3 แนวคิดเลือกทุนประกันชีวิตที่เหมาะกับคุณ

ในทุกครั้ง เมื่อเราจะต้องตัดสินใจซื้อประกันชีวิต หนึ่งในคำถามที่หลายคนอาจจะยังคิดไม่ตกก็คือ เราควรจะเลือก “จำนวนเงินเอาประกันภัย” หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า “ทุนประกันชีวิต” ไว้เท่าไหร่กันดี? ถึงจะเหมาะสมและเพียงพอตามที่เราควรจะต้องมีจริง ๆ แบบไม่มากเกินไปจนกลายเป็นภาระในการชำระเบี้ย หรือไม่น้อยเกินไปจนกลายเป็นขาดความคุ้มครองที่จำเป็น แม้ว่าหลายต่อหลายครั้ง ตัวแทนหรือนายหน้าที่มานำเสนอแบบประกันชีวิตให้กับเรา ก็อาจจะช่วยให้คำแนะนำได้บ้างว่า ทุนประกันชีวิตเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม แต่ในบางครั้งหากเราต้องการอยากที่จะคิดและคำนวณด้วยตัวเอง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการวางแผนเพื่อปกป้องความมั่งคั่งที่เราได้สะสมมา ให้สอดคล้องกับแผนการเงินอื่น ๆ ด้วยนั้น จะมีสักกี่วิธีกันที่จะคำนวณตัวเลขออกมาว่าเท่าไหร่ ทุนประกันชีวิตถึงจะเรียกว่า “พอดี” อันที่จริงแล้ว ตามหลักการวางแผนการเงินด้านการประกันภัยที่ใช้กันโดยนักวางแผนการเงินทั่วโลก จะมีมุมมองหลัก ๆ อยู่ด้วยกัน 3 แนวคิด ที่ใช้คำนวณหาจำนวนเงินเอาประกันภัยของการทำประกันชีวิตที่เหมาะสมและพอดีได้ โดยแต่ละแนวคิดล้วนมีมุมมองต่อความเสี่ยงภัยของชีวิตและแนวทางการจัดการความเสี่ยงที่แตกต่างกันออกไป จึงขอถือโอกาสในบทความนี้ อธิบายแนวคิดคร่าว ๆ ของแต่ละแนวคิด เพื่อให้สามารถเข้าใจในหลักการคำนวณได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น 1.แนวคิดเรื่องมูลค่าทางเศรษฐกิจของบุคคล (Human Life Value Approach) สำหรับแนวคิดนี้ เกิดขึ้นจาก ดร.โซโลมอน เอส เฮิร์บเนอร์ (Solomon S. Huebner) ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ด้านการประกันภัยแห่ง Wharton School ของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ซึ่งมีแนวความคิดอยู่ว่า จำนวนเงินเอาประกันภัยสำหรับประกันชีวิต ควรจะมีการเพิ่มขึ้นตามความรับผิดชอบของแต่ละบุคคล และสามารถคิดคำนวณออกมาได้จากความสามารถในการหารายได้และความจำเป็นที่คนอื่นจะต้องพึ่งพารายได้ของบุคคลนั้น ทำให้เมื่อพูดถึงตามหลักการนี้แล้ว ก็จะเป็นการคิดคำนวณโดยมองว่า นับจากวันนี้ไปจนถึงวันที่เกษียณอายุ หรือวันที่เลิกทำงานเพื่อหารายได้แล้ว(ไม่มี Active Income แล้ว) รายได้สุทธิที่คาดหวังว่าจะสามารถหาได้ในอนาคตในช่วงชีวิตการทำงานที่เหลืออยู่ คิดเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ แล้วคำนวณกระแสเงินสดจากรายได้เหล่านั้น ย้อนกลับมาเป็นมูลค่ารวมสุทธิในปัจจุบัน โดยคิดคำนวณจาก 5 ปัจจัยหลัก ๆ อันได้แก่ รายได้สุทธิ ณ ปัจจุบันหลังหักภาษี อัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้สุทธิ ระยะเวลาการทำงานที่ยังเหลืออยู่ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนหลังหักภาษีตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และอัตราเงินเฟ้อ ดังนั้น จำนวนเงินที่คิดคำนวณออกมาได้เป็นทุนประกันชีวิตแล้ว จึงเปรียบเสมือนว่า หากวันใดวันหนึ่งที่คุณจากไป จะมีเงินก้อนออกมามอบให้คนภายในครอบครัว เพื่อชดเชยรายได้ของครอบครัวที่ขาดหายไปเพราะการจากไปของคุณ ซึ่งสมาชิกในครอบครัวสามารถนำเงินก้อนนี้ไปเป็นต้นทุนในการใช้ชีวิตต่อไปได้ โดยที่จะต้องนำทุนที่ได้รับมานั้น ไปลงทุนต่อตามความเสี่ยงที่เหมาะสมด้วย โดยทยอยถอนเงินทุนนั้นออกมาใช้จ่ายอย่างเหมาะสม ในระดับที่เพียงพอในแต่ละปี เสมือนตอนที่คุณยังมีชีวิตอยู่และหารายได้มาจุนเจือครอบครัวเช่นเดิม 2.แนวคิดเรื่องความจำเป็น (Needs Approach) สำหรับแนวคิดนี้ เป็นการพิจารณาความจำเป็นตามความต้องการใช้เงินเอาประกันภัยสำหรับครอบครัว เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ โดยพิจารณาถึงความต้องการตามความจำเป็นด้านเงินสด (Cash Needs) เพื่อปลดภาระพันธะผูกพันต่าง ๆ ที่มีอยู่ของคุณ กับความต้องการตามความจำเป็นด้านรายได้ (Income Needs) ซึ่งคิดมาจากความสามารถทางการเงินที่คุณสามารถหารายได้มาอุปการะครอบครัว ซึ่งในแนวคิดนี้ จะมีอยู่ด้วยกัน 3 ขั้นตอนย่อย ๆ อันได้แก่ ขั้นตอนที่หนึ่ง ต้องประเมินความต้องการขั้นพื้นฐานของครอบครัวก่อน ยกตัวอย่างเช่น ความต้องการในการใช้เงินเพื่อชำระหนี้สินคงค้าง ความต้องการรายได้ที่ขาดไปในช่วงที่ครอบครัวกำลังปรับตัวจากการจากไป และความต้องการเงินทุนสำหรับอุปการะเลี้ยงดูคนในครอบครัวในอนาคต และขั้นตอนที่สอง ก็คือการรวบรวมมูลค่าสินทรัพย์ที่คาดว่าจะตกทอดถึงทายาทภายในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเงินสด สินทรัพย์การลงทุน สินทรัพย์ส่วนตัวที่สามารถนำไปเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ รวมทั้งเงินสงเคราะห์หรือเงินชดเชยต่าง ๆ ที่อาจจะได้รับมาหลังจากเสียชีวิตแล้ว และขั้นตอนสุดท้าย ก็คือการนำมูลค่าของความต้องการในขั้นตอนที่หนึ่ง มาลบออกจากมูลค่าสินทรัพย์รวมสุทธิในขั้นตอนที่สอง กลายเป็นความต้องการตามความจำเป็นที่ยังขาดความคุ้มครองอยู่ ซึ่งสามารถใช้เป็นจำนวนเงินเอาประกันภัยได้ เปรียบเสมือนว่า หากคุณเสียชีวิตไปแล้ว ด้วยสินทรัพย์ทั้งหมดที่คุณมีที่ตกทอดเป็นมรดกถึงทายาทหรือคนในครอบครัว รวมกับจำนวนเงินเอาประกันภัยแล้ว สามารถนำไปใช้ตามความต้องการอันเนื่องมาจากความจำเป็นพื้นฐานในด้านต่าง ๆ ได้อย่างพอดี 3.แนวคิดเรื่องความต้องการรักษาเงินทุน (Capital Retention Approach) สำหรับแนวคิดนี้ เป็นแนวคิดที่แตกต่างไปจากสองแนวคิดข้างบน คือ ครอบครัวจะไม่นำสินทรัพย์และจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ได้รับมาแล้วหลังจากเสียชีวิตมาใช้จ่าย แต่จะนำเฉพาะส่วนของผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากสินทรัพย์นั้น ๆ มาใช้ เพื่อรักษาเงินทุนตั้งต้นเอาไว้ เพราะในสองแนวคิดที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้ ยังมีข้อจำกัดที่ว่า หากครอบครัวหรือผู้ที่อยู่ในอุปการะมีความต้องการและความจำเป็นที่มากขึ้นในการใช้จ่าย หรือต้องการเป็นระยะเวลาที่ยาวนานขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ ก็อาจทำให้จำนวนเงินเอาประกันภัยที่เตรียมไว้แล้วนั้นไม่เพียงพอได้ ซึ่งในแนวคิดนี้ เริ่มต้นด้วยการประมาณการกระแสเงินสดที่ต้องการใช้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับครอบครัวและผู้อยู่ในอุปการะ ว่าจำเป็นต้องใช้จ่ายเท่าไหร่ในแต่ละปี จากนั้นจึงคำนวณเงินทุนที่ต้องการ เพื่อนำไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนหรือผลประโยชน์ในรูปแบบกระแสเงินสดออกมาเท่ากับค่าใช้จ่ายดังกล่าว ตามความเสี่ยงที่เหมาะสมและยอมรับได้ ซึ่งก็มีตัวแปรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการคำนวณด้วย เช่น อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนหลังหักภาษีตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และอัตราเงินเฟ้อ ดังนั้น ผลลัพธ์จากการคำนวณนี้ จึงเปรียบเสมือนการคิดคำนวณว่า ครอบครัวของคุณต้องการเงินสดจากจำนวนเงินเอาประกันภัยเพื่อนำไปลงทุนเท่าไหร่ ให้สามารถสร้างผลตอบแทนหรือผลประโยชน์ตามความเสี่ยงที่ครอบครัวยอมรับได้ และนำผลตอบแทนที่ได้รับมานั้นในแต่ละปี ไปใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องนำเงินต้นออกมาใช้ ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว การคำนวณในลักษณะนี้ หากต้องการผลตอบแทนหรือผลประโยชน์ที่คาดหวังต่อปีเป็นจำนวนมาก จะทำให้มูลค่าจำนวนเงินเอาประกันภัยนั้นสูงมากตามไปด้วย จนไม่นิยมนำมาใช้ในการคำนวณจำนวนเงินเอาประกันภั แน่นอนว่า ในแต่ละแนวคิดที่กล่าวมานั้น ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่อีกบ้าง ไม่ว่าจะเป็น สมมติฐานของอัตราหรือตัวแปรต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต หรือค่าใช้จ่ายของครอบครัวในอนาคตที่ยากจะคาดเดา ซึ่งแม้ว่าอาจจะทำให้การคิดคำนวณมูลค่าจำนวนเงินเอาประกันภัยออกมานั้นมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ทำให้คุณสามารถประเมินจำนวนเงินเอาประกันภัยโดยคร่าว ที่มีความใกล้เคียงกับมูลค่าความเสี่ยงภัยในชีวิตของคุณหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นในอนาคต เป็นข้อมูลเพื่อสนับสนุนในการเลือกทำประกันชีวิตต่อไปได้อย่างเหมาะสม สำหรับการคำนวณในเชิงลึก และสูตรหรือสมการในการคิดคำนวณนั้น ก็สามารถสอบถามกับนักวางแผนการเงินหรือที่ปรึกษาการเงินที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการการวางแผนการประกันภัย เพื่อขอรับความช่วยเหลือในการคำนวณมูลค่าจำนวนเงินเอาประกันภัยออกมาได้ หรือจะลองใช้บริการของ noon รับรองว่ามีเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการคำนวณทุนประกันชีวิตที่เหมาะสม และให้คำแนะนำตามหลักการวางแผนการเงิน ที่สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องมูลค่าทางเศรษฐกิจของบุคคลและแนวคิดเรื่องความจำเป็น ที่ได้อธิบายไปในเบื้องต้น อีกทั้งมีฐานข้อมูลและระบบคัดกรองแบบประกันชีวิต ที่จะช่วยให้คุณสามารถเลือกแบบประกันชีวิตที่เหมาะสมกับเป้าหมายและความจำเป็นในการสร้างความคุ้มครองอย่างเป็นกลางได้อีกด้วย แม้ว่าประกันชีวิตจะถือเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการสร้างความคุ้มครองเพื่อปกป้องความมั่งคั่งในยามที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน แต่การมีจำนวนเงินเอาประกันภัยหรือทุนประกันชีวิตที่เหมาะสมและพอดีด้วย จะทำให้แผนการเงินของคุณนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้นไปอีก เพื่อสร้างความมั่นใจว่า คุณจะมีความคุ้มครองชีวิตอย่างเพียงพอ จ่ายเบี้ยประกันตามความเหมาะสม และลดความไม่จำเป็นในการทำประกันชีวิต ให้สามารถนำเงินทุนส่วนเกินจากเบี้ยประกันที่จำเป็นนั้น ไปบริหารจัดการหรือออมและลงทุนต่อเพื่อเป้าหมายอื่น ๆ ต่อไป ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หลักสูตรการวางแผนการเงิน ชุดวิชาที่ 3 การวางแผนการประกันภัย

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  16 พฤศจิกายน 2564

ศัพท์ประกันชีวิตพื้นฐานที่คนทำประกันต้องรู้

ศัพท์ประกันชีวิต เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม เพราะคิดว่าไม่สำคัญ แต่รู้หรือไม่ว่าศัพท์ประกันชีวิตยิ่งรู้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งช่วยให้เราเข้าใจรายละเอียด และสิทธิประโยชน์ของ “ประกันชีวิต” มากขึ้นเท่านั้น วันนี้ ทาง Lumpsum จะพาทุกคนไปเติมคลังความรู้เกี่ยวกับศัพท์ประกันชีวิตที่จำเป็นต่อการทำประกันให้มากขึ้น ศัพท์ประกันคำไหนที่ยังงงๆ หรืออ่านเจอในกรมธรรม์ทีไรก็ยังไม่เคลียร์ บทความนี้อาจเป็นคำตอบที่ผู้ทำประกันแล้ว หรืออยู่ระหว่างตัดสินกำลังมองหาอยู่ 1.กรมธรรม์ (Policy) หมายถึง หนังสือสัญญาข้อตกลงระหว่างบริษัทประกันกับผู้ทำประกัน เปรียบเสมือนเป็นเครื่องมือช่วยยืนยันว่าเราจะได้รับสิทธิประโยชน์ หรือความคุ้มครองจากบริษัทประกัน โดยภายในกรมธรรม์จะมีเนื้อหาที่อธิบายถึงรายละเอียดของประกันที่เราทำ เช่น ประเภทของประกัน ทุนประกัน และตารางการจ่ายเบี้ยประกัน เป็นต้น 2.ตารางกรมธรรม์ (Policy schedule) หมายถึง ตารางแสดงรายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ออกโดยบริษัท อาทิเช่น ชื่อผู้เอาประกัน วันที่เริ่มคุ้มครอง และแบบประกันภัย เพื่อเป็นเอกสารประกอบกรมธรรม์ ซึ่งตารางกรมธรรม์สามารถดูได้จากหน้าแรกของเล่มกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ทำไว้ 3.ทุนประกันหรือ จำนวนเงินเอาประกัน ( Sum insured ) หมายถึง จำนวนเงินที่ตกลงกันว่า ผู้รับประกันภัยจะต้องจ่ายให้ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย เมื่อเกิดภัยหรือความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้เอาประกันตามเงื่อนไขในสัญญาหรือกรมธรรม์ 4.เบี้ยประกันภัย (PREMIUM) หมายถึง ​จำนวนเงินที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องชำระให้แก่ผู้รับประกันภัยตามสัญญา เพื่อที่จะได้รับเงินผลประโยชน์หรือค่าสินไหมทดแทน เมื่อตนเสียชีวิตหรือได้รับความเสียหายตามชนิดของภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้ 5.ผู้เอาประกัน หมายถึง คู่สัญญาซึ่งตกลงจะแถลงความจริง และส่งเบี้ยประกันภัยจำนวนหนึ่งให้ผู้รับประกันภัย หากเกิดภัยที่เป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ ผู้รับประกันภัยจึงจะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย ตัวอย่างเพื่อความกระจ่าง หากนาย Lumpsum ขับรถชน และเสียชีวิต ผู้รับประกัน หรือในที่นี้คือบริษัทประกันที่นาย Lumpsum ทำไว้จะต้องจ่ายเงินชดเชยกรณีเสียชีวิตให้แก่ผู้รับผลปรโยชน์ 6.ผู้รับผลประโยชน์ (BENEFICIARY) ความหมาย ผู้มีสิทธิ์ได้รับผลประโยชน์ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ตัวอย่างเพื่อความกระจ่าง นาย Lumpsum ตัดสินใจทำประกันชีวิตไว้เพื่อสร้างเกราะป้องกันภาระที่อาจจะตกถึงครอบครัวเมื่อยามที่ตนต้องจากไป โดยในกรมธรรม์จะต้องระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ไว้ เพื่อเป็นการแจ้งให้ทางบริษัททราบว่า หากผู้เอาประกันเสียชีวิต ใครจะเป็นผู้ได้รับเงินชดเชยค่าสินไหม ซึ่งตามปกติแล้วผู้รับผลประโยชน์จะเป็นใครก็ได้ แต่ทางบริษัทประกันก็จะพิจารณาดูอีกทีว่าบุคคลที่ถูกเสนอชื่อมานั้นมีความสัมพันธ์อย่างไรกับผู้เอาประกัน เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของผู้เอาประกัน 7.ระยะเวลาเอาประกันภัย (Policy Period หรือ Period of Insurance หรือ Insured Period) หมายถึง ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มต้นหรือวันที่มีผลบังคับใช้ จนถึงวันที่หมดอายุของกรมธรรม์ประกันภัยในการให้ความคุ้มครองตามที่ผู้รับประกันภัยกับผู้เอาประกันภัยตกลงกันในสัญญาประกันภัย 8.ระยะเวลาชำระเบี้ยประกัน (Insurance premium payment period) หมายถึง ระยะเวลาที่ผู้เอาประกันภัยตกลงชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้รับประกันภัยตามที่ตกลงกันในสัญญาประกันภัย 9.ปีกรมธรรม์ (Policy Year) หมายถึง ระยะเวลาหนึ่งปีนับตั้งแต่วันที่กรมธรรม์มีผลบังคับ หรือนับแต่วันครบรอบปีกรมธรรม์ปีต่อๆ ไป 10.อัตราผลตอบแทน (Internal Rate of Return : IRR) หมายถึง อัตราผลตอบแทนที่ได้รับจากการทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ 11.เงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ (cash surrender value หรือ surrender value) หมายถึง เงินที่ผู้รับประกันภัยจะจ่ายตามมูลค่าเงินสดที่มีอยู่ในกรมธรรม์*คืนให้แก่ผู้เอาประกันภัยเมื่อบอกยกเลิกกรมธรรม์ หมายเหตุ *มูลค่าเงินสด จะเกิดขึ้นเมื่อผู้เอาประกันภัยได้ส่งเบี้ยประกันภัยเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยทั่วไปตั้งแต่ 2 หรือ 3 ปี ขึ้นไป กรมธรรม์ประกันชีวิตฉบับนั้นจะเกิดมูลค่าขึ้นมูลค่านี้เรียกว่า มูลค่าเงินสด 12.การปกปิดข้อความจริง (CONCEALMENT) หมายถึง ​การไม่บอกกล่าวให้ผู้รับประกันภัยทราบถึงข้อความจริงที่ผู้เสนอขอเอาประกันภัยได้รับรู้มา ถ้าข้อความจริงที่ไม่บอกกล่าวนั้นเป็นสาระสำคัญสัญญาประกันภัยเป็นโมฆียะ หรือถูกยกเลิกไป ศัพท์ประกันชีวิตที่เรานำมาแชร์กันในบทความนี้เป็นเพียงศัพท์พื้นฐาน ซึ่งยังมีศัพท์ประกันชีวิตอีกมากกว่า 100 คำ ที่รอเราไปทำความรู้จักอยู่ ดังนั้นอย่ามัวแต่รีรอ เพราะยิ่งรู้ศัพท์ประกันชีวิตมากเท่าไหร่ ยิ่งลดโอกาสในการเกิดความผิดพลาดมากขึ้นเท่านั้น แหล่งที่มา: https://noon.in.th/blog/basic-life-insurance-vocabulary/

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  15 พฤศจิกายน 2564

6 ปัจจัยสำคัญเลือกซื้อประกันชีวิตให้มีแต่คำว่าคุ้ม

“ตอนนี้อายุ 25 ปี อยากทำประกันชีวิตให้ตัวเองซัก 1 กรมธรรม์ ประกันชีวิตแบบไหนดีที่สุดครับ ช่วยแนะนำหน่อยครับ” ประกันชีวิตเป็นอีก 1 ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยบริหารความเสี่ยง จากเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ พูดง่ายๆ ก็คือ การทำประกันชีวิตเป็นการถ่ายโอนความเสี่ยงที่มีไปให้บริษัทประกันช่วยดูแล ถึงแม้จะไม่สามารถชดเชยความสูญเสียได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็ช่วยลดทอนผลกระทบจากความสูญเสียได้บางส่วน การวางแผนซื้อประกันชีวิตที่มีประสิทธิภาพ นอกจากจะพิจารณาจากเบี้ยประกันชีวิตที่สอดคล้องกับสภาวะการเงินแล้ว การพิจารณารายละเอียดปลีกย่อยที่ครอบคลุมในหลายๆ ปัจจัยก็เป็นเรื่องสำคัญที่คนอยากทำประกันชีวิตไม่ควรมองข้าม ปัจจัยสำคัญเลือกซื้อประกันชีวิตให้มีแต่คำว่าคุ้ม 1.เข้าใจความแตกต่างของประกันชีวิตแต่ละประเภท สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ใช้เกณฑ์ในการแบ่งประเภทของประกันชีวิตไว้ 2 แบบ ดังนี้ ประกันชีวิตแบบทั่วไปมี 4 ประเภท ได้แก่ 1) ชั่วระยะเวลา (Term Life Insurance) 2) ตลอดชีพ (Whole Life Insurance) 3) สะสมทรัพย์ (Endowment/Saving Insurance) 4) เงินได้ประจํา/แบบบํานาญ (Annuity Insurance) ประกันชีวิตแบบพิเศษมี 2 ประเภท ได้แก่ 1) ควบการลงทุน (Investment-linked life insurance) 2) เฉพาะผู้สูงอายุ ประกันชีวิตทั้ง 6 ประเภทนี้ถูกออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์ในการบริหารความเสี่ยงที่ที่แตกต่างกัน ดังนั้นก่อนการตัดสินใจซื้อประกันทุกครั้งจึงควรศึกรายละเอียดของประกันชีวิตแต่ละประเภทให้ดีเสียก่อน เพื่อผลประโยชน์อันสูงสุดของตัวเราเอง อ่านบทความ ประกันชีวิตมีกี่ประเภท และประเภทไหนที่ใช่เรา 2.เลือกทุนประกันชีวิตที่เหมาะสม การวางแผนการซื้อประกันชีวิตนอกจากต้องเข้าใจความแตกต่างของประกันชีวิตแต่ละประเภทแล้ว ปัจจัยด้านทุนประกันเองก็สำคัญไม่แพ้กัน การเลือกทุนประกันที่ดีจะต้องมีวงเงินการคุ้มครองที่เพียงพอ ต่อความเสี่ยงทางการเงินของเรา ไม่ว่าจะเป็น ภาระทางการเงินที่อาจจะตกไปถึงคนข้างหลัง หรือ ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นแบบไม่คาดฝัน ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เรามีความมั่นใจว่า ไ ม่ว่าในสถานการณ์ไหน ชีวิตก็จะดำเนินต่อไปแบบไม่สะดุด ยกตัวอย่างเช่น เรามีหนี้สินเชื่อบ้านอยู่ 1 ล้านบาท การเลือกทุน เลือกกำหนดทุนประกันก็ควรจะให้เพียงพอต่อภาระหนี้สินที่มี เพื่อให้ผู้รับผลประโยชน์จากการทำประกันชีวิตของเรานั้น สามารถปลดภาระหนี้สินที่ตกทอดไปถึงพวกเขาได้ 3.ระบุความต้องการ และความแตกต่างให้ชัดเจน ความต้องการ เป้าหมาย และความเสี่ยงของคนเรามีความแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ และวิถีการดำเนินชีวิต การเลือกซื้อประกันชีวิตจึงควรเลือกแบบประกันให้ตอบโจทย์กับความต้องการ และสอดคล้องกับความแตกต่างของแต่ละบุคคล ยกตัวอย่างเช่น นาย ล่ำซำ เป็นพนักงานบริษัทเอกชน มีรายได้อยู่ในระดับกลางๆ ต้องการสร้างมรดกเป็นเงินจำนวนก้อนหนึ่งไว้ให้กับคนที่รักในยามที่เขาจากไป “ดังนั้นประกันชีวิตที่น่าจะเหมาะกับเขาคือ”ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ “เนื่องจากแบบดังกล่าว เน้นความคุ้มครองชีวิตที่สูง มีมูลค่าเงินสด และเบี้ยประกันไม่สูงมากนัก” 4.สำรวจความพร้อมในการจ่ายเบี้ยประกันชีวิต เราวางแผนจ่ายเบี้ยประกันดีหรือยัง? ถึงแม้ว่าเราจะได้เจอกับแบบประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองตอบโจทย์ กับความต้องการของเราทุกประการ แต่ถ้าเราฝืนจ่ายเบี้ยประกันเกินกำลังของตัวเองอาจทำให้แบบประกันปังๆ กลายเป็นพังได้ ดังนั้นนอกจากจะมองหาแบบประกันที่ตรงใจแล้ว เบี้ยประกันก็ควรอยู่ในเกณฑ์ที่เราจ่ายไหวด้วย หรืออ้างอิงตามคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางการเงินส่วนบุคคล ที่ระบุว่าเบี้ยประกันภัยต่อปีในระดับแนะนำนั้น อาจจะอยู่ที่ราว ๆ 10% ของรายได้ต่อปี 5.ทำความรู้จักบริษัทประกันให้มากขึ้น หาข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงเพื่อความมั่นใจ ปัจจัยด้านความมั่นคงของบริษัทประกันชีวิตมักเป็นปัจจัยที่เรามักหลงลืมหรือไม่ค่อยคำนึงถึง แต่รู้หรือไม่? ความมั่นคงของบริษัทประกันนั้นจะช่วยสะท้อนให้เห็นถึงความปลอดภัยในการทำประกันชีวิต เช่น เราสามารถศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงทางการเงินของบริษัทประกันภัย ได้จากรายงานอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR) หรือจากงบการเงินของบริษัทประกันภัย ทั้งที่เผยแพร่โดยสำนักงาน คปภ. หรือจากบริษัทประกันภัยโดยตรง เพราะยิ่งบริษัทประกันมีความมั่นคงมากเท่าไหร่ ความพร้อมในการให้บริการด้านการประกันภัย อาทิเช่น การจ่ายค่าสินไหมทดแทน ก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น 6.ศึกษาข้อยกเว้นและเงื่อนไข การเลือกซื้อแบบประกัน ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต หรือประกันใดๆ ก็ตาม เรามักย้ำเตือนอยู่เสมอว่าควรอ่านรายละเอียดความคุ้มครอง และข้อยกเว้น หรือเงื่อนไขต่างๆ ให้ดี เพราะหากพลาดไปแม้แต่จุดเดียว อาจทำให้เราพลาดสิทธิประโยชน์ความคุ้มครองจากประกันไปเลยก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผู้เอาประกันฆ่าตัวตายภายใน 1 ปี นับจากวันทำสัญญา หรือวันต่ออายุสัญญาครั้งสุดท้ายบริษัทประกันชีวิตจะยกเว้นการจ่ายเงินเอาประกัน ให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ทันที เพราะผิดเงื่อนไขที่ตกลงไว้ในสัญญาประกันภัย สรุป การเลือกซื้อประกันชีวิตให้มีประสิทธิภาพควรพิจารณาจาก 6 ปัจจัยด้วยกัน ซึ่ง ประกอบไปด้วยปัจจัยด้านความเข้าใจความแตกต่างของประกันชีวิตแต่ละประเภท ปัจจัยด้านการเลือกทุนประกันชีวิตที่เหมาะสมทุน ปัจจัยด้านความต้องการ และความแตกต่างเฉพาะบุคคล ปัจจัยด้านความพร้อมในการจ่ายเบี้ยประกัน ปัจจัยด้านข้อมูลของบริษัทประกัน และสุดท้ายปัจจัยด้านรายละเอียดของข้อยกเว้น และเงื่อนไขของแบบประกันชีวิต หากรู้คำตอบแล้วว่าตัวเรานั้นเหมาะสมกับประกันชีวิตแบบไหน ก็อย่าลืมแวะเข้ามาเลือกซื้อประกันชีวิตผ่าน Lumpsum.in.th ที่นี่เรามีแบบประกันชีวิตให้เลือกซื้อมากมาย ทั้งตอบโจทย์ และครอบคลุมทุกความต้องการ แหล่งที่มา: https://noon.in.th/blog/6-point-select-the-right-life-insurance/

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  26 ตุลาคม 2564

ประกันชีวิต มีกี่ประเภท และประเภทที่ใช่คุณ

ประกันชีวิต มีกี่ประเภท และประเภทที่ใช่คุณ ประเภทที่ 1 ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment/Saving Insurance) คือประกันชีวิตที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองชีวิตควบคู่ไปกับบริหารเงินออม ซึ่งเราสามารถเลือกระยะชำระเบี้ยประกันได้ว่าจะชำระแบบสั้น กลาง หรือยาว โดยมีให้เลือกชำระตั้งแต่ 3 ปี ไปจนถึง 30 ปี ถึงแม้ว่าเบี้ยของประกันประเภทนี้ จะค่อนข้างมีมูลค่าที่สูง แต่ก็คุ้ม เพราะได้ทั้งการคุ้มครองชีวิต และช่วยเสริมสร้างวินัยการออมเงินให้แก่ผู้ทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ แถมยังมีเงินคือให้แน่นอนเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนประเภทอื่นอีก โดยรูปแบบของเงินคืนมีทั้งในลักษณะของคืนทีเดียวเป็น หรือจะเลือกรับเป็นรายงวดก็ได้แล้วแต่ความสะดวกของผู้ทำประกัน เหมาะกับใคร? คนที่เน้นเรื่องความคุ้มค่า(เงินคืน)มากกว่าความคุ้มครอง คำนิยามประกัน “เบี้ยสูง สร้างวินัยการออม การันตีเงินคืน” ประเภทที่ 2 ประกันชีวิตแบบบํานาญ (Annuity Insurance) คือประกันที่มีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารการเงินไว้ใช้ยามเกษียณ ซึ่งผู้ทำประกันชีวิตแบบบำนาญจะยังคงได้รับคุ้มครองชีวิตเช่นเดิม และจะมีเพิ่มในส่วนของเงินออมไว้ใช้ยามเกษียณ สำหรับเบี้ยประกันที่ต้องชำระก็จะสูงเหมือนกับประกันแบบสะสมทรัพย์ และรูปแบบการชำระเบี้ยประกันของประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์จะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือชำระเบี้ยครั้งเดียวจบ เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งได้รับเงินมรดกมา หรือมีเงินก้อนใหญ่แต่ไม่รู้จะเอาไปลงทุนที่ไหน ที่เหลือก็แค่นั่งสบายๆ ชิลๆ รอรับเงินบำนาญตอนเกษียณได้เลย หรือถ้าใครสะดวกชำระเป็นรายงวดเรื่อยๆจนถึงอายุเกษียณ หรือเลือกชำระตามแบบที่ประกันกำหนดก็สามารถทำได้เช่นกัน การจ่ายเงินคืนให้แก่ผู้ทำประกัน บริษัทจะจ่ายคืนเป็นงวดให้ทุกๆ ปี (บางแบบประกันก็จะมีการจ่ายเงินคือเป็นรายเดือน) โดยเริ่มจ่ายคืนตั้งแต่อายุ 50 ปี 55 ปี หรือ 60 ปี ไปจนถึงเราอายุ 85 ปี หรือ 90 ปี ซึ่งระยะเวลาการจ่ายคืนนั้นก็ขึ้นอยู่กับแบบประกันที่เราเลือก เหมาะกับใคร? คนที่ต้องการวางแผนเกษียณแบบเน้นเงินคืนที่แน่นอน คำนิยามประกัน “เบี้ยสูง ช่วยวางแผนเกษียณ การันตีเงินคืน” ประเภทที่ 3 ประกันแบบระยะยาว (Whole life) คือเราสามารถต้องชำระเบี้ยประกันไปซักระยะหนึ่ง อาทิเช่น 5 ปี 10 ปี 15 ปี หรือ 20 ปี เป็นต้น แต่จะได้รับความคุ้มครองชีวิตแบบตลอดชีพ พูดง่ายๆ ก็คือ ชำระเบี้ยเพียงชั่วเวลาหนึ่ง แต่ได้รับความคุ้มครองตลอดชีพ (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแบบประกัน) สำหรับเบี้ยประกันนั้นก็ไม่ได้สูงมากจนจับต้องไม่ได้ และหากผู้เอาประกันเสียชีวิตในขณะที่กรมธรรม์ยังคุ้มครองอยู่ ทางบริษัทประกันก็จะจ่ายเงินเอาประกันให้กับผู้รับประโยชน์เพื่อนำไปใช้เป็นมรดก หรือนำไปใช้ชำระหนี้สินต่างๆ ของ เหมาะกับใคร? คนที่มีงบประมาณขึ้นมานิดนึง มองหาประกันชีวิตที่เน้นความคุ้มครองในระยะยาว คำนิยามประกัน “เบี้ยจับต้องได้ คุ้มครองยาว” ประเภทที่ 4 ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term Life Insurance) คือประกันชีวิตที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนด อาทิเช่น 1 ปี 5ปี 10ปี 20 ปี หรือตุ้มครองจนกว่าผู้เอาประกันจะอายุครบตามที่สัญญากำหนด เช่น คุ้มครองจนถึงอายุ 55 ปี เป็นต้น การชำระเบี้ยประกันสามารถเราเลือกจ่ายแบบครั้งเดียวจบ หรือจ่ายเป็นรายปีเท่ากับระยะเวลาคุ้มครองได้ เช่นกรมธรรม์คุ้มครอง 5 ปี เราก็ชำระเบี้ยประกัน 5 ปี ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือเบี้ยประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา มีราคาที่ถูกกว่าเบี้ยประกันชีวิตประเภทอื่นๆ แต่ว่าประกันแบบชั่วระยะเวลานั้นจะไม่มีเงินคืนให้กับผู้เอาประกัน เมื่อครบระยะสัญญาคุ้มครอง พูดง่ายๆ ก็คือเป็นแบบจ่ายทิ้งปีต่อปี ยกเว้นในกรณีที่ผู้เอาประกันเสียชีวิต ระหว่างที่ประกันยังคุ้มครองอยู่ บริษัทประกันก็จะจ่ายเงินเอาประกันให้กับผู้รับผลประโยชน์เพื่อเยียวยาความสูญเสียที่เกิดขึ้น เหมาะกับใคร? คนที่ต้องการเน้นสร้างความคุ้มครอง และมีงบไม่มาก คำนิยามประกัน “เบี้ยไม่แพง คุ้มครองสั้น” ประเภทที่ 5 ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน (Investment linked life insurance) ประกันชีวิตอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองชีวิตและเพิ่มโอกาส ในการได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนซึ่งสูงกว่าแบบประกันชีวิตทั่วไป โดยประกันชีวิตแบบควบการลงทุนสามารถเป็น 2 แบบได้ ดังนี้ 5.1แบบยูนิตลิงค์ (Unit Linked) แบบประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองชีวิต และสามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวม ที่บริหารโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เพื่อเพิ่มโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น 5.2แบบยูนิเวอร์แซลไลฟ์ (Universal Life) แบบประกันชีวิตที่แยกส่วนความคุ้มครองชีวิต และส่วนการลงทุนอย่างชัดเจน โดยผู้เอาประกันภัยจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนไม่น้อยกว่าผลตอบแทนขั้นต่ำที่บริษัทได้รับรองไว้ เหมาะกับใคร? คนที่ต้องการสร้างความคุ้มครองชีวิต ไปพร้อมกับการลงทุนในกองทุนรวม คำนิยามประกัน “สร้างความมั่งคั่ง พร้อมดูแลคนที่รัก” ประเภทที่ 6 ประกันชีวิตแบบผู้สูงอายุ ประกันชีวิตที่ให้คุ้มครองการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุและโรคภัยไข้เจ็บ ให้กับบุคคลที่มีอายุระหว่าง 50-70 ปี ซึ่งไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพ และไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพนับว่าเป็นเรื่องที่ดีมากเพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า ประกันชีวิตประเภทอื่นๆ มักไม่ค่อยรับประกันผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ดังนั้นประกันชีวิตแบบผู้สูงอายุ จึงตอบโจทย์บรรดาปู่ ย่า ตา ยาย อย่างแน่นอน เงื่อนไขความคุ้มครอง 1.จ่ายเฉพาะกรณีเสียชีวิตเท่านั้น (กรณีพิการหรือเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาล จะไม่สามารถเบิกค่ารักษาได้ ยกเว้นแต่ซื้อสัญญาเพิ่มเติมพ่วงท้ายไว้ด้วย) 2.ถ้าเสียชีวิตจากอุบัติเหตุภายในช่วง 2 ปีแรก บริษัทประกันจะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยเต็มจำนวน พร้อมเบี้ยประกันที่ชำระแล้ว บวกด้วยผลตอบแทนเพิ่มเติม 3.ถ้าเสียชีวิตตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นต้นไป บริษัทประกันจะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยเต็มจำนวนในทุกกรณี ไม่ว่าจะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือจากโรคภัยไข้เจ็บก็ตาม เหมาะกับใคร? ผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพ และต้องการสร้างมรดกไว้ให้ลูกหลาน คำนิยามประกัน “สร้างมรดกให้ลูกหลานได้ตั้งตัว” บอกเลยว่าประกันทั้ง 6 ประเภทคือดีมากจริงๆ แต่หลักการซื้อประกันชีวิตที่ดีนอกจากการทำความประเภทประกันแล้ว เงื่อนไข และรายละเอียดต่างๆ ของประกันชีวิตก็สำคัญไม่แพ้กัน ก่อนตัดสินใจทำประกันชีวิตทุกครั้ง คิดให้ดี คิดให้ลึก ศึกษาให้มั่นใจ ก่อนจ่ายเงินนะคะ ด้วยรัก จาก Lumpsum สนใจวางแผนซื้อประกันกับLumpsum ขอบคุณแหล่งข้อมูล : oic.or.th/th, oic.or.th/th/consumer/insurance, oic.or.th/th/education/insurance

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  19 ตุลาคม 2564

ทำไมเงินประกันชีวิตจึงไม่ต้องเสียภาษีมรดก

“มรดก” คำที่ได้ยินเมื่อไหร่ก็หัวใจพองโต เพราะนั่นอาจหมายถึงความมั่งคั่งทางการเงินที่เรากำลังจะได้รับ ซึ่งทรัพย์มรดกมีมูลค่าเกินกว่า 100 ล้านบาทจะต้องเสียภาษีมรดกในอัตรา 5% หรือ 10% แต่รู้หรือไม่เงินที่ได้รับจากกรมธรรม์ประกันชีวิตเมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตเป็นมรดกที่ไม่ต้องเสียภาษี ทำไมเงินประกันชีวิตจึงไม่ต้องเสียภาษีมรดก? เงินจากกรมธรรม์ประกันชีวิตเป็นทรัพย์สินที่เกิดขึ้นในขณะหรือภายหลังผู้เอาประกันเสียชีวิต ซึ่งได้รับการยกเว้นตามมาตรา 42(13) แห่งประมวลรัษฎากร แล้วมรดกอะไรบ้างที่ต้องเสียภาษีมรดก? อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เงินฝากหรือเงินอื่นใดมีลักษณะอย่างเดียวกัน ยานพาหนะที่มีหลักฐานทางทะเบียน ทรัพย์สินทางการเงินที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Link) ต้องเสียภาษีมรดกไหม ประกันชีวิตควบการลงทุน หรือยูนิตลิงค์ เป็นประกันที่ ให้ความคุ้มครองในกรณีที่ผู้เอาประกันเสียชีวิต โดยบริษัทผู้รับประกันภัยจะจ่ายเงินให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ตามมูลค่าที่ตกลงไว้ในกรมธรรม์ ซึ่งเงินส่วนนี้ไม่ต้องเสียภาษีมรดก เพราะเป็นเงินได้ที่เกิดขึ้นในขณะหรือภายหลังผู้เอาประกันเสียชีวิต สามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมที่บริษัทผู้รับประกันภัยคัดสรรมาให้ได้ และในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต บริษัทผู้รับประกันภัยต้องขายหน่วยลงทุนแล้วนำเงินที่ขายได้มาส่งมอบให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ ซึ่งเงินส่วนนี้จะต้องเสียภาษีมรดก เพราะหน่วยลงทุนตามกรมธรรม์ (ก่อนที่จะขายเปลี่ยนเป็นเงิน) เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เอาประกันอยู่แล้ว มิใช้เป็นเงินได้ที่เกิดขึ้นหลังจากผู้เอาประกันเสียชีวิต เงินที่ได้รับจากประกันชีวิตกรณีที่ผู้เอาประกันเสียชีวิต นอกจากจะไม่ต้องเสียภาษีมรดกแล้ว กรมธรรม์ประกันชีวิตยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้อีกด้วย โดยประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา/ตลอดชีพ/สะสมทรัพย์สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท และประกันชีวิตแบบบำนาญลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท ซึ่งการที่จะทำประกันชีวิตเพื่อนำไปลดหย่อนภาษีนั้นเราจำเป็นต้องศึกษาเงื่อนไข และรายละเอียดให้ดีก่อนตัดสินใจ เพราะประกันชีวิตเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีข้อผูกผันในระยะยาว สนใจวางแผนซื้อประกันกับLumpsum นอกจากเรื่องภาษีมรดก ในช่วงปลายปีเช่นนี้ หลายๆ คนที่กำลังมองหาตัวช่วยลดหย่อนภาษีดีๆ อย่างประกันอยู่เป็นแน่ แต่เคยตั้งคำถามกันบ้างไหมว่าประกันที่คุณกำลังจะเลือกซื้อนั้นตอบโจทย์กับความจำเป็นในชีวิตได้จริงๆ หรือเปล่า เพราะบางทีคำว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีก็อาจบดบังจนทำให้เผลอหลงลืมจุดประสงค์ที่แท้จริงของการทำประกัน สามารถหาความรู้ก่อนได้ที่ จะลดหย่อนภาษี ต้องซื้อประกันชีวิตแบบไหน? ที่ตอบโจทย์ความเป็นคุณ แหล่งที่มา: https://noon.in.th/blog/

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  29 กันยายน 2564

จะลดหย่อนภาษี ต้องมีประกันชีวิตแบบไหน ถึงตอบโจทย์

ในช่วงปลายปีเช่นนี้ หลายๆ คนที่กำลังมองหาตัวช่วยลดหย่อนภาษีดีๆ อย่างประกันอยู่เป็นแน่ แต่เคยตั้งคำถามกันบ้างไหมว่าประกันที่คุณกำลังจะเลือกซื้อนั้นตอบโจทย์กับความจำเป็นในชีวิตได้จริงๆ หรือเปล่า เพราะบางทีคำว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีก็อาจบดบังจนทำให้เผลอหลงลืมจุดประสงค์ที่แท้จริงของการทำประกัน ประกันชีวิตเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ถูกออกแบบมาเพื่อบริหารและจัดการความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวคุณในอนาคต ซึ่งการบริหารความเสี่ยง ( Risk Management) เป็นรากฐานสำคัญในการวางแผนการเงินตามแนวคิดพิรามิด ( Financial Planning Pyramid) ซึ่งเป็นหลักสากลที่ทั่วโลกต่างให้การยอมรับ การเลือกซื้อประกันเพื่อเน้นใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นหลักจึงอาจทำให้คุณได้แบบประกันที่ไม่ตอบโจทย์ และไม่สามารถครอบคลุมความเสี่ยงที่มี เพราะเหตุนี้การศึกษารายละเอียด และเงื่อนไขความคุ้มครองของประกันแต่ละประเภทให้ดีเสียก่อนก็ช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้นว่าประกันประเภทไหนตอบโจทย์ความเป็นคุณได้มากที่สุด ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term Life Insurance) ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลามีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองชีวิตแบบระยะสั้น หรือในเวลาอันจำกัด เช่น 1 ปี 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี สามารถเลือกรูปแบบการชำระเบี้ยประกันได้ แถมเบี้ยประกันยังไม่สูงมากนัก แต่ประกันแบบชั่วระยะเวลานั้นจะไม่มีเงินคืนให้กับผู้เอาประกันเมื่อถืออยู่จนครบระยะสัญญาคุ้มครอง ยกเว้นในกรณีที่ผู้เอาประกันเสียชีวิตระหว่างที่ประกันยังคุ้มครองอยู่ บริษัทประกันก็จะจ่ายเงินเอาประกันให้กับผู้รับผลประโยชน์เพื่อเยียวยาใช้ความสูญเสียที่เกิดขึ้น นิยามประกัน เบี้ยเบา เน้นคุ้มครอง ไม่มีคืน เหมาะกับใคร คนที่มีงบจำกัด เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบภาระหนี้สิน หรือต้องดูแลค่าใช้จ่ายในครอบครัวทั้งหมด ประกันแบบระยะยาว (Whole life insurance) ประกันชีวิตแบบระยะยาว หรือตลอดชีพ สามารถเลือกระยะการชำระเบี้ยประกันได้ เช่น 5 ปี 10 ปี 15 ปี หรือ 20 ปี แต่จะให้ความคุ้มครองชีวิตแบบตลอดชีพ สำหรับเบี้ยประกันนั้นไม่ได้สูงมากจนจับต้องไม่ได้ หากเลือกทำแผนประกันที่มีปันผลก็จะมีเงินคืนให้ และในกรณีที่ผู้เอาประกันเสียชีวิตในขณะที่กรมธรรม์ยังคุ้มครองอยู่ทางบริษัทประกันจะจ่ายเงินเอาประกันให้กับผู้รับประโยชน์เพื่อนำไปใช้เป็นมรดก หรือนำไปใช้ชำระหนี้สินต่างๆ และหากมีความจำเป็นต้องการใช้เงิน นิยามประกัน จับต้องได้ คุ้มครองยาว มีคืนบ้าง เหมาะกับใคร คนที่มีงบสูงขึ้นมาหน่อย และต้องรับผิดชอบภาระหนี้สิน หรือต้องดูแลค่าใช้จ่ายในครอบครัวทั้งหมด ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment/Saving Insurance) ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองชีวิตควบคู่ไปกับผลตอบแทน ซึ่งสามารถเลือกระยะชำระเบี้ยประกันได้ ตั้งแต่ 3 ปี ไปจนถึง 30 ปี และถึงแม้ว่าเบี้ยของประกันประเภทนี้จะค่อนข้างสูง แต่หากถามหาความคุ้มค่า ต้องตอบเลยว่าก็คุ้มอยู่ไม่น้อย เพราะได้ทั้งการคุ้มครองและผลตอบแทน แถมที่สำคัญยังการันรันตีเงินคืน ไม่เสี่ยงเหมือนการลงทุนประเภทอื่นอีก สำหรับรูปแบบเงินคืนนั้นสามารถเลือกได้ว่าอยากให้เป็นแบบไหน มีทั้งแบบจ่ายคืนเป็นงวดๆ และเป็นจ่ายเต็มแบบก้อนเดียวจบ นิยามประกัน สูงนิด ยืดหยุ่นได้ การันตีเงินคืน เหมาะกับใคร คนที่ต้องการออมเงินแล้วได้รับการการันตีผลตอบแทนที่แน่นอนไปพร้อมกับการบริหารความเสี่ยง และมีงบมากขึ้นในการซื้อประกัน ประกันชีวิตแบบเงินได้ประจํา/แบบบํานาญ (Annuity Insurance) ประกันชีวิตแบบบำนาญจะมีความคล้ายคลึงกับประกันชีวิตแบบออมทรัพย์เป็นอย่างมาก เพราะเป็นประกันที่เน้นผลตอบแทนมากกว่าความคุ้มครอง ซึ่งประกันชีวิตแบบบำนาญจะเน้นผลตอบแทนในยามเกษียณ หรือที่เรียกันว่า “เงินบำนาญ” โดยผู้เอาประกันจะต้องชำระเบี้ยไปเรื่อยๆ จนถึงอายุเกษียณ หรือเลือกชำระเบี้ยตามระยะเวลาที่แบบประกันกำหนดก็ได้เช่นกัน โดยจะได้รับเงินคืน (เงินบำนาญ) อีกทีเมื่อตอนเกษียณ (55 60 หรือ 65 ปี) ไปจนถึงอายุ 85 หรือ 90ปี ซึ่งบริษัทประกันจะจ่ายคืนเป็นงวดๆ ในจำนวนที่เท่ากันทุกๆ ปี สำหรับการคุ้มครองชีวิตในกรณีที่ผู้เอาประกันเสียชีวิตก่อนเวลารับเงินบำนาญทางบริษัทประกันก็จะจ่ายเงินชดเชยให้ในมูลค่าที่สูงเบี้ยประกันที่ชำระไปโดยคิดเป็นเปอร์เซ็นจากทุนประกัน หรือเบี้ยที่ชำระไปแล้วทั้งหมด ในบางกรณีอาจจ่ายเป็นมูลค่าเวนคืนกรมธรรม์ แล้วแต่ว่ามูลค่าไหนจะมากที่สุด หากเสียชีวิตหลังจากเริ่มรับเงินบำนาญแล้วทางบริษัทประกันจะจ่ายชดให้ตามมูลค่าปัจจุบันของเงินบำนาญส่วนที่ยังเหลืออยู่ตามรายละเอียดความคุ้มครองของกรมธรรม์ชีวิตนั้นๆ นิยามประกัน สูงนิด ยาวหน่อย การันตีเงินคืน(บำนาญ) เหมาะกับใคร คนที่ต้องการการันตีรายได้หลังเกษียณไปพร้อมๆ กับการบริหารความเสี่ยง และมีงบที่มากขึ้นสำหรับการซื้อประกัน คนส่วนใหญ่อาจเลือกทำประกันชีวิตเพียงเพราะแค่ต้องการนำไปลดหย่อนภาษี ซึ่งสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นเพียงแค่ผลกำไรจากการรทำประกันเท่านั้นไม่อาจนำมาเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจได้ ดังนั้นการเลือกซื้อประกันให้ตอบโจทย์ความเป็นคุณ โดยอันดับแรกต้องเข้าใจรายละเอียดของประกันแต่ละประเภทให้ดี และที่สำคัญที่สุดต้องหาให้เจอว่าปัจจัยเสี่ยงของตัวคุณมีอะไรบ้าง ยกตัวอย่างเช่น นาย Lumpsum เป็นหัวหน้าครอบครัว และมีความฝันอยากให้ลูกเรียนจบจนถึงระดับปริญญาตรี แต่ก็มีงบไม่เยอะมากนักสำหรับการทำประกัน ดังนั้นประเภทประกันชีวิตที่นาย Lumpsum ควรทำจึงได้แก่ ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา หรือตลอดชีพ หลังจากรู้แล้วว่าประกันชีวิตประเภทไหนตอบโจทย์คุณที่สุด ลองเข้ามาวางแผนซื้อประกันลดหย่อนภาษีผ่าน Lumpsum ซึ่งมีระบบช่วยค้นหา และคัดกรองแบบประกันที่เหมาะสมตามหลักการแผนการเงิน และวิธีคิดคำนวณตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย รับรองได้ประกันชีวิตช่วยลดหย่อนภาษีที่ตรงใจ และตอบโจทย์อย่างแน่นอน

  Lumpsum วางแผนการเงิน


  28 กันยายน 2564

ฝากเงินกับธนาคาร Vs ออมเงินในรูปแบบประกันชีวิต

เมื่อเรามีเงินเราฝากกับธนาคารก็น่าจะอุ่นใจได้ว่า เรามีเงินสดสำรองในกรณีฉุกเฉิน ส่วนประกันชีวิตที่เราจ่ายๆ ไป รายเดือน รายไตรมาส หรือรายปี เอ...มันได้อะไร สู้เราเอาเงินไปฝากธนาคารดีกว่ามั๊ย ทั้งหมดนี้มีคำตอบ ให้เพื่อนๆ ได้ไปตัดสินใจระหว่างการฝากเงินกับการออมเงินในรูปแบบประกันชีวิตมีดีอย่างไรบ้าง และเราจะได้อะไรที่มากกว่าการฝากเงินไว้กับธนาคาร ทั้งหมดนี้หลักๆ สรุปมาจากคลิปให้ความรู้ของ “กองทุนประกันชีวิต” ซึ่งอธิบายไว้ได้ดีมาก และเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกคนค่ะ การฝากเงินกับธนาคาร แตกต่างกับการเก็บออมเงินในรูปแบบประกันชีวิตอย่างไร? การฝากเงินกับธนาคาร เมื่อเราฝากเงินไปแล้วเราจะได้ “ดอกเบี้ย” เป็นการตอบแทน ซึ่งผลตอบแทนที่ได้เปรียบเหมือนกับ “การขึ้นบันได” ยกตัวอย่างเช่น เราฝากเงินกับธนาคารทุกปี ปีละ 20,000 บาท ฝากไป 5 ปีมีเงินต้นอยู่ที่ 100,000 บาท พอครบ 5 ปีเราจะได้เงินจำนวน 100,000 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ย พูดง่ายๆ ก็คือว่า ฝากไว้เท่าไหร่ก็ถอนได้เท่านั้นพร้อมดอกเบี้ย มันจึงเหมือนกับการขึ้นบันได ที่เราค่อยๆ เก็บสะสมทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นทุกปี นับว่าเป็นการวางแผนการเก็บเงินที่ดีสำหรับทุกคนในรูปแบบที่ปลอดภัย สถาบันที่ดูแลเงินฝากของเรา คือ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ตามพระราชบัญญัติ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ.2551 ส่วนสถาบันที่กำกับดูแลเรื่องการธนาคารคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย การออมเงินในรูปแบบการทำประกันชีวิต ผลตอบแทนที่ได้ “เหมือนเป็นการขึ้นลิฟต์” ทีนี้ขึ้นลิฟต์อย่างไร มาดูตัวอย่างกัน เราทำประกันชีวิตระยะเวลา 10 ปี ชำระค่าเบี้ยประกันปีละ 20,000 บาท ทุนประกัน 1,000,000 บาท ชำระค่าเบี้ยไปแล้ว 5 ปีรวมเบี้ยประกัน 1 แสนบาท แล้วอยู่ดีๆ เกิดเสียชีวิตขึ้นมา บริษัทก็จะจ่ายเงินให้ 1,000,000 บาทเลยนะ (ทั้งที่เงินที่เราออมไว้แค่ 100,000 บาท) แบบนี้เราเรียกว่า “การใช้เงินโดยอาศัยมรณกรรม” แต่ถ้าทำประกันชีวิตไปแล้ว และเราอยู่จนครบระยะเวลา 10 ปี บริษัทที่เราทำประกันไว้ก็จะจ่ายเงินคืนให้ผู้รับประโยชน์ตามทุนประกัน 1,000,000 บาท พร้อมผลประโยชน์อย่างอื่นตามที่ได้ตกลงกันไว้แบบนี้เรียกว่า “การใช้เงินโดยอาศัยการทรงชีพ” สถาบันที่ดูแลเงินออมประกันชีวิตของเรา คือ กองทุนประกันชีวิต ส่วนสถาบันที่กำกับดูแลเรื่องการประกันชีวิตคือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย การทำประกันชีวิตจึงเป็นทั้ง “การบริหารความเสี่ยง” เป็นทั้ง “ทางเลือกการออมเงิน” ที่ดีอีกแบบหนึ่ง เพราะช่วยบรรเทาความเสียหายได้ ถ้าเมื่อไหร่ที่เกิดความสูญเสียขึ้นมา แม้ว่าไม่ครบระยะเวลาตามสัญญาบริษัทประกันก็จะจ่ายเงินให้ตามกรมธรรม์ นอกจากนั้น เรายังสามารถนำเบี้ยประกันไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย หากคุณกำลังมองหาแบบประกันที่เหมาะกับตัวคุณ หรือเหมาะกับงบที่คุณมี สามารถเช็คและเปรียบเทียบประกันทั้งหมดที่นี่ คลิก

  ชัชชญา ฮาเกิน


  18 พฤษภาคม 2564

3 ทางรอด หากจ่ายเบี้ยประกันชีวิตไม่ไหว

เมื่อคุณหลังชนฝาค่าเบี้ยประกันช่วยคุณได้ รู้หรือไม่ เราสามารถขอรับคืนมูลค่ากรมธรรม์ได้ โควิด-19 ระลอกสามนี้ ดูท่าทางจะยังอยู่กับเราไปอีกหลายเดือน ดังนั้น ไม่ว่าใครก็ต้องรักษาสภาพคล่องทางการเงินไว้ให้ดีที่สุด ค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็ต้องประหยัดมากขึ้น ทั้งค่าอยู่ ค่ากิน บางทีกระทบเงินออม รวมถึงเงินที่เคยลงทุนไว้อีกต่างหาก มันทำให้นึกไปถึง “ประกันชีวิต” เสียไม่ได้ เพราะมันเป็นอีกหนึ่งค่าใช้จ่ายที่เราทุกคนซื้อเพื่อหวังความคุ้มครองในชีวิต อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เราไม่ไหวที่จะจ่ายค่าเบี้ยแล้ว มันยังมี ‘ทางเลือก’ ทางรอดให้เราอยู่ค่ะ ทราบหรือไม่ว่า เงินที่เราจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตไปนั้นเมื่อเราชำระเบี้ยมาแล้วประมาณ 2 ปีขึ้นไป กรมธรรม์ของเรามันจะมี “มูลค่าของกรมธรรม์” ขึ้นมา ด้วยมูลค่าที่เกิดขึ้นมาตรงนี้นี่เอง ทำให้เรามีทางเลือกที่จะจัดการกับกรมธรรม์ของเราได้ หากว่าเราตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะ “หยุดชำระเบี้ย” เราสามารถขอรับคืนมูลค่ากรมธรรม์ได้ทั้งหมด 3 วิธี มาดูกันค่ะ 1. แปลงกรมธรรม์เป็นแบบ มูลค่าเงินสำเร็จ วิธีนี้เราจะยังได้ระยะเวลาคุ้มครองเท่าเดิม แต่วงเงินคุ้มครองจะลดลง ยกตัวอย่างเช่น เราขอหยุดชำระเบี้ยในปีที่ 10 (จากแผนคือต้องจ่ายเบี้ยประกัน 20 ปี คุ้มครองถึงอายุ 99 ปีจะได้ความคุ้มครอง 300,000 บาท) เมื่อแปลงเป็นกรมธรรม์แบบมูลค่าเงินสำเร็จ เราจะยังคงได้ระยะเวลาความคุ้มครองเท่าเดิมคือจนอายุครบ 99 ปีแต่ความคุ้มครองจะลดเหลือ 166,200 บาทเท่านั้น เพราะเรามาหยุดจ่ายเอาในปีที่ 10 เป็นต้น 2. แปลงกรมธรรม์เป็นแบบ ขยายระยะเวลา วิธีนี้เราจะได้ระยะเวลาการคุ้มครองที่สั้นลง แต่วงเงินคุ้มครองยังเท่าเดิม ยกตัวอย่างเช่น เดิมกรมธรรม์คุ้มครอง 20 ปี ทุนประกัน 300,000 บาท เราขอหยุดชำระเบี้ยในปีที่ 5 แล้วแปลงกรมธรรม์เป็นแบบขยายระยะเวลา ระยะเวลาคุ้มครองจะลดเหลือแค่ 10 ปี เป็นต้น ซึ่งหากเสียชีวิตในระยะเวลาการคุ้มครองก็จะได้รับวงเงินคุ้มครอง 300,000 บาท 3. เวนคืนกรมธรรม์ วิธีนี้คือการปิดกรมธรรม์ นั่นเอง ซึ่งเราจะได้เงินก้อนออกมาใช้ แต่ก็ต้องทำใจเพราะมูลค่าเวนคืนเงินสดจากรมธรรม์มันมักจะน้อยกว่าเบี้ยประกันสะสมที่เราจ่ายไป อาจจะไม่คุ้มเพราะนอกจากจะได้เงินน้อยแล้ว การคุ้มครองก็จบสิ้นลงด้วย สำหรับใครที่จะเลือกวิธีนี้ ก็อาจจะมองเป็นทางเลือกสุดท้ายดีกว่านะคะ ดังนั้น เมื่อเราทราบว่ามีด้วยกันทั้งหมด 3 วิธี อย่างน้อยก็เป็นทางออกให้เราลองคุย หรือสอบถามปรึกษากับทางตัวแทนของบริษัทประกันชีวิต เพื่อที่จะหาทางออกที่เหมาะสมกับ ความต้องการของเรามากที่สุด อย่ายอมจำนนเพียงเพราะเราคิดว่าเราจ่ายไม่ไหวแล้ว อย่างน้อยให้เราทราบว่ามันมี 3 วิธีนะเป็นเครื่องมือติดตัวเราไว้ และวันนี้ลองกลับบ้านไปหยิบเล่มกรมธรรม์ขึ้นมาดู เปิดไปหน้าท้ายๆ ทุกกรมธรรม์จะมีบอกไว้ท้ายเล่มเป็นตารางมูลค่ากรมธรรม์ แต่ก่อนก็ไม่เคยสนใจว่ามันคือตัวเลขอะไรยังไง และจริงๆ แล้วมันจะมีสูตรในการคำนวณอยู่ว่าถ้ากรณีที่ 1, 2 หรือ 3 เงินที่ได้จะเป็นเท่าไหร่ แต่ตรงนี้ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เราสามารถสอบถามรายละเอียดโดยตรงกับตัวแทนประกันชีวิตของเราได้เลย เพื่อขอคำปรึกษาและหาทางออกที่เหมาะสมกับเราที่สุด โดยสรุปทั้ง 3 วิธีที่กล่าวไป คือ กรณีที่เราคิดว่า “เราจะหยุดจ่ายเบี้ย” แต่ถ้าเรายังอยากจะ “จ่ายเบี้ยตามปกติ” เพื่อให้กรมธรรม์ทำหน้าที่ในการคุ้มครองเหมือนกับที่ทำสัญญาไว้แต่แรก โดยที่เราจะขอใช้ประโยชน์จาก “มูลค่ากรมธรรม์” เราก็ยังสามารถ “กู้เงินจากกรมธรรม์” เพื่อมาชำระเบี้ยได้ด้วย ตรงนี้จะมี ดอกเบี้ยอยู่เล็กน้อย แต่ต้องบอกว่าเป็นทางออกในยามที่เราอาจจะสะดุดเรื่องเงินได้ดีเลยค่ะ ส่วนถ้าใครที่ไม่ต้องการกู้เงินจากกรมธรรม์ แต่อยากจะใช้เงินเราเอง เพียงแต่อยากขอผ่อนผันระยะเวลาการจ่าย จริงๆ แล้วโดยปกติกรมธรรม์จะผ่อนผันให้ 30 หรือ 31 วันอยู่แล้วนับจากวันที่ครบกำหนดชำระเบี้ย ดังนั้น เราก็ยังมีเวลาหาเงินอีก 30 หรือ 31 วัน หรืออีกวิธีคือการขอแบ่งจ่าย เช่น จากเดิมเราจ่ายปีละ 1 ครั้ง อาจขอผ่อนเป็นจ่าย 4 ครั้งเพื่อจะได้ไม่ต้องควักเงินก้อน เป็นต้น หากคุณกำลังมองหาแบบประกันที่เหมาะกับตัวคุณ หรือเหมาะกับงบที่คุณมี สามารถเช็คและเปรียบเทียบประกันทั้งหมดที่นี่ คลิก

  ชัชชญา ฮาเกิน


  11 พฤษภาคม 2564

ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ลดหย่อนภาษีและคุ้มครองสูง

ผมนำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง เพราะผมยังไม่เคยซื้อประกันชีวิต / สุขภาพเลย มีแต่ประกันรถยนต์ (ซึ่งต้องมีอะเนอะ) ... ก็เลยมานั่งศึกษาจริงจัง เพราะรู้สึกว่าอายุขัยล่วงเลยมาถึงวัยละ ที่ผ่านมาใช้ร่างกายเปลืองมาก (แต่ยังไม่เคยป่วยหนัก) จึงตระหนักถึงหากร่างกายมันไม่ไหวขึ้นมาล่ะ ภาระที่ต้องดูแลคนข้างหลังจะทำอย่างไร และด้วยฐานรายได้ที่เข้าเกณฑ์เสียภาษีแบบได้เรื่องได้ราว จึงต้องหาอะไรมาลดหย่อนภาษีเพิ่ม ... "ประกัน" น่าจะตอบโจทย์ที่สุด !!! อันดับแรก ไปดูก่อนว่า "ประกัน" แบบไหนได้สิทธิลดหย่อนภาษีอย่างไรบ้าง ก็พบว่ามีดังนี้... 1. เบี้ยประกันชีวิตทั่วไป/เงินฝากแบบมีประกันชีวิต : ไม่เกิน 100,000 บาท 2. เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา : ไม่เกิน 15,000 บาท 3. เบี้ยประกันสุขภาพตนเอง : ไม่เกิน 25,000 บาท ทั้ง 3 ประเภทใช้เบี้ยที่จ่ายตามจริงมาลดหย่อนภาษี และรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน 100,000 บาท ผมหาข้อมูลหลายที่มาก เพื่อเปรียบเทียบเงื่อนไขต่าง ๆ ประกับแบบไหนมีประโยชน์และความคุ้มครองอย่างไรบ้าง ก่อนอื่นเลยต้องซื้อเบี้ยประกันสุขภาพให้บิดา - มารดาก่อน เพราะได้รับความคุ้มครองโดยตรง แถมได้ลดหย่อนด้วย อันนี้ก็เลือกซื้อตามกำลัง เน้นผลประโยชน์การรักษาพยาบาลเป็นที่ตั้ง เพราะท่านอายุมากแล้ว เจ็บป่วยไข้ย่อมถามหาเป็นธรรมดา จะให้ไปโรงพยาบาลรัฐ ก็นะ... เอกชนสะดวกและบริการดีกว่า ซึ่งการมีประกันจะคุ้มค่ากว่ามาก........ ทีนี้เหลือประกันชีวิตกับประกันสุขภาพ 2 อันนี้แตกต่างกันตามชื่อเลยคือ... ประกันชีวิตจะคุ้มครองกรณีเสียชีวิต ความหมายคือผู้เอาประกันไม่ใช่คนจ่ายเบี้ย ทำไว้เพื่อคนข้างหลังโดยเฉพาะ กรณีนี้ ... เมื่อผมตาย คนที่ผมระบุให้เป็นผู้รับประโยชน์จะได้เงินส่วนนี้ (แอบเซ็งเนอะ คนจ่ายไม่ได้ใช้เงิน ฮ่า ๆ แต่ก็เพื่อคนที่ยังอยู่แหล่ะ) แต่...ประกันชีวิตมี 2 แบบ คือจ่ายเบี้ยเฉย ๆ ได้คืนเมื่อเราตาย เลือกไปเลยว่าอยากให้คุ้มครองกี่ปี จ่ายเบี้ยเท่าไหร่ จบ... กับอีกแบบ คือ ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ และประกันชีวิแบบบำนาญ อันนี้จ่ายเบี้ยทุกปี จะได้เงินคืนเมื่อครบกำหนดเวลา + ผลตอบแทน ได้รับเงินตอนเสียชีวิตเช่นกัน แถมมีเงินคืนให้ เหมือนเป็นการออมเงิน แต่สิทธิประโชน์ความคุ้มครองตอนเสียชีวิตจะได้น้อยกว่าประกันชีวิตแบบแรกนะ ซึ่งผมเลือกแบบออมทรัพย์ เพราะผมไม่แคร์ประโยชน์หลังเสียชีวิต (ไม่ได้ใช้นี่นา) แต่ผมเอาการออมเป็นที่ตั้ง ได้ทั้งออมเงิน ความคุ้มครอง และลดหย่อนภาษี 3 เด้งเลยนะนั่น ^^ ส่วนเบี้ยก็ตามกำลัง (ไม่บอกหรอก ฮี่ ๆ ) สุดท้ายคือประกันสุขภาพ แน่นอนว่าใช้สำหรับรักษาตัว เผื่อไว้เจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุต่าง ๆ อันนี้ผมจะเน้นที่ค่ารักษาพยาบาลเป็นพิเศษ เอาดี ๆ แจ่ม ๆ ครอบคลุมโรคร้ายต่าง ๆ ให้มากที่สุด (เพราะใช้ร่างกายได้น่าป่วยมาก) จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้ซื้อหรอกนะ กำลังเปรียบเทียบแต่ละบริษัทอยู่ แต่ซื้อแน่ ๆ ชัวร์ ๆ เร็ว ๆ นี้แหล่ะ... เฮ้ย !!! แล้วล่าสุด ได้คุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการเลือกประกันมา เขาแนะนำให้เป็นข้อคิดในการเลือกประกันไว้ดีมาก คือ ... 1.ให้เลือกความคุ้มครองมาก่อนสิทธิการลดหย่อนภาษีเสมอ เพราะมันคือผลประโยชน์ระยะยาวของเรา ภาษีเป็นผลประโยชน์ระยะสั้นเท่านั้น เลือกให้ชัดว่า จะเน้นอะไร คุ้มครองชีวิต-ออมเงิน-สุขภาพ 2.ซื้อให้ตรงกับความจำเป็น อย่าซื้อมั่วซั่ว 3.ผลตอบแทนให้ดูค่าเฉลี่ยรวม อันนี้มักเกิดในประกันแบบออมทรัพย์ ให้ดูที่ IRR (Internal rate of return) ว่าได้กี่เปอร์เซ็น คือเบี้ยที่จ่ายไปกับผลตอบแทนคิดเป็น IRR เท่าไหร่ อย่าไปดูแค่ว่าได้เงินคืนเท่าไหร่อย่างเดียว อันนี้คือสิ่งที่ผมศึกษามา จึงเอามาแชร์กันไว้เป็นข้อมูล ผิดถูกอย่างไรแนะนำได้นะครับ สุดท้ายคือซื้อประกันเพื่อลดหย่อนภาษีนั้นดี แต่ให้ประโยชน์ในแง่ของประกันมากกว่าสิทธิทางภาษี ไปเปรียบเทียบข้อมูลต่อละ ^^ อ้อ ... แอพลิเคชั่น Lumpsum ของเราก็มีเปรียบเทียบประกันให้ด้วยนะ ดีด้วย ผมก็ว่าจะเลือกจากแอพฯ นี้แหล่ะ .......... ////////////// หากคุณกำลังมองหาแบบประกันที่เหมาะกับตัวคุณ หรือเหมาะกับงบที่คุณมี สามารถเช็คและเปรียบเทียบประกันทั้งหมดที่นี่ คลิก หรือเช็คผ่านช่องทางแอปพลิเคชั่น Lumpsum ตามลิ้งค์ด้านล่างนี้ ระบบ iOS ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : https://apple.co/2r5V8kr ระบบ Android ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : http://bit.ly/2ExM5vR

  หนึ่ง ศราพงค์


  27 พฤศจิกายน 2563

ซื้อประกันชีวิตแบบไหนคุ้มสุด สำหรับคนงบน้อย

กรมธรรม์ประกันชีวิต ที่ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองชีวิตอย่างเดียว มี 2 ประเภท คือ 1) การประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา 2) การประกันชีวิตแบบตลอดชีพ ซึ่งประกันชีวิตที่เหมาะกับคนเงินน้อย - งบน้อย แต่ได้สิทธิประโยชน์คุ้มครองชีวิตมากมาย คือ "ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา" ยิ่งถ้าคุณเป็นคนที่พึ่งแต่งงาน และอยู่ระหว่างการตั้งตัวและมีบุตรเล็กๆ ถ้าคุณเป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องอุปการะเลี้ยงดูครอบครัว ถ้าคุณเป็นหนี้บ้าน หนี้รถ หนี้ก้อนใหญ่ต้องใช้เวลานานในการผ่อน และถ้าคุณเป็นคนมีเงินน้อยและชีวิตมีความเสี่ยงเพียงชั่วระเวลา ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา “Term Insurance” คือการคุ้มครองให้แก่ผู้เอาประกันซึ่งเสียชีวิตภายในเวลาที่กำหนดไว้ โดยในกรมธรรม์จะเป็นระยะเวลาเท่าใดก็ได้ เช่น 5 ปี ,10 ปี ,20 ปี ฯลฯ การประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลานั้นมีเงื่อนไข คือคนทำประกัน จะได้ผลประโยชน์ก็ต่อเมื่อเสียชีวิตเท่านั้น ถ้าครบกำหนดตามสัญญาแล้วยังมีชีวิตอยู่ จะไม่ได้รับเงินคืนใดๆ ทั้งสิ้น เป็นการจ่าย “เบี้ยทิ้ง” ในลักษณะปีต่อปี ไม่สามารถเวนคืนหรือมีมูลค่าเงินสดได้ คล้ายกับประกันอุบัติเหตุ ถือเป็น การประกันชีวิตที่แท้จริง ช่วงอายุรับประกันภัย โดยทั่วไปกำหนดอายุรับประกันภัยไว้ตั้งแต่อายุ 20 ปี จนถึงอายุ 50 ปี หรือ 55 ปี หรือ 60 ปี ไม่เกินกว่า 60ปี มีประโยนช์อย่างไร สำหรับผู้ที่ต้องการเลือกเน้นความคุ้มครองชีวิต โดยที่สามารถเลือกระยะเวลาคุ้มครองได้เอง และมีจำนวนเงินในการจ่ายค่าเบี้ยประกันไม่มาก เช่น คู่สมรสใหม่ ที่ยังอยู่ระหว่างการตั้งตัวและมีบุตรเล็กๆ หรือบุคคลที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูครอบครัวเป็นหัวหน้าครอบครัว ถ้าหากว่าหัวหน้าครอบครัวได้เสียชีวิตลง จะนำความลำบากมาสู่คนในครอบครัวที่ยังมีชีวิตอยู่ บุคคลที่มีภาระหนี้สิน เพราะ ถ้าคนที่มีหนี้สินได้ทำประกันประเภทนี้ ก็จะมีประโยชน์ในการคุ้มครองหนี้สิน ถ้าผู้เอาประกันได้เสียชีวิตลง ไม่ต้องกลัวว่าภาระหนี้สินจะตกไปเป็นของครอบครัว เพราะทางบริษัทประกันจะเป็นผู้จ่ายหนี้สิน หากผู้เอาประกันเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่คุ้มครองตามกรมธรรม์ และโดยส่วนมากเจ้าหนี้ก็จะขอให้ผู้เอาประกันทำประกันประเภทนี้ไว้ โดยให้เจ้าหนี้เป็นผู้รับผลประโยชน์ ตัวอย่างข้อเสนอ สำหรับเพศหญิง อายุ 29 ปี ระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปี / ระยะเวลาชำระเบี้ยฯ 10 ปี (ดูตามตาราง) ซึ่งจำนวนเงินเอาประกันในจำนวน1,000,000 บาทเท่ากันหากเป็นประกันชีวิต แบบแบบตลอดชีพ จะมีเบี้ยประกันอยู่ที่ 20,000 กว่าบาท/ปี ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ ข้อดี การประกันชีวิตแบบนี้ให้ความคุ้มครองการเสียชีวิตสูง แต่จ่ายเบี้ยประกันภัยต่ำ จึงเหมาะกับบุคคลที่ต้องการความคุ้มครองสูงในระยะเวลาไม่นาน การประกันชีวิตแบบนี้ใช้เป็นหลักค้ำประกันในการจำนอง กู้ยืม ทำให้ครอบครัว ไม่ต้องกังวลในเรื่องการถูกเจ้าหนี้ หรือสถาบันการเงินยึดทรัพย์สิน สามารถลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี ภายใต้เงื่อนไขต่อไปนี้ ต้องเป็นประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป เป็นประกันชีวิตที่ทำกับบริษัทประกันชีวิตในไทย เป็นกรมธรรม์ที่ไม่ยกเลิกหรือเวนคืนก่อนถือครบ 10 ปี ข้อเสีย การประกันชีวิตแบบนี้เป็นการซื้อความคุ้มครอง ไม่มีการออมทรัพย์ ถ้าผู้เอาประกันภัยมีชีวิตอยู่จนครบกำหนดสัญญา กรมธรรม์จะสิ้นสุดลง ผู้เอาประกันภัยจะไม่ได้รับจำนวนเงินใดๆ การประกันชีวิตแบบนี้ไม่มีมูลค่าเงินสดได้ จึงไม่สามารถเวนคืนกรมธรรม์ได้ หมายความว่าหากไม่จ่ายเบี้ยการคุ้มครองจะจบลงทันที

  แฟร์ กวินปภา


  09 ตุลาคม 2563

ประกันชีวิต สำคัญแค่ไหน ควรทำเท่าไหร่?

เมื่อเราสามารถจัดการเงินเดือนและหนี้สิน เริ่มมีสภาพคล่อง มีเงินเก็บ ก่อนที่จะเอาเงินไปลงทุน อยากให้ทุกคนลองคิดถึงการวางแผนประกันความเสี่ยงก่อน เพื่อไม่ให้ความมั่งคั่งที่เราอุตส่าห์สะสมมาต้องเสียหายไป บางคนสะสมเงินมาหลายปี แต่ต้องหมดไปเพราะป่วย หรือเกิดอุบัติเหตุเพียงครั้งเดียว เราจึงต้องวางแผนปกป้องความมั่งคั่งก่อน ด้วยการวางแผนประกันชีวิตนั่นเอง หลายคนอาจมองการทำประกันในแง่ลบ เพราะเคยเจอเพื่อนที่ขายประกันมารบเร้าให้ทำตอนที่เรายังไม่พร้อม แต่ที่จริงการทำประกันเป็นสิ่งที่ทุกคนควรต้องมี แต่ขีดเส้นใต้หนาๆ ตรงนี้ว่า "มีอย่างเหมาะสม" แล้วเหมาะสมคือเท่าไหร่? หากจะไม่ให้เป็นภาระมากเกินไป อาจจะเริ่มต้นที่ 10% ของรายได้ (เท่ากับการเริ่มออมเลย ) เมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้นค่อยทยอยซื้อเพิ่ม แต่สิ่งที่ต้องคิดให้หนักคือ เราซื้อประกันไปเพื่ออะไร เพราะปัญหาที่พบมากก็คือการซื้อประกันไม่ตรงกับความต้องการและวัตถุประสงค์ของตนเอง มีประสบการณ์ตรงมาเล่าอีกแล้ว ... แอดมินเองนั้นเริ่มซื้อประกันจากความคิดที่ว่าจะเอาไป "ลดหย่อนภาษี" จึงซื้อประกันแบบออมทรัพย์รวดเดียว 3 ฉบับ เพราะคิดว่ายังไงก็ได้เงินคืน สุดท้ายได้ลดหย่อนภาษีเพียงน้อยนิด แต่ต้องดองเงินไว้ในบริษัทประกัน 15-20 ปี คือกว่าจะได้เงินก็หลังเกษียณโน่นแหละ ส่วนผลตอบแทนน่ะเหรอ...น้อยมาก เพราะเค้าถือว่าเอามาลดหย่อนภาษีได้แล้วไง ตอนหลังถึงคิดได้ว่า ถ้าเอาเงินตรงนี้ไป DCA กองทุน หรือ LTF น่าจะคุ้มค่ากว่า แต่สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ ก็ถือเป็นเงินเก็บไปละกัน แล้วมือใหม่อย่างเราๆ ควรวางแผนเลือกประกันชีวิตอย่างไร ก่อนอื่น ต้องรู้ก่อนว่า ประกันชีวิตแบบพื้นฐานมีอยู่ 4 ประเภท และแต่ละประเภท ก็เหมาะกับเป้าหมายที่ต่างกัน ดังนี้ 1. แบบตลอดชีพ : คุ้มครองชีวิตระยะยาว ไม่เน้นผลตอบแทน ได้รับเงินเมื่อเสียชีวิต หรืออายุครบ 90/99 ปี (แล้วแต่กรมธรรม์) เบี้ยประกันค่อนข้างถูก เหมาะสำหรับวางแผนสร้างหลักประกันให้กับครอบครัว เป็นมรดกแก่ลูกหลาน 2. แบบชั่วระยะเวลา : คุ้มครองชีวิตระยะสั้น-ปานกลาง ช่วง 5-15 ปี ไม่มีผลตอบแทน จะได้ผลประโยชน์ก็ต่อเมื่อเสียชีวิตเท่านั้น เบี้ยประกันถูกที่สุด แต่เป็นแบบจ่ายทิ้ง ไม่มีเงินคืน เหมาะสำหรับคนที่อาจจะต้องไปทำงานหรือใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยงในระยะสั้นๆ และต้องการมีหลักประกันไว้ให้ครอบครัว 3. แบบสะสมทรัพย์หรือออมทรัพย์ : เหมาะกับคนที่ต้องการการันตีเงินออม ไม่เน้นความคุ้มครองมากนัก มีทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว 4. แบบประกันควบการลงทุน (Unit-Link) : เหมาะกับคนที่ต้องการทั้งการคุ้มครองชีวิตและผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ความเสี่ยงก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังมีประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง รวมไปถึงประกันอุบัติเหตุ ที่เป็นการจ่ายทิ้ง ไม่มีเงินคืน ค่าเบี้ยประกันขึ้นอยู่กับความุค้มครองและค่ารักษาพยาบาล ซึ่งในส่วนนี้พนักงานประจำอาจมีสวัสดิการจากบริษัทและประกันสังคมอยู่แล้ว หากคิดว่าไม่พอต้องการซื้อเพิ่ม ก็พิจารณาตามความเหมาะสม มีคำกล่าวว่าประกันชีวิตก็เปรียบเสมือน “ร่ม” ยามใดฟ้าใสไร้พายุฝน ร่มจะเป็นภาระ เกะกะ ไม่คล่องตัว แต่ยามใดที่ฝนตกหรือแดดแรง เราจะรู้สึกดีที่มีร่มให้พึ่งพา ... อย่าลืมพกร่วมติดไว้ซักคันนะคะ ^^ ////////////////// หากคุณกำลังมองหาแบบประกันที่เหมาะกับตัวคุณ หรือเหมาะกับงบที่คุณมี สามารถเช็คและเปรียบเทียบประกันทั้งหมดที่นี่ คลิก หรือเช็คผ่านช่องทางแอปพลิเคชั่น Lumpsum ตามลิ้งค์ด้านล่างนี้ ระบบ iOS ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : https://apple.co/35AKccL ระบบ Android ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : http://bit.ly/2T6erpj

  เก๋เก๋ ดาริน ปริญญากุล


  08 กรกฎาคม 2563

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม