ทำงานมาทั้งปี ต้องเสียภาษีเท่าไหร่?

มนุษย์คนทำงานอย่างเราๆ พอมีรายได้ ทุกปีเราก็มีหน้าที่ที่ต้องยื่นภาษีอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่การคำนวณเรียกเก็บภาษีนั้น ก็ใช่ว่าเราจะเสียภาษีตั้งแต่รายได้บาทแรก เรามีสิทธิที่จะหักค่าใช้จ่ายได้และมีสิทธิเลือกในการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ด้วย ซึ่งเชื่อว่าใกล้สิ้นปีแบบนี้ หลายๆคนก็คงเริ่มมองหาเพื่อจะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีกันแล้ว แต่ก่อนที่เราจะไปเลือกใช้สิทธิลดหย่อนให้ถูกต้อง ประหยัดและคุ้มค่า อยากชวนทุกคนไปคำนวณกันก่อนว่าทำงานหาเงินมาทั้งปี ต้องจ่ายภาษีกี่บาทกัน ภาษีที่ถูกเรียกเก็บ เขาคิดกันยังไง ก่อนอื่น อยากชวนทุกคนไปทำความเข้าใจกันก่อนว่าการคิดภาษีต้องมีข้อมูล 3 ส่วนนี้ก่อน คือ ㅤㅤㅤㅤรายได้ตลอดทั้งปี - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน = รายได้สุทธิ รายได้ตลอดทั้งปี สำหรับการวางแผนภาษีระหว่างปี คนที่มีรายได้ที่แน่ชัดอย่างเช่น เงินเดือน จะสามารถประมาณการล่วงหน้าได้ง่าย เพราะได้รายได้สม่ำเสมอ แต่สำหรับคนที่มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ อาจเลือกใช้วิธีประมาณรายได้คร่าวๆ เช่นจาก รายได้เฉลี่ยของช่วง3เดือน ล่าสุด หรือรายได้เดือนนี้ของปีที่แล้ว เพื่อที่อย่างน้อยน่าจะพอช่วยให้เห็นภาพได้ว่า ปีนี้จะต้องเสียภาษีประมาณเท่าไหร่ ค่าใช้จ่าย ในส่วนการหักค่าใช้จ่ายเป็นสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับตามประเภทของเงิน โดยประเภทของเงินได้แต่ละประเภทมีการหักใช้จ่ายที่แตกต่างกัน อย่างเช่น เงินได้ประเภทที่ 1 หรือ 40(1) รูปแบบรายได้ของมนุษย์เงินเดือน จะสามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ขณะเดียวกัน ถ้าใครขายของออนไลน์ แบบซื้อมาขายไป จะตกอยู่ใน เงินได้ประเภทที่ 8 หรือ 40(8) ซึ่งสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ตามจริง หรือ หักแบบเหมาได้ถึง 60% ดังนั้นก่อนจะไปดูว่าเราจะจ่ายภาษีเท่าไหร่ จำเป็นต้องรู้ว่ารายได้เราเป็นประเภทไหน เพราะ แม้รายได้เท่ากัน อาจเสียภาษีไม่เท่ากันก็ได้ ค่าลดหย่อนภาษี แม้เรามีหน้าที่ต้องยื่นภาษีทุกปี แต่ใช่ว่าเราต้องจ่ายภาษีแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะ ก็ยังมีทางเลือกให้เราสามารถประหยัดภาษีแบบถูกต้องได้ นั่นก็คือ การเลือกใช้สิทธิลดหย่อนภาษี โดยพื้นฐานสำหรับค่าลดหย่อน เราจะมีหนึ่งสิทธิติดตัวทุกคน นั่นก็คือ ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000บาท ส่วนค่าลดหย่อนอื่นๆ ก็สามารถเลือกใช้สิทธิได้ตามความเหมาะสมของแต่คนได้เลย แต่ผมแนะนำว่า การเลือกใช้สิทธิควรเลือกใช้สิทธิที่เหมาะสมกับเป้าหมายระยะยาวหน่อย เพราะ แม้เราจะได้ประหยัดภาษีก็จริง แต่การใช้สิทธินี้ก็มีเงื่อนไขที่ต้องถือรอคอยเวลาเช่นกัน เมื่อเรามีข้อมูลทั้ง 3 ส่วนนี้เรียบร้อยแล้ว เราก็พร้อมจะไปคำนวณภาษีกันต่อได้แล้ว โดยเราจะใช้ ㅤㅤㅤㅤรายได้ตลอดทั้งปี - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน = รายได้สุทธิ ซึ่งสำหรับรายได้สุทธิจะเป็นตัวเลขรายได้ขั้นสุดท้ายที่ถูกหักค่าใช้จ่ายเรียบร้อยแล้วและจะเอาไปคิดตามฐานภาษีขั้นบันได้ต่อไป นั่นหมายความว่า ถ้าเรามีรายได้สุทธิเหลือเยอะ ก็มีโอกาสต้องจ่ายภาษีเยอะนั่นเอง ยิ่งรายได้เยอะ ยิ่งเสียภาษีสูง สำหรับการคำนวณภาษี ถูกคิดคำนวณฐานภาษีแบบเป็นขั้นบันได ซึ่งในประเทศไทย จะมีฐานภาษี ตั้งแต่ 5% ไปสูงสุดที่ 35% ดังนั้น การที่เรามีรายได้เยอะหักค่าใช้จ่าย หักค่าลดหย่อนได้น้อย ก็จะยิ่งเสียภาษีอยู่ในฐานที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ โดยวิธีการคิดภาษีแบบขั้นได เราสามารถคำนวณไปทีละขั้นก็ได้ เช่น รายได้สุทธิ 350,000 บาท ฐานภาษีฐานแรก 0 - 150,000 บาท ได้รับการยกเว้น ฐานภาษีที่ 2 150,001 - 300,000 บาท จะเสียภาษีที่ฐาน 5% สูงสุด 7,500 บาท = 150,000 x 5% = 7,500 บาท ซึ่งถ้าดูรายได้สุทธิในตัวอย่าง มีรายได้สุทธิ มากกว่า 300,000 บาท แสดงว่าฐานภาษี 5 % นี้เราจะเสียเต็มๆ หรือก็คือ 7,500 บาท แต่นี่ยังไม่หมด เพราะ เรามีรายได้สุทธิจริงๆที่ 350,000 บาท แสดงว่ายังมีส่วนที่ยังไม่ได้คิด ก็คือ 50,000 บาท โดย 50,000 บาทนี้จะขยับฐานภาษีขึ้นไปในลำดับขั้นถัดไป ในตัวอย่างนี้ก็คือ ฐาน 10% นั่นเอง ถ้าจากตัวอย่างเท่ากับว่า 50,000 x 10% = 5,000 บาท ดังนั้น หากมีรายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายค่าลดหย่อนแล้วอยู่ที่ 350,000 บาท จะต้องเสียภาษีทั้งหมด 7,500 + 5,000 = 12,500 บาท สำหรับวิธีการคิดแบบง่ายอีกวิธี สามารถใช้ รายได้สุทธิ เทียบกรอบฐานภาษีสูงสุดตามรายได้ของเรา เช่น รายได้สุทธิ 350,000 บาท ฐานภาษีสูงสุด 10% เงินได้สุทธิอยู่ระหว่าง 300,001 - 500,000 บาท = (เงินได้สุทธิ - 300,000) x10% แล้วนำภาษีที่ต้องจ่ายในฐานก่อนหน้า คือ 7,500 บาท มาบวกเข้าไป รายได้สุทธิ 580,000 บาท ฐานภาษีสูงสุด 15% เงินได้สุทธิอยู่ระหว่าง 500,001 - 750,000 บาท = (เงินได้สุทธิ - 500,000) x15% แล้วนำภาษีที่ต้องจ่ายในฐานก่อนหน้า คือ 27,500 บาท มาบวกเข้าไป เมื่อเรารู้ชัดเจนแบบนี้แล้วว่าเงินได้ของเราตลอดทั้งปี เมื่อหักค่าใช้จ่าย หักสิทธิลดหย่อนที่มีปัจจุบันแล้ว ถ้าเราอยากใช้สิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมทั้งหมดเท่าไหร่ เพื่อให้เราสามารถใช้สิทธิได้ถูกต้องไม่ผิดเงื่อนไขแถมช่วยให้ประหยัดภาษีได้คุ้มค่ามากขึ้น

  เทส ธนสิทธิ์


  25 พฤศจิกายน 2567

5 องค์ประกอบของการวางแผนการเงิน ที่จะทำให้ชีวิตการเงินดีตั้งแต่เกิดยันตาย

“การวางแผนการเงิน เป็นเรื่องของคนที่มีเงินหลักล้าน หลักสิบล้าน คนหาเช้ากินค่ำ จะไปวางแผนทำไม” “แค่เงินกินรายวันยังจะไม่พอ จะเอาเงินที่ไหนไปวางแผนการเงิน” “พึ่งเริ่มต้นทำงานเอง จะรีบวางแผนการเงินไปทำไม” เป็นคำพูดที่ผมได้ยินมาตลอด จากการที่ผมทำงานเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ด้านการเงิน หลายคนเลยที่ไม่สนใจและไม่คิดที่จะเริ่มต้นวางแผนการเงิน เพราะมักติดกับดักกับคำว่า .ยังไม่มีเงินให้วางแผน” แต่จริงๆ แล้ว ถ้าเราไม่มีเงิน เรายิ่งที่จะต้องวางแผนการเงินเลย เพราะการวางแผนการเงิน จะทำให้เรามีเงินเก็บที่มากขึ้น และมีความมั่นคงทางการเงิน วันนี้ผมในฐานคอนเทนต์ครีเอเตอร์ด้านการเงิน จะมาขอพูดเรื่อง 5 องค์ประกอบของการวางแผนการเงิน ที่จะทำให้ชีวิตทางด้านการเงินของเรานั้นดีตั้งแต่เกิดยันตาย พูดง่ายๆก็คือ สามารถใช้ชีวิตโดยที่ไม่เดือดร้อนเรื่องเงินเลย 1.การจัดทำงบการเงิน องค์ประกอบแรก จะเป็นการสำรวจตัวเราเอง ว่าตอนนี้เนี่ยสถานะทางการเงินของเราอยู่ในระดับไหนด้วยการทำรายรับรายจ่าย ดูทรัพย์สินและหนี้สินคงค้าง เพื่อให้เห็นถึงสถานภาพทางการเงินของตัวเรา การเงินอยู่ในขั้นย่ำแย่ ต้องแก้กระแสเงินสดก่อน ทำให้กระแสเงินสดเป็นบวกให้ได้ > > ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ การเงินอยู่ในขั้นปานกลาง ต้องป้องกันความเสี่ยง เพราะถ้าหากพลาดหรือเกิดวิกฤตอาจจะทำให้ชีวิตการเงินแย่ >> สร้างเงินออมสำรองฉุกเฉิน , ทำประกันเพื่อป้องกันความเสี่ยง การเงินอยู่ในระดับที่ดีมีการป้องกันความเสี่ยง เริ่มศึกษาเรื่องการลงทุน เพื่อนำเงินที่สะสมมาบางส่วนทำให้มันงอกเงย >> ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความรู้ หุ้น , กองทุนรวม , อสังหาริมทรัพย์ เมื่อเรารู้สถานภาพทางการเงินจริงๆ ของตัวเรา จะทำให้เราสามารถตั้งเป้าหมายและวางแผนการเงินได้ง่ายขึ้น 2.การบริหารความเสี่ยงและวางแผนทำประกัน ความเสี่ยงในชีวิตที่ต้องเจอ มันมีเยอะมากๆ ดั่งคำว่า “ความแน่นอน ก็คือความไม่แน่นอน” วันนี้เราทำงานมีความสุขดี พรุ่งนี้เราอาจจะต้องเจอเรื่องที่แย่ที่สุดในชีวิตก็ได้ มันไม่มีใครรู้จริงๆ สิ่งที่เราทำได้ก็คือการบริหารความเสี่ยงของตัวเราเอง ปิดจุดอ่อนของตัวเราด้วยการประกันที่เหมาะสมกับตัวเรา เช่น ทำงานที่มีความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุวิศวกร ขับรถส่งอาหาร ขับรถบรรทุก >> ทำประกันอุบัติเหตุ เป็นหัวหน้าครอบครัวเป็นรายได้หลักให้กับคนในบ้าน >> ทำประกันชีวิต พ่อแม่เป็นโรคมะเร็ง สูบบุหรี่บ่อย >> ทำประกันโรคมะเร็ง ทำงานหนัก เจ็บป่วยบ่อย >> ประกันสุขภาพ ใช้ชีวิตคนเดียว ไม่มีภาระ >> ทำประกันบำนาญ เพื่อให้มีเงินใช้ในตอนเกษียณ สามารถดูรายละเอียดประกันเพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิก 3.การวางแผนการลงทุน หลายคนถามผมบ่อยมากว่า ทำไมต้องลงทุน เสี่ยงก็เสี่ยง แถมต้องมานั่งกังวลอีก ผมเลยอยากตอบตรงนี้เลยนะครับว่า เหตุผลสำคัญเลยที่เราต้องลงทุน ก็เพื่อชนะเงินเฟ้อ เงิน 100 ในวันนี้ซื้อข้าวได้ 1 จาน กับน้ำ 1 แก้ว แต่ 100 บาท ในอีก 10 ปี ข้างหน้า อาจจะซื้อได้แค่น้ำแก้วเดียว เราจึงจำเป็นต้องหาทางสร้างมูลค่าให้กับเงินกระเป๋าของเรา เลือกสินทรัพย์ที่จะลงทุนตามสิ่งที่เราถนัดและมีความรู้เป็นหลัก กลยุทธ์การลงทุน ลงทุนระยะสั้น: รับผลตอบแทนระยะสั้น เป้าหมายที่ใกล้ที่สุด ลงทุนระยะยาว: เน้นการเติบโตของเงินทุน รับผลตอบแทนระยะยาว เป้าหมายใหญ่ๆในชีวิตเช่น ลงทุนเพื่อการเกษียณ ลงทุนเพื่อเป็นเงินซื้อบ้าน ช่องทางการลงทุน ฝากออมทรัพย์: ความเสี่ยงต่ำ สภาพคล่องสูง ผลตอบแทนน้อย ฝากประจำ: ความเสี่ยงต่ำ สภาพคล่องปานกลาง ผลตอบแทนมากกว่าฝากออมทรัพย์ กองทุนรวม: กระจายความเสี่ยง มีหลายประเภท เหมาะกับนักลงทุนทุกระดับ หุ้น: โอกาสรับผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงสูง เหมาะกับนักลงทุนที่มีความรู้ และประสบการณ์ อสังหาริมทรัพย์: โอกาสรับผลตอบแทนจากค่าเช่า และมูลค่าที่ดินที่เพิ่ม 4.การวางแผนเพื่อวัยเกษียณ ทุกคนรู้หรือไม่ว่ามีคนไทยเพียง 5% เท่านั้น ที่สามารถเกษียณได้ แต่ยังมีคนไทยอีก 95% ที่ไม่สามารถเกษียณได้ เพราะมีเงินเก็บไม่เพียงพอเพื่อที่จะใช้ในตอนเกษียณ เพราะหลายคนมีความเข้าใจผิดว่า การเกษียณเป็นเรื่องของคนที่ใกล้เกษียณ แต่พอทำงานไปเรื่อยๆ เข้าใกล้วัยเกษียณจริงๆ กลายเป็นว่าไม่เหลือเวลาในการเก็บเงินเกษียณแล้ว แต่จริงๆแล้ว เราควรเริ่มต้นวางแผนการเกษียณตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงานเลย โดยปัจจุบันเรามีตัวช่วยในการวางแผนเกษียณดังนี้ การซื้อกองทุนรวม SSF และ RMF สำหรับพนักงานประจำ ก็เน้นออมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพราะมีข้อดีหลักๆคือทางบริษัทจะสมทบเงินเพิ่มให้ด้วย 5.การวางแผนภาษี มาถึงองค์ประกอบสุดท้ายของแผนการเงิน ก็คือ การวางแผนภาษี ซึ่งเป็นเรื่องที่ใครหลายคนมองข้าม เนื่องจากมองว่ามันเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก แต่ถ้าเรายิ่งมีรายได้มากขึ้น ภาษีที่ต้องเสียต่อปีก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย จะดีกว่าไหม ถ้าเราสามารถเปลี่ยนเงินจากการที่ต้องเสียภาษีไปทุกปี เปลี่ยนเป็นเงินออมในอนาคตให้กับเราได้ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อประกันสะสมทรัพย์ การลงทุนในกองทุนรวม SSF และ RMF เพื่อลดหย่อนภาษี สรุป ㅤㅤทั้ง 5 องค์ประกอบของการวางแผนการเงิน ล้วนสำคัญทั้ง 5 ข้อ ค่อยๆเริ่มต้นทำไปทีละองค์ประกอบ เริ่มจากการจัดทำงบการเงิน เพื่อให้มีกระแสเงินสดเหลือ และค่อยบริหารความเสี่ยง เพื่อไม่ให้เงินที่เราสะสมมาหายไป และแบ่งเงินบางส่วนนำไปลงทุนต่อเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง พอใช้ชีวิตไปสักระยะนึงก็เริ่มวางแผนวัยเกษียณให้กับตัวเอง เพื่อไม่เป็นภาระให้กับลูกหลาน และท้ายที่สุดก็คือการวางแผนภาษี เพื่อประหยัดเงินในส่วนนั้นไปใช้ในการลงทุนหรือซื้อประกันให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด อ่านบทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เคล็ดลับบริหารเงิน 3 ส่วน 50/30/20 เริ่มต้นวางแผนการเงินอย่างง่าย ด้วยโหล 6 ใบ เป้าหมายการเงินตามหลัก SMART ที่ควรมีติดตัวจนวันตาย

  ธนากร นวมรัตน์


  08 พฤษภาคม 2567

เทคนิคการลงทุน SSF RMF กับ 9 กองทุนเด่นจาก SCBAM

ไม่รู้จะวางแผนลงทุน SSF/RMF อย่างไร ไม่รู้จะซื้อ SSF/RMF กองไหนดี วันนี้ LUMPSUM จะพาทุกคนไปหาคำตอบพร้อมกัน ว่าเราจะต้องทำอย่างไร เพื่อให้ทุกเป้าหมายการลงทุนใน SSF/RMF นอกจากจะช่วยประหยัดภาษีได้แล้ว ยังมีโอกาสประสบความสำเร็จในการลงทุนระยะยาวอีกด้วย สำหรับคนที่มีรายได้ประจำอย่างเดียว • เงินเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ไม่ต้องยื่นภาษี • เงินเดือนไม่เกิน 26,583 บาท ต้องยื่นภาษี แต่ไม่ต้องเสียภาษี เนื่องจากยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี • เงินเดือนเกิน 26,583 บาทเป็นต้นไป จะต้องยื่นภาษีและเสียภาษี นอกจากการซื้อประกัน มาตรการจากภาครัฐ เช่น ช้อปดีมีคืน เป็นต้น เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีแล้ว การลงทุนในกองทุนรวม SSF/RMF ก็สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน กองทุนรวม SSF/RMF เป็นกองทุนรวมที่มีผลประโยชน์ทางอ้อม คือ “สิทธิลดหย่อนภาษี” ซึ่งเป็นผลประโยชน์เพิ่มเติมที่ต่างออกไปจากกองทุนรวมทั่วไป แม้จะได้สิทธิลดหย่อนภาษีที่เป็นผลประโยชน์เพิ่มเติม แต่ก็ต้องแลกมาด้วยเงื่อนไขบางอย่าง โดยเฉพาะเงื่อนไขการถือครองที่ค่อนข้างนาน (อย่างน้อย 5 ปี ในการลงทุน RMF สำหรับคนอายุ 50 ปีขึ้นไป และอย่างน้อย 10 ปี ในการลงทุน SSF) สอดคล้องกับ Warren Buffett ที่ได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจไว้ว่า “ไม่มีนักลงทุนคนไหนที่สามารถเอาชนะตลาดได้ในระยะยาว” และสิ่งที่เป็นศัตรูของนักลงทุนมากที่สุดก็คือ “ค่าใช้จ่าย” และ “อารมณ์” ดังนั้น ระยะเวลาการถือครองเป็นเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับแผนการลงทุนในกองทุนรวม SSF และ RMF เพราะหากไม่วางแผนให้ดี ก็อาจเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษี แถมยังอาจขาดทุนจากการตัดสินใจลงทุนผิดจังหวะอีกด้วย การจัดพอร์กองทุน SSF/RMF จากเงื่อนไขการลงทุน SSF/RMF จะเห็นว่าต้องถือครองอย่างน้อย 5 ปี (ในการลงทุน RMF สำหรับคนอายุ 50 ปีขึ้นไป) และอย่างน้อย 10 ปี (ในการลงทุน SSF) นั่นหมายความว่าเป็นการลงทุนระยะยาว ซึ่งแทบจะไม่มีใครสามารถเอาชนะตลาดได้ อย่างไรก็ตาม การลงทุนระยะยาวถูกพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพมากพอที่จะสร้างความมั่งคั่งได้อย่างยั่งยืน เห็นได้จากงานวิจัยที่พบว่า “การจัดสรรสินทรัพย์ลงทุน” เป็นส่วนสำคัญที่มีผลต่อการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ด้วยสัดส่วนสูงถึง 91.5% ขณะที่การคัดเลือกสินทรัพย์ลงทุน และการจับจังหวะตลาด ช่วยสร้างผลตอบแทนสูงเป็นครั้งคราวในระยะสั้น แต่ในระยะยาวไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น เราสามารถประยุกต์ใช้เทคนิคการจัดพอร์ตของผู้จัดการกองทุนที่เรียกว่า Core-Satellite Portfolio โดยเน้นการลงทุนในส่วน Core Portfolio เป็นหลัก อาจจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 80-90% หรือลงทุนทั้งหมดใน Core Portfolio ก็ได้ ส่วน Core Portfolio เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว ที่แทบจะไม่มีใครสามารถเอาชนะตลาดได้ จึงควรเน้นกองทุนแบบ Passive Fund หรือ Index Fund ที่พยายามให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง (Benchmark) ให้ได้มากที่สุดแต่ถ้าใครชอบความหวือหวา เห็นโอกาสในการลงทุนในกองทุนแบบ Active Fund หรือเมกะเทรนด์ที่กำลังมาแรง เช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หุ้นกลุ่ม EV หุ้นกลุ่ม Semiconductor เป็นต้น ก็สามารถลงทุนได้เช่นกัน ในส่วน Satellite Portfolio เพียงแต่ต้องพิจารณาให้ดีว่าเทรนด์นั้นมายาวจริงหรือไม่ เพราะการลงทุนกองทุน SSF/RMF เป็นการลงทุนระยะยาว (อย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป สำหรับกองทุน RMF และอย่างน้อย 10 ปี สำหรับกองทุน SSF) 5 กองทุนเด่น SSF/RMF สำหรับ Core Portfolio ให้คุณพิชิตเป้าหมายการลงทุน กองทุน SSF : SCBS&P500-SSF และ SCBS&P500(SSFA) กองทุน RMF : SCBRMS&P500 3 กองทุนนี้ ลงทุนหุ้นใหญ่สหรัฐฯ ตามดัชนี S&P500 ดัชนีที่มีมูลค่ามากที่สุดของสหรัฐ • ดัชนีสำคัญที่สะท้อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ของโลก ครอบคลุม 80% ของมูลค่าตลาดหุ้นในสหรัฐอเมริกาทั้งหมด และมีสภาพคล่องสูง • ดัชนี S&P500 ประกอบด้วยบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ จำนวน 500 บริษัท • ตัวอย่างบริษัทที่มีชื่อเสียงทั่วโลก เช่น Apple, Amazon, Alphabet, NVIDIA และ UnitedHealth เป็นต้น • มีสัดส่วนการลงทุนที่กระจายตัวในบริษัทชั้นนำจำนวนมาก และหลากหลายอุตสาหกรรม กองทุน SSF : SCBASHARES(SSF) กองทุน RMF : SCBRMASHARES 2 กองทุนนี้ ลงทุนหุ้นจีน A-Shares ดินแดนแห่งอนาคตกับเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และพร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้นำเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก • จีนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งนักวิเคราะห์หลายแห่งเชื่อว่าจะแซงขึ้นเป็นอันดับ 1 ได้ใน 10-20 ปีข้างหน้า • คัดเลือกหลักทรัพยรายตัวที่มีศักยภาพเติบโตในระยะยาว สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจจีนในอนาคต • มีพอร์ตการลงทุนแบบ High conviction ที่เป็น best idea 40 – 70 บริษัท • สามารถสร้างผลตอบแทนเทียบกับความความเสี่ยง (risk-adjusted return) และบริหาร Drawdown ได้ดีอย่างสม่ำเสมอ • บริหารโดยทีมบริหารกองทุนที่มีประสบการณ์การลงทุนในประเทศจีนอย่างยาวนานกว่า 25 ปี พิเศษ! รับ Fund Back* สูงสุด 1,000 บาท เมื่อลงทุน SSF/RMF กับ SCBAM ตั้งแต่ 1 ก.ย. 66 – 28 ธ.ค. 66 (ยกเว้นกองทุนตราสารหนี้ และ SSF e-class) *Fund Back เป็นหน่วยลงทุน SCBSFF 4 กองทุนเด่น SSF/RMF สำหรับ Satellite Portfolio เสริมแรง แซงทุกโค้ง เพื่อพิชิตเป้าหมาย กองทุน SSF : SCBNDQ(SSF) กองทุน RMF : SCBRMNDQ 2 กองทุนนี้ ลงทุนหุ้น Big Tech สหรัฐฯ ตามดัชนี Nasdaq-100 ดัชนีมาแรงของสหรัฐที่อัดแน่นด้วยหุ้นเทคโนโลยี ที่พร้อมเติบโต • รวบรวมหุ้นที่มีนวัตกรรม และการคิดค้นสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและศักยภาพการเติบโตสูง • ประกอบด้วยบริษัทชั้นนำที่ชื่อเสียงและมีผู้ใช้งานทั่วโลก เช่น Apple, Microsoft, Amazon, Alphabet, Meta และ Tesla เป็นต้น • มีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีและเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลก สูงกว่าดัชนีหุ้นสหรัฐฯ อื่น ๆ กองทุน SSF : SCBSEMI(SSF) ลงทุนธีม Semiconductor หัวใจขับเคลื่อนโลกดิจิทัล รับการเติบโตของเทรนด์ดิจิทัล และนวัตกรรมทั่วโลก • โอกาสการลงทุนในธีมที่มีศักยภาพสูง และมีโอกาสเติบโตในระยะยาว จากคาดการณ์ความต้องการ Semiconductor โลกขยายตัวปีละ 7-10% ในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า • อุตสาหกรรม Semiconductor เป็น strategic sector ที่สำคัญ และเป็นกลุ่มหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการสนับสนุนของภาครัฐทั่วโลก • ปัจจัยบวกจากคาดการณ์การเติบโตของกำไร (Profit Growth) ของหุ้นรายตัวใน Top Holdings มีโอกาสเติบโตได้ดีในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า (ที่มา : Bloomberg as of 15 Aug 2023) • เน้นลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการผลิต Semiconductor ทั่วโลกจำนวน 25 บริษัท (Pure play) เช่น NVIDIA, BROADCOM, QUALCOM, TSMC เป็นต้น SCBEV(SSF) ลงทุนธีม ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมเติบโตระยะยาว จากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐทั่วโลก• คาดการณ์การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง จะเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจโลกในระยะยาวมากกว่า 10 ปีข้างหน้า • กระจายการลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องธีมรถยนต์ไฟฟ้า (EV theme) ที่ครบวงจรทั่วโลก เช่น บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า บริษัทผลิตแบตเตอรี่ สเตชั่นชาร์จ บริษัทเหมืองแร่ กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น • มีสัดส่วนการลงทุนในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ประมาณ 1 ใน 3 ของพอร์ต ที่เหลือกระจายการลงทุนในประเทศผู้นำตลาดรถยนต์และส่วนประกอบอื่นๆ เช่น สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น เป็นต้น • พอร์ตการลงทุนประกอบไปด้วยหุ้นประมาณ 70-80 บริษัท โดยมีหุ้นที่มีคาดการณ์การเติบโตของกำไร (Profit Growth) เติบโตได้ดีในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า เช่น TESLA, CATL, NIDEC และ BYD เป็นตัน (ที่มา : Bloomberg as of 15 Aug 2023) พิเศษ! รับ Fund Back* สูงสุด 1,000 บาท เมื่อลงทุน SSF/RMF กับ SCBAM ตั้งแต่ 1 ก.ย. 66 – 28 ธ.ค. 66 (ยกเว้นกองทุนตราสารหนี้ และ SSF e-class) *Fund Back เป็นหน่วยลงทุน SCBSFF ดูข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนรวม SSF / RMF ทั้งหมดเพิ่มเติมได้ที่นี่ กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน กรณีไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขทางภาษี จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขของกองทุน สอบถามเพิ่มเติมและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ บลจ.ไทยพาณิชย์ โทร. 02-777-7777 www.scbam.com

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  26 ตุลาคม 2566

10 บัญชีเงินฝากประจําปลอดภาษี ให้อัตราดอกเบี้ยสูง

เพื่อนๆ เคยเจอปัญหาเหล่านี้ไหม ? "อยากวางเงินไว้ในที่ที่ได้ผลตอบแทนสูง แต่ไม่เสี่ยงทำไงดี" "เป็นคนเก็บเงินไม่อยู่ ได้มาก็ใช้ไป" "อยากเก็บเงินระยะสั้น สัก 2 - 3 ปี เพื่อเอาไว้ซื้อรถยนต์ จะเก็บอย่างไรดี" ถ้าใครกำลังเจอปัญหาการเงินเหล่านี้อยู่ เรามีทางออกให้แล้ว กับ 10 บัญชีเงินฝากประจำปลอดภาษี ที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงงงงงงงงงงง !! ที่สามารถเลือกระยะเวลาฝากได้ ส่วนมากจะมี 24 เดือน และ 36 เดือน ที่จะทำให้เรามีเงินเก็บแน่ๆ เพราะต้องฝากทุกเดือนจนครบกำหนด แถมได้ดอกเบี้ยสูงกว่าการฝากแบบออมทรัพย์ด้วย โดยเราได้คัดเลือกมาแล้วกับ 10 บัญชีเงินฝากประจำที่ให้ดอกเบี้ยสูงที่สุด จะมีของธนาคารอะไรบ้าง ไปดูกันเลย 1. เงินฝากประจำปลอดภาษี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา - ฝากประจำระยะเวลา 24 เดือน จะได้ดอกเบี้ย 2.75% - ฝากประจำระยะเวลา 36 เดือน จะได้ดอกเบี้ย 2.60% เริ่มต้นฝากขั้นต่ำ 500 บาท และสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน * มีผลตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2566 2. เงินฝากประจำรายเดือนยกเว้นภาษี ธนาคารออมสิน - ฝากประจำระยะเวลา 24 เดือน จะได้ดอกเบี้ย 2.65% เริ่มต้นฝากขั้นต่ำ 1,000 บาท และสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน * มีผลตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2566 3. บัญชีเงินฝากประจำปลอดภาษี ธนาคารไอซีบีซี - ฝากประจำระยะเวลา 24 เดือน จะได้ดอกเบี้ย 2.45% - ฝากประจำระยะเวลา 36 เดือน จะได้ดอกเบี้ย 2.55% เริ่มต้นฝากขั้นต่ำ 1,000 บาท และสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน * มีผลตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2566 4. เงินฝากโบนัส ธนาคารไทยพาณิชย์ - ฝากประจำระยะเวลา 24 เดือน จะได้ดอกเบี้ย 2.30% - 2.40% - ฝากประจำระยะเวลา 36 เดือน จะได้ดอกเบี้ย 2.55% - 2.65% เริ่มต้นฝากขั้นต่ำ 500 บาท และสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน * มีผลตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2566 5. เงินฝากปลอดภาษี ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย - ฝากประจำระยะเวลา 24 เดือน จะได้ดอกเบี้ย 2.35% - ฝากประจำระยะเวลา 36 เดือน จะได้ดอกเบี้ย 2.45% เริ่มต้นฝากขั้นต่ำ 1,000 บาท และสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน * มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2566 6. เงินฝากปลอดภาษีทวีสิน ธนาคารยูโอบี - ฝากประจำระยะเวลา 24 เดือน จะได้ดอกเบี้ย 2.35% - ฝากประจำระยะเวลา 36 เดือน จะได้ดอกเบี้ย 2.15% เริ่มต้นฝากขั้นต่ำ 1,000 บาท และสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน *มีผลตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2566 7. เงินฝากประจำ Zero Tax Max ธนาคารกรุงไทย - ฝากประจำระยะเวลา 24 เดือน จะได้ดอกเบี้ย 2.30% - ฝากประจำระยะเวลา 36 เดือน จะได้ดอกเบี้ย 2.30% เริ่มต้นฝากขั้นต่ำ 1,000 บาท และสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน * มีผลตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2566 8. เงินฝากประจำทวีทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย - ฝากประจำระยะเวลา 24 เดือน จะได้ดอกเบี้ย 2.30% เริ่มต้นฝากขั้นต่ำ 500 บาท และสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน * มีผลตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2566 9. เงินฝากประจำสินมัธยะทรัพย์ทวี ธนาคารกรุงเทพ - ฝากประจำระยะเวลา 24 เดือน จะได้ดอกเบี้ย 2.10% - ฝากประจำระยะเวลา 36 เดือน จะได้ดอกเบี้ย 2.35% เริ่มต้นฝากขั้นต่ำ 1,000 บาท และสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน * มีผลตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2566 10. เงินฝากปลอดภาษี ธนาคาร แลน แอนด์ เฮ้าส์ - ฝากประจำระยะเวลา 24 เดือน จะได้ดอกเบี้ย 1.75% - ฝากประจำระยะเวลา 36 เดือน จะได้ดอกเบี้ย 2.00% เริ่มต้นฝากขั้นต่ำ 1,000 บาท และสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน * มีผลตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2566 โดยมีเงื่อนไขว่า - ต้องฝากสม่ำเสมอเท่ากันทุกเดือน - ขาดฝากได้ไม่เกิน 2 ครั้ง - ถ้าฝากไม่เกิน 3 เดือน จะไม่ได้ดอกเบี้ย - ฝากเกิน 3 เดือน แต่ไม่ครบระยะเวลาฝาก ได้รับดอกเบี้ยในอัตราเงินฝากออมทรัพย์ และหักภาษีดอกเบี้ย ณ ที่จ่าย

  ธนากร นวมรัตน์


  03 กรกฎาคม 2566

8 กองทุนเด่น SSF RMF ประหยัดภาษี โอกาสผลตอบแทนสูง

8 กองทุนเด่น SSF/RMF หุ้นสหรัฐฯ-จีน ประหยัดภาษี มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูง ใครที่ต้องซื้อกองทุน SSF/RMF เพื่อประหยัดภาษี แต่ยังเลือกไม่ได้ว่าจะซื้อกองไหนดี โค้งสุดท้ายของปีแบบนี้ เหลือเวลาให้ตัดสินใจไม่เยอะแล้ว สำหรับคนที่อยากเติบโตไปกับเทรนด์การลงทุนในต่างประเทศ ต้องมีกองทุนสหรัฐฯ กับจีน 2 มหาอำนาจเศรษฐกิจโลก ติดพอร์ตกองทุนลดหย่อนภาษีไว้แล้วละครับ ทำไมต้องมีกองทุนหุ้น 2 ประเทศนี้ติดพอร์ต และมีกองทุน SSF/RMF กองไหนบ้างจาก บลจ.ไทยพาณิชย์ ที่น่าสนใจ ไปหาคำตอบพร้อมกันได้เลยครับ เพิ่มเติม >> https://scbam.info/3GgKQ2U พิเศษ!! รับหน่วยลงทุน SCBSFF มูลค่าสูงสุด 1,000 บาท เมื่อลงทุนในช่วง 18 ต.ค. 64 – 30 ธ.ค. 64 (ยกเว้นกองทุนประเภทตราสารหนี้) เงื่อนไขตามที่บริษัทกำหนด ผลการดำเนินงานในอดีต ไม่ได้ยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนของกองทุน SSFและ RMF กรณีไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขทางภาษี จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขของกองทุน “สหรัฐฯ” เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยตัวเลข GDP 20.94 ล้านล้าน USD (พ.ศ. 2563) แถมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ทำจุดสูงสุดต่อเนื่องสวนวิกฤติ COVID-19 ต่างจากตลาดหุ้นไทยที่แทบจะไม่ไปไหน หลังจากทำจุดสูงสุดราว 1,800 จุด แล้วย่อลงมา ก็แทบจะไม่เคยโงหัวขึ้นไปตรงนั้นอีกเลย “จีน” เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก และถูกคาดการณ์ว่าจะแซงสหรัฐฯ ขึ้นไปเป็นเบอร์หนึ่งอีกไม่นาน เพราะก่อน COVID-19 เศรษฐกิจจีนโตด้วยตัวเลข GDP ถึงปีละ 7-8% จนก้าวมาเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกอย่างที่เห็น บวกกับการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ โดยเฉพาะการขนส่งทางราง จึงทำให้เศรษฐกิจจีนโตอย่างก้าวกระโดด โค้งสุดท้ายของปีแบบนี้ เหลือเวลาให้คิดเยอะไม่ได้แล้ว หากต้องซื้อกองทุน SSF/RMF เพื่อลดหย่อนภาษี เลือกลงทุนในประเทศผู้นำอย่างสหรัฐฯ กับจีนได้เลย สำหรับกองทุน SSF จาก บลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAM) มีอยู่ทั้งหมด 5 กองทุน แบ่งเป็นกองทุน SSF หุ้นสหรัฐฯ 4 กองทุน มีครบทุกดัชนีฯ ได้แก่ SCBDJI (SSF), SCBS&P500-SSF และ SCBNDQ (SSF) หรือใครอยากเติบโตเหนือดัชนี ก็มีกองทุนแบบ active ให้เลือกเช่นกัน นั่นคือ SCBUSA(SSF) และกองทุน SSF หุ้นจีนอีก 1 กองทุน คือ SCBCHA-SSF ที่เน้นลงทุนในหุ้นจีน A-Shares ส่วนกองทุน RMF จาก บลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAM) มีอยู่ทั้งหมด 3 กองทุน แบ่งเป็นกองทุน RMF หุ้นสหรัฐฯ 1 กองทุน และกองทุน RMF หุ้นจีนอีก 2 กองทุน โดยมีกองทุน SCBRMMLCA เสริมเข้ามา ที่ลงทุนหุ้นจีนในทุกตลาด ไม่เฉพาะ A-Shares เท่านั้น จากเงื่อนไขการลงทุน SSF/RMF ที่ต้องถือครองอย่างน้อย 5 ปี (ในการลงทุน RMF สำหรับคนอายุ 50 ปีขึ้นไป) และอย่างน้อย 10 ปี (ในการลงทุน SSF) นั่นหมายความว่าเป็นการลงทุนระยะยาว ดังนั้น เราสามารถประยุกต์ใช้เทคนิคการจัดพอร์ตของผู้จัดการกองทุนที่เรียกว่า Core-Satellite Portfolio โดยเน้นการลงทุนในส่วน Core Portfolio เป็นหลัก อาจจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 80-90% หรือลงทุนทั้งหมดใน Core Portfolio ก็ได้ ส่วน Core Portfolio เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว จึงควรเน้นกองทุนแบบ Passive Fund หรือ Index Fund ที่พยายามให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง (Benchmark) ให้ได้มากที่สุด สำหรับโค้งสุดท้ายของปีแบบนี้ มีกองทุน SSF หุ้นสหรัฐฯ-จีน แบบ Passive Fund จาก บลจ.ไทยพาณิชย์ มีให้เลือกถึง 4 กองทุนด้วยกัน คือ SCBDJI(SSF), SCBS&P500-SSF, SCBNDQ(SSF) และ SCBCHA-SSF ส่วนกองทุน RMF หุ้นสหรัฐฯ-จีน แบบ Passive Fund มีให้เลือก 2 กองทุน คือ SCBRMS&P500 กับ SCBRMCHA แต่ถ้าใครชอบความหวือหวา เห็นโอกาสในการลงทุนในกองทุนแบบ Active Fund หรือเมกะเทรนด์ เช่น ปัจจุบันกลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มเฮลแคร์ ที่กำลังมาแรง เป็นต้น หรือการคัดหุ้นพื้นฐานดีที่มีแนวโน้มเติบโตสูง (Growth Stocks) ก็สามารถลงทุนได้เช่นกัน ในส่วน Satellite Portfolio เพียงแต่ต้องพิจารณาให้ดีว่าเทรนด์นั้นมายาวจริงหรือไม่ เพราะการลงทุนกองทุน SSF/RMF เป็นการลงทุนระยะยาว อย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป บลจ.ไทยพาณิชย์ ก็มีกองทุน SSF/RMF หุ้นสหรัฐฯ-จีน แบบ Active Fund ให้เลือกลงทุนเช่นกัน คือ SCBUSA(SSF) กับ SCBRMMLCA พิเศษ!! รับหน่วยลงทุน SCBSFF มูลค่าสูงสุด 1,000 บาท เมื่อลงทุนในช่วง 18 ต.ค. 64 – 30 ธ.ค. 64 (ยกเว้นกองทุนประเภทตราสารหนี้)

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  07 ธันวาคม 2564

ลงทุนกองทุน SSF/RMF อย่างไรให้ปัง?

การลงทุนในกองทุนรวม SSF และ RMF หากไม่วางแผนให้ดี ก็มีสิทธิ์เสียสิทธิประโยชน์ทางภาษี และยังอาจขาดทุน จากการตัดสินใจลงทุนผิดจังหวะอีกด้วย วันนี้ Lumpsum จึงจะพาทุกคนไปรู้จัก SSF/RMF กองทุนที่เป็นตัวช่วยในการวางแผนภาษี ลงทุน SSF/RMF อย่างไรดี? เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว ยังได้ผลตอบแทนคุ้มกับความเสี่ยง กองทุนรวมเพื่อการออม หรือ SSF ย่อมาจากคำว่า “Super Savings Fund” เป็นกองทุนน้องใหม่ที่เพิ่งเริ่มใช้เมื่อต้นปี 2563 สำหรับการลงทุนระยะยาว เป็นตัวช่วยในการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่มาแทนกองทุนรวมหุ้นระยะยาวหรือ LTF ที่หมดอายุไปเมื่อปี 2562 โดยจะลดหย่อนแบบปีต่อปี ซื้อปีไหน ก็ลดหย่อนปีนั้น ในช่วงปี 2563-2567 กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ RMF RMF ย่อมาจากคำว่า “Retirement Mutual Fund” เป็นกองทุนที่ส่งเสริมการออมเงินไว้ใช้จ่ายยามเกษียณอายุ มีลักษณะจะคล้ายกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทเอกชน และกองทุนบำเหน็จบำนาญของข้าราชการ โดยเมื่อต้นปี 63 ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ใหม่ เพื่อให้นักลงทุนได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีมากขึ้น ด้วยการปรับสัดส่วนในการลดหย่อนภาษีเพิ่ม จากเดิมที่ 15% เป็นไม่เกิน 30% ของเงินได้ และไม่เกิน 500,000 บาท และนับรวมกองทุนอื่น ๆ ในวงเงินด้วย อีกทั้งยกเลิกกำหนดจำนวนขั้นตํ่าในการลงทุนจากเดิม 5,000 บาท เป็นเท่าไรก็ได้ โดยไม่ระงับการซื้อเกิน 1 ปีติดต่อกันเช่นเดิม เราสามารถวางแผนการออมเพื่ออนาคตและลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณอายุ ควบคู่ไปกับสิทธิลดหย่อนภาษี ด้วยการลงทุนในกองทุนรวม SSF/RMF กองทุนรวม SSF/RMF เป็นกองทุนรวมที่มีผลประโยชน์ทางอ้อม คือ “สิทธิลดหย่อนภาษี” ซึ่งเป็นผลประโยชน์เพิ่มเติมที่ต่างออกไปจากกองทุนรวมทั่วไป แม้จะได้สิทธิลดหย่อนภาษีที่เป็นผลประโยชน์เพิ่มเติม แต่ก็ต้องแลกมาด้วยเงื่อนไขบางอย่าง ดังนี้ SSF ต้องถือครองนานถึง 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ซื้อกองทุน โดยห้ามขายเด็ดขาด หากขายก่อนกำหนดจะต้องคืนสิทธิลดหย่อนภาษีทั้งหมด RMF สามารถขายคืนได้ตอนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และต้องถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปีปฏิทิน หากผิดเงื่อนไขจะต้องคืนสิทธิลดหย่อนภาษีทั้งหมดเช่นกัน การจัดพอร์ตแบบ Core-satellite portfolio หากจะให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็ให้นึกถึง “ระบบสุริยจักรวาล” ที่มีดวงอาทิตย์เป็นจุดศูนย์กลาง มีดาวเคราะห์โคจรเป็นบริวาร โดย Core portfolio (ส่วนหลัก) เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่คอยสร้างและสะสมความมั่งคั่งในระยะยาว และมี Satellite portfolio (ส่วนเสริม) เป็นดาวเคราะห์โคจรอยู่รอบ ๆ คอยสร้างโอกาสทำกำไรในระยะกลาง-สั้น ดังนั้น Core-satellite portfolio เป็นกลยุทธ์การจัดพอร์ตแบบยืดหยุ่น มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว และแสวงหาโอกาสทำกำไรในระยะกลาง-สั้น จึงเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะกับการลงทุนในทุกสภาวะตลาด การจัดพอร์ตแบบ Core-satellite portfolio เป็นการแบ่งเงินลงทุนออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นการลงทุนส่วนหลัก (Core portfolio) ที่เงินลงทุนส่วนใหญ่ราว 60% – 70% จะอยู่ในส่วนนี้ เพื่อให้เงินลงทุนมีมูลค่าเพิ่มจากการลงทุนในระยะยาว กับส่วนที่สองเป็นการลงทุนส่วนเสริม (Satellite portfolio) ที่เงินลงทุนอีก 30% – 40% จะอยู่ในส่วนนี้ เพื่อโอกาสในการทำกำไรส่วนเพิ่มในระยะกลาง-สั้น จะซื้อกองทุนรวม SSF/RMF กองไหนดี? ต้องดูจากวัตถุประสงค์และระยะเวลาในการลงทุน เช่น หากมีเป้าหมายจะลงทุนประมาณ 10 ปี แน่นอนว่าตามเงื่อนไขการลงทุน หากเลือกลงทุน SSF ย่อมดีกว่าแน่นอน เพราะมีระยะเวลาที่ต้องถือครองเพียง 10 ปี (ใช้เวลาลงทุนน้อยกว่า RMF ในกรณีคนที่อายุน้อยกว่า 45 ปี) แต่ถ้าวัตถุประสงค์คือการลงทุนระยะยาวสำหรับการเกษียณ RMF ก็จะเป็นคำตอบ เนื่องจากสามารถขายคืนได้ตอนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และต้องถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปีปฏิทิน จากเงื่อนไขการลงทุน SSF/RMF จะเห็นว่าต้องถือครองอย่างน้อย 5 ปี (ในการลงทุน RMF สำหรับคนอายุ 50 ปีขึ้นไป) และอย่างน้อย 10 ปี (ในการลงทุน SSF) นั่นหมายความว่าเป็นการลงทุนระยะยาว ซึ่งแทบจะไม่มีใครสามารถเอาชนะตลาดได้ในการลงทุนระยะยาว ดังนั้น เราสามารถประยุกต์ใช้เทคนิคการจัดพอร์ตของผู้จัดการกองทุนที่เรียกว่า Core-Satellite Portfolio โดยเน้นการลงทุนในส่วน Core Portfolio เป็นหลัก อาจจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 80-90% หรือลงทุนทั้งหมดใน Core Portfolio ก็ได้ ส่วน Core Portfolio เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว ซึ่งการลงทุนระยะยาวที่แทบจะไม่มีใครสามารถเอาชนะตลาดได้ จึงควรเน้นกองทุนแบบ Passive Fund หรือ Index Fund ที่พยายามให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง (Benchmark) ให้ได้มากที่สุด แต่ถ้าใครชอบความหวือหวา เห็นโอกาสในการลงทุนในกองทุนแบบ Active Fund หรือเมกะเทรนด์ เช่นปัจจุบันที่กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มฮลธ์แคร์ ที่กำลังมาแรง เป็นต้น ก็สามารถลงทุนได้เช่นกัน ในส่วน Satellite Portfolio เพียงแต่ต้องพิจารณาให้ดีว่าเทรนด์นั้นมายาวจริงหรือไม่ เพราะการลงทุนกองทุน SSF/RMF เป็นการลงทุนระยะยาว อย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป สรุป กองทุน SSF/RMF เป็นกองทุนที่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษี (แต่แลกกับการลงทุนระยะยาว) ประยุกต์ใช้ Core-Satellite Portfolio จัดพอร์ตและเลือกกองทุน SSF/RMF ควรเน้น Index Fund เพราะเป็นการลงทุนระยะยาว พอร์ตกองทุน SSF/RMF จะได้ปัง!!

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  03 พฤศจิกายน 2564

วางแผนภาษีผิด ชีวิตเปลี่ยน

2 สิ่งในโลก ที่มนุษย์เราหนีไม่พ้น คือ ความตาย และภาษี แต่เราสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ และนี่ก็เข้าโค้งสุดท้ายของปีแล้ว หลายคนคงกำลังคิดวางแผนเรื่องนี้อยู่ใช่มั้ย? สำหรับคนที่มีรายได้สูงเกิน 1 ล้านบาทต่อปี และต้องเจ็บปวดกับการเสียภาษีเป็นเงินหลักแสนบาท content นี้อาจสามารถแก้ปัญหาให้คุณได้ ถ้าคุณมีรายได้ปีละ 1,400,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัวแบบเต็มที่ทั้งดอกเบี้ยบ้าน ลดหย่อนบุตร เลี้ยงดูบิดา/มารดา และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว คุณต้องเสียภาษีสูงถึง 148,750 บาท คุณรู้ดีว่ามีผลิตภัณฑ์กองทุนที่สามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้คือ SSF และ RMF แต่ปัญหาก็คือ SSF และ RMF มีมากมายเป็นร้อยกอง แล้วจะซื้อกองไหนดี? เงินคืนภาษีที่ได้มา 70,000 กว่าบาท (ในกรณีเคสตัวอย่างด้านบน หากซื้อ 140,000 บาท จะประหยัดภาษีประมาณ 71,000 บาท) คุณสามารถเอาไปใช้จ่ายค่าเทอมลูก หรือซื้อทัวร์เที่ยวเมืองนอก เอาไปดาวน์รถ โปะบ้าน จ่ายค่าประกัน เอาไปลงทุนสร้างผลตอบแทน ฯลฯ … มันดูเหมือนจะดี แต่... จากสถิติพบว่า ความปวดใจที่สุดของคนที่ซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีก็คือ ขาดทุนจากกองทุนมากกว่าเงินที่ได้คืนภาษีมาซะอีก จนแทบอยากจะเอาภาษีไปคืน!!! ด้วยความคิดที่ว่าการลงทุนระยะยาวให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า หลายคนจึงซื้อแล้วทิ้งไว้โดยไม่เคยปรับพอร์ต ผ่านไป 2-3 ปี พอร์ตกองทุนขาดทุนตัวแดงหลายหมื่น หรืออาจจะถึงหลักแสน หรืออีกเคสที่เจอคำถามบ่อย ๆ ก็คือ ซื้อ SSF หรือ RMF แล้วทำผิดเงื่อนไข ซื้อเกินสิทธิบ้าง ขายก่อนเวลาบ้าง ยุ่งยากต้องคำนวณภาษีใหม่อีก บางคนถึงกับยอมแพ้ ไม่เอามันแล้วเงินลดหย่อนภาษี เพราะได้ไม่คุ้มเสีย ไหนจะต้องเสียเวลาคำนวณ เลือกกอง ปรับพอร์ต ดูเงื่อนไขต่าง ๆ นานา ซึ่งไม่ใช่ความผิดของคุณเลยที่คิดแบบนี้ เพราะแต่ละคนมีความถนัดและเชี่ยวชาญต่างกัน คุณอาจเชี่ยวชาญการ “หาเงิน” แต่ไม่ถนัดการ “ลงทุน” ซึ่งที่จริงแล้วไม่ได้เป็นปัญหาเลยในยุคนี้ เพราะมีบริการที่ปรึกษาทางการเงินมากมายให้คุณได้เลือกใช้ ปัญหาก็คือ ... ถ้าเป็นบริการของสถาบันการเงินอื่นอาจต้องมีเงินลงทุน 1 ล้านบาทขึ้นไป และยังมีข้อจำกัดต้องลงทุนเฉพาะผลิตภัณฑ์ของแบงก์นั้น ทำให้อาจพลาดโอกาสลงทุนในกองทุนอื่น ๆ ที่ทำผลตอบแทนดีกว่า ล่าสุดแอดมินไปเจอบริการของ FINNOMENA คือบริการที่ปรึกษาการลงทุนส่วนตัว สำหรับคนที่ต้องการผู้ช่วยมาวางแผนภาษีแบบเจาะลึกตัวต่อตัว ที่เข้ามาแก้ pain point ตรงนี้ได้พอดี เพราะเค้าให้คำแนะนำฟรี! ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาท วางแผนได้ทั้งการลดหย่อนภาษีและเป้าหมายอื่น ๆ ในชีวิต เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ภาษีคืน แต่ไม่อยากเสียเวลา หรือยุ่งยากกับการวางแผน โดยมีทีมที่ปรึกษาการลงทุนและกูรูทางการเงินกว่า 80 ท่าน พร้อมเทคโนโลยี AI ช่วยในการวิเคราะห์เชิงลึก คัดเลือกกองทุนที่ดีที่สุด จาก 22 บลจ. หากสนใจสามารถคลิกเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ https://finno.me/fpa-services-ls #FINNOMENAPersonalAdvisor #FPAServicesบริการที่ปรึกษาการลงทุนมืออาชีพ #FINNOMENA คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยงและควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม ก่อนตัดสินใจลงทุน

  เก๋เก๋ ดาริน ปริญญากุล


  18 ตุลาคม 2564

ทำไมเงินประกันชีวิตจึงไม่ต้องเสียภาษีมรดก

“มรดก” คำที่ได้ยินเมื่อไหร่ก็หัวใจพองโต เพราะนั่นอาจหมายถึงความมั่งคั่งทางการเงินที่เรากำลังจะได้รับ ซึ่งทรัพย์มรดกมีมูลค่าเกินกว่า 100 ล้านบาทจะต้องเสียภาษีมรดกในอัตรา 5% หรือ 10% แต่รู้หรือไม่เงินที่ได้รับจากกรมธรรม์ประกันชีวิตเมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตเป็นมรดกที่ไม่ต้องเสียภาษี ทำไมเงินประกันชีวิตจึงไม่ต้องเสียภาษีมรดก? เงินจากกรมธรรม์ประกันชีวิตเป็นทรัพย์สินที่เกิดขึ้นในขณะหรือภายหลังผู้เอาประกันเสียชีวิต ซึ่งได้รับการยกเว้นตามมาตรา 42(13) แห่งประมวลรัษฎากร แล้วมรดกอะไรบ้างที่ต้องเสียภาษีมรดก? อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เงินฝากหรือเงินอื่นใดมีลักษณะอย่างเดียวกัน ยานพาหนะที่มีหลักฐานทางทะเบียน ทรัพย์สินทางการเงินที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Link) ต้องเสียภาษีมรดกไหม ประกันชีวิตควบการลงทุน หรือยูนิตลิงค์ เป็นประกันที่ ให้ความคุ้มครองในกรณีที่ผู้เอาประกันเสียชีวิต โดยบริษัทผู้รับประกันภัยจะจ่ายเงินให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ตามมูลค่าที่ตกลงไว้ในกรมธรรม์ ซึ่งเงินส่วนนี้ไม่ต้องเสียภาษีมรดก เพราะเป็นเงินได้ที่เกิดขึ้นในขณะหรือภายหลังผู้เอาประกันเสียชีวิต สามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมที่บริษัทผู้รับประกันภัยคัดสรรมาให้ได้ และในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต บริษัทผู้รับประกันภัยต้องขายหน่วยลงทุนแล้วนำเงินที่ขายได้มาส่งมอบให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ ซึ่งเงินส่วนนี้จะต้องเสียภาษีมรดก เพราะหน่วยลงทุนตามกรมธรรม์ (ก่อนที่จะขายเปลี่ยนเป็นเงิน) เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เอาประกันอยู่แล้ว มิใช้เป็นเงินได้ที่เกิดขึ้นหลังจากผู้เอาประกันเสียชีวิต เงินที่ได้รับจากประกันชีวิตกรณีที่ผู้เอาประกันเสียชีวิต นอกจากจะไม่ต้องเสียภาษีมรดกแล้ว กรมธรรม์ประกันชีวิตยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้อีกด้วย โดยประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา/ตลอดชีพ/สะสมทรัพย์สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท และประกันชีวิตแบบบำนาญลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท ซึ่งการที่จะทำประกันชีวิตเพื่อนำไปลดหย่อนภาษีนั้นเราจำเป็นต้องศึกษาเงื่อนไข และรายละเอียดให้ดีก่อนตัดสินใจ เพราะประกันชีวิตเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีข้อผูกผันในระยะยาว สนใจวางแผนซื้อประกันกับLumpsum นอกจากเรื่องภาษีมรดก ในช่วงปลายปีเช่นนี้ หลายๆ คนที่กำลังมองหาตัวช่วยลดหย่อนภาษีดีๆ อย่างประกันอยู่เป็นแน่ แต่เคยตั้งคำถามกันบ้างไหมว่าประกันที่คุณกำลังจะเลือกซื้อนั้นตอบโจทย์กับความจำเป็นในชีวิตได้จริงๆ หรือเปล่า เพราะบางทีคำว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีก็อาจบดบังจนทำให้เผลอหลงลืมจุดประสงค์ที่แท้จริงของการทำประกัน สามารถหาความรู้ก่อนได้ที่ จะลดหย่อนภาษี ต้องซื้อประกันชีวิตแบบไหน? ที่ตอบโจทย์ความเป็นคุณ แหล่งที่มา: https://noon.in.th/blog/

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  29 กันยายน 2564

จะลดหย่อนภาษี ต้องมีประกันชีวิตแบบไหน ถึงตอบโจทย์

ในช่วงปลายปีเช่นนี้ หลายๆ คนที่กำลังมองหาตัวช่วยลดหย่อนภาษีดีๆ อย่างประกันอยู่เป็นแน่ แต่เคยตั้งคำถามกันบ้างไหมว่าประกันที่คุณกำลังจะเลือกซื้อนั้นตอบโจทย์กับความจำเป็นในชีวิตได้จริงๆ หรือเปล่า เพราะบางทีคำว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีก็อาจบดบังจนทำให้เผลอหลงลืมจุดประสงค์ที่แท้จริงของการทำประกัน ประกันชีวิตเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ถูกออกแบบมาเพื่อบริหารและจัดการความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวคุณในอนาคต ซึ่งการบริหารความเสี่ยง ( Risk Management) เป็นรากฐานสำคัญในการวางแผนการเงินตามแนวคิดพิรามิด ( Financial Planning Pyramid) ซึ่งเป็นหลักสากลที่ทั่วโลกต่างให้การยอมรับ การเลือกซื้อประกันเพื่อเน้นใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นหลักจึงอาจทำให้คุณได้แบบประกันที่ไม่ตอบโจทย์ และไม่สามารถครอบคลุมความเสี่ยงที่มี เพราะเหตุนี้การศึกษารายละเอียด และเงื่อนไขความคุ้มครองของประกันแต่ละประเภทให้ดีเสียก่อนก็ช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้นว่าประกันประเภทไหนตอบโจทย์ความเป็นคุณได้มากที่สุด ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term Life Insurance) ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลามีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองชีวิตแบบระยะสั้น หรือในเวลาอันจำกัด เช่น 1 ปี 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี สามารถเลือกรูปแบบการชำระเบี้ยประกันได้ แถมเบี้ยประกันยังไม่สูงมากนัก แต่ประกันแบบชั่วระยะเวลานั้นจะไม่มีเงินคืนให้กับผู้เอาประกันเมื่อถืออยู่จนครบระยะสัญญาคุ้มครอง ยกเว้นในกรณีที่ผู้เอาประกันเสียชีวิตระหว่างที่ประกันยังคุ้มครองอยู่ บริษัทประกันก็จะจ่ายเงินเอาประกันให้กับผู้รับผลประโยชน์เพื่อเยียวยาใช้ความสูญเสียที่เกิดขึ้น นิยามประกัน เบี้ยเบา เน้นคุ้มครอง ไม่มีคืน เหมาะกับใคร คนที่มีงบจำกัด เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบภาระหนี้สิน หรือต้องดูแลค่าใช้จ่ายในครอบครัวทั้งหมด ประกันแบบระยะยาว (Whole life insurance) ประกันชีวิตแบบระยะยาว หรือตลอดชีพ สามารถเลือกระยะการชำระเบี้ยประกันได้ เช่น 5 ปี 10 ปี 15 ปี หรือ 20 ปี แต่จะให้ความคุ้มครองชีวิตแบบตลอดชีพ สำหรับเบี้ยประกันนั้นไม่ได้สูงมากจนจับต้องไม่ได้ หากเลือกทำแผนประกันที่มีปันผลก็จะมีเงินคืนให้ และในกรณีที่ผู้เอาประกันเสียชีวิตในขณะที่กรมธรรม์ยังคุ้มครองอยู่ทางบริษัทประกันจะจ่ายเงินเอาประกันให้กับผู้รับประโยชน์เพื่อนำไปใช้เป็นมรดก หรือนำไปใช้ชำระหนี้สินต่างๆ และหากมีความจำเป็นต้องการใช้เงิน นิยามประกัน จับต้องได้ คุ้มครองยาว มีคืนบ้าง เหมาะกับใคร คนที่มีงบสูงขึ้นมาหน่อย และต้องรับผิดชอบภาระหนี้สิน หรือต้องดูแลค่าใช้จ่ายในครอบครัวทั้งหมด ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment/Saving Insurance) ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองชีวิตควบคู่ไปกับผลตอบแทน ซึ่งสามารถเลือกระยะชำระเบี้ยประกันได้ ตั้งแต่ 3 ปี ไปจนถึง 30 ปี และถึงแม้ว่าเบี้ยของประกันประเภทนี้จะค่อนข้างสูง แต่หากถามหาความคุ้มค่า ต้องตอบเลยว่าก็คุ้มอยู่ไม่น้อย เพราะได้ทั้งการคุ้มครองและผลตอบแทน แถมที่สำคัญยังการันรันตีเงินคืน ไม่เสี่ยงเหมือนการลงทุนประเภทอื่นอีก สำหรับรูปแบบเงินคืนนั้นสามารถเลือกได้ว่าอยากให้เป็นแบบไหน มีทั้งแบบจ่ายคืนเป็นงวดๆ และเป็นจ่ายเต็มแบบก้อนเดียวจบ นิยามประกัน สูงนิด ยืดหยุ่นได้ การันตีเงินคืน เหมาะกับใคร คนที่ต้องการออมเงินแล้วได้รับการการันตีผลตอบแทนที่แน่นอนไปพร้อมกับการบริหารความเสี่ยง และมีงบมากขึ้นในการซื้อประกัน ประกันชีวิตแบบเงินได้ประจํา/แบบบํานาญ (Annuity Insurance) ประกันชีวิตแบบบำนาญจะมีความคล้ายคลึงกับประกันชีวิตแบบออมทรัพย์เป็นอย่างมาก เพราะเป็นประกันที่เน้นผลตอบแทนมากกว่าความคุ้มครอง ซึ่งประกันชีวิตแบบบำนาญจะเน้นผลตอบแทนในยามเกษียณ หรือที่เรียกันว่า “เงินบำนาญ” โดยผู้เอาประกันจะต้องชำระเบี้ยไปเรื่อยๆ จนถึงอายุเกษียณ หรือเลือกชำระเบี้ยตามระยะเวลาที่แบบประกันกำหนดก็ได้เช่นกัน โดยจะได้รับเงินคืน (เงินบำนาญ) อีกทีเมื่อตอนเกษียณ (55 60 หรือ 65 ปี) ไปจนถึงอายุ 85 หรือ 90ปี ซึ่งบริษัทประกันจะจ่ายคืนเป็นงวดๆ ในจำนวนที่เท่ากันทุกๆ ปี สำหรับการคุ้มครองชีวิตในกรณีที่ผู้เอาประกันเสียชีวิตก่อนเวลารับเงินบำนาญทางบริษัทประกันก็จะจ่ายเงินชดเชยให้ในมูลค่าที่สูงเบี้ยประกันที่ชำระไปโดยคิดเป็นเปอร์เซ็นจากทุนประกัน หรือเบี้ยที่ชำระไปแล้วทั้งหมด ในบางกรณีอาจจ่ายเป็นมูลค่าเวนคืนกรมธรรม์ แล้วแต่ว่ามูลค่าไหนจะมากที่สุด หากเสียชีวิตหลังจากเริ่มรับเงินบำนาญแล้วทางบริษัทประกันจะจ่ายชดให้ตามมูลค่าปัจจุบันของเงินบำนาญส่วนที่ยังเหลืออยู่ตามรายละเอียดความคุ้มครองของกรมธรรม์ชีวิตนั้นๆ นิยามประกัน สูงนิด ยาวหน่อย การันตีเงินคืน(บำนาญ) เหมาะกับใคร คนที่ต้องการการันตีรายได้หลังเกษียณไปพร้อมๆ กับการบริหารความเสี่ยง และมีงบที่มากขึ้นสำหรับการซื้อประกัน คนส่วนใหญ่อาจเลือกทำประกันชีวิตเพียงเพราะแค่ต้องการนำไปลดหย่อนภาษี ซึ่งสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นเพียงแค่ผลกำไรจากการรทำประกันเท่านั้นไม่อาจนำมาเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจได้ ดังนั้นการเลือกซื้อประกันให้ตอบโจทย์ความเป็นคุณ โดยอันดับแรกต้องเข้าใจรายละเอียดของประกันแต่ละประเภทให้ดี และที่สำคัญที่สุดต้องหาให้เจอว่าปัจจัยเสี่ยงของตัวคุณมีอะไรบ้าง ยกตัวอย่างเช่น นาย Lumpsum เป็นหัวหน้าครอบครัว และมีความฝันอยากให้ลูกเรียนจบจนถึงระดับปริญญาตรี แต่ก็มีงบไม่เยอะมากนักสำหรับการทำประกัน ดังนั้นประเภทประกันชีวิตที่นาย Lumpsum ควรทำจึงได้แก่ ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา หรือตลอดชีพ หลังจากรู้แล้วว่าประกันชีวิตประเภทไหนตอบโจทย์คุณที่สุด ลองเข้ามาวางแผนซื้อประกันลดหย่อนภาษีผ่าน Lumpsum ซึ่งมีระบบช่วยค้นหา และคัดกรองแบบประกันที่เหมาะสมตามหลักการแผนการเงิน และวิธีคิดคำนวณตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย รับรองได้ประกันชีวิตช่วยลดหย่อนภาษีที่ตรงใจ และตอบโจทย์อย่างแน่นอน

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  28 กันยายน 2564

ออมเงินผ่านแบงก์ VS ประกันออมทรัพย์

บทความนี้สนองความใคร่รู้ของตัวผมเอง เพราะกำลังชั่งน้ำหนักว่าแบบไหนแจ๋วกว่า เพื่อนำเงินสดที่มีไปกระจายความเสี่ยง นอกจากพอร์ตการออม-ลงทุนอื่น ๆ เมื่อได้คำตอบจึงอยากนำมาแชร์กัน โดยได้คำตอบตามความเข้าใจดังนี้่ 1. ผลตอบเเทนและสภาพคล่อง ทั้งการออมเงินผ่านแบงก์เเละประกันออมทรัพย์ ได้ผลตอบเเทนระหว่างทางเหมือนกัน โดยเงินฝากธนาคารจะได้ดอกเบี้ย เฉลี่ยที่เจอตอนนี้เงินฝากดิจิทัลราว 1.5% ต่อปี ส่วนประกันออมทรัพย์จะได้เงินจ่ายคืนตามกรมธรรม์ ซึ่งหากคิดเป็นผลตอบแทนต่อปี จะมากกกว่าออมเงินปกติ ขึ้นอยู่กับแบบประกันที่เลือก แต่หากเทียบสภาพคล่อง เงินฝากจะดีกว่าแน่นอน เพราะถอนตอนไหนก็ได้ เหมาะกับช่วงวิกฤติแบบนี้ เพราะหากฉุกเฉินสามารถถอนได้ทันท่วงที แต่ประกันออมทรัพย์ ไม่สามารถถอนได้ จนกว่าจะครบกำหนดตามสัญญาประกันชีวิต 2. ระยะเวลาฝาก เงินฝากปกติจะฝากนานแค่ไหนก็ได้ หรือถอนตอนไหนก็ได้แล้วแต่ประเภทบัญชี ซึ่งอัตราดอกเบี้ยก็ขึ้นลงตามนโยบายแต่ละช่วง แต่ประกันออมทรัพย์มีเป้าหมายชัดเจน คุณต้องจ่ายเบี้ยประกันทุกเดือนหรือทุกปี ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขตามเวลาที่กำหนดไว้ ไม่สามารถถอนก่อนกำหนดได้ ที่ศึกษามาขึ้นต่ำอยู่ที่เฉลี่ย 3 ปีขึ้นไป 3. ภาษี เงินที่ได้จากประกันออมทรัพย์จะไม่เสียภาษีใดๆ ซึ่งจะได้รับเงินเต็มจำนวนเมื่อครบกำหนด แถมยังสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย (ประกันออมทรัพย์ที่มีอายุกรมธรรม์ มากกว่า 10 ปีขึ้นไป นำไปลดหย่อนภาษีได้ สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท) เเต่หากฝากเงินกับธนาคารต้องเสียภาษีนะจ๊ะ คือเงินฝากออมทรัพย์หากได้ดอกเบี้ยเกิน 20,000 บาทต่อปี จะต้องเสียภาษี ณ ที่จ่าย 15% เอิ่ม...ซึ่งจะว่าไปต้องฝากเงินเยอะพอควร ถึงจะได้ดอกเบี้ยระดับ 20,000 ต่อปี ดังนั้นหากไม่ได้ฝากมากมายระดับนั้น ก็ไม่ต้องกังวลอะไรไป แต่...เงินฝากทั่วไป ลดหย่อนภาษีไม่ได้เด้อ 4. ความคุ้มครองชีวิต อันนี้ถือเป็นไม้ได้สำคัญของประกันออมทรัพย์ เพราะได้รับการคุ้มครองอันนี้ด้วย มากน้อยก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบประกันที่เลือก แต่เงินฝากธนาคารนั้นไม่มี เต็มที่ ที่เคยเจอ คือบัตรเอทีเอ็มพ่วงประกัน แต่นั้นก็ไม่เทียบเท่ากับประกันออมทรัพย์ ที่จริงจังด้านนี้โดยตรง ตามชื่ออยู่แล้ว สุดท้ายผมเลือกอะไร ? ผมเลือกทั้งคู่ครับ โดยแบ่งเงินออมเป็น 2 ก้อน เพราะยังไงก็ต้องมีเงินสดไว้สำรองสภาพคล่อง เผื่อมีอะไรฉุกเฉิน แต่ก็เลือกที่จะออมผ่านประกันออมทรัพย์ด้วย เพราะมีสิทธิประโยชน์หลายอย่าง แถมผลตอบแทนน่าสนใจมาก คุณผู้อ่านก็ลองพิจารณาเงื่อนไขต่าง ๆ ดูนะครับ ขอให้รอดปลอดภัยจากโควิด-19 หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^ หากเพื่อนๆอ่านมาถึงจุดนี้แล้ว สนใจอยากมีประกันฯติดไว้สักตัว เลือกแบบประกันฯได้ที่นี่...คลิกเพื่อค้นหาแบบประกันฯ

  หนึ่ง ศราพงค์


  30 สิงหาคม 2564

ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ลดหย่อนภาษีและคุ้มครองสูง

ผมนำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง เพราะผมยังไม่เคยซื้อประกันชีวิต / สุขภาพเลย มีแต่ประกันรถยนต์ (ซึ่งต้องมีอะเนอะ) ... ก็เลยมานั่งศึกษาจริงจัง เพราะรู้สึกว่าอายุขัยล่วงเลยมาถึงวัยละ ที่ผ่านมาใช้ร่างกายเปลืองมาก (แต่ยังไม่เคยป่วยหนัก) จึงตระหนักถึงหากร่างกายมันไม่ไหวขึ้นมาล่ะ ภาระที่ต้องดูแลคนข้างหลังจะทำอย่างไร และด้วยฐานรายได้ที่เข้าเกณฑ์เสียภาษีแบบได้เรื่องได้ราว จึงต้องหาอะไรมาลดหย่อนภาษีเพิ่ม ... "ประกัน" น่าจะตอบโจทย์ที่สุด !!! อันดับแรก ไปดูก่อนว่า "ประกัน" แบบไหนได้สิทธิลดหย่อนภาษีอย่างไรบ้าง ก็พบว่ามีดังนี้... 1. เบี้ยประกันชีวิตทั่วไป/เงินฝากแบบมีประกันชีวิต : ไม่เกิน 100,000 บาท 2. เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา : ไม่เกิน 15,000 บาท 3. เบี้ยประกันสุขภาพตนเอง : ไม่เกิน 25,000 บาท ทั้ง 3 ประเภทใช้เบี้ยที่จ่ายตามจริงมาลดหย่อนภาษี และรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน 100,000 บาท ผมหาข้อมูลหลายที่มาก เพื่อเปรียบเทียบเงื่อนไขต่าง ๆ ประกับแบบไหนมีประโยชน์และความคุ้มครองอย่างไรบ้าง ก่อนอื่นเลยต้องซื้อเบี้ยประกันสุขภาพให้บิดา - มารดาก่อน เพราะได้รับความคุ้มครองโดยตรง แถมได้ลดหย่อนด้วย อันนี้ก็เลือกซื้อตามกำลัง เน้นผลประโยชน์การรักษาพยาบาลเป็นที่ตั้ง เพราะท่านอายุมากแล้ว เจ็บป่วยไข้ย่อมถามหาเป็นธรรมดา จะให้ไปโรงพยาบาลรัฐ ก็นะ... เอกชนสะดวกและบริการดีกว่า ซึ่งการมีประกันจะคุ้มค่ากว่ามาก........ ทีนี้เหลือประกันชีวิตกับประกันสุขภาพ 2 อันนี้แตกต่างกันตามชื่อเลยคือ... ประกันชีวิตจะคุ้มครองกรณีเสียชีวิต ความหมายคือผู้เอาประกันไม่ใช่คนจ่ายเบี้ย ทำไว้เพื่อคนข้างหลังโดยเฉพาะ กรณีนี้ ... เมื่อผมตาย คนที่ผมระบุให้เป็นผู้รับประโยชน์จะได้เงินส่วนนี้ (แอบเซ็งเนอะ คนจ่ายไม่ได้ใช้เงิน ฮ่า ๆ แต่ก็เพื่อคนที่ยังอยู่แหล่ะ) แต่...ประกันชีวิตมี 2 แบบ คือจ่ายเบี้ยเฉย ๆ ได้คืนเมื่อเราตาย เลือกไปเลยว่าอยากให้คุ้มครองกี่ปี จ่ายเบี้ยเท่าไหร่ จบ... กับอีกแบบ คือ ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ และประกันชีวิแบบบำนาญ อันนี้จ่ายเบี้ยทุกปี จะได้เงินคืนเมื่อครบกำหนดเวลา + ผลตอบแทน ได้รับเงินตอนเสียชีวิตเช่นกัน แถมมีเงินคืนให้ เหมือนเป็นการออมเงิน แต่สิทธิประโชน์ความคุ้มครองตอนเสียชีวิตจะได้น้อยกว่าประกันชีวิตแบบแรกนะ ซึ่งผมเลือกแบบออมทรัพย์ เพราะผมไม่แคร์ประโยชน์หลังเสียชีวิต (ไม่ได้ใช้นี่นา) แต่ผมเอาการออมเป็นที่ตั้ง ได้ทั้งออมเงิน ความคุ้มครอง และลดหย่อนภาษี 3 เด้งเลยนะนั่น ^^ ส่วนเบี้ยก็ตามกำลัง (ไม่บอกหรอก ฮี่ ๆ ) สุดท้ายคือประกันสุขภาพ แน่นอนว่าใช้สำหรับรักษาตัว เผื่อไว้เจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุต่าง ๆ อันนี้ผมจะเน้นที่ค่ารักษาพยาบาลเป็นพิเศษ เอาดี ๆ แจ่ม ๆ ครอบคลุมโรคร้ายต่าง ๆ ให้มากที่สุด (เพราะใช้ร่างกายได้น่าป่วยมาก) จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้ซื้อหรอกนะ กำลังเปรียบเทียบแต่ละบริษัทอยู่ แต่ซื้อแน่ ๆ ชัวร์ ๆ เร็ว ๆ นี้แหล่ะ... เฮ้ย !!! แล้วล่าสุด ได้คุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการเลือกประกันมา เขาแนะนำให้เป็นข้อคิดในการเลือกประกันไว้ดีมาก คือ ... 1.ให้เลือกความคุ้มครองมาก่อนสิทธิการลดหย่อนภาษีเสมอ เพราะมันคือผลประโยชน์ระยะยาวของเรา ภาษีเป็นผลประโยชน์ระยะสั้นเท่านั้น เลือกให้ชัดว่า จะเน้นอะไร คุ้มครองชีวิต-ออมเงิน-สุขภาพ 2.ซื้อให้ตรงกับความจำเป็น อย่าซื้อมั่วซั่ว 3.ผลตอบแทนให้ดูค่าเฉลี่ยรวม อันนี้มักเกิดในประกันแบบออมทรัพย์ ให้ดูที่ IRR (Internal rate of return) ว่าได้กี่เปอร์เซ็น คือเบี้ยที่จ่ายไปกับผลตอบแทนคิดเป็น IRR เท่าไหร่ อย่าไปดูแค่ว่าได้เงินคืนเท่าไหร่อย่างเดียว อันนี้คือสิ่งที่ผมศึกษามา จึงเอามาแชร์กันไว้เป็นข้อมูล ผิดถูกอย่างไรแนะนำได้นะครับ สุดท้ายคือซื้อประกันเพื่อลดหย่อนภาษีนั้นดี แต่ให้ประโยชน์ในแง่ของประกันมากกว่าสิทธิทางภาษี ไปเปรียบเทียบข้อมูลต่อละ ^^ อ้อ ... แอพลิเคชั่น Lumpsum ของเราก็มีเปรียบเทียบประกันให้ด้วยนะ ดีด้วย ผมก็ว่าจะเลือกจากแอพฯ นี้แหล่ะ .......... ////////////// หากคุณกำลังมองหาแบบประกันที่เหมาะกับตัวคุณ หรือเหมาะกับงบที่คุณมี สามารถเช็คและเปรียบเทียบประกันทั้งหมดที่นี่ คลิก หรือเช็คผ่านช่องทางแอปพลิเคชั่น Lumpsum ตามลิ้งค์ด้านล่างนี้ ระบบ iOS ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : https://apple.co/2r5V8kr ระบบ Android ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : http://bit.ly/2ExM5vR

  หนึ่ง ศราพงค์


  27 พฤศจิกายน 2563

Update รายการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2564

วางแผนลดหย่อนภาษีปีนี้กัน... จัดการภาษีปี 2562 ไปกันหมดแล้วเนอะ ? มาลุยกับภาษีปี 63 ที่จะต้องยื่นต้นปี 64 กันต่อเลย (รอบมันดูกระชั้นชิด...เพราะเขายืดของปี 62 มาเป็น 31 ส.ค.63) มีอัปเดทหลายรายการนะ ดูให้ละเอียด เช่น ประกันสังคมเหลือ 5,850 บาท ลดลงจากเดิม 9,000 บาท เพราะมีการปรับลดอัตราการหักเงินถึง 2 รอบ ช่วง เดือน มี.ค. - พ.ค. หัก 1% และ เดือน ก.ย. - พ.ย. หัก 2% เพื่อลดภาระช่วงโควิด-19 เมื่อจ่ายลดลงสิทธิก็จะลดลงนาจาาาา ส่วนกองทุน SSFX ที่ลดหย่อนเพิ่มได้ 200,000 บาท ใครซื้อทันช่วง 1 เม.ย. - 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา ก็แจ๋วเลย แต่ใครที่ไม่ได้ซื้อ ก็ไม่มีให้ซื้อแล้วน้า เหลือแต่กองทุน SSF แบบธรรมดา ที่ออกมาแทนกองทุน LTF ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปีนี้มี "ช้อปดีมีคืน" ลดหย่อนได้ 30,000 บาท และอาจจะมีอื่น ๆ ตามมา ต้องติดตาม... สำหรับ "ช้อปดีมีคืน" ซื้ออะไรได้บ้าง ? รอติดตามโดยละเอียดที่เพจ Lumpsum เร็ว ๆ นี้ ป่ะ ๆ รีบวางแผนภาษีกันแต่เนิ่น ๆ นะ ใช้สิทธิให้คุ้ม เพราะเงินเราหามาทั้งน้านนนน ช่วงนี้ฝนตกบ่อย รักษาสุขภาพกันด้วยน้าาา "อากาศชื้นนะคืนนี้ ระวังหนาวนะแบบนี้ก่อนเข้านอนเป่าผมให้ดี ฉันกลัวเธอจะไม่สบาย"รักนะทุกท่าน ^^ ค่าลดหย่อนส่วนตัว - ค่าลดหย่อยครอบครัว ค่าลดหย่อนประกัน - ค่าลดหย่อนการลงทุน ค่าลดหย่อยอสังหาริมทรัพย์ ค่าลดหย่อนเพื่อบริจาค ค่าลดหย่อนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐฯ

  หนึ่ง ศราพงค์


  16 ตุลาคม 2563

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม