินทฤษฏีเงิน 4 ด้านของ โรเบิร์ต คิโยซากิ ผู้เขียนหนังสือขายดีตลอดกาล “พ่อรวยสอนลูก” และผมก็ได้ยินหลายต่อหลายคนเช่นกันที่อ่านหนังสือ พ่อรวยสอนลูกแล้วอยากลาออกจากงานประจำ มาเป็นเจ้าของธุรกิจ เพราะคิดว่างานประจำไม่สามารถทำให้เราไปถึงอิสรภาพทางการเงินได้ ซึ่งจริงๆแล้วนั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจเงิน 4 ด้านที่ถูกต้องกัน ทฤษฎีเงิน 4 ด้านของพ่อรวยสอนลูก คือ แหล่งรายได้ 4 ช่องทาง ผ่านสัญลักษณ์ E – S – B – I E - Employee รายได้จากงานประจำ งานประจำมีรายได้ที่สม่ำเสมอ มีสวัสดิการ และมีความมั่นคง S - Self Employed รายได้จากกิจการส่วนตัว จะเป็นรายได้เสริม รับจ้าง เช่น Freelance , สอนพิเศษ ซึ่งรายได้จะขึ้นอยู่กับคุณค่าและปริมาณงานที่ทำ B - Business Owner รายได้จากธุรกิจส่วนตัว มีธุรกิจเป็นของตนเอง สามารถมั่งคั่งได้ถ้าสร้างระบบดี มีรายจ่ายหรือเงินทำธุรกิจที่ค่อนข้างสูงและมีโอกาสขาดทุน I - Investor รายได้จากการลงทุน นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์เพื่อหวังเงินปันผลจากดอกเบี้ยและผลตอบแทนการลงทุน มีโอกาสได้กำไรและขาดทุน เงิน 4 ด้านนี้ยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เรียกว่า Active Income รายได้จาก E (งานประจำ) และ S(รายได้จากกิจการส่วนตัว) แรง+เวลา = เงิน คือรายได้ที่เกิดจากการทำงานอยู่ตลอดเวลา หากวันไหนเราป่วยหรือหยุดทำงานรายได้ก็จะลดหรือหายตามไปด้วย กลุ่มที่ 2 เรียกว่า Passive Income รายได้จาก B(ธุรกิจส่วนตัว) และ I(ลงทุน) แรง+เวลาในการสร้างธุรกิจ = เงิน คือรายได้ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาแม้ว่าเราจะหยุดทำงานไป สิ่งนี้เองที่ทำให้คนที่อ่านหลายคนมักเข้าใจผิดว่า งานประจำนั้นไม่สำคัญ เพราะเมื่อไม่ทำงานแล้วก็จะไม่มีรายได้เข้ามา และคิดว่างานประจำไม่สามารถนำชีวิตเราไปสู่อิสรภาพทางการเงินได้ หันมาให้ความสนใจกับการสร้างธุรกิจเพียงอย่างเดียว หลายคนถึงขั้นลาออกมาทำธุรกิจโดยที่ไม่พร้อมและยังศึกษาไม่ดี จริง ๆ แล้ว ใจความสำคัญของ “เงิน 4 ด้านของพ่อรวยที่ถูกต้อง” คือการชี้ให้เห็นถึงแหล่งรายได้ที่แตกต่างกันในโลกการเงิน และปลูกฝังให้เราสร้างแหล่งรายได้มากกว่า 1 ทาง เพราะการมีรายได้เพียงทางเดียวนั้นมีความเสี่ยงสูง ถ้าเกิดวันใดวันนึงเราขาดรายได้จากด้านนั้นไป จะเกิดปัญหาตามมาทันที รายได้ทั้ง 4 รูปแบบ จึงมีความสำคัญเท่ากันหมด ไม่มีอันไหนดีกว่าหรือด้อยกว่ากัน อยู่ที่เราชอบและมีความสุขกับมัน เป็นพนักงานประจำก็สามารถมีอิสรภาพทางการเงินได้ ถ้ารู้จักเริ่มเก็บออมและนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่รู้จักและศึกษามาเป็นอย่างดี หรือจะทำงานไปด้วยแล้วก็สร้างธุรกิจส่วนตัวไปด้วย ค่อย ๆ ทำค่อย ๆ เรียนรู้ จนเมื่อมีรายได้จากธุรกิจมากพอที่จะทดแทนได้ ก็ค่อยคิดกันอีกที หรือหากอยากทำงานประจำจนเกษียณ ก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่อย่าลืมหารายได้จากแหล่งอื่นควบคู่กันไปด้วย เพื่อป้องกันความเสี่ยงของตัวเอง ใครที่ตอนนี้ยังมีรายเพียงทางเดียวอยู่ ก็ลองค่อย ๆ ศึกษาและหาวิธีเพิ่มแหล่งช่องทางการหารายได้ในแบบของเราเอง อย่างแอดติดเกมมาก ก็เลยเปิดเพจให้ความรู้เกี่ยวกับเกมควบคู่ไปด้วยเลย ลองเริ่มจากสิ่งที่ตัวเองชอบเหมือนแอด และมองหาว่าเราจะทำเงินกับสิ่งนั้นได้ยังไง ไม่แน่นะครับ “อิสรภาพทางการเงิน” อาจจะอยู่ใกล้ ๆ เราแล้วก็ได้ ที่มา : หนังสือ Money Summary

  ธนากร นวมรัตน์


  15 พฤศจิกายน 2566

เริ่มต้นวางแผนการเงินอย่างง่าย ด้วยโหล 6 ใบ

เคยเป็นกันไหม “เงินเดือนออกมา แต่ไม่รู้ว่าต้องเอาเงินไปใช้จ่ายตรงไหนบ้าง จนสุดท้ายเงินทั้งหมดก็ถูกใช้ไปกับสิ่งของสิ้นเปลือง” “อยากไปเที่ยวต่างประเทศสักครั้ง ควรเก็บเงินเดือนละเท่าไหร่ดี ถึงจะไม่ไปกระทบส่วนอื่น” “จะแบ่งเงินเป็นกี่ส่วนดี ถึงจะมีเงินเที่ยว เงินออม และเงินสำหรับลงทุน” นั่นเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่มีเคล็ดลับหรือทฤษฎีการออมเงินที่ชัดเจน ได้มาก็ใช้ไป พอเงินเหลือก็ค่อยมาเก็บออม ซึ่งความคิดที่ว่า “ใช้เงินก่อน เหลือมาเท่าไหร่ค่อยเก็บ” ร้อยทั้งร้อยมักไม่เหลือเก็บ. ประจวบเหมาะกับแอดเองก็ไม่มีเคล็ดลับดีๆในการเก็บเงินเหมือนกัน แอดจึงหาไปทั่วจนมาเจอกับทฤษฎี “Jars System” เคล็ดลับการแบ่งเงินเป็น 6 โหล ของ T Harv Eker เจ้าของหนังสือขายดี “ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน” ที่จะเป็นแนวทางให้กับเราในการจัดสรรเงินในแต่ละเดือน ว่าควรนำไปหย่อนไว้ในโหลไหนบ้าง โดยทั้ง 6 โหลจะมีโหลอะไรบ้างไปดูกันเลย 1️.โหลค่าใช้จ่ายประจำวัน ( Necessity Account ) 55% โหลใบใหญ่ที่สุดเลยก็คือ โหลค่าใช้จ่าย เพราะนำไปใช้กับค่าใช้จ่ายทุกอย่างในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นหนี้บ้าน หนี้รถ หนี้บัตรเครดิต ค่าน้ำ ค่าไฟ รวมไปถึงค่าอาหารการกินในทุกๆวัน โดยจะแบ่งไว้ในโหลนี้ 55 % หรือถ้ามีรายได้ 20,000 บาท ต้องหย่อนไว้ในโหลนี้ 11,000 บาท 2️.โหลรางวัลให้ตัวเอง ( Play Account ) 10% เป็นโหลที่เก็บเอาไว้เพื่อตอบสนองความต้องการโดยเฉพาะ หาเงินมาเหนื่อยก็ใช้เพื่อความสุขตัวเองบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการไปเที่ยว ปาร์ตี้สังสรรค์ ช้อปออนไลน์ให้มันหายคันมือ ใช้ได้แต่อย่าลืมว่าใช้ได้เพียง 10 % ของรายได้เท่านั้น ถ้ามีรายได้ 20,000 จะใช้ได้ 2,000 นั่นเอง 3️.โหลการศึกษา ( Education Account ) 10% อยากมีรายได้เพิ่มขึ้น สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือการพัฒนาตัวเอง ยิ่งมีความรู้หรือมีความสามารถมาก เราก็มักจะได้เปรียบผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาต่อในปริญญาโท ปริญญาเอก หรือจะเป็นสิ่งที่เราชอบเราอยากเรียน เช่น เรียนเต้น เรียนทำอาหาร ล้วนมีค่าใช้ โหลนี้จึงมีความสำคัญเหมือนกัน 10% ของเงินเดือนรายได้ ถ้ารายได้ 20,000 เก็บ 2,000 บาท 4️.โหลการลงทุน ( Financial Freedom Account ) 10% โหลนี้เป็นโหลที่จะทำให้เรามีโอกาสที่จะพบกับอิสรภาพทางการเงินมากที่สุด โดยการนำเงินที่ได้มาไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนกลับมา ไม่ว่าจะเป็น หุ้น กองทุนรวม หรือใครที่ไม่ชอบรับความเสี่ยงก็สามารถนำไปฝากประจำ ทองคำ หรืออสังหาริมทรัพย์ได้ และเก็บไว้ยันเกษียณ ทุกปีเงินเราจะต้องเจอกับเงินเฟ้อ จึงต้องลงทุนเพื่อไม่ให้เงินเราด้อยค่าลงไป 10% ของเงินเดือนรายได้ ถ้ารายได้ 20,000 เก็บ 2,000 บาท 5️.โหลการออม ( Long Term Saving for Spending ) 10% โหลนี้ก็นับว่าเป็นโหลสนองความต้องการเช่นกัน แต่ขยับจากการไปเที่ยว สังสรรค์ หรือซื้อของเล็กๆน้อยๆ เป็นสิ่งที่ใหญ่กว่า เช่น ค่าดาวน์รถ ดาวน์บ้าน หรือสิ่งของที่ใช้เงินเป็นจำนวนมาก โหลนี้จะไม่ค่อยได้หยิบมาใช้เพราะต้องเก็บนาน แต่เมื่อถึงคราวที่ต้องใช้ บอกเลยว่าหมดโหล 10% ของเงินเดือนรายได้ ถ้ารายได้ 20,000 เก็บ 2,000 บาท 6️. โหลแห่งการให้ ( Give Account ) 5% หลายๆคนมักมองข้ามโหลนี้ไป เพราะในความเป็นจริงเรามีการให้คนอื่นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นพ่อ-แม่ เพื่อน พี่น้องต่างๆ ของขวัญวันเกิดบ้าง หรือจะเป็นการบริจาคต่างๆ การให้เป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว แต่ต้องให้โดยที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับตัวเราเองด้วย 5% ของเงินเดือนรายได้ ถ้ารายได้ 20,000 เก็บ 1,000 บาท เคล็ดลับ 6 โหล Jars system เป็นกรอบในการใช้จ่ายที่ดีให้กับแอดมากๆ เวลาจะใช้จ่ายทีก็ต้องมานึกทีนึง ว่าใช้ทำอะไร อยู่ในโหลไหน และวงเงินเต็มจำนวนที่ตั้งไว้แล้วหรือยัง เช่น เดือนนี้ใช้ไปกับการเที่ยวเล่นสนุกครบจำนวนแล้ว ก็ต้องอดกลั้นและไว้รอใช้อีกทีเมื่อเงินเดือนเดือนหน้าออกแทน สำหรับใครที่อยากเก็บเงินอย่างจริงจัง สามารถลองนำทฤษฏีนี้ไปลองใช้กันดูนะครับ นอกจากจะมีเงินเหลือเก็บแล้ว แอดว่ามันยังน่าสนุกด้วยนะ มีหลายโหล หลายสถานการณ์ให้เลือกใช้ ความรู้สึกเหมือนเรามีอุปกรณ์ครบครัน พร้อมรับมือกับทุกปัญหาที่จะเข้ามาเลย ถ้าเพื่อนๆลองนำไปทฤษฎีนี้ไปใช้แล้ว สามารถกลับมาคอมเมนต์บอกกันได้นะครับ ว่าเป็นยังไงกันบ้าง เพราะแอดเองก็จะใช้ทฤษฎีนี้ไปพร้อมกับเพื่อนๆด้วยเช่นกัน เริ่มต้นวางแผนวันนี้เพื่อสุขภาพการเงินที่ดี คลิกที่นี่ หรือ line: @lumpsumofficial

  ธนากร นวมรัตน์


  10 พฤศจิกายน 2566

10 บัญชีเงินฝากดิจิทัลดอกเบี้ยสูง เดือนพฤศจิกายน

ปัจจุบันหลายคนก็หันมาใช้บัญชีเงินฝากดิจิทัลกันหมดแล้ว เพราะมีความสะดวกสบาย โอนง่าย จ่ายคล่อง และทำธุรกรรมเงินได้หลายรูปแบบ จบครบในมือถือเครื่องเดียว วันนี้ Lumpsum จึงพามาส่องกับ 10 บัญชีเงินฝากดิจิทัลที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงที่สุด มีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย 1.B-You Max ดอกเบี้ยสูงสุด : 6.00 % จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคม เงื่อนไข : สำหรับลูกค้าใหม่ เฉพาะบุคคลธรรมดา ฝากขั้นต่ำ 2,000 บาท และเงินฝากไม่เกิน 10,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม 2.KKP Start saving ดอกเบี้ยสูงสุด : 4.00 % จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคม เงื่อนไข : เฉพาะยอดเงินฝากส่วนที่เกิน 5,000 บาทแต่ไม่เกิน 10,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม 3.Dime ! Save ดอกเบี้ยสูงสุด : 3.00 % จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคม เงื่อนไข : เฉพาะยอดเงินฝากไม่เกิน 10,000 บาท (เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคมเป็นต้นไป) รายละเอียดเพิ่มเติม 4.Chill-D ดอกเบี้ยสูงสุด : 2.88 % จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : เฉพาะเงินฝากส่วนที่เกิน 50,000 ถึง 100,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม 5.ttb Me Save ดอกเบี้ยสูงสุด : 2.20 % จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคม เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 1 แสนบาท และต้องมียอดเงินฝากมากกว่าถอนในแต่ละเดือน รายละเอียดเพิ่มเติม 6.Kept ดอกเบี้ยสูงสุด : 2.00% จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 5 ล้านบาท และจะได้ดอกเบี้ยเมื่อฝากตั้งแต่เดือน 13 - 24 รายละเอียดเพิ่มเติม 7.ECO Saving ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.75 % จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคม เงื่อนไข : เฉพาะลูกค้าสินเชื่อและมียอดเงินฝากไม่เกิน 5 ล้านบาท รายละเอียดเพิ่มเติม 8.กรุงศรี มีแต่ได้ ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.50 % จ่ายดอกเบี้ย : ทุกเดือน เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาท รายละเอียดเพิ่มเติม 9.K-eSavings ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.50 % จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคม เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 1 แสนบาท รายละเอียดเพิ่มเติม 10.SCB Easy Savings ดอกเบี้ยสูงสุด : 1.50 % จ่ายดอกเบี้ย : มิถุนายนและธันวาคม เงื่อนไข : ยอดเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาท รายละเอียดเพิ่มเติม

  ธนากร นวมรัตน์


  06 พฤศจิกายน 2566

พีระมิด 6 ชั้นของความมั่งคั่ง

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว แอดได้ไปงาน Cashflow Club Thailand มา สนุกมากๆ ซึ่งจัดโดยคุณพีช Master Peace Cashflow โดยหัวใจหลักของงานคือการได้มานั่งล้อมวงเล่นบอร์ดเกม Cashflow กัน เพื่อหาแนวทางไปสู่อิสรภาพทางการเงิน ในระหว่างที่เล่น คุณพีชก็ได้ให้ความรู้เรื่องการเงินเข้ามาด้วย ผมก็เลยเอาความรู้เล็กน้อยๆที่ได้จากงาน Cashflow Club มาให้ทุกคนด้วย กับ 6 Levels of Wealth พีระมิด 6 ชั้นของความมั่งคั่ง Level 1 Financial Struggle : ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน มีรายได้จาก Active Income = ค่าใช้จ่าย หรือพูดง่ายๆว่า มีรายได้ต่อเดือนเท่าไหร่ก็ถูกใช้หมด ไม่เป็นหนี้แต่ก็ไม่เหลือเก็บเลย Level 2 Financial Survival : มีเงินเหลือเก็บเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน เริ่มมีรายได้จาก Active Income > ค่าใช้จ่าย ทำให้เหลือเก็บออมเงินมากขึ้น และนำเงินออมนั้นไปเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน เพราะในยามที่เกิดวิกฤตขึ้นมา เราจะได้มีเงินส่วนนี้ในการประทังชีวิตไปก่อนได้ โดยเงินสำรองฉุกเฉินควรมีเก็บอย่างน้อย 6-12 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน Level 3 Financial Comfort : มีเงินเหลือกินเหลือเก็บ อยู่ดีกินดี แต่ยังไม่มั่นคง มีรายได้จาก Active Income > ค่าใช้จ่าย 2 เท่า ทำให้มีเงินเหลือต่อเดือนเยอะมาก ใช้ชีวิตแบบมีความสุข อยู่ดีกินดี แต่ก็ยังต้องทำงานแบบใช้แรงต่อไปเรื่อยๆ เน้นนำเงินที่เหลือไปต่อยอดสร้างธุรกิจต่อ เพื่อสร้าง Passive Income Level 4 Financial Security : มีความมั่นคงทางการเงิน มีรายได้จาก Active + Passive Income > ค่าใช้จ่าย 2 เท่า มีรายได้จากเพิ่มจากช่องทาง Passive Income ทำให้มีอิสระมากขึ้น และมีความมั่นคงทางการเงินมากขึ้น Level 5 Financial Freedom : อิสรภาพทางการเงิน มีรายได้จาก Passive Income อย่างเดียว > ค่าใช้จ่าย 2 เท่า ถ้าสามารถรักษารายได้จาก Passive Income ให้มากกว่าค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่าตลอด เราก็สามารถเกษียณได้ทันทีเลย Level 6 Financial Abundance : มีอิสรภาพทางการเงิน ได้มากกว่าที่เคยต้องการ ได้ไปสู่จุดที่ไม่ต้องคิดถึงเรื่องเงินอีกเลย ได้ใช้ชีวิตตามฝัน ซึ่งผมมองว่า 6 Levels of Wealth เป็นเป้าหมายในชีวิตให้กับผมได้ดีมากๆ ทำให้รู้ว่าต่อไป เราต้องถึงขั้นไหน แล้วไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ และก็มองว่าสามารถนำไปใช้ได้กับทุกคน ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องมีเงินเยอะ ถึงจะมีอิสรภาพทางการเงินได้ ถ้าเรามีค่าใช้จ่ายต่อเดือนน้อย รายรับที่เราต้องการเพื่อไปถึงอิสรภาพทางการเงินของเราก็น้อยเช่นกัน หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะครับ เริ่มต้นวางแผนวันนี้เพื่อสุขภาพการเงินที่ดี คลิกเลย หรือ line: @lumpsumofficial

  ธนากร นวมรัตน์


  01 พฤศจิกายน 2566

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม