เสริมแกร่งพอร์ตด้วยกองทุนหุ้นเวียดนาม

เสริมแกร่งพอร์ตด้วยกองทุนหุ้นเวียดนาม"เวียดนาม" ว่าที่เสือเศรษฐกิจใหม่ของเอเชียนับเป็นโอกาสเสริมพอร์ตกองหุ้นให้แกร่งด้วยกองทุนหุ้นเวียนามไปดูกันครับว่าทำไมเวียดนามถึงน่าลงทุนและมีความเสี่ยงอะไรที่ต้องระวังบ้าง ทำไมเวียดนามถึงน่าลงทุน ? ทำไมเวียดนามถึงน่าลงทุน ? ผลงานกองทุนหุ้นเวียดนาม ผลงานกองทุนหุ้นเวียดนาม ความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องระวัง ความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องระวัง บทสรุป บทสรุป อ้างอิง : K-VIETNAM SCBVIET Explore All Countries Vietnam Vietnam Geography เหตุผลสำคัญที่ควรลงทุนในเวียดนาม รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว เรื่องน่ารู้ก่อนลงทุนในเวียดนาม

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  01 กันยายน 2565

TISCODS กองทุนหุ้นปันผลติดดาว

เจาะลึกกองทุนรวมหุ้นปันผลกับ TISCODS จาก บลจ.ทิสโก้นับเป็นกองทุนรวมหุ้นปันผลติดดาว ที่ผลงานโดดเด่นเหมาะกับคนที่ต้องการรายได้ประจำจากปันผลระหว่างทางที่ลงทุนไปด้วยLUMPSUM จะพาทุกคนไปเจาะลึกกับกองทุนนี้กันว่าจะน่าสนใจเข้าไปลงทุนมากน้อยแค่ไหน กองทุนเปิด ทิสโก้ ดิวิเดนด์ ซีเล็ค อิควิตี้ (TISCODS) กองทุนเปิด ทิสโก้ ดิวิเดนด์ ซีเล็ค อิควิตี้ (TISCODS) กองทุนเปิด ทิสโก้ ดิวิเดนด์ ซีเล็ค อิควิตี้ (TISCODS) เป็นกองทุนรวมหุ้นที่ได้รับการจัดอันดับ 5 ดาว จาก Morningstar rating มีนโยบายการลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ และ/หรือมีแนวโน้มการจ่ายปันผลที่ดี ในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีความมั่นคง มีแนวโน้มการเติบโตทางธุรกิจ ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย (ทั้งSET และ mai) สัดส่วนการลงทุนของ TISCODS สัดส่วนการลงทุนของ TISCODS จากตารางจะเห็นว่ากองทุน TISCODS เน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่เป็น Blue Chip ของตลาดหุ้นไทย ซึ่งส่วนใหญ่ถูกนำไปคำนวณในดัชนี SET50 ผลการดำเนินงานในอดีต ผลการดำเนินงานในอดีต จากผลการดำเนินงานในอดีตจะเห็นภาพชัดเจนว่ากองทุน TISCODS สามารถเอาชนะ Benchmark มาโดยตลอดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นับว่าทำได้ตามกลยุทธ์การลงทุน ที่มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management) สะท้อนถึงความสามารถของผู้จัดการกองทุน หมายเหตุ ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ความเสี่ยง ความเสี่ยงกองทุน TLMSEQ กองทุน TLMSEQ นับเป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากการลงทุนกระจุกตัวอยู่ในหุ้น (ตราสารทุน) เพียงอย่างเดียว ดังนั้น กองทุนนี้จึงเหมาะกับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้สูง ไม่เหมาะกับนักลงทุนที่เน้นการได้รับผลตอบแทนด้วยจำนวนเงินที่แน่นอน หรือรักษาเงินต้นให้อยู่ครบ ข้อมูลอื่นๆ ข้อมูลอื่นๆ บทสรุป บทสรุป คำเตือน คำเตือน อ้างอิง : TISCODS Fund Fact Sheet สนใจโฆษณาติดต่อ : Tel : 081-773-6258 (จอย) Email : [email protected]

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  25 สิงหาคม 2565

รับดอกเบี้ยสม่ำเสมอ กับการลงทุนในหุ้นกู้ GULF

บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULFยักษ์ใหญ่หุ้นโรงไฟฟ้าของไทยด้วยเป็นธุรกิจ Utilities ที่คนยังต้องกินต้องใช้ทำให้ปีที่ผ่านมา รายได้และกำไรของ GULF จึงยังสามารถเติบโตสวนวิกฤติ COVID-19 ได้GULF กำลังขยายการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ 2 ชุดวันนี้ LUMPSUM จะพาทุกคนไปหาคำตอบพร้อมกันว่าทำไมหุ้นกู้ดิจิทัล GULF ถึงน่าสนใจเข้าไปลงทุน ทำความรู้จักกับ "หุ้นกู้" ทำความรู้จักกับ "หุ้นกู้" หุ้นกู้เป็นตราสารหนี้รูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นตราสารทางการเงินที่ผู้ถือ (นักลงทุน) มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ และผู้ออก (บริษัทเอกชน) มีสถานะเป็นลูกหนี้ โดยเจ้าหนี้จะได้รับผลตอบแทนในรูปของ "ดอกเบี้ย" อย่างสม่ำเสมอ ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ และจะได้รับ "เงินต้น" คืน เมื่อครบกำหนดอายุ ทำความรู้จักกับ "GULF" ทำความรู้จักกับ "GULF" GULF เป็น Holding Company ถือหุ้นในบริษัทที่แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธุรกิจพลังงาน (Energy Business) ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค (Infrastructure & Utilities Business) และธุรกิจดิจิทัล (Digital Business) จะเห็นว่า แต่ละกลุ่มธุรกิจล้วนมีศักยภาพในการเติบโต เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ทั้งในชีวิตประจำวัน และในการประกอบธุรกิจ ผลการดำเนินงานของ GULF ผลการดำเนินงานของ GULF ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติสร้างรายได้หลักให้กับ GULF ด้วยสัดส่วนเกือบ 80% ของรายได้ทั้งหมด ผลการดำเนินงานของ GULF รายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปี 64 แตะ 5.28 หมื่นลบ. ส่วนกำไรก็เพิ่มขึ้นเช่นกันแตะ 7.67 พันล้านบาท สะท้อนผลประกอบที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งสวนวิกฤติ COVID-19 เนื่องจากอยู่ในธุรกิจที่สินค้าและบริการอยู่ในกลุ่ม Utilities ที่คนจำเป็นต้องกินต้องใช้ ข้อมูลหุ้นกู้ GULF ข้อมูลหุ้นกู้ GULF หุ้นกู้ GULF ที่จะเสนอขายประชาชนทั่วไป แบ่งเป็น อายุ 4 ปี และอายุ 7 ปี โดยหุ้นกู้อายุ 4 ปี กำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.50% ต่อปี ส่วนหุ้นกู้อายุ 7 ปี กำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.90% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ หุ้นกู้แบ่งเป็น “หุ้นกู้ดิจิทัล” กับ “หุ้นกู้ทั่วไป” โดย “หุ้นกู้ดิจิทัล” จะเสนอขายผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” ของธนาคารกรุงไทย ส่วน “หุ้นกู้ทั่วไป” เสนอขายผ่านสถาบันการเงิน 9 แห่ง ซึ่งเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ อันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ จัดโดยบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2565 อยู่ที่ระดับ “A-” นับเป็น Investment grade ส่วนอันดับความน่าเชื่อถือขององค์กรอยู่ที่ “A” แนวโน้ม “คงที่” สะท้อนความน่าเชื่อถือของ GULF ในระดับสูง ทั้งด้านความมั่นคงของธุรกิจและความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงิน ร่างหนังสือชี้ชวนหุ้นกู้ GULF คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ช่องทางจองซื้อหุ้นกู้ GULF ช่องทางจองซื้อหุ้นกู้ GULF "หุ้นกู้ดิจิทัล" อายุ 4 ปี และอายุ 7 ปี จะเสนอขายผ่านแอปฯ "เป๋าตัง" ของธนาคารกรุงไทย จองซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 1,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อราย ผู้ลงทุนสามารถลงทะเบียนวอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้บนแอปฯ "เป๋าตัง" ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยสามารถศึกษาขั้นตอนการลงทะเบียน แอปฯ เป๋าตัง และวอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้ได้ ที่นี่ หรือ Krungthai Contact Center โทร. 02-111-1111 หรือธนาคารกรุงไทยทุกสาขา "หุ้นกู้ทั่วไป" อายุ 4 ปี และอายุ 7 ปี จองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท เสนอขายผ่านสถาบันการเงินซึ่งเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ 9 แห่ง ดังนี้ 1. ธนาคารกรุงเทพ2. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา3. ธนาคารกสิกรไทย (รวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะหน่วยงานขายของธนาคารกสิกรไทย)4. ธนาคารไทยพาณิชย์ (รวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด ในฐานะหน่วยงานขายของธนาคารไทยพาณิชย์)5. ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย6. ธนาคารทหารไทยธนชาต7. ธนาคารยูโอบี จำกัด8. บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร (รวมถึงธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ในฐานะหน่วยงานขายของ บล. เกียรตินาคินภัทร)9. บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ คำเตือน อ้างอิง : เปิดอาณาจักร "SABUY" ทำธุรกิจอะไรบ้าง GULF สนใจโฆษณาติดต่อ :Tel: 081-773-6258 (จอย)Email: [email protected]

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  16 สิงหาคม 2565

หุ้นกู้ดิจิทัล SCGP โอกาสลงทุนในธุรกิจแสนล้าน

บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGPบริษัทลูกของปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ที่เป็นเรือธงในธุรกิจแพคเกจจิ้ง2 ปีที่ผ่านมา SCGP ทำรายได้และกำไรเติบโตสวนวิกฤติ COVID-19จนปีก่อนมีรายได้ทะลุแสนล้านไปแล้วSCGP กำลังขยายการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องจึงระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ดิจิทัล อายุ 2 ปี 10 เดือน ดอกเบี้ย 2.80% ต่อปี วันนี้ LUMPSUM จะพาทุกคนไปหาคำตอบพร้อมกันว่า ทำไมหุ้นกู้ดิจิทัล SCGP ถึงน่าสนใจลงทุน ทำความรู้จักหุ้นกู้ รู้จักหุ้นกู้ หุ้นกู้เป็นตราสารหนี้รูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นตราสารทางการเงินที่ผู้ถือ (นักลงทุน) มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ และผู้ออก (บริษัทเอกชน) มีสถานะเป็นลูกหนี้ โดยเจ้าหนี้จะได้รับผลตอบแทนในรูปของ “ดอกเบี้ย” อย่างสม่ำเสมอ ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ และจะได้รับ “เงินต้น” คืน เมื่อครบกำหนดอายุ ทำความรู้จัก SCGP ทำความรู้จัก SCGP SCGP เป็นบริษัทลูกของปูนซิเมนต์ไทย (SCC) เรือธงธุรกิจแพคเกจจิ้ง ให้บริการโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร โดยแบ่งออกเป็น 2 ธุรกิจหลัก คือ สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (Integrated Packaging Chain) และสายธุรกิจเยื่อและกระดาษ (Fibrous Chain) มีรายได้มาจากการดำเนินธุรกิจทั้งไทยและต่างประเทศ โดยรายได้หลักมาจากการทำธุรกิจในไทยราว 41% ของรายได้ทั้งหมด รองลงมาเป็นอินโดนีเซีย 20% และเวียดนาม 15% ผลการดำเนินงานของ SCGP รายได้และกำไรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 2 ปีล่าสุด (ปี 63-64) ที่แม้จะเผชิญวิกฤติ COVID-19 แต่รายได้และกำไรก็ยังโตสวนวิกฤติได้ โดยปี 64 รายได้ทะลุแสนล้านไปแล้ว สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจ ข้อมูลหุ้นกู้ดิจิทัล SCGP ข้อมูลหุ้นกู้ดิจิทัล SCGP SCGP เสนอขายหุ้นกู้ดิจิทัล ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ อายุ 2 ปี 10 เดือน อัตราผลตอบแทน 2.80% ต่อปี มูลค่าไม่เกิน 5,000 ล้านบาท กำหนดจ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน หุ้นกู้ดิจิทัลของ SCGP ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ A+ (tha) จาก ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2565 (Investment grade) สะท้อนความแข็งแกร่งและการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ SCGP เสนอขายต่อประชาชนทั่วไป ราคาเสนอขายหน่วยละ 1,000 บาท โดยกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 10,000 บาท เพื่อให้ผู้ลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงการลงทุนในหุ้นกู้ดิจิทัลของ SCGP ได้อย่างสะดวกและทั่วถึง ผ่านช่องทางออนไลน์ บนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เท่านั้น การออกหุ้นกู้ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ของการระดมทุนเพื่อชำระคืนเงินกู้ และเพื่อใช้ในการลงทุนของบริษัท และ/หรือ เพื่อขยายธุรกิจ และ/หรือเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนทั่วไป โดยบริษัทหวังว่าจะช่วยเสริมศักยภาพในการดำเนินธุรกิจให้เติบโต รวมถึงการบริหารจัดการสภาพคล่องทางการเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อบรรลุเป้าหมายธุรกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ร่างหนังสือชี้ชวนหุ้นกู้ดิจิทัล SCGP คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การจองซื้อหุ้นกู้ดิจิทัล SCGP การจองซื้อหุ้นกู้ดิจิทัล SCGP สำหรับผู้ที่สนใจจองซื้อหุ้นกู้ดิจิทัล SCGP สามารถลงทะเบียนวอลเล็ตซื้อขายหุ้นกู้บนแอปฯ “เป๋าตัง” ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยทำแบบประเมินความเสี่ยงผู้ลงทุน และเติมเงินหรือเลือกผูกบัญชีกับธนาคารกรุงไทยให้พร้อมก่อนการวันเปิดจองซื้อหุ้นกู้ เพื่อให้ไม่พลาดโอกาสในการลงทุน คาดว่าจะเปิดจองซื้อพร้อมกันในวันที่ 26 กรกฎาคม 2565 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. จนกว่าจะมีผู้จองซื้อหุ้นกู้เต็มตามจำนวนที่เสนอขาย 5,000 ล้านบาท หรือไม่เกินวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 เวลา 15.00 น. จำนวนจองซื้อขั้นต่ำ 10,000 บาท ทวีคูณครั้งละ 10,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 25 ล้านบาทต่อราย หุ้นกู้จะถูกจัดสรรให้กับผู้ที่จองซื้อและชำระเงินค่าจองซื้อหุ้นกู้ผ่านแอปฯ ได้สำเร็จตามลำดับการจอง หรือ “จองก่อน จ่ายก่อน ได้ก่อน” นะครับ วิธีติดตั้ง และลงทะเบียน แอปฯ เป๋าตัง วิธีการสมัครใช้ วอลเล็ต“ซื้อขายหุ้นกู้” บนแอปฯ “เป๋าตัง” วิธีเติมเงิน ผูกบัญชี และโอนเงินออกจากวอลเล็ต

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  26 กรกฎาคม 2565

TLMSEQ กองทุนหุ้นกลาง เล็ก จิ๋วแต่แจ๋ว ผลงานติดดาว

เจาะลึกกองทุนรวมหุ้นขนาดกลาง - เล็กกับ TLMSEQ จาก บลจ.ทาลิส นับเป็นกองทุนติดดาว ที่ผลงานโดดเด่นมาพร้อมกับโอกาสที่จะทำให้พอร์ตรวมชนะตลาดได้วันนี้ Lumpsum จะพาทุกคนไปเจาะลึกกับกองทุนนี้กันว่าจะน่าสนใจเข้าไปลงทุนมากน้อยแค่ไหนเพื่อช่วยเสริมพอร์ตกองทุนของเราให้แกร่งมากยิ่งขึ้น ก่อนอื่นเลยมาทำความรู้จักกับ TLMSEQ ก่อนอื่นเลยมาทำความรู้จักกับ TLMSEQ สัดส่วนการลงทุนของ TLMSEQ สัดส่วนการลงทุนของ TLMSEQ แม้ตามนโยบายการลงทุนจะกระจุกตัวอยู่ในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก แต่ก็ลงทุนในหลากหลายอุตสาหกรรม ผลการดำเนินการในอดีตของ TLMSEQ ผลการดำเนินการในอดีตของ TLMSEQ จากผลการดำเนินงานแบบย้อนหลังตามปีปฏทิน จะเห็นว่า ตั้งแต่ปี 60 กองทุน TLMSEQ มีผลงานชนะ Benchmark มาโดยตลอด ความเสี่ยงของกองทุน TLMSEQ ความเสี่ยงของกองทุน TLMSEQ กองทุน TLMSEQ นับเป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากการลงทุนกระจุกตัวอยู่ในหุ้น (ตราสารทุน) เพียงอย่างเดียว และเป็นหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ซึ่งปกติจะมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่ ข้อมูลอื่นๆของกองทุน TLMSEQ ข้อมูลอื่นๆของกองทุน TLMSEQ กองทุนนี้เป็นกองทุนแบบ Active Fund ที่ต้องการให้ผลตอบแทนชนะตลาด จึงมีค่าธรรมเนียมเรียกเก็บจากองทุนสูงกว่ากองทุนแบบ Passive Fund บทสรุปของ กองทุน TLMSEQ บทสรุปของ กองทุน TLMSEQ3 คำเตือน ระวัง! การลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุน คำเตือน

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  30 มิถุนายน 2565

แผนลงทุน สำหรับมือใหม่เริ่มเล่นหุ้น

แม้การลงทุนในหุ้นไม่ใช่เรื่องยาก มีข้อดีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง Passive Income ผ่านการเป็นเจ้าของกิจการ (การซื้อหุ้นคือการเป็นเจ้าของบริษัท) การเก็งกำไรเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคา แต่ความเป็นจริงแล้วไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะการลงทุนมีทั้งกำไรและขาดทุน หรือถ้าจะลงทุนเฉพาะหุ้นไทย ก็มีหุ้นให้เลือกมากกว่า 600 บริษัท เราจึงจะไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้เบื้องต้นถึงแผนการลงทุนในหุ้น โดยเฉพาะกับมือใหม่ เพื่อเป็นแนวทางในการลงทุนในหุ้นอย่างถูกต้อง จะได้ลงทุนอย่างมีความสุขก่อนที่จะถึงแผนการลงทุน มาเริ่มต้นกันก่อนครับ ทำไมเราถึงต้องลงทุน? เงินเฟ้อคือตัวการสำคัญที่ทำให้เราต้องลงทุน เพราะเงินเฟ้อกัดกินมูลค่าเงิน ทำให้กำลังซื้อลดลง กล่าวคือ เงินเท่าเดิมแต่ซื้อของได้น้อยลง เพราะสินค้าและบริการต่าง ๆ ล้วนแพงขึ้นนั่นเองดังนั้น เราจึงต้องนำเงินไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนอย่างน้อยเทียบเท่าเงินเฟ้อ ยิ่งมากกว่าเงินเฟ้อยิ่งดี เพราะจะทำให้มูลค่าที่แท้จริงเพิ่มขึ้น หากทำได้อย่างสม่ำเสมอการบรรลุเป้าหมายทางการเงินก็จะยิ่งง่ายขึ้น แต่ก่อนที่จะเข้าสู่สนามการลงทุน หนึ่งในสิ่งสำคัญที่ต้องทำคือ สำรวจพื้นฐาน ความรู้ความเข้าใจ และเป้าหมายในการลงทุน เพื่อที่จะได้หารูปแบบ และวิธีการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเราเอง เมื่อรู้จักตนเองและรู้เป้าหมายการลงทุนแล้ว จึงจะสามารถเริ่มขั้นตอนต่อไป คือ สไตล์การลงทุน ซึ่งจะมีอยู่ 2 แบบหลัก ๆ ด้วยกัน คือ นักเก็งกำไรกับนักลงทุน แล้วจึงเริ่มต้นลงทุนด้วยการใช้กลยุทธ์ให้เหมาะกับสไตล์การลงทุนของตนเอง เช่น ดูกราฟเทคนิค ใช้อินดิเคเตอร์ต่าง ๆ ในการเก็งกำไร หรือดูปัจจัยพื้นฐานในการลงทุน จากนั้นหาขั้นตอนในการลงทุนเพื่อจะได้เลือกหุ้นถูกตัว ถูกเวลา ในราคาที่เหมาะสม และต้องควรทบทวนและปรับปรุงขั้นตอนการลงทุนหากสถานการณ์เปลี่ยนไป หรือขั้นตอนนั้นไม่เห็นผลเหมือนเดิมแล้ว การวัดผลว่ากลยุทธ์และขั้นตอนที่เราใช้ลงทุนนั้นประสบความสำเร็จหรือไม่ สามารถวัดได้จากการคำนวณที่เรียกว่าการลงทุนคุ้มความเสี่ยง กล่าวคือ โอกาสชนะคูณกับกำไรที่ได้มากกว่าโอกาสแพ้คูณกับผลขาดทุน ก็ถือว่ากลยุทธ์และขั้นตอนยังเห็นผล แต่ถ้าตัวเลขน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญหรือติดลบก็ควรต้องปรับปรุง กลยุทธ์และขั้นตอนในการลงทุนต้องถูกกำกับด้วยแผนการลงทุนสำหรับมือใหม่เริ่มต้นหุ้น ที่มีอยู่ 5 ข้อสำคัญ 1. ควรลงทุนด้วยเงินเพียง 25-50% ของเงินทุน เพื่อเป็นการเรียนรู้ทั้งความสำเร็จและข้อผิดพลาด (มือใหม่ส่วนใหญ่มักจะเจ็บตัวก่อนเป็นค่าวิชา) 2. ห้ามซื้อขายหุ้นตัวเดียว ควรใช้หลักการกระจายความเสี่ยง ด้วยการซื้อหุ้นหลายตัว (ในจำนวนที่พอเหมาะ ไม่มากหรือน้อยเกินไป) 3. ห้ามซื้อขายราคาเดียว เพราะไม่มีใครประเมินตลาดหุ้นได้อย่างแม่นยำ การทุ่มเงินทั้งหมดไปซื้อหุ้นในคราวเดียวอาจจะเสี่ยงเกินไป ฉะนั้น ควรแบ่งเงินเป็นส่วน ๆ เพื่อ "ทยอยซื้อ" หรือที่เรียกกันว่า “แบ่งไม้ซื้อ” เป็นทางเลือกที่จะเหมาะสมมากกว่า 4. ห้ามลงทุนในอุตสาหกรรมเดียว เปรียบเสมือนเอาไข่ใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียว ที่มีความเสี่ยงมากกว่าใส่ไข่ในตระกร้าหลายใบ 5. หลีกหลีกเลี่ยงบริษัทที่รายได้ผันผวน เพราะราคาหุ้นมักจะผันผวนสูงตามไปด้วย เหมาะกับนักเก็งกำไรที่พอมีประสบการณ์ลงทุนแม้หุ้นไม่ยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น เมื่อเริ่มต้นลงทุนแล้ว จำเป็นต้องเรียนรู้อย่างถูกต้อง และควรจะเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา เพราะตลาดหุ้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หากเรียนรู้และปรับตัว พอร์ตการลงทุนจะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน แผนลงทุน สำหรับมือใหม่เริ่มเล่นหุ้น

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  11 พฤษภาคม 2565

ทำไม...ซื้อหุ้นแล้วขาดทุนทุกที

หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในระยะยาว เมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่น ๆ อันนี้เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว แต่ทำไมหนอทำไม ซื้อหุ้นทีไรขาดทุนทุกที ซื้อปุ๊บลงปั๊บ ขายปั๊บขึ้นปุ๊บ อะไรกันนี่ ? บางรายหนักข้อถึงกับหมดเนื้อหมดตัวกันเลยทีเดียว ได้แต่คิดแล้วก็สงสัยว่า ไหนบอกว่าหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด... สาเหตุสำคัญที่ซื้อหุ้นแล้วมักขาดทุน 1. ไม่ศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน 2. ซื้อในจังหวะที่ผิด 3. หวังผลตอบแทนสูงระยะสั้นหรือที่เรียกว่าชอบ "เก็งกำไร" โดยไม่มีความรู้ด้าน "เทคนิคอล" เห็นหุ้นตัวไหนนิยมหรือมาแรง ก็แห่ไปตามโดยไม่สนพื้นฐานหรือเทคนิคอลเลยว่าราคามันเหมาะสมเข้าซื้อหรือไม่ ผมนั่งค้นคว้าหลักการลงทุนในหุ้นจากบรรดาเซียนทั้งหลายพบว่า ปัญหาหลักของนักลงทุนมือใหม่คือ อยากรวยเร็วจากตลาดหุ้น มักไม่พอใจกับผลตอบแทน 4-5% ต่อปี (ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนสินทรัพย์เสี่ยงต่ำทุกประเภท) แต่มักจะฝันถึงกำไรระดับ 50% - 100% ยันถึง 500% และ 1000% โดยเก็งกำไรระยะสั้นจากหุ้นที่ขึ้นลงผันผวนรายวันแทน ความเชื่อผิด ๆ อย่างหนึ่งคือมักจะหาวิธีทำเงินระยะสั้นด้วยการเล่นรอบ ขายหุ้นตัวนั้น มาซื้่อหุ้นตัวนี้ และคิดว่าหากทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เดือน ๆ นึงทำกำไรสัก 5-10% รวมทั้งปีก็ปาไป 60 -120% แล้ว... แต่ความจริงคือ คุณไม่ได้ซื้อหุ้นเก็งกำไรได้ถูกตัวทุกครั้ง (ขนาดเซียนกราฟยังทำไม่ได้เลย) มีเซียนหุ้นบอกว่า 90% ของการลงทุนในหุ้นด้วยการเก็งกำไรจากราคาหุ้นขึ้นลงรายวัน โดยที่ไม่อิงกับพื้นฐานของธุรกิจตามความเป็นจริง แม้ระยะสั้นจะทำกำไรได้ดีในบางครั้ง แต่ท้ายที่สุดกลับได้ผลตอบแทนน้อยกว่า การลงทุนระยะยาว การเก็งกำไรในตลาดหุ้น หรือผลตอบแทนส่วนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงจากผลตอบแทนที่แท้จริงของตลาดหุ้น จัดเป็น "Zero Sum Game" หมายถึง ถ้ามีคนนึงขายหุ้น ก็ต้องมีคนนึงซื้อหุ้น และเมื่อมีคนนึงได้กำไร อีกคนก็ต้องขาดทุนเสมอ ขณะที่มีอีกไอเดียที่น่าสนใจคือ หากคุณลงทุนในหุ้นแล้วมีพฤติกรรมเหล่านี้ ควรหยุดซื้อขาย แล้วพิจารณาตัวเองใหม่ว่าเหมาะสมกับการลงทุนในหุ้นหรือไม่ คือ 1. ตอบไม่ได้ว่าซื้อหุ้นตัวนี้เพราะอะไร 2. เปิดดูหุ้นที่ซื้อตลอดเวลาทั้งวันทำการซื้อขาย 3. ขาดทุนด้วยเหตุผลเดิม ๆ ใช่ครับหากมีอาการข้างต้น มันคือการเก็งกำไรโดยไม่มีหลักการใด ๆ เลย เพราะเวลาจะซื้อหุ้นตัวหนึ่ง ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ซื้อเพราะอะไร ธุรกิจทำอะไร ผลประกอบการน่าสนใจแค่ไหน มีแนวโน้มอย่างไร และการลงทุนในหุ้นให้จำไว้เสมอว่า มันคือการลงทุนระยะยาว เพราะระยะสั้นราคามันผันผวนได้ตลอดเวลา มัวแต่มานั่งจ้องพอร์ตแล้วมีอาการทุกครั้งที่หุ้นขึ้นหรือลง เป็นบ้าแน่ จากนั้นอารมณ์จะอยู่เหนือเหตุผลทันที และสุดท้าย หากซื้อหุ้นตัวไหนแล้วขาดทุนตลอด ควรหยุด แล้วมานั่งพิจารณาใหม่ ว่าวิธีการลงทุนของคุณยังใช้ได้อยู่หรือไม่ ต้องศึกษาอะไรเพิ่มเติม ที่จริงมีอีกหลากหลายสารพัดเหตุผลที่คนลงทุนแล้วมักไม่ได้ผลตามที่ต้องการ เพราะเขาบอกกันเสมอว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ต้องศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ และหากศึกษาข้อมูลมาดีแล้ว มีปัจจัยสนับสนุนธุรกิจในระยะยาว ก็ไม่ต้องกังวลกับราคาหุ้นในระยะสั้น เพื่อป้องกันการตื่นตูมแล้วซื้อขายผิดจังหวะ การลงทุนระยะยาวจะให้ผลตอบแทนดีกว่าระยะสั้นเสมอ เซียนหุ้นทั้งหลายในโลกนี้เขาก็ทำแบบนั้นกันทั้งสิ้น ไม่เชื่อลองปรับแนวคิดใหม่ ศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ แล้วลองถือยาว ๆ ดู เอาแค่ซื้อแล้วถือสัก 6 เดือน หรือ 1 ปี ก็เห็นผลชัดเจนแล้ว... ไม่เชื่อลองดูหุ้น 5 เด้ง 10 เด้งในตลาดสิ หากถือวันนี้ช่วงเดียวปีก่อนแล้วปล่อยมาถึงตอนนี้ กำไรบานเลยนะคุณ แต่หากลงสนามเก็งกำไรระยะสั้น บอกเลยว่า เจ็บ...

  หนึ่ง ศราพงค์


  22 เมษายน 2565

ออมหุ้น เงินหลักพันก็เริ่มต้นลงทุนในหุ้นได้

อยากลงทุนในหุ้น จะเน้นลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐานก็ไม่เก่งจะเก็งกำไรก็ไม่ถนัด แถมทุนน้อย โดนปลาใหญ่กินปลาเล็ก การเริ่มต้นลงมือลงทุนเป็นสิ่งที่ดีแต่ด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง อย่างความรู้ไม่มากพอ เงินทุนน้อย และอีกมากมายทำให้มือใหม่หลายคนเข้ามาสู่สนามหุ้นได้เพียงช่วงสั้น ๆ ก็เป็นอันต้องยอกมือแพ้ ออกจากสนามนี้ไป การออมหุ้นแบบ DCA ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ครับเพราะหาก DCA นานมากพอ เวลานอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาแล้ว ยังช่วยสะสมความมั่งคั่งอีกด้วย วันนี้ LUMPSUM ได้รวบรวม 6 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ชั้นนำ ที่เปิดให้เราออมหุ้นได้ เพื่อเปรียบเทียบเบื้องต้นถึงปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการเลือก บล. ที่จะเปิดบัญชีด้วย ไม่ว่าจะเป็นเงินขั้นต่ำในการลงทุนในแต่ละเดือน และค่าธรรมเนียมในการซื้อขายที่มีความแตกต่างกัน และเงื่อนไขรายละเอียดปลีกย่อยอื่น ๆ ก่อนจะไปดูว่ามีเจ้าไหนบ้าง เราไปทำความรู้จักการลงทุนแบบ DCA เบื้องต้นกันก่อนดีกว่าครับ การลงทุนแบบ DCA (dollar-cost averaging) คือการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน ด้วยการกำหนดการลงทุนเป็นงวด ๆ งวดละเท่า ๆ กัน อาจลงทุนเป็นรายเดือน รายไตรมาส โดยไม่สนใจว่าราคาหน่วยลงทุนที่เราจะซื้อตอนนั้นราคาเท่าไหร่ จะขึ้นหรือจะลง การลงทุนแบบนี้เป็นรูปแบบการลงทุนที่ตัดเอาอารมณ์ความรู้สึกออกไป เป็นการลงทุนแบบอัตโนมัติไปเรื่อย ๆ โดยตั้งเป้าหมายเป็นจำนวนเงินที่ต้องการลงทุนเป็นหลัก 6 บล. ชั้นนำ ให้บริการออมหุ้น 1. บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ (SCBS) - ออมหุ้นขั้นต่ำ 2,000 บาท - ช่องทางการลงทุน Settrade Streaming เมนู Settrade DCA Order - เงื่อนไขการออม มีทั้งรายเดือน / รายสัปดาห์ - นโยบายการลงทุน SET 100 ,TDEX และ BMSCITH - ค่าธรรมเนียม หากส่งคำสั่งเองผ่านอินเตอร์เน็ต 0.157% ของมูลค่าการซื้อขาย แต่หากส่งคำสั่งผ่านผู้ดูแลบัญชี 0.257% ของมูลค่าการซื้อขาย ลงทุนเริ่มต้น 2,000 บาท ลงทุนแบบรายเดือน เลือกหุ้นได้จาก SET100, TDEX, BMSCITH ซื้อหุ้น 100 ตัว (Board Lot) ค่าธรรมเนียม 0.157% หากซื้อผ่านอินเทอร์เนต หรือ 0.257% เมื่อซื้อผ่านโบรกเกอร์ 2. บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย (KS) - จำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท / Symbol/ครั้ง - ช่องทางการลงทุน K-Cyber Trade , Settrade Streaming - นโยบายการลงทุน ซื้อหุ้นที่อยู่ใน SET 100 หรือ ETF - เงื่อนไขการลงทุน มีทั้งรายเดือน / รายสัปดาห์ - ค่าธรรมเนียม สำหรับบัญชี Cash Balance 0.157% และบัญชี Cash Account 0.207% ไม่รวมค่าธรรมเนียมตลาดหลักทรัพย์ (ขั้นต่ำ 50 บาทต่อวัน) 3. บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี (KSS) - จำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำ 2,000 บาท - นโยบายการลงทุน หุ้นใน SET 100 - เงื่อนไขการลงทุน รายเดือน / รายสัปดาห์ - ค่าธรรมเนียม สำหรับบัญชี Cash Balance 0.157% และบัญชี Cash Account ขั้นต่ำ 50 บาทต่อวัน (ลูกค้าที่ใช้บริการรับเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) จะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ 50 บาทต่อบัญชีต่อวัน) - Top Pick 5 หุ้นแนะนำ ประกอบด้วย BTS BDMS HMPRO MAKRO GPSC (ก.พ. 65) 4. บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง (BLS) - จำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท/เดือน - นโยบายการรลงทุนใน BMSCITH* ซึ่งเสมือนเป็นการถือครองหลักทรัพย์ทุกตัวในดัชนี MSCI Thailand และ BSET100* ซึ่งเสมือนการถือครองบริษัทขนาดใหญ่ 100 บริษัท, E1VFVN3001* ซึ่งเสมือนลงทุนในหลักทรัพย์เวียดนาม ด้วยระบบตัดเงินเป็นรายเดือน - ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย (Commission Rate) อยู่ที่ 0.30% - ค่าธรรมเนียมที่ปรึกษาการลงทุน ราย 2 ปี โดยชำระเดือนแรกของรอบการลงทุน (เงินลงทุนต่อเดือน + 1,070 บาท) 5. บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (PST) - จำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท/เดือน - นโยบายการลงทุน เลือกหุ้นที่่ต้องการลงทุน โดยเลือกจากลิสต์รายชื่อ 36 หุ้นแนะนำ (ฝ่ายวิเคราะห์จะ Review ทุก 6 เดือน) เลือกได้สูงสุด 20 ตัว - กำหนดวันลงทุน ทุกวันที่ 5,20 และ 28 ของเดือน - ค่าธรรมเนียม 0.257% ของจำนวนเงินที่ลงทุน ขั้นต่ำ 30 บาทต่อรอบการลงทุน (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) - Top Pick 5 หุ้นแนะนำ ประกอบด้วย ADVANC BDMS BEM KCE SCB (ม.ค. 65) 6. บริษัทหลักทรัพย์โนมูระ (CNS) - จำนวนเงินลงทุน 1,000 บาท - นโยบายการลงทุน SETHD และ หุ้นที่ CNS ประกาศ (AOT, BDMS, BH, BTS, BJC, CPALL, CPN, GLOBAL, BEM, CPF, HMPRO, KTC) - เงื่อนไขการลงทุน ออมทุกเดือน ในวันทำการแรกของเดือน - ค่าธรรเมนียม 0.25% ไม่รวมค่าธรรมเนียมอื่นและ VAT การออมหุ้นแบบ DCA เหมาะกับนัลงทุนมือใหม่ที่อยากลงทุนในหุ้น (โดยเฉพาะการลงทุนระยะยาว) เพราะเป็นวิธีการลงทุนที่ง่าย ช่วยแก้ปัญหาความรู้น้อย ทุนน้อย และยังช่วยสร้างวินัยในการออมและการลงทุนอีกด้วย

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  21 เมษายน 2565

ซื้อขายตราสาร DR หุ้นเทคฯ ระดับโลกผ่านตลาดหุ้นไทย

“อย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว” ฉันใดในโลกการลงทุนก็ไม่ควรลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียวกันทั้งหมดหรือลงทุนในช่องทางใดช่องทางหนึ่งเพียงอย่างเดียวฉันนั้นรู้หรือไม่ ว่าตอนนี้มีการลงทุนรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า Depositary Receipt หรือ DRที่ทำให้การซื้อขายหุ้นหรือกองทุน ETF ต่างประเทศเป็นเรื่องง่ายเพราะสามารถซื้อขายเป็นสกุลเงินบาทบนกระดานหุ้นไทยได้เลยล่าสุดกับตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศของ บริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด ที่ออกโดยธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)BABA80 เป็นตราสาร DR ที่อ้างอิงหุ้นเทคฯ ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง อาลีบาบา ตัวแรกของประเทศไทยที่กำลังจะซื้อขายได้ real time บนกระดานหุ้นไทยเปิดให้จอง IPO 14 - 17 ก.พ. นี้ALIBABA DR จะน่าสนใจลงทุนมากน้อยแค่ไหนและช่องทางการลงทุนรูปแบบใหม่นี้จะง่ายเพียงใดไปติดตามกันได้เลยครับรายละเอียดเพิ่มเติมคําเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาและทําความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ผู้ลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดได้จากแบบแสดงรายการข้อมูลหมายเหตุ : การจัดสรรขึ้นกับดุลยพินิจของผู้จัดจําหน่ายแต่ละราย รายละเอียดเป็นไปตามเงื่อนไขการจัดจําหน่ายเป็นไปตามที่กําหนดในหนังสือชี้ชวน นักลงทุนคงคุ้นเคยกับประโยค “อย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว” นั่นคือ เราไม่ควรลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียวกันทั้งหมด หรือลงทุนในช่องทางใดช่องทางหนึ่งเพียงอย่างเดียวการลงทุนในประเทศเพียงอย่างเดียว อาจทำให้นักลงทุนต้องแบกรับความเสี่ยงจากปัจจัยภายใน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สถานการณ์ทางการเมือง และอีกมากมาย รวมถึงประสิทธิภาพของตลาดการลงทุนไทยเมื่อเทียบกับตลาดต่างประเทศแล้ว ยังนับว่ามีขนาดเล็กและมูลค่าการซื้อขายน้อยมาก จนถูกจัดเป็นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ที่เสมือนเป็นตลาดทางเลือกดังนั้น การลงทุนต่างประเทศจึงเป็นอีกทางเลือกที่ดีในการกระจายการลงทุน (Asset Allocation) ช่วยบริหารความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นล่าสุดมีช่องการลงทุนหุ้นต่างประเทศรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปลายปี 2561 คือ ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือ Depositary Receipt (DR) ที่ทำให้การลงทุนหุ้นต่างประเทศรายตัวเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือ Depositary Receipt (DR) คือตราสารที่เกิดจากการที่ผู้ออกตราสารซึ่งต้องเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตจากสํานักงาน ก.ล.ต. ซื้อหลักทรัพย์อ้างอิงต่างประเทศมา และนํามาออกและจดทะเบียนเป็นตราสาร DR ในตลาดหลักทรัพย์เพื่อให้นักลงทุนสามารถซื้อขายได้ในรูปแบบของสกุลเงินบาท โดย DR จะมีอัตราอ้างอิงตามที่ผู้ออกตราสารกำหนด เช่น สัดส่วนหุ้นต่างประเทศ 1 หลักทรัพย์ = 100 DRs เป็นต้นผลตอบแทนจากการลงทุนใน DR จะเหมือนกับการลงทุนหุ้นในประเทศไทย คือ1. กำไรจากส่วนต่างราคา (Capital gain) ของ DR โดยปัจจัยหลักที่มีผลกระทบต่อราคา DR คือ ราคาของสินทรัพย์อ้างอิงในต่างประเทศ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทนั้น ๆ และอีกปัจจัยคืออัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินที่หลักทรัพย์ต่างประเทศนั้น ๆ ซื้อขาย นอกจากนี้อาจมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความต้องการของนักลงทุนในตลาด เวลาทำการเปิดปิดของตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น2. เงินปันผล (Dividend) ผู้ถือ DR มีโอกาสได้รับเงินปันผลหรือสิทธิประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์ต่างประเทศ เมื่อหุ้นอ้างอิงประกาศจ่ายเงินปันผล เราก็จะได้รับเงินปันผลเช่นเดียวกัน กล่าวคือผู้ถือ DR จะได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เสมือนไปลงทุนในหลักทรัพย์ที่อยู่ต่างประเทศโดยตรง สำหรับการจ่ายเงินปันผล ผู้ออก DR จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม โดยมีเงื่อนไขเป็นไปตามเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนดไว้ในข้อกำหนดสิทธิDR ช่วยให้นักลงทุนไทยโดยเฉพาะรายย่อย สามารถซื้อขายหุ้นต่างประเทศชั้นนําได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ผ่านตลาดหุ้นไทยได้เหมือนหุ้นทั่วไป (เปรียบเสมือนซื้อขายหลักทรัพย์ไทยตัวหนึ่ง) โดยไม่จําเป็นต้องเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นต่างประเทศ (ใช้บัญชีซื้อขายหุ้นไทยที่มีอยู่กับโบรกฯ ไหนก็ได้ซื้อขายได้เลย) จึงนับเป็นการยกระดับการลงทุนและลดข้อจํากัดการลงทุนหุ้นต่างประเทศของนักลงทุนไทยDR จึงเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงและแสวงหาโอกาสในการลงทุน ไปยังหุ้นหรือ ETF ต่างประเทศ ทั้งการเก็งกำไรระยะสั้นเพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนตามสภาวะตลาด หรือเพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนระยะยาว อีกทั้งสามารถซื้อขายได้สกุลเงินบาท จึงไม่มีภาระเรื่องการโอนเงินระหว่างประเทศ 6 จุดเด่น หุ้นอาลีบาบา1. อาลีบาบาเป็นผู้นําอันดับ 1 ในโลกในแง่ยอดขายธุรกิจค้าปลีก (Gross Merchandise Volume) โดยอาลีบาบามีธุรกิจตลาดขายปลีกบนโลกออนไลน์ที่เป็นที่นิยมขนาดใหญ่ที่สุดในจีน (GMV) อย่าง Taobao และ ธุรกิจแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Tmall ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก2. อาลีบาบามีฐานลูกค้าประจํารายปีในจีนที่แข็งแกร่ง ณ ธ.ค. 64 อาลีบาบามีจํานวน Annual active account อยู่ 953 ล้านราย จากประชากรทั้งสิ้น 1.4 พันล้านคน ซึ่งมีการเข้าถึง (penetration) ลูกค้าในเมืองหลัก ๆ สูงถึง 99 % ในขณะที่เมืองรองยังเติบโตได้อีก โดยมี penetration อยู่เพียงแค่ 81% และ 71%3. ธุรกิจในเครือของอาลีบาบามีความหลากหลาย นอกจากธุรกิจ e-Commerce แบบ B2C (Tmall) และ C2C (Taobao) แล้ว อาลีบาบายังมีธุรกิจในเครือที่หลากหลายเพื่อตอนสนองความต้องการของลูกค้า ทั้งลูกค้าธุรกิจและลูกค้าบุคคล เช่น ธุรกิจการเงิน (Alipay), ธุรกิจสื่อมีเดียและความบันเทิง (Youku) และธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ (Cainiao)4. อาลีบาบาเป็นผู้นําทางด้าน Cloud Computing ระดับโลก โดย Alibaba Cloud มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ในแง่ของ Infrastructure as a Service ซึงเป็นผลมาจากความต้องการทางเทคโนโลยีใหม่ ๆ ของผู้บริโภค5. อาลีบาบาได้พัฒนาธุรกิจอื่นๆ เพื่อขยายการเติบโตนอกเหนือประเทศจีน โดยเร่งรุกเข้าพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียใต้ผ่านธุรกิจ Lazada ซึ่งมี E-Commerce penetration อยู่แค่ 11%6. หุ้นของอาลีบาบาติดอันดับการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรกในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง โดยมีมูลค่าการซื้อขาย ณ วันที่ 25 ม.ค. 65 อยู่ที่ 6.6 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง และมีจํานวนหุ้นซื้อขายอยู่ที่ 54.8 ล้านหุ้นต่อวันที่มา : 2021 Alibaba Annual Report, Alibaba Investor Day, HKEX Website ธนาคารกรุงไทยได้รับอนุญาตจากสํานักงาน ก.ล.ต.ให้เป็นผู้ออก DR (Issuer) นับเป็นการออก Depositary Receipt (DR) อ้างอิงหุ้นสามัญต่างประเทศเป็นครั้งแรกในประเทศ โดยอ้างอิงหุ้นสามัญของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนําระดับโลกอย่างอาลีบาบา (Alibaba)เปิดให้จองซื้อหุ้น Alibaba DR ครั้งแรก (IPO) ระหว่าง 14-17 ก.พ. 2565 ผ่าน บล.กรุงไทย ซีมิโก้ กับ บล.ฟินันเซีย ไซรัส (เฉพาะ IPO)ภายหลังจาก IPO สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนใน Alibaba DR สามารถใช้บัญชีซื้อขายหุ้นไทยที่มีอยู่กับบริษัทหลักทรัพย์ใดก็ได้ในการส่งคําสั่งซื้อขาย DR ได้ทันทีโดยค้นหาสัญลักษณ์ BABA80 ตั้งแต่วันที่ 23 ก.พ. 65 เป็นต้นไป (BABA80 มีธนาคารกรุงไทยเป็น Market maker คอยดูแลสภาพคล่องในตลาด)รายละเอียดเพิ่มเติม

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  15 กุมภาพันธ์ 2565

อยากมี Passive Income ต้องลงทุนอย่างไร?

เราต้องการทำงานที่ชอบเราต้องการอาหารที่อร่อยเราต้องการสุขภาพที่ดีเราต้องการครอบครัวที่อบอุ่น‍เราต้องการเที่ยวอย่างมีความสุขและอีกหลายความต้องการ จริง ๆ แล้วเราไม่ได้ต้องการเงินเราเพียงต้องการ "อิสรภาพ" แต่ "อิสรภาพ" ต้องใช้เงิน "การลงทุน" เป็นเส้นทางไปสู่ "อิสรภาพทางการเงิน"เพื่อให้สินทรัพย์หรือเงินทำงานแทนเรานำมาซึ่งรายได้ที่เรียกว่า "Passive Income"แต่จะต้องลงทุนอย่างไรนั้น ไปดูพร้อมกันเลยครับ Active Income VS Passive Income Active Income เป็นรายได้จากการที่เราทำงานเพื่อให้เกิดรายได้ เช่น พนักกงานออฟฟิศมีรายได้เป็นเงินเดือน ค่าคอมมิสชั่น ฟรีแลนซ์ได้ค่าจ้าง เป็นต้น หรือจะเรียกง่าย ๆ ก็คือ การทำงานเพื่อแลกเงินนั่นเอง ส่วน Passive Income เป็นรายได้ที่เกิดจากสินทรัพย์ทำงานแทนเรา เพื่อสร้างรายได้ที่เป็นกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ โดยปกติสามารถสร้าง Passive Income ได้ด้วย 2 วิธีการหลัก คือ การลงทุนทางตรง เช่น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แล้วปล่อยให้เช่า ทำให้มีรายได้จากค่าเช่าเข้ามาทุกเดือน เป็นต้น กับการลงทุนทางอ้อมผ่านตราสารทางการเงิน เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ หุ้นกู้เอกชน ที่เราจะได้รับกระแสเงินสดในรูปของดอกเบี้ย และการลงทุนในหุ้นและกองทุนรวม ที่จะได้รับกระแสเงินสดในรูปของเงินปันผล เป็นต้น • Active Income เราต้องทำงานเพื่อให้มีรายได้ ส่วน Passive Income ใช้สินทรัพย์ทำงานแทนเรา • Active Income มีเวลาจำกัด กล่าวคือ เราจะมีรายได้ตราบเท่าที่เรายังทำงานได้เท่านั้น แต่ Passive Income แม้เราจะทำงานไม่ได้แล้ว แต่ก็ยังมีรายได้อยู่ และยังสามารถส่งต่อเป็นมรดกได้อีกด้วย • Active Income คือการทำงานที่เราจะได้รับผลตอบแทนเกือบจะทันที เช่น เงินเดือน หรือค่าจ้าง เป็นต้น ส่วน Passive Income ต้องใช้ระยะเวลาเพื่อให้เกิดรายได้ (ช่วงเริ่มต้นลงทุน) แน่นอนว่าทุกคนมี Active Income ต้องทำงานเพื่อเงิน แต่จะดีกว่ามั้ย? ถ้าเรามีรายได้อีกทางจาก Passive Income ที่ใช้เงินทำงานแทนเรา รูปแบบผลตอบแทนจาก Passive Income รายได้จากการลงทุนที่เป็น Passive Income มีอยู่ 3 รูปแบบ คือ 1. ดอกเบี้ย ที่ได้จากการฝากเงิน หรือลงทุนในตราสารหนี้ (พันธบัตรกับหุ้นกู้เอกชน) 2. ปันผล ที่ได้จากการลงทุนในหุ้นและกองทุนรวม 3. ค่าเช่า ที่ได้จากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แล้วปล่อยให้เช่า เช่น สร้างอพาร์ตเม้นท์ให้เช่า ซื้อคอนโดมิเนียมแล้วให้เช่า เป็นต้น ตัวอย่าง อยากมี Passive Income เดือนละ 10,000 บาท ต้องลงทุนอย่างไร และใช้เงินทุนเท่าไหร่? 1. เงินฝากออมทรัพย์ นับเป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่ง ที่มีความเสี่ยงต่ำมาก ซึ่งนั่นก็แลกมากับผลตอบแทนที่ต่ำมากเช่นกัน ปัจจุบันให้อัตราดอกเบี้ยเพียง 0.25% ฉะนั้น ถ้าอยากมี Passive Income เดือนละ 10,000 บาท ต้องมีเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์สูงถึง 48 ล้านบาท 2. ตราสารหนี้ แบ่งเป็น พันธบัตรรัฐบาลกับหุ้นกู้เอกชน เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ จึงให้ผลตอบแทนไม่สูงมากในระดับ 2-5% ต่อปี ฉะนั้น ถ้าอยากมี Passive Income เดือนละ 10,000 บาท ต้องลงทุนในตราสารหนี้ราว 2.4–6.0 ล้านบาท 3. อสังหาริมทรัพย์ เป็นรูปแบบการลงทุนที่ได้รับความนิยมมานาน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้าน ทาวเฮ้าส์ คอนโดมิเนียมเพื่อปล่อยเช่า หรือการสร้างหอพัก อพาร์ตเม้นท์เพื่อให้เช่า ซึ่งเป็นการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทางตรง นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทางอ้อมที่ใช้เงินลงทุนน้อยกว่า ผ่านกองทุนอสังหาริมทรัพย์แทนได้เช่นกัน เช่น Property Fund, Real Estate Investment Trust (REITs) และ Infrastructure Fund (IFF) ที่มีนโยบายลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน บนผลตอบแทน 6%-10% ถ้าอยากมี Passive Income เดือนละ 10,000 บาท ต้องลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ราว 1.2-2.0 ล้านบาท 4. กองทุนรวมหุ้น เหมาะกับคนที่ยอมรับความเสี่ยงได้สูง เพิ่งเริ่มต้นลงทุน มีทุนน้อย และไม่มีเวลาติดตามข่าวสารการลงทุนมากนัก เพราะมีผู้จัดการกองทุนลงทุนแทน เนื่องจากเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ทำให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงเช่นกันในระดับ 8% - 12% ฉะนั้น ถ้าอยากมี Passive Income เดือนละ 10,000 บาท ต้องลงทุนในกองทุนรวมหุ้น 1.0-1.5 ล้านบาท 5. หุ้น เป็นรูปแบบการลงทุนคล้ายการลงทุนในกองทุนรวมหุ้น เพียงแต่เป็นการลงทุนในหุ้นโดยตรง เหมาะกับคนที่มีความรู้ความเข้าใจการลงทุนในหุ้นพอสมควร เริ่มต้นสร้าง Passive Income การจะมีรายได้ประจำอย่างสม่ำเสมอทุกเดือนจาก Passive Income ต้องใช้เวลาสะสมความมั่งคั่งเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริง การลงทุนมีขึ้นและมีลง ไม่มีใครสามารถทำนายภาวะการลงทุนในอนาคตได้อย่างแม่นยำ เทคนิคการลงทุนที่จะช่วยให้มือใหม่อย่างเราลงทุนได้อย่างมีความสุขและบรรลุเป้าหมาย ก็คือ การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ DCA (Dollar Cost Averaging) นั่นเอง การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ DCA มีจุดเด่น 3 ข้อ1. ลดความผิดพลาดจากการจับจังหวะการลงทุน เพราะมีงานวิจัยที่ได้ข้อสรุปว่าในการลงทุนระยะยาวการจัดพอร์ตหรือสินทรัพย์การลงทุนเป็นส่วนสำคัญกว่า 90% ที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายในการลงทุน 2. เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงอย่างกองทุนรวมหุ้น เพราะจะทำให้มีโอกาสได้ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยที่ต่ำกว่าในระยะยาว 3. สร้างวินัยการลงทุน เพราะเป็นการลงทุนแบบอัตโนมัติ ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ตามระยะเวลาที่เรากำหนดได้เอง โดยไม่ต้องหวั่นไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาวะตลาดที่เกิดขึ้น ตัวอย่างการสร้าง Passive Income ด้วยการลงทุนแบบ DCA ในวันที่มีเงินเดือน 30,000 บาท กงยูเริ่มต้นลงทุนแบบ DCA ในกองทุนรวมหุ้นเดือนละ 20% ของเงินเดือน ซึ่งเท่ากับ 6,000 บาท หากกงยูยังคงลงทุนอย่างสม่ำเสมอด้วยเงินเดือนละ 6,000 บาท กงยูจะใช้เวลาราว 20 ปี ที่จะมีพอร์ตกองทุน 2,400,000 บาท ตามเป้าหมาย หลังจากนั้นจึงจะเก็บกินเงินปันผลได้เดือนละ 10,000 บาท (หากพอร์ตกองทุนรวมของกงยูให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 5% ต่อปี) แต่ในโลกความเป็นจริง ในอนาคตเงินเดือนของกงยูจะไม่ได้อยู่ที่ 30,000 บาท เพราะเมื่อกงยูอายุเพิ่มขึ้น ก็จะมีประสบการณ์ทำงานเพิ่มมากขึ้น จึงมีโอกาสที่เงินเดือนหรือรายได้จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นั่นหมายความว่าเงินสำหรับการลงทุนต่อเดือนของกงยูก็ควรเพิ่มขึ้นมาด้วยเช่นกัน ซึ่งนั่นจะช่วยให้กงยูบรรลุเป้าหมายพอร์ตกองทุนรวม 2,400,000 บาท ได้เร็วขึ้นกว่าเดิม มือใหม่อยากมี Passive Income ควรลงทุนระยะยาวแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ DCA Passive Income คือการใช้สินทรัพย์หรือเงินทำงาน ซึ่งหากใช้สินทรัพย์ทำงานได้อย่างถูกต้อง คอยดูแลและมอนิเตอร์ให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ความมั่งคั่งจาก Passive Income จะสามารถส่งต่อเป็นมรกดกได้ด้วย การลงทุนแบบ DCA เป็นตัวช่วยในการสร้างรายได้แบบ Passive Income ที่ดี เหมาะสำหรับคนที่เริ่มต้นลงทุน โดยเฉพาะคนที่มีทุนน้อยหรือมีทุนจำกัด และเมื่อตั้งใจลงทุนแบบ DCA อย่างมีวินัยในระยะยาว สุดท้ายแล้ววินัยในการลงทุนก็จะสร้างความมั่งคั่งทางการเงินให้เราอย่างแน่นอนครับ อย่างไรก็ตาม การสร้าง Passive Income ด้วยการลงทุนแบบ DCA ต้องใช้เวลาในการสร้างพอสมควร แต่อย่าเพิ่งท้อไปก่อนนะครับ เพราะความสำเร็จจากการมีรายได้แบบ Passive Income จะสวยงาม และเป็นเส้นทางที่จะทำให้เรามี “อิสรภาพทางเงิน” ได้อย่างแท้จริง

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  24 ธันวาคม 2564

8 กองทุนเด่น SSF RMF ประหยัดภาษี โอกาสผลตอบแทนสูง

8 กองทุนเด่น SSF/RMF หุ้นสหรัฐฯ-จีน ประหยัดภาษี มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูง ใครที่ต้องซื้อกองทุน SSF/RMF เพื่อประหยัดภาษี แต่ยังเลือกไม่ได้ว่าจะซื้อกองไหนดี โค้งสุดท้ายของปีแบบนี้ เหลือเวลาให้ตัดสินใจไม่เยอะแล้ว สำหรับคนที่อยากเติบโตไปกับเทรนด์การลงทุนในต่างประเทศ ต้องมีกองทุนสหรัฐฯ กับจีน 2 มหาอำนาจเศรษฐกิจโลก ติดพอร์ตกองทุนลดหย่อนภาษีไว้แล้วละครับ ทำไมต้องมีกองทุนหุ้น 2 ประเทศนี้ติดพอร์ต และมีกองทุน SSF/RMF กองไหนบ้างจาก บลจ.ไทยพาณิชย์ ที่น่าสนใจ ไปหาคำตอบพร้อมกันได้เลยครับ เพิ่มเติม >> https://scbam.info/3GgKQ2U พิเศษ!! รับหน่วยลงทุน SCBSFF มูลค่าสูงสุด 1,000 บาท เมื่อลงทุนในช่วง 18 ต.ค. 64 – 30 ธ.ค. 64 (ยกเว้นกองทุนประเภทตราสารหนี้) เงื่อนไขตามที่บริษัทกำหนด ผลการดำเนินงานในอดีต ไม่ได้ยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนของกองทุน SSFและ RMF กรณีไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขทางภาษี จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขของกองทุน “สหรัฐฯ” เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยตัวเลข GDP 20.94 ล้านล้าน USD (พ.ศ. 2563) แถมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ทำจุดสูงสุดต่อเนื่องสวนวิกฤติ COVID-19 ต่างจากตลาดหุ้นไทยที่แทบจะไม่ไปไหน หลังจากทำจุดสูงสุดราว 1,800 จุด แล้วย่อลงมา ก็แทบจะไม่เคยโงหัวขึ้นไปตรงนั้นอีกเลย “จีน” เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก และถูกคาดการณ์ว่าจะแซงสหรัฐฯ ขึ้นไปเป็นเบอร์หนึ่งอีกไม่นาน เพราะก่อน COVID-19 เศรษฐกิจจีนโตด้วยตัวเลข GDP ถึงปีละ 7-8% จนก้าวมาเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกอย่างที่เห็น บวกกับการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ โดยเฉพาะการขนส่งทางราง จึงทำให้เศรษฐกิจจีนโตอย่างก้าวกระโดด โค้งสุดท้ายของปีแบบนี้ เหลือเวลาให้คิดเยอะไม่ได้แล้ว หากต้องซื้อกองทุน SSF/RMF เพื่อลดหย่อนภาษี เลือกลงทุนในประเทศผู้นำอย่างสหรัฐฯ กับจีนได้เลย สำหรับกองทุน SSF จาก บลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAM) มีอยู่ทั้งหมด 5 กองทุน แบ่งเป็นกองทุน SSF หุ้นสหรัฐฯ 4 กองทุน มีครบทุกดัชนีฯ ได้แก่ SCBDJI (SSF), SCBS&P500-SSF และ SCBNDQ (SSF) หรือใครอยากเติบโตเหนือดัชนี ก็มีกองทุนแบบ active ให้เลือกเช่นกัน นั่นคือ SCBUSA(SSF) และกองทุน SSF หุ้นจีนอีก 1 กองทุน คือ SCBCHA-SSF ที่เน้นลงทุนในหุ้นจีน A-Shares ส่วนกองทุน RMF จาก บลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAM) มีอยู่ทั้งหมด 3 กองทุน แบ่งเป็นกองทุน RMF หุ้นสหรัฐฯ 1 กองทุน และกองทุน RMF หุ้นจีนอีก 2 กองทุน โดยมีกองทุน SCBRMMLCA เสริมเข้ามา ที่ลงทุนหุ้นจีนในทุกตลาด ไม่เฉพาะ A-Shares เท่านั้น จากเงื่อนไขการลงทุน SSF/RMF ที่ต้องถือครองอย่างน้อย 5 ปี (ในการลงทุน RMF สำหรับคนอายุ 50 ปีขึ้นไป) และอย่างน้อย 10 ปี (ในการลงทุน SSF) นั่นหมายความว่าเป็นการลงทุนระยะยาว ดังนั้น เราสามารถประยุกต์ใช้เทคนิคการจัดพอร์ตของผู้จัดการกองทุนที่เรียกว่า Core-Satellite Portfolio โดยเน้นการลงทุนในส่วน Core Portfolio เป็นหลัก อาจจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 80-90% หรือลงทุนทั้งหมดใน Core Portfolio ก็ได้ ส่วน Core Portfolio เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว จึงควรเน้นกองทุนแบบ Passive Fund หรือ Index Fund ที่พยายามให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง (Benchmark) ให้ได้มากที่สุด สำหรับโค้งสุดท้ายของปีแบบนี้ มีกองทุน SSF หุ้นสหรัฐฯ-จีน แบบ Passive Fund จาก บลจ.ไทยพาณิชย์ มีให้เลือกถึง 4 กองทุนด้วยกัน คือ SCBDJI(SSF), SCBS&P500-SSF, SCBNDQ(SSF) และ SCBCHA-SSF ส่วนกองทุน RMF หุ้นสหรัฐฯ-จีน แบบ Passive Fund มีให้เลือก 2 กองทุน คือ SCBRMS&P500 กับ SCBRMCHA แต่ถ้าใครชอบความหวือหวา เห็นโอกาสในการลงทุนในกองทุนแบบ Active Fund หรือเมกะเทรนด์ เช่น ปัจจุบันกลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มเฮลแคร์ ที่กำลังมาแรง เป็นต้น หรือการคัดหุ้นพื้นฐานดีที่มีแนวโน้มเติบโตสูง (Growth Stocks) ก็สามารถลงทุนได้เช่นกัน ในส่วน Satellite Portfolio เพียงแต่ต้องพิจารณาให้ดีว่าเทรนด์นั้นมายาวจริงหรือไม่ เพราะการลงทุนกองทุน SSF/RMF เป็นการลงทุนระยะยาว อย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป บลจ.ไทยพาณิชย์ ก็มีกองทุน SSF/RMF หุ้นสหรัฐฯ-จีน แบบ Active Fund ให้เลือกลงทุนเช่นกัน คือ SCBUSA(SSF) กับ SCBRMMLCA พิเศษ!! รับหน่วยลงทุน SCBSFF มูลค่าสูงสุด 1,000 บาท เมื่อลงทุนในช่วง 18 ต.ค. 64 – 30 ธ.ค. 64 (ยกเว้นกองทุนประเภทตราสารหนี้)

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  07 ธันวาคม 2564

วิเคราะห์หุ้น กองทุนรวม ง่าย ครบ จบที่ efin Mobile

สำหรับใครที่สนใจลงทุนในหุ้นและกองทุนรวม แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง อยากมีตัวช่วยดีๆ ในการเรียนรู้และทำความเข้าใจ ตลอดจนวิเคราะห์ข้อมูลก่อนการตัดสินใจซื้อขาย เพื่อจะได้เริ่มลงทุนได้อย่างถูกต้องและเห็นผลอย่างแท้จริง หรือคนที่ลงทุนอยู่แล้ว แต่ไม่มีเวลาตามข่าวสารการลงทุน อยากได้เครื่องมือดี ๆ มาช่วยวิเคราะห์ก่อนตัดสินใจซื้อขาย เพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไรให้มากขึ้น ต้องไม่พลาด Content นี้นะครับ กับ eFin Mobile แอพฯ วิเคระห์การลงทุนที่ง่าย ครบ และจบที่เดียว จะง่าย ครบ และจบที่เดียว อย่างไรนั้น ไปดูพร้อมกันได้เลยครับ บริษัท ออนไลน์ แอสเซ็ท จำกัด ให้บริการข้อมูลและข่าวสารการลงทุนแบบเรียลไทม์มานานกว่า 20 ปี ในรูปแบบเว็ปไซต์ www.efinancethai.com หลังจากนั้นได้พัฒนาและให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุนและเทคโนโลยีในรูปแบบหลากหลายบริการ ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรมสัมมนาการลงทุน การอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือที่ใช้ในการลงทุน และการพัฒนา Application เกี่ยวกันการลงทุน ซึ่ง efin mobile เป็นหนึ่งในนั้น แต่เดิม efin mobile เป็นแอพฯ สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลการลงทุนในหุ้นเป็นหลัก โดดเด่นด้วยฟังก์ชั่นกราฟหุ้นเรียล์ไทม์ ที่สามารถใส่อินดิเคเตอร์ต่าง ๆ เพื่อวิเคราะห์การลงทุน ทั้งการเก็งกำไรระยะสั้นและการถือลงทุนระยะยาว และข่าวหุ้นเรียลไทม์ ช่วยสร้างโอกาสทำกำไรและวิเคราะห์การลงทุนจากข่าว ล่าสุดได้เพิ่มฟังก์ชั่นข้อมูลกองทุนรวม จึงทำให้ efin mobile เป็นแอพฯ วิเคราะห์การลงทุนที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งหุ้นและกองทุนรวมนั่นเอง efin Mobile เป็น Application ที่ใช้วิเคราะห์การลงทุนในหุ้นและกองทุนรวม ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อขาย โดยหน้าแรกเป็นการวิเคราะห์หุ้น ด้วยฟังก์ชันที่ครบครันและตอบโจทย์ด้วยข้อมูลที่จำเป็นต่อการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นกราฟหุ้นที่สามารถใส่อินเดอร์เคเตอร์ต่าง ๆ เพื่อการวิเคราะห์ทางเทคนิค และข้อมูลการเงินสำหรับการวิเคราะห์ด้านพื้นฐาน เมื่อกดตรง FUND (ตรงเมนูบาร์) จะสลับไปหน้าวิเคราะห์กองทุนรวม หน้านี้จะเป็นการวิเคราะห์กองทุนรวม ที่สามารถวิเคราะห์ได้คล้ายหุ้น เช่น ในหน้า GRAPH สามารถใส่อินดิเคเตอร์ต่าง ๆ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล หาจุดซื้อหรือจุดขาย เป็นต้น จึงเหมาะสำหรับการวิเคราะห์กองทุนรวมประเภท Active Fund ในส่วนของ Satellite Port ที่ใช้กลยุทธ์การจับจัหวะตลาดในการเข้าลงทุน จะเห็นว่า eFin Mobile ได้รวมฟังก์ชั่นวิเคราะห์การลงทุนหุ้นและกองทุนรวมอยู่ในแอพฯ เดียวกัน จึงหมดปัญหากับการที่จะต้องสลับแอพฯ ไปมา ระหว่างการวิเคราะห์ “หุ้น” และ “กองทุนรวม” โดยสามารถใช้งานได้ง่ายๆ และฟรีอีกด้วย จุดเด่น efin mobile - ดูข้อมูลที่ไหนก็ได้ สามารถดูข้อมูลหุ้นและกองทุนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม - สามารถวิเคราะห์ข้อมูลการลงทุนทั้งหุ้นและกองทุนรวมได้ครบ จบที่เดียว - รวบรวมฟังก์ชันพิเศษ และเทคนิคไว้มากมาย ด้วยการคิดค้นในแบบฉบับ efin - ใช้งานฟรี ไม่มี in app purchase โดยสามารถใช้งานได้ฟรี แบบ Login ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำทั่วประเทศ หรือแบบไม่ Login ก็ได้ - ไม่มีโฆษณากวนใจ แม้จะฟรี แต่ไม่มีโฆษณาคอยรบกวนเวลาใช้งา - สามารถติดตามข่าวสารการลงทุนได้แบบ Real Time จากสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย eFin Mobile เหมาะกับใคร? 1. นักลงทุนหน้าเก่า ที่สนใจลงทุนหุ้นควบคู่ไปกับกองทุนรวม อยากได้เครื่องมือดีๆ ดูได้ ครบจบที่เดียว แบบง่าย ๆ 2. มือใหม่ที่เพิ่งจะเริ่มต้นกองทุนรวม ยังเลือกกองทุนไม่เป็น หรือยังไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง 3. คนทั่วไปที่สนใจการลงทุน ต้องการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการลงทุนที่ทันสถานการณ์และน่าเชื่อถือ สามารถดาวน์โหลด efin Mobile Application เพื่อทดลองใช้งานได้ที่ลิงค์นี้ IOS : https://apple.co/2Liggy1 Andriod : https://bit.ly/3pMA6AE eFin Mobile เป็นอีกหนึ่งแอพฯ วิเคราะห์การลงทุนหุ้นและกองทุนรวมที่น่าสนใจ โดยเฉพาะกับคนที่อยากเริ่มต้นลงทุนหุ้น-กองทุนรวม เพราะทุกอย่างครบ จบในแอพฯ เดียว มีฟังก์ชันมากมาย ทั้งปัจจัยพื้นฐานและกราฟเทคนิค สามารถคัดกรองหุ้นได้ง่ายด้วยเงื่อนไขสำเร็จรูป มีการจัดอันดับกองทุนยอดนิยมและผลตอบแทน และข้อมูลข่าวสารรวดเร็ว ถูกต้อง และทันเหตุการณ์ สามารถดาวน์โหลด efin Mobile Application เพื่อทดลองใช้งานได้ที่ลิงค์นี้ IOS: https://apple.co/2Liggy1 Andriod: https://bit.ly/3pMA6AE รายละเอียดเพิ่มเติม: http://www.efinancethai.com/efintools/mobile.aspx วิดีโอการสอนใช้งาน efin Mobile: https://www.youtube.com/c/efinanceThaiTVVDO

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  23 กันยายน 2564

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม