ขอลดเงินอายัดทำอย่างไร?

เบื้องต้นก่อนที่จะมาถึงขั้นตอนการอายัดเงินเดือนนั้นหมายความว่าเราได้ผ่านการ 1. แพ้คดี(เจ้าหนี้ชนะ) เราต้องจ่ายตังค์ 2. มีจดหมายของกรมบังคับคดี (สมมติเราไม่มีเงินจ่ายหายไปเลย) เจ้าหนี้มีสิทธิ์ขอให้พนักงานบังคับคดีสืบทรัพย์นั่นคือจะ ยึดทรัพย์ และอายัดทรัพย์สินทั้งหมดที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเรา สามารถดูรายละเอียดรายการที่จะยึดได้ที่นี่ 3. อายัดเงินเดือน กรณีลูกหนี้ไม่มีทรัพย์จะให้ยึด หรือเจ้าหนี้ฟ้อง ยึดทั้งทรัพย์และเงินเดือน ถึงตอนนี้เจ้าหนี้สืบทราบแล้วค่ะว่าเราทำงานที่ไหน (มักจะเสาะแสวงหาจากประกันสังคม) เมื่อศาลอนุมัติ เจ้าหนี้ก็จะยื่นเรื่องต่อกองอายัดทรัพย์สินกรมบังคับคดี หนังสืออายัดจากกรมบังคับคดี จะส่งไปให้กรรมการผู้จัดการบริษัทที่เราทำงานอยู่ให้ได้ทราบ เพื่อให้บริษัทนำส่งเงินถ้าบริษัทไม่ส่งตามหนังสือ ถือว่าผิดด้วยในหนังสือจะระบุชัดเจนว่า จะอายัดเท่าไหร่ กี่บาท หรือกี่ % ของเงินเดือน รวมถึงเสียดอกเบี้ยในอัตราเท่าไหร่ อย่าเพิ่งตกใจกับตัวเลขที่ขออายัดนะคะ เพราะถ้าไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ เราสามารถแย้งได้ เพราะเจ้าหนี้บางทีก็ลักไก่ ขออายัดเยอะๆไว้ก่อน 4. ขอลดเงินอายัด - หากได้รับหนังสือ เงินอายัดที่กรมบังคับคดีตัดสินมาแล้ว เรายังพอที่จะไปขอลดได้ หากเรามีความจำเป็นมีภาระต่างๆมากมาย เรื่องนี้เราจะดำเนินการเอง หรือจะให้ทนายทำให้ก็ได้ แต่ยังไงเราต้องไปเองที่กรมบังคับคดี เพื่อยื่นหนังสือคำร้องขอลดเงินอายัด - ในคำร้องก็เลยได้เลยค่ะว่าเรามีภาระอะไรบ้าง ดูแล พ่อ แม่ ภรรยา ลูก จำนวนสมาชิกในครอบครัวที่เราต้องดูแล โรคประจำตัว รวมถึงเงินที่ต้องจ่าย (หนี้ ) ที่ถูกอายัดจากเจ้าหนี้รายอื่นๆ ก่อนหน้า - เราต้องการขอลดเหลือจ่ายเดือนละเท่าไหร่ ระบุไปเลย ส่วนใหม่มักจะขอลดได้ และเท่าไหร่นั้นเต็มที่ไม่เกิน 40-50% ก็เยอะแล้ว - อย่าอ้างลอยๆปากเปล่า ตีหน้าเศร้าเล่าไป ไม่มีประโยชน์นะคะ เอากันตรงๆคือมีหลักฐานอะไรเอาไปให้หมด เอาไปเพื่อยืนยันเพิ่มน้ำหนักให้การขอลดจะดีมากๆ เช่น • หนังสือรับรองเงินเดือน • สลิปเงินเดือน • เอกสารค่าใช้จ่ายประจำเดือน ส่วนหนี้นอกระบบไม่ต้องบรรยาย เพราะว่าไม่เป็นรูปธรรมจับต้องไม่ค่อยได้ซักเท่าไหร่ • เมื่อยื่นเรื่องแล้วก็สามารถรอฟังผลในวันเดียวกันได้เลย • เมื่อได้ส่วนลดแล้ว (มักจะได้) อย่าเพิ่งดีใจ หนังสือจะถูกส่งไปยังเจ้าหนี้ด้วย หากเจ้าหนี้ได้เห็นว่าได้เงินน้อยเกินไป สามารถคัดค้านได้ภายใน 7 วัน ส่วนใหญ่ก็จะไม่คัดค้านเพราะเจ้าหนี้มักจะเผื่อไว้แล้วนั่นเอง 5. ไปขอลดเงินอายัดได้ที่ไหน สถานที่ที่เราจะไปขอลดเงินอายัดได้นั่นคือ กองอายัดทรัพย์สิน กรมบังคับคดี ขึ้นอยู่กับว่า ตอนฟ้อง เจ้าหนี้ยื่นฟ้องที่ไหน เขตพื้นที่บ้านเรา หรือ บ้านเค้า ดังนั้นดูจากดูจากเขตพื้นที่ที่ศาลสั่งพิพากษาคดีนั้นๆ มีสำนักงานกรมบังคับคดีหรือไม่ ต้องดูว่าเจ้าหนี้ยื่นเรื่องที่ไหน เจ้าหนี้สามารถยื่นเรื่องที่สำนักงานสาขาของกรมบังคับคดี หรือ ยื่นที่สำนักงานใหญ่ บางขันนนท์กรุงเทพ จึงต้องดูว่าเจ้าหนี้ยื่นที่ไหนต้องไปขอลดที่นั่นค่ะ 6. ถ้าเราถูกอายัดยอด 30% แล้ว เจ้าหนี้อื่นจะมาอายัดซ้ำอีกได้หรือไม่ • คำตอบคือไม่ได้อายัดได้ทีละเจ้า • หากเกิดการอายัดซ้ำเราสามารถไปยื่นเรื่องต่อสำนักงานกองอายัดกรมบังคับคดี ไปส่งหนังสือแจ้งว่าเราโดนอายัดซ้ำ ดังนั้น เจ้าหนี้ใหม่จะต้องรอคิวและเช็คคิวต่อไปว่าเจ้าแรกหมดเมื่อไหร่ แต่หากเรามีเจ้าหนี้ที่รออายัดเงินเราให้เต็ม 30% อยู่การไปขอลด ก็เสียเวลาเปล่านะคะเพราะ เราหากเราขอลดได้เหลือจ่าย 15% เจ้าหนี้ใหม่ที่เห็นว่าไม่เต็ม 30% ก็จะใช้สิท 15% ให้เต็มอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าเรามีรายเดียวก็คุ้มกว่าแน่ๆค่ะ ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านที่กำลังหาทางออกของทางปลอดหนี้ อย่างรู้เท่าทัน หากท่านโดนฟ้องศาลหรือมีหมายศาลมา สามารถดูเทคนิคได้ที่นี่ ขอขอบคุณหนังสือ ปลดหนี้ .... ทำไง ของคุณ ศุภศักดิ์ เงาประเสริฐ ที่ได้เขียนหนังสือที่ชัดเจน เข้าใจง่ายพร้อมให้เทคนิคดีดี นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในหนังสือที่หยิบยกกันมาเล่าสู่กันฟัง ในครั้งหน้า ผู้เขียนจะเอาประเด็นอะไรมาฝาก อย่าลืมติดตามกันด้วยนะคะ หากสภาพคล่องของท่านกำลังตึง เงินเริ่มขาดมือ สามารถสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลได้ที่ Lumpsum คลิกเลย!

  รินทร์ รัสรินทร์


  23 ธันวาคม 2563

จะทำอย่างไรเมื่อ....เป็นหนี้แล้วถูกฟ้องศาล

เมื่อหมายศาลมาก็แอบ ต๊กกระใจ คล้ายจะหน้ามืดเป็นลม ร้อนรนกันใหญ่ มือไม้สั่นระรัว..... เอาล่ะหว่าทำไงดี จริงๆแล้วมันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ก่อนอื่นต้องขอให้เครดิตหนังสือปลดหนี้ทำไง ของคุณศุภศักดิ์ เงาประเสริฐวงศ์ นะคะที่ได้เขียนข้อมูลทุกอย่างที่มีประโยชน์มากๆ และวันนี้ได้หยิบยกหัวข้อที่น่าสนใจมาหนึ่งหัวข้อ นั่นก็คือ จะทำอย่างไรเมื่อเราถูกฟ้องศาล เพราะหลายๆคนเลยที่ไม่รู้ว่าขั้นตอนจะเป็นอย่างไร ต้องเตรียมตัวอย่างไร และทำแบบไหนถึงจะได้ประโยชน์แบบสูงที่สุด เมื่อมีหนี้แล้วเราไม่สามารถที่จะจ่ายหรือตกลงประนอมหนี้กันได้ จะ hair cut เจ้าหนี้ก็ไม่เอาไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนอกจาก พึ่งศาลกันอย่างเดียว สิ่งที่สำคัญที่ลูกหนี้ (บัตรเครดิต) ต้องรู้ก็คือ นับตั้งแต่วันแรกที่เราเบี้ยวไม่จ่าย เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องร้องภายในระยะเวลา 2 ปี ลูกหนี้บัตรเครดิตทั้งหลาย เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องร้องเรา (โดยมีอายุความสองปี) หากเลยจากนี้จะฟ้องก็ยังฟ้องได้อยู่ แต่ก็มีโอกาสยกฟ้องสูง เพราะคดีหมดอายุความไปแล้ว ฉะนั้นก่อนจะหยุดจ่าย จดจำวันสุดท้ายหรืองวดสุดท้ายที่เราจ่ายออกไปให้ดี เพราะหากฟ้องร้องคดีหมดอายุความแล้ว ใช้ประเด็นนี้ตั้งต้นก่อนเลยนะคะว่า เป็นหนี้แล้วถูกฟ้อง มันเป็น “คดีแพ่ง...ไม่ใช่คดีอาญา” คดีแพ่งไม่มีติดคุก สบายใจตรงนี้ก่อนได้จ้า และเมื่อเรื่องถึงศาลแล้ว ดอกเบี้ยหลุดโจทก์(เจ้าหนี้)จะคิดต่อไม่ได้ เมื่อหมายศาลมาถึงบ้าน • สิ่งที่ควรทำคือ ต้องไปศาล อย่านิ่งเฉย หากนิ่งเฉยศาลจะตัดสินคดีไปตามคำฟ้องที่ฝ่ายเจ้าหนี้ยื่นศาลมาทั้งหมด เขียนดอกเบี้ยปรับเท่าไหร่ เราก็จ่ายเท่านั้น เหมือนเรายอมจำนน โดยไม่ได้แย้ง เพราะถ้าจำเลย(เรา) ไม่ไปศาล ศาลจะตัดสิทธิ์จำเลย ยกผลประโยชน์ให้โจทก์(เจ้าหนี้) เพราะจำเลยเพิกเฉยหมายศาล ถ้าเราไม่ไปศาลจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบทันทีค่ะ • ตรวจเช็คหมายศาล ตรวจสอบสำนวนที่โจทก์ (เจ้าหนี้)ฟ้องว่า - เค้าฟ้องอะไร - คดีหมดอายุความหรือยัง - จำนวนเงินที่ฟ้องว่ายอดเท่าไหร่ ตรวจสอบยอดว่าตรงหรือไม่ โดยเฉพาะยอดเบี้ยปรับตรงในสัญญาหรือไม่ วันไปศาล • มีทนายไปด้วยก็อุ่นใจไม่มีก็ลุยเดี่ยว • บัตรประชาชน ถ้ามีผู้ค้ำต้องไป ด้วย หากผู้ค้ำไม่สะดวกก็มอบอำนาจให้เราทำแทน (สำเนาบัตรด้วย) • ไปก่อนเวลา เพื่อตรวจว่าคดีเราอยู่ที่ห้องพิจารณาไหน ดูได้ที่ตารางนัด • จ่ายค่าแต่งตั้งทนายที่ห้องการเงิน 20 บาท • ไปที่ห้องแจ้งเจ้าหน้าที่สักหน่อยว่าเรามาแล้วเตรียมยื่นเอกสารคำให้การที่เตรียมมา ให้เจ้าหน้าที่หน้าบังลังก์ ขอเลื่อนนัดเป็นนัดหน้าได้ เนื่องจาก ไม่มีทนาย ทนายติดธุระ เหตุผลบลาๆ ก็ว่ากันไป ถ้าคิดจะสู้คดี • ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะสู้ไหม ก็ลองคุยกับโจทก์ก่อน ถ้าได้ส่วนลดเป็นที่น่าพอใจก็จบ ถ้าจบตกลงกันได้ก็ไม่ต้องยื่นคำให้การเพื่อรอสืบคดี • ศาลมักจะถามโจทก์ว่ามีข้อเสนออะไรดีๆไหม..? อาจจะมีข้อเสนอใหม่ๆที่ดีกว่าไกล่เกลี่ยตอนแรกก็ได้ • ถ้าเรายืนยันจะสู้คดีต่อ ก็จบ ศาลก็เลื่อนสืบพยานไปอีกไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ที่สำคัญเรายืนยันใจแข็งที่จะสู้ต่อหรือป่าว • ไม่ควรแต่งกายหรู ให้แต่งกายดูสภาพเรียบร้อย • ควรพูดข้อเท็จจริงให้ศาลเห็นใจ เช่น ตกงาน ต้องเลี้ยงดูลูก พ่อแม่ ตามเหตุผลบนข้อเท็จจริง จากศาลในประเด็นที่เราร้องขอ • ทนายฝั่งโจทก์ (เจ้าหนี้)เอาเอกสารมาให้เซ็น อย่าเพิ่งเซ็นง่ายๆ อ่านให้ครบ ละเอียด รอบคอบ อ่านหลายๆรอบ • ถ้าจะขอสู้คดีต้องมีเหตุผลที่ดีพอและมีหลักฐาน เช่น เรื่องดอกเบี้ยที่คิดเกินจริง • เพื่อความชัวร์จะเจรจาอะไรก็ควรเจรจาที่ห้องพิพากษา ผลลัพธ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นเมื่อเราสู้คดี 1. ลูกหนี้ชนะ ไม่ต้องจ่าย (เป็นไปได้น้อย) 2. เจ้าหนี้ชนะ ลูกหนี้ต้องชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่ศาลสั่ง 3. เจ้าหนี้ชนะ ลูกหนี้ชำระหนี้ไม่ได้ตามเงื่อนไขที่ศาลสั่ง เจ้าหนี้ดำเนินการบังคับคดี ยึดทรัพย์ และอายัดเงินเดือน (อายุความ 10 ปี) การมีหมายศาลมาที่บ้านอย่าเพิ่งตกอกตกใจนะคะ ทุกอย่างมีด้านดีเสมอ อย่างน้อยก็มีข้อดีที่ชัดเจนมากๆเลยคือการดึงเวลา อย่างน้อยเราก็ใช้เวลานั้นตั้งหลักก่อนค่ะ สู้ๆนะคะ ที่มา: หนังสือปลดหนี้ ยังไง หากคุณเบื่อเจ้าหนี้ตามทวง ตามจิก และต้องการหมดหนี้ แก้หนี้ สามารถยื่นสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อการแก้หนี้ได้ที่นี่ >> สมัคร คลิก

  รินทร์ รัสรินทร์


  24 พฤศจิกายน 2563

กู้ไม่ได้ เครดิตไม่ดี ตั้งใจจะแก้หนี้ ให้ทำแบบนี้

พลาดไปแล้วกับของมันต้องมี..!! พลาดไปแล้วกับความอยากที่ถาถมเข้ามา...!! พลาดไปแล้วที่ปล่อยให้ความต้องการ อยู่เหนือความจำเป็น...!! บางคนหาเงินได้เยอะ ก็ใช้เยอะ เหมือนค่าใช้จ่ายมันจะพุ่งขึ้นตามเงินเดือน บางครั้งพุ่งเร็งแซงหน้าเงินเดือนไปเลยค่า แต่เราก็ยังเปลี่ยนมือถือเป็นว่าเล่น ใส่เสื้อผ้าอินเทรนด์ตามกระแส ส่วนลดวันโปรโมชันก็มาบ๊อยบ่อย การจ่ายเงินปัจจุบันก็ง๊ายง่าย พร้อมโอน พร้อมเปย์ เงินพร้อมออกได้ทุกทางอย่างรวดเร็ว มารู้ตัวอีกทีก็เริ่มจ่ายหนี้ขั้นต่ำแล้ว รู้แล้วว่าจะไม่ไหวแล้ว อายุล่วงเลยมาเงินออมก็ไม่มี ได้แต่มองคนอื่นตาปริบๆ บางคนบอกอยากออม แต่เงินจะกินในแต่ละเดือนยังแทบไม่พอจะเอาที่ไหนมาออม เอาล่ะค่ะ ในเมื่อมันเกิดมาแล้วเราต้องรีบหาทางแก้ เริ่มซะตั้งแต่วันนี้ อย่างน้อยก็ไม่มีคำว่าสาย..ถ้าเราคิดจะเริ่ม เพราะนั่นคือปัญหาขออดีต เราต้องเจอปัญหาของอนาคตอีกค่ะ ไม่ว่าจะเป็น อยากปิดหนี้ แก้หนี้ รวมหนี้ไว้ที่เดียว แต่ละที่ก็ให้วงเงินไม่ครอบคลุม เมื่อเรามีความตั้งใจดีก็ดูเหมือนว่าไม่มีที่ไหนที่อยากจะช่วยเราจริงๆเลย ทั้งกู้ไม่ผ่านบ้าง ทั้งวงเงินกู้ที่ให้ไม่พอยอดหนี้บ้าง เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ยกตัวอย่างเช่น เรามียอดหนี้บัตรเครดิต 3 บัตร ยอดรวมทุกบัตรแล้ว 114,000 บาท บัตรที่ 1 วงเงินกู้ 22,000 บาท บัตรที่ 2 วงเงินกู้ 39,000 บาท บัตรที่ 3 วงเงินกู้ 53,000 บาท รวมๆแล้วจ่ายขั้นต่ำไป 10% ทุกเดือนมาสักระยะคิดเป็นเงินประมาณ 11,400 บาทมาโดยตลอด เท่ากับว่าหนี้ไม่ลดลงเลยเพราะโดนหักดอกเบี้ยมหาโหด สามารถดูการคำนวณดอกเบี้ยสำหรับการจ่ายขั้นต่ำได้ที่บทความนี้ "หนี้บัตรเครดิต จ่ายขั้นต่ำวนไป..ยังไงก็ใช้หนี้ไม่หมด" รวมหนี้ - แก้หนี้บัตรเครดิต จำนวนเงินขั้นต่ำบัตรเครดิต ที่เราเลือกชำระคือ 10% ของยอดหนี้คงค้าง (ในช่วง COVID 19 เหลือ 5% ของยอดหนี้คงค้าง) หลายๆคนคงมองว่าไม่ได้เป็นจำนวนเงินที่มากมายอะไร สามารถนำรายได้ที่มีมาชำระขั้นต่ำได้อย่างสบาย แต่วันที่เงินในกระเป๋าไม่ได้มีเท่าเดิม อาจส่งผลถึงความคล่องตัวในการใช้จ่ายได้ จึงสนใจที่จะรวมหนี้เป็นก้อนเดียวเงื่อนไขสำคัญของการรวมหนี้นั้น สามารถทำได้เฉพาะผู้ที่มีประวัติในการผ่อนชำระดี ไม่มีประวัติค้างชำระ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ จากข้อมูลข้างต้น เมื่อเรายื่นรวมหนี้เป็นก้อนเดียว จะแบ่งเป็น 2 กรณี คือ กู้รวมหนี้ผ่านและกู้รวมหนี้ไม่ผ่าน สามารถความข้าใจเพิ่มเติมโดยภาพดังต่อไปนี้ หากเราอยู่ในกรณีที่ 1 คือ ทำเรื่องรวมยอดหนี้แล้วแต่ไม่ผ่าน ไม่ว่าจะเพราะ สภาพคล่องไม่ดี ติดเครดิตบูโร เราก็สามารถแก้ไขได้โดย • มองหาสินทรัพย์ที่มีอยู่เพื่อเอาไปขายหาเงินมาลดยอดหนี้ให้มากที่สุด ป้องกันกำไรที่จะเบ่งบานไปเรื่อยๆ ในอนาคต • เปลี่ยนหนี้บัตรเครดิต ให้เป็นหนี้เงินกู้สินเชื่อระยะยาวดอกเบี้ย 12% ต่อปี นาน 48 เดือนเป็นมาตรการช่วยเหลือใหม่ที่ประกาศโดยธนาคารแห่งประเทศไทยขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินต่างๆ เราสามารถแจ้งความประสงค์ได้ที่สถาบันการเงินของบัตรเครดิตนั้นๆ • หรือการหารายได้เพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นรับของมาขายออนไลน์ ทำขนม ทำข้าวกล่อง หากเราพยายามเราทำได้แน่นอนค่ะ YouTube มีสอนเยอะแยะเลยค่ะ หากเราอยู่ในกรณีที่ 2 คือกู้ผ่าน แต่เราก็เจอปัญหาเคสที่ว่ายอดรวมหนี้ที่ได้จะปล่อยไม่เกิน 1.5 เท่า หมายความว่าหากเรามีเงินเงิน 25,000 ตามตัวอย่างเราจะกู้ได้ 37,500 บาทโดยประมาณ สามารถบริหารยอดกู้รวมหนี้ได้ตามแผนดังนี้ ตั้งต้นด้วยยอดกู้รวมหนี้ยอดใหม่ที่กู้ผ่าน 37,500 บาท สิ่งที่เราควรทำอันดับแรกกับเงินก้อนนี้คือ 1. เช็คว่าบัตรเครดิตไหนดอกเบี้ยสูงๆ เช่น พวกบัตรกดเงินสด ให้ปิดบัตรดังกล่าวก่อนเพราะถ้าดอกเบี้ยสูงๆเงินที่เราจ่ายไปก็ไปตัดแต่ดอก เงินต้นไม่ค่อยลดเลย อีกทั้งยังคิดดอกเบี้ยเป็นรายวัน และถ้าเรา กดเงินออกมาใช้อีก จะมีค่าธรรมเนียมในการใช้วงเงิน และถ้าจ่ายไม่ตรงเวลา ยังมีค่าทวงถามอีก เพราะฉะนั้น ควรปิดมันไปก่อนเลยนะคะ 2. หากดอกเบี้ยเท่ากัน ให้เลือกปิดบัตรเครดิต ที่สามารถปิดได้ไปก่อนไล่เป็นเจ้าๆ ไป เพราะหากเรามียอดเงินไปปิด 37,500 บาท แต่เลือกที่จะปิดบัตรเครดิตที่ 3 ซึ่งมียอด 53,000 แน่นอนว่าเราปิดไม่หมด หากเรามีสภาพคล่องไม่ดีมีโอกาสสูงมากๆ ที่เราจะกดใช้เงินนั้นอีกปัญหาหนี้จะเรื้อรังไม่จบไม่สิ้น 3. โปะบัตรเครดิตอื่นๆ หากเราเลือกปิดหนี้วิธีที่ดีที่สุดแล้วมีเงินเหลือก็เอาไปโปะบัตรเครดิตอื่นๆ โดยให้เลือกบัตรที่คิดว่าจะสามารถปิดได้เร็วที่สุดตามวิธีที่ 2 ขั้นถัดมาเรามาบริหารหนี้ยอดใหม่ และยอดเก่าที่เราจะเจอกันนะคะ จากภาพเราจะเห็นว่า เดิมทีเราจ่ายขั้นต่ำ 11,400 บาท เราต้องประเมินว่ายอดนี้ที่จ่ายไปในแต่ละเดือน ทำให้เราลำบากมากไหม หากเราลำบาก เราก็สามารถเพิ่มสภาพคล่องได้โดยมียอดเงินเหลือจาก 11,400 คือ 2,650 สามารถเอาเงินเหลือไปใช้ในชีวิตประจำวันต่อได้ แต่หากเรายังสามารถจ่าย 11,400 ได้โดยที่ไม่ลำบากอะไร เราสามารถเอายอด 2,650 ไปโปะหนี้บัตรอื่นต่อได้ หรือจะเก็บออม หรือลงทุนต่อหากพอมีความรู้ เพียงแค่นี้เราก็จะสามารถบริหารหนี้ได้ และการเงินเราก็จะดีขึ้นเรื่อยๆค่ะ สู้ๆนะคะมนุษย์หนี้บัตรเครดิตทั้งหลาย อ่านมาถึงตรงนี้ เพื่อนๆ ที่ผ่อนบ้านใกล้จะครบ 3 ปี หรือผ่อนบ้านครบ 3 ปี แล้ว ควรที่จะวางแผนรีไฟแนนซ์บ้าน ด้วยการหาข้อมูลดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้านแต่ละธนาคารได้รอได้แล้ว เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการผ่อนบ้านในปีถัดๆไป สนใจอยากรีไฟแนนซ์บ้านหรือเช็กดอกเบี้ย สามารถดูรายละเอียด พร้อมยื่นสมัครรับข้อเสนอพิเศษ คลิกได้ที่นี่...

  รินทร์ รัสรินทร์


  02 ตุลาคม 2563

หนี้บัตรเครดิต จ่ายแค่ขั้นต่ำ ยังไงก็ใช้หนี้ไม่หมด

หลายคนอาจจะมองว่าการจ่ายขั้นต่ำนั้นช่วยเราได้เยอะเลย ทั้งที่ไม่ต้องเจียดเงินในแต่ละเดือนเยอะ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้เราได้อีก มันก็ดูเหมาะมากๆสำหรับคนที่สภาพคล่องไม่ดี หรือคนที่ไม่มีเงินก้อนในมือเพียงพอที่จะทำการจ่ายซื้อสินค้าได้เต็มจำนวน และมองหาบริการผ่อนชำระสินค้าที่ประหยัดและต้องจ่ายคืนให้กับผู้ให้บริการบัตรเครดิตให้น้อยที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดภาระในการใช้จ่ายต่อเดือนแต่หารู้ไม่ว่าการที่เราจ่ายขั้นต่ำนั้นมีการคิดดอกเบี้ยทุกวันจนกว่าเราจะจ่ายครบ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ • บัตรเครดิตวงเงิน 30,000 บาท • รูดบัตรซื้อมือถือ 25,000 บาท (5/8/63) • วันสรุปยอดการใช้วงเงินทุกวันที่ 25 ของเดือน (เงื่อนไขขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการบัตรเครดิตนั้นๆ) • และมีกำหนดชำระวันที่ 9 ของทุกเดือน เมื่อถึงวันครบกำหนดแล้วหากเราไม่ชำระเต็มจำนวนและเลือกจ่ายขั้นต่ำ จะถูกคิดดอกเบี้ยสูงสุดที่ 20% ทันทีที่ใช้ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2563 วันที่รูดซื้อมือถือ (เงื่อนไขขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการบัตรเครดิตนั้นๆ) โดยดอกเบี้ยจะคิดเป็นรายวัน จนกว่าจะจ่ายหนี้หมด โดยมีสูตรการคำนวณดอกเบี้ย คือ สูตรการคำนวณดอกเบี้ย = จำนวนเงินค่าสินค้า x %ดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวัน / 365 เมื่อถึงวันที่กำหนดชำระ วันที่ 9 เดือนกันยายน แล้วเราไม่จ่ายเต็มจำนวน โดยเลือกจ่ายขั้นต่ำ 10% จากยอดซื้อโทรศัพท์ 25,000 บาท นั่นก็คือจำนวนเงิน 2,500 บาท ทำให้เงินต้นคงเหลือ เท่ากับ 22,500 บาท ดังภาพ จากที่ดูตามภาพก็ดูเหมือนว่าก็ไม่ได้คิดอะไรยากและยอดก็ธรรมดาทั่วไป แต่รู้ไหมคะว่า...การคิดคำนวณดอกเบี้ยในการจ่ายขั้นต่ำแบบมหาโหด ได้เริ่มขึ้นแล้ว เมื่อทำการชำระเงินขั้นต่ำ เงินต้นจะถูกทำการหักออกไป และทำการคิดดอกเบี้ย 20% จากวันที่ถูกเรียกเก็บชำระย้อนหลังจนถึงวันที่ชำระเงินจริง แต่ดอกเบี้ยบัตรเครดิตจะไม่ลดลงตามเงินต้น เพียงแค่คูณวันเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่ต้องชำระเท่านั้น ตั้งแต่วันที่เราเลือกที่จะจ่ายขั้นต่ำไม่ว่าจะเหตุผลอะไรก็ตาม จากนี้การคิดดอกเบี้ยจะคิดเป็นแบบรายวัน และเมื่อถึงวันสรุปยอด (วันเช็ครายการยอดหนี้) 25 กันยายน 2563 โดยกำหนดตัวอย่างตั้งแต่วันที่ 9-25 กันยายน ไม่มีรายการใช้จ่ายใหม่เกิดขึ้น โดยการคิดคำนวณดอกเบี้ยแบ่งเป็น 2 ส่วน จากยอดใช้จ่าย และยอดคงค้าง ดังภาพต่อไปนี้ การคิดดอกเบี้ย 20% จากวันที่ถูกเรียกเก็บชำระย้อนหลังจนถึงวันที่ชำระเงินจริง เมื่อนำดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในจาก 2 ยอดคือ 1. ดอกเบี้ยยอดใช้จ่าย 2. ดอกเบี้ยยอดคงค้าง มารวมกัน ก็จะกลายมาเป็นจำนวนดอกเบี้ยที่ต้องเพิ่มเติมให้กับผู้ให้บริการบัตรเครดิต และถ้ายิ่งจ่ายขั้นต่ำไปเรื่อยๆ ดอกเบี้ยก็จะยิ่งเพิ่มพูนไปอีกในลักษณะแบบเดียวกันกับตัวอย่างข้างบน กว่าจะจ่ายเงินต้นหมดดอกเบี้ยก็บานเป็นหนี้ก้อนใหญ่ เพราะฉะนั้น เราควรรู้จักการใช้บัตรเครดิตให้เป็น หากเรายังมียอดค้างชำระ ยอดใช้จ่ายใหม่ก็จะถูกคิดดอกเบี้ยไปด้วย หากว่าเรายังมียอดค้างชำระในบัตรเครดิตอยู่ แล้วยังนำบัตรเครดิตใบที่มียอดค้างชำระนั้นไปใช้จ่าย หรือไปรูดจนเกิดยอดการใช้จ่ายใหม่ ก็จะถูกคิดดอกเบี้ยไปด้วย เพราะว่าเราได้ถูกยกเลิกระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยในรอบบัญชีถัดไปแล้ว การจ่ายขั้นต่ำนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเงินก้อนในมือพอที่จะจ่ายเต็มได้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือเรารู้อยู่แล้วว่าตัวเองไม่มีเงินก้อนในมือเราควรจะวางแผนชำระหนี้บัตรเครดิตให้ดี อย่ารูดบัตรจนเพลินมือเกินไป และหากจ่ายขั้นต่ำอยู่แสดงว่าความสามารถในการชำระหนี้เราลดลง ก็ไม่ควรที่จะสร้างหนี้เพิ่มค่ะ ดังนั้น จึงแนะนำหลีกเลี่ยงบัตรเครดิตด้วยการจ่ายเต็มจำนวนเมื่อครบกำหนดชำระ หรือ จ่ายให้เร็วขึ้นไม่ต้องรอวันครบกำหนด เพื่อลดดอกเบี้ย เพราะอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตคิดแบบ ลดต้นลดดอก หรือให้หยุดใช้จ่ายบัตรเครดิตที่มียอดค้างชำระอยู่ไปก่อน แล้วรีบหาเงินมาจัดการปิดยอดที่ค้างชำระอยู่ให้หมด แล้วจากนั้นจึงค่อยเริ่มใช้บัตรเครดิตอีกครั้งน่าจะเป็นทางเลือกที่ดี เพื่อให้เราไม่ถูกคิดดอกเบี้ยหลายชั้นนั่นเองค่ะ ............................. ต้องการเงินก้อนปิดหนี้ฉุกเฉิน กู้ง่าย ไม่ต้องมีคนค้ำประกัน ดีลกับแบงก์โดยตรง ปลอดภัยแน่นอน คลิกเลย

  รินทร์ รัสรินทร์


  26 สิงหาคม 2563

ต้นไม้ 58 ชนิด ใช้เป็นหลักทรัพย์ขอสินเชื่อได้

ผ่านมากระทรวงพาณิชย์พิจารณาแล้วเห็นว่า การนำไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าสูงมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจสามารถกระทำได้ โดยการออกเป็นกฎกระทรวงรองรับ ตามมาตรา 8 (6) แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2558 ที่บัญญัติให้หลักประกันได้แก่ ทรัพย์สินอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ให้ไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น ต้นไม้ตามบัญชีท้ายกฎหมายว่าด้วยสวนป่า สามารถนำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ ซึ่งจะช่วยให้เอสเอ็มอีไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายมากยิ่งขึ้นอีกด้วย จากเดิมกำหนดให้ทรัพย์สินที่สามารถนำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้มี 1. กิจการ 2. สิทธิเรียกร้อง เช่น สัญญาเช่า บัญชีเงินฝากธนาคาร ลูกหนี้การค้า เป็นต้น 3. สังหาริมทรัพย์ที่ผู้ให้หลักประกันใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น เครื่องจักร สินค้าคงคลัง หรือวัตถุดิบ เป็นต้น 4. อสังหาริมทรัพย์ในกรณีที่ผู้ให้หลักประกันประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง เช่น ที่ดินจัดสรร หมู่บ้านจัดสรร เป็นต้น 5. ทรัพย์สินทางปัญญา เช่น เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ เป็นต้น และล่าสุด 6. ไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ สำหรับต้นไม้ตามบัญชีท้ายกฎหมายว่าด้วยสวนป่า แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มได้แก่ กลุ่มที่ 1 ต้นไม้ที่มีอัตราการเติบโตเร็ว รอบตัดฟันสั้น มูลค่าของเนื้อไม้ต่ำ กลุ่มนี้จะมีมูลค่าต่ำ เช่น ยูคาลิปตัส สัตตบรรณ กระถินเทพา กระถินณรงค์ ฯลฯ กลุ่มที่ 2 ต้นไม้ที่มีอัตราการเติบโตปานกลาง รอบตัดฟันยาว มูลค่าของเนื้อไม้ค่อนข้างสูง เช่น ประดู่ ยางนา กระบาก สะตอ ฯลฯ กลุ่มที่ 3 ต้นไม้ที่มีอัตราการเติบโตปานกลาง รอบตัดฟันยาว มูลค่าของเนื้อไม้สูง ได้แก่ สัก ฯลฯ กลุ่มที่ 4 ต้นไม้ที่มีอัตราการเติบโตช้า รอบตัดฟันยาว มูลค่าของเนื้อไม้สูงมาก เช่น พะยูง ชิงชัน จันทน์หอม มะค่าโมง ฯลฯ เป็นต้น โดยรายชื่อไม้ยืนต้นที่สามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันธุรกิจได้ มีทั้งหมด 58 ชนิด ประกอบด้วย ธ.ก.ส. ร่วมกับกรมป่าไม้ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้อธิบายขอบเขตกำหนดขั้นตอนและหลักกา ในการประเมินราคาต้นไม้ที่กำหนดไว้เพื่อใช้ในการประเมินมูลค่าต้นไม้เพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์เบื้องต้นดังนี้ เกณฑ์การประเมินราคาต้นไม้ - ต้องเป็นต้นไม้อายุ 1 ปีขึ้นไป - มีลำต้นตรง 2 เมตรขึ้นไป - ต้องเป็นต้นไม้ที่ปลูกในที่ดินตนเอง - การวัดมูลค่าจะต้องมีกรรมการและสมาชิกธนาคาร อย่างน้อย 3 คนร่วมประเมินมูลค่า - ต้นไม้เป็นรายต้นที่ความสูง 1.30 เมตร - มีเส้นรอบวงต้น ไม่ต่ำกว่า 3 เซนติเมตร และเปรียบเทียบเส้นรอบวงที่วัดได้กับตารางปริมาณและราคาเนื้อไม้ ที่แบ่งเป็น 4 กลุ่ม เพื่อหามูลค่าต้นไม้ และจะปล่อยกู้ให้ 50% ของราคาประเมินต้นไม้ชนิดนั้นๆ แต่ในสภาพความเป็นจริงนั้น การวัดความสูงของต้นไม้ โดยต้นไม้มักมีการยืนต้นตามลักษณะโครงสร้างของต้นไม้ เช่น อาจมีการ แตกกิ่งแยกเป็นสองกิ่งใหญ่ ลําต้นเอียง ลําต้นขนานกับพื้น มีพูพอน เป็นต้น รวมทั้งพื้นที่มีความ แตกต่างกันตามสภาพภูมิประเทศ เช่น พื้นที่ที่มีความลาดเอียงหรือลาดชัน เหล่านี้มักเกิดการสับสน ว่าจะดําเนินการวัดตรงจุดใดจึงจะถูกต้อง เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและเป็นที่นิยมโดยทั่วไปจึง ขอนําเสนอวิธีการกําหนดตําแหน่งในการวัดหรือจุดวัดพอสังเขป ดังภาพ ขนาดความโตของต้นไม้ ขั้นตอนการดําเนินงาน ▪ ใช้ไม้ยาว 1.30 เมตร วางเทียบกับต้นไม้เพื่อให้ได้ระดับความสูงเพียงอก ▪ ใช้สายวัดวัดขนาดเส้นรอบวงเพียงอก (GBH) หน่วยเป็น เซนติเมตร (cm.) ค่าของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก (DBH) คํานวนได้จากการนําค่าเส้นรอบวงเพียงอก(GBH) หารด้วยค่าพาย (Pi, π) คือ 22/7 หรือ 3.14 DBH = GBH / π หน่วยเป็นเซนติเมตร (CM.) ตัวอย่างการคำนวณ ไม้พะยูง เป็นไม้กลุ่ม 4 ต้นไม้ที่มีอัตราการเติบโตช้า รอบตัดฟันยาว มูลค่าของเนื้อไม้สูงมาก ตามภาพ ไม้พะยูงวัดความสูง 1.3 เมตร วัดเส้นรอบวงได้ 44 เซนติเมตร เมื่อเทียบดูสูตรจากตารางจะเห็นว่าไม่มีค่า 44 เมตร จะใช้ค่าเส้นรอบวงที่ 42.21 แทน เพราะหากข้ามไปใช้ 45.29 เซนติเมตรก็ถือว่าทุจริต ตัวอย่าง ที่ดินที่นำมาจดจำนองขอสินเชื่อ • หากที่ดินที่นำมาจดจำนองขอสินเชื่อ มีราคาประเมิน 500,000 บาท • ปกติกู้ได้ร้อยละ 50 ของราคาประเมิน หรือ 250,000 บาท แต่หากผู้กู้มีต้นไม้ ซึ่งมีมูลค่าตามการประเมินมูลค่าต้นไม้รวมทั้งสิ้น 300,000 บาท ก็จะใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ร้อยละ 50 หรือ 150,000 บาท • ดังนั้น ผู้กู้รายนี้จะมีหลักทรัพย์ค้ำประกันทั้งสิ้น 650,000 บาท (ราคาประเมินที่ดิน 500,000 + มูลค่าหลักทรัพย์ค้ำประกันที่เป็นต้นไม้ 150,000) และจะสามารถได้วงเงินกู้ 325,000 บาท หรือร้อยละ 50 ของ 650,000 บาท ซึ่งหมายความว่าได้เพิ่มจากราคาประเมินที่ดินเปล่า 75,000 บาทเป็นต้น การประเมินราคาต้นไม้ตรงนี้ เพื่อนำมาค้ำประกันเงินกู้(สินเชื่อ) จากเดิมเขาไม่ได้นำมาคิดเป็นราคาหลักทรัพย์หรือมีวิธีประเมินแบบนี้มาก่อน วิธีการนี้เป็นเรื่องใหม่ จะทำให้หลักทรัพย์มีราคาเพิ่มขึ้น ส่วนที่ว่าเป็นการประเมินให้ราคาน้อยเกินไป ตรงนี้ก็จะเป็นข้อมูลให้กับผู้เกี่ยวข้องนำไปปรับให้เหมาะสมต่อไป แต่อยากให้มองมุมวัตถุประสงค์หลักในการเพิ่มพื้นที่สีเขียว 9 ข้อดังต่อไปนี้ 1) เพื่อให้ประชาชนทุกคนทั้งที่เป็นหนี้และไม่เป็นหนี้ สามารถปลูกต้นไม้แล้วได้ประโยชน์จากรัฐ เหมือนกัน 2) สร้างรูปแบบผสมผสานกระบวนการส่งเสริมตามพฤติกรรมสังคมไทยที่ยอมรับผู้นํา ผู้มีอํา นาจ ผู้มีความมั่งคั่ง ผู้มีความดีงาม โดยให้กลุ่มคนเหล่านี้ที่ไม่ได้เป็นหนี้ เป็นผู้นํา ในการปลูกต้นไม้ 3) เพื่อประเมินค่าต้นไม้เป็นทรัพย์ขณะมีชีวิตเป็นทรัพย์เชิงซ้อนของที่ดิน ซึ่งเป็นการสร้างค่าให้แก่ต้นไม้ตั้งแต่เริ่มปลูก และฝากไว้ในบัญชีธนาคารเป็นตัวเลขของมูลค่าต้นไม้โดย ช่วงเริ่มต้นให้คิดตามราคาทุนที่รัฐลงทุนและเป็นต้นทุนการเติบโต จากนั้นให้ประเมินตามมูลค่าราคาจริง โดยมีเงื่อนไขต้องรวมกลุ่มเป็นองค์กรธนาคารต้นไม้ระดับต่างๆ 4) ประชาชนปลูกต้นไม้เพื่อความมั่นคงของตน เพื่อตกทอดเป็นมรดก และเพื่อเป็นการสร้างกุศลต่อมนุษยชาติ 5) ให้องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ได้ใช้ที่ดินว่างเปล่าสร้างมูลค่าให้แก่ตัวเองด้วยต้นไม้ 6) ใช้ต้นไม้เป็นเครื่องมือในการสร้างระบบนิเวศที่สมดุลในพื้นที่เล็กๆ ของเกษตรกร เพื่อเชื่อมต่อพื้นที่ที่สมดุลในระบบนิเวศจากป่าผืนใหญ่ ด้วยความเชื่อว่าระบบนิเวศ ณ จุดหนึ่งจะส่งผลต่อพื้นที่นั้น 7) เพิ่มพื้นที่ป่าและการสร้างความมั่นคงในแผ่นดิน โดยใช้เงื่อนไขในการรับรองต้นไม้และแผ่นดินที่ประชาชนปลูกต้นไม้ให้เป็นของประชาชน 8) เปลี่ยนฐานการออมเงินสู่ภาคชนบท โดยใช้ต้นไม้เป็นเงินออม ซึ่งเป็นความถนัดและเป็นจุดแข็งของคนชนบทที่เพาะปลูกเก่ง มีที่ดินทํา กินเป็นของตนเองและธรรมชาติ เอื้ออํานวย 9) ปิดจุดอ่อนในการปลูกต้นไม้ของประเทศ เนื่องจากรัฐบาลไทยและคนไทยไม่มีแรงจูงใจในการปลูกต้นไม้และคนไทยไม่รู้สึกถึงการเป็นเจ้าของต้นไม้ เพราะเกิด ความคิด ความเชื่อว่าเป็นของราชการ แนวทางธนาคาร ต้นไม้จึงสร้างการตีค่าต้นไม้ให้เป็นเงิน เป็นแรงจูงใจให้ประชาชนปลูกต้นไม้ และการปลูกในแผ่นดินของตนเองจะทํา ให้เกิดความรู้สึกถึงการเป็นเจ้าของ การปลูกฝังการออมไปในตัวกับต้นไม้ 4 กลุ่มในอีกมุมหนึ่งของผู้เขียน กลุ่มที่ 1 ต้นไม้ที่มีอัตราการเติบโตเร็ว รอบตัดฟันสั้น มูลค่าของเนื้อไม้ต่ำ กลุ่มนี้จะมีมูลค่าต่ำ อาจจะปลูกเพื่อขายเป็นค่าใช้จ่ายในระยะสั้นเป็นการเพิ่มสภาพคล่อง กลุ่มที่ 2 ต้นไม้ที่มีอัตราการเติบโตปานกลาง รอบตัดฟันยาว มูลค่าของเนื้อไม้ค่อนข้างสูง ปลูกเพื่อเป็นอาหารลดค่าใช้จ่ายเพิ่มรายได้ กลุ่มที่ 3 ต้นไม้ที่มีอัตราการเติบโตปานกลาง รอบตัดฟันยาว ปลูกเพื่อเป็นการออมระยะยาวหากเข้าธนาคารต้นไม้ก็จะได้ดอกเบี้ย กลุ่มที่ 4 ต้นไม้ที่มีอัตราการเติบโตช้า รอบตัดฟันยาว มูลค่าของเนื้อไม้สูงมาก ปลูกเพื่อออมนอกจากจะเข้าโครงการธนาคารต้นไม้และยังสร้างการออม ในระยะยาวเพื่อเป็นมรดกตกทอดให้ลูกหลานสืบไป

  รินทร์ รัสรินทร์


  30 กรกฎาคม 2563

รวมสาเหตุเพราะอะไรถึงยื่นกู้สินเชื่อไม่ผ่าน

เราอาจเคยได้ยินหลายคนบ่นว่า ทำไม ? ถึงกู้ไม่ผ่าน หรือแม้กระทั่งตัวเราเองที่เคยกู้ไม่ผ่าน วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องภาระของผู้กู้ ว่ามีผลมั้ยกับการ กู้บ้านไม่ผ่าน การที่คุณจะซื้อของชิ้นใหญ่หรือของที่มีราคาสูงมากมาก เช่น บ้านหรือรถยนต์นั้น แน่นอนต้องพึ่งพาการกู้เงินกู้สินเชื่อ เพราะคงเป็นการยากที่คุณจะซื้อด้วยเงินสดก้อนใหญ่ แต่ไม่ใช่ทุกการขอกู้จะได้รับการอนุมัติ แล้วทำไมคุณจึง กู้เงินไม่ผ่านล่ะ อันดับแรกเลยนะคะ เรารู้ตัวเองดีค่ะ ว่าตอนเรายื่นกู้นั้นเรามีสิทธิ์ผ่านหรือไม่ผ่าน แต่คนที่มั่นใจมากว่าผ่าน แต่ เอ๊...!! ทำไมไม่ผ่านซะงั้น ทั้งๆที่เราก็ประวัติดี และเงินเดือนก็พอได้ เอาล่ะค่ะลองมาเช็คกันนะคะว่าเราติดในข้อดังต่อไปนี้หรือไม่ 1. หนี้เจ้าปัญหา โดยเฉพาะหนี้ในบัตรเครดิตจะนำมาคิดรวมในการปล่อยกู้ด้วย โดยเฉพาะหากมีหนี้มากกว่า 40 % ของรายได้ ก็จะมีโอกาสโดนปฏิเสธสูงค่ะ เป็นการดูความพร้อมในการกู้ของเราว่ามีความพร้อมมากแค่ไหน มีหนี้ติดตัวมาหรือไม่ เช่น หนี้รถ หนี้บัตรเครดิต ซึ่งหนี้ทั้งหมด รวมถึงหนี้การกู้สินเชื่อ เมื่อรวมแล้วต้องไม่เกิน 40% ของรายได้หรือเงินเดือนของเรา ธนาคารถึงจะมองว่าเรามีรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้ นอกจากสำรวจรายรับของตัวเองแล้ว ที่สำคัญอย่าลืมสำรวจศักยภาพของที่ทำงานด้วยนะคะ บางท่านทำงานราชการ รัฐวิสาหกิจหรือบริษัทเอกชนที่มีสัญญากับสถาบันการเงินอยู่แล้ว คุณจะได้สิทธิพิเศษทันที แนะนำให้ใช้สถาบันการเงินที่มีสัญญา กับที่ทำงานเราค่ะ 2. ถ้ามีภาระค่าใช้จ่ายเกิน 40 % หากเราไม่ผ่านในข้อ 1. เราก็จะถูกปฏิเสธ แต่ถ้ารายจ่ายน้อยกว่านั้นก็จะเอาไปหักจากรายได้ และทำให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อได้ไม่เต็มวงเงินรายได้ของเราค่ะ ดังนั้นใครที่ติดตรงนี้อยู่ถ้าไม่สามารถจัดการชำระหนี้ทั้งหมดได้ ก็ให้รีไฟแนนซ์ เพื่อให้จำนวนเงินผ่อนต่อเดือนลดลงก่อนยื่นกู้นะคะ 3. การคิดรายได้ทั้งหมดของแต่ละธนาคาร แต่ละธนาคารคิดเรื่องรายได้แตกต่างกันออกไป บางธนาคารนับแค่เงินเดือนประจำ บางธนาคารรวมค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน โบนัส โอที ค่าประชุม เบี้ยขยัน และค่าเซอวิสอื่นๆ ให้ด้วย บางธนาคารก็คิดค่าใช้จ่ายเหล่านี้แบบนับเป็นเปอร์เซ็นต์ นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้กู้สินเชื่อบ้านและคอนโดแล้วไม่ผ่าน ดังนั้นก่อนยื่นกู้ลองคุยกับเจ้าหน้าที่ให้ชัดเจนนะคะ เพื่อลดเวลาในการเลือกธนาคารค่ะ 4. เพิ่งเปลี่ยนงานใหม่ ในบางมุมธนาคารก็จะคิดว่า คุณพึ่งเข้าทำงานที่ใหม่และยังไม่ผ่านโปร ธนาคารเองก็จะมองว่าเป็นความเสี่ยงเหมือนกัน บางคนที่เปลี่ยนงานบ่อย ๆ ธนาคารก็ตั้งข้อสงสัยด้วยเหมือนกัน เพราะอาจจะมีความเสี่ยงเรื่องรายรับที่ไม่แน่นอนทำให้ส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ได้ค่ะ 5. ความน่าเชื่อถือของที่ทำงาน ความน่าเชื่อถือของสถานที่ทำงานเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญเลยค่ะ โดยเฉพาะหากบริษัทที่คุณทำงานขาดการจ่ายภาษี ไม่ส่งประกันสังคม จ่ายเงินเดือนไม่ตรงอาจจะมีผลทำให้กู้ไม่ผ่าน 6. ประเภทของสลิปเงินเดือน หากเรามีสลิปเงินเดือนที่ไม่น่าเชื่อถือ อาจจะต้องขอใบรับรองเงินเดือนเพิ่มนะคะเพราะธนาคารต้องการทราบความชัดเจนของแหล่งเงินได้ค่ะ ถ้าเราไม่มีธนาคารอาจจะสอบถามและขอข้อมูลเพิ่มเติม แต่หากบริษัทคุณให้สลิปเงินเดือนเป็นสลิปคาร์บอน จะได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่า เพราะสลิปคาร์บอนได้รับการยอมรับจากธนาคาร และสถาบันการเงินชั้นนำทั่วประเทศ เพราะในสลิปเงินเดือนคาร์บอนตัวนี้แหละที่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานของคุณ ชื่อ-นามสกุล ตำแหน่ง เงินเดือน รายได้ รายได้พิเศษ ชื่อบริษัท และข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของรายได้จากการทำงานของคุณค่ะ ส่งผลถึงการพิจารณาอนุมัติเงินกู้เป็นจำนวนหลายเท่า ซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของธนาคารที่คุณทำการยื่นกู้ด้วยนะคะ 7. ผู้กู้ร่วม บางธนาคารจะไม่นับรายได้จากผู้กู้ร่วมที่ไม่ได้เป็นพนักงานประจำเลยนะคะ ผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระต่าง ๆ หากเงินไม่หนา ไม่มีกิจการของตัวเอง เสียภาษีอย่างถูกต้อง ธนาคารจะไม่นำมาคิดเลย อาชีพที่ธนาคารชอบจริง ๆ จะเป็น ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ แพทย์ และอัยการ ถ้ากู้ร่วมกับอาชีพเหล่านี้และพวกเขาไม่มีหนี้ การกู้สินเชื่อบ้านและคอนโดก็น่าจะทำผ่านได้ง่ายค่ะ 8. เครดิตบูโร เป็นประวัติการชำระเงิน กับสถาบันการเงินต่างๆ ซึ่งในนั้นจะระบุเรื่อง การชำระเงิน ในแต่ละงวดของแต่ละสถาบันการเงิน เช่น ถ้าคุณจ่ายช้าข้อมูลในนั้นก็จะบอกว่าจ่ายช้า กี่วัน เป็นต้น บางธนาคารดูประวัติบูโรย้อนหลัง 3 ปี จริงๆ แล้ว มันคือ 36 เดือน (แต่เพื่อตามสะดวก เลยใช้ 3 ปี) บางธนาคารอาจจะดูแค่ 2 ปี ทำให้มีหลายๆ คนติดบูโร แล้วยังสามารถกู้ได้ 9. เคยปรับโครงสร้างหนี้ เป็นการบ่งบอกว่าเราไม่มีความสามารถในการจ่ายชำระหนี้ เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เรากู้ไม่ผ่านได้ค่ะ หากผู้ขอกู้เคยเบี้ยวหนี้ของสถาบันการเงินเป็นเวลาเกิน 3 เดือน จนถึงขั้นตอนมีการประนอมหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้เกิดขึ้น ประวัติตรงนี้ก็จะถูกบันทึกไว้ในเครดิตบูโร ตามข้อ 8. ซึ่งช่วงนี้จะไม่สามารถสมัครกู้สินเชื่อส่วนบุคคลได้อีก จนกว่าจะปิดบัญชีหนี้ที่เคยปรับโครงสร้างหนี้จนครบ 3 ปี ข้อมูลถึงจะหายจากเครดิตบูโร (การเรียกดูข้อมูลย้อนหลังจะไม่เจอนั่นเองค่ะ) ผู้ขอกู้ถึงจะสามารถขอกู้สินเชื่อส่วนบุคคล หรือ สินเชื่ออื่นๆ จากธนาคารได้อีก หากเราปิดยอดแล้วเรียบร้อยอย่าลืมขอเอกสารไว้ และ แนบเอกสารไปด้วยนะคะ บางธนาคารก็น่ารักโทรมาสอบถามเราก่อนว่าเรามีเอกสารการปิดไหม ธนาคารไหนไม่โทรก็อาจจะส่งผลไม่ผ่านเลยค่ะ แต่ก็ไม่เสมอไปนะคะ ในอีกมุมมองของธนาคาร เกี่ยวกับลูกค้าที่เคยมีประวัติการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ถือว่าลูกค้าเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบดี มีปัญหาก็ร่วมมือกับธนาคารหาทางออกร่วมกัน ไม่ขาดหรือหนีหายไปจนปล่อยให้เป็นหนี้ NPL ซึ่งจะเกิดความเสียหายทั้งธนาคารและทั้งผู้กู้ด้วย บางธนาคารจะพิจารณาจากรายได้ปัจจุบันแล้วลูกค้ากลับมามีรายได้ปกติหรือมีรายได้ที่สามารถรับภาระหนี้ได้ ก็มีโอกาสได้รับการอนุมัติได้เหมือนลูกค้าปกติ ซึ่งธนาคารก็มั่นใจว่าลูกค้าเป็นผู้ที่มีวินัยดี ในยามที่มีปัญหาก็ไม่เคยทำให้ธนาคารเสียหาย เว้นแต่ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้วไม่สามารถทำตามที่ตกลงไว้ได้ จึงแนะนำว่าเมื่อถึงเวลามีเงินก้อนเข้ามาควรจะรีบปิดบัญชีหนี้ที่ปรับโครงสร้างหนี้โดยเร็วที่สุด เพราะจะต้องรอไปอีก 3 ปีกว่าประวัติบูโรจะกลับมาปกติ แต่ทางที่ดีหากคุณปิดยอดหนี้แล้วอย่าลืมขอเอกสารและแนบเอกสารไปด้วยเลยนะคะ   10. เคยค้ำประกัน ถ้าคนที่เราค้ำประกันไม่ค้างชำระหนี้จนปรากฏอยู่บนเครดิตบูโร ก็ไม่ต้องกังวลนะคะ ดังนั้น ถ้าจะไปค้ำประกันใครก็ต้องเลือกคนที่ไว้ใจได้ หรือไม่ก็ไม่ต้องไปค้ำให้ใครเลยจะดีที่สุด 11. ไม่มีการออมเงินในกรณีที่เงินกู้ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรายได้   ข้อนี้ไม่ต้องกังวลนะคะเจอน้อยมาก คือธนาคารจะดูเงินเก็บก็ต่อเมื่อธนาคารขาดความมั่นใจที่จะปล่อยกู้ให้คุณ เช่น วงเงินกู้ค่อนข้างสูงเมื่อเที่ยบกับรายได้ เป็นต้น แต่ถ้าคุณมีเงินเก็บธนาคารอาจจะมองว่าคุณมีเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉิน อาจจจะใจอ่อนปล่อยสินเชื่อได้ค่ะ 12. อายุ ส่วนมากอายุจะเป็นมาตรฐานเดียวกัน คือผู้กู้สินเชื่อต้องมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป แต่ต้องไม่เกิน 70 ปี เนื่องจากธนาคารจะถือว่าคนวัยเกษียณไม่ได้ทำงาน ส่งผลให้เป็นผู้ที่ไม่มีรายได้และกลายเป็นผู้ที่ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ได้อีกต่อไป บางธนาคารมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคุณสมบัติของผู้กู้ว่า ผู้กู้มีรายได้และมีความสามารถในการผ่อนชำระหรือไม่ อายุ (ถ้าอายุมากระยะเวลาในการกู้ยืมจะสั้น ดังนั้น ผู้กู้สามารถหาผู้กู้ร่วมเผื่อไว้ด้วย) หากเรามีความประสงค์ที่จะขอสินเชื่อจริงๆ ให้รีบวางแผนแล้วเคลียร์หนี้สินที่มีอยู่ ใช้เงินอย่างมีระบบ เริ่มวางแผนการใช้จ่ายและการออมได้แล้วนะคะ //////////////// หากคุณต้องการรวมหนี้ เพื่อแก้หนี้ สามารถยื่นสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อการแก้หนี้ได้ที่นี่ >> สมัคร คลิก

  รินทร์ รัสรินทร์


  30 มิถุนายน 2563

จะเป็นอย่างไรหากผิดนัด...ชำระค่าบ้าน

เมื่อช่วงเดือนมกราคม ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการใหม่ สั่งให้สถาบันการเงินปรับเปลี่ยน วิธีการคิดดอกเบี้ย และ การเรียกเก็บ ค่าธรรมเนียม เพื่อช่วยลดภาระให้กับประชาชน ผู้ประกอบการ SMEs และเพิ่มความเป็นธรรมให้กับลูกค้ามากขึ้น โดยปรับเปลี่ยนทั้งหมด 3 เรื่องด้วยกัน คือ 1. ค่าปรับการไถ่ถอนสินเชื่อก่อนกำหนด ให้คิดค่าปรับจากเงินต้นคงเหลือ (เดิมคิดจากเงินต้นทั้งก้อน) 2. ค่าธรรมเนียมบัตร ATM หรือบัตรเดบิต ให้คืนค่าธรรมเนียมตามสัดส่วนเมื่อลูกค้ายกเลิกบัตร (เดิมไม่คืนหรือคืนเมื่อลูกค้าขอ) 3. ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ ให้คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นงวดที่ผิดนัดชำระ (เดิมคิดจากเงินต้นคงเหลือทั้งหมด) ประเด็นที่เราจะพูดถึงในวันนี้คือ ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ ให้คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นงวดที่ผิดนัดชำระ (เดิมคิดจากเงินต้นคงเหลือทั้งหมด) ที่จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 นี้ เริ่มต้นเราต้องรู้จักกับวิธีการคำนวณเงินต้นและดอกเบี้ยบ้านก่อนนะคะ โดยมีการคำนวณดังนี้ เงินต้นคงเหลือ X อัตราดอกเบี้ย X จำนวนวันของเดือนนั้น ÷ 365 ตัวอย่างการกู้ซื้อบ้าน • กู้ซื้อบ้าน 3,000,000 บาท • อัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี • จ่ายค่างวดรายเดือน 20,000 บาท นำตัวเลขทั้งหมดเข้าตามสูตร เราจะเห็นว่าในแต่ละงวด ที่เราจ่ายไป 20,000 บาทนั้น มีการหักดอกเบี้ย และเงินต้นไป เมื่อจ่ายงวดที่ 1 หักลบทุกอย่างแล้วจะเหลือเงินต้นที่กู้ซื้อบ้าน 2,992,328.77 บาท . จากการคำนวณในงวดที่ 1 เราจะเห็นว่าในงวดแรกนั้นเราจ่าย 20,000 บาท ตัดดอกเบี้ยไปถึง 12,328.77 บาท และตัดต้นไปแค่ 7,671.23 บาท ธนาคารจะให้เราชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย โดยจะคิดดอกเบี้ยเงินกู้ แบบลดต้นลดดอก และคิดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกวัน หมายความว่า จำนวนเงินที่ต้องจ่ายในแต่ละงวด ประกอบไปด้วย ดอกเบี้ยตามอัตราที่ธนาคารกำหนด รวมกับจำนวนเงินต้นที่คงเหลือ ซึ่งธนาคารจะนำเงินต้นที่เหลืออยู่มาเป็นฐานเพื่อคำนวณดอกเบี้ย ดังนั้น ยิ่งเงินต้นเหลือมากเท่าไหร่ ดอกเบี้ยในงวดถัดไปก็จะยิ่งสูงขึ้นมากเท่านั้น จากงวดที่ 2 เราจะเห็นว่า เราจ่ายดอกเบี้ย น้อยลงคือ 12,297.24 บาท และตัดเงินต้นมากขึ้นคือ 7,702.76 บาท เมื่อจ่ายงวดที่ 2 หักลบทุกอย่างแล้วจะเหลือเงินต้นที่กู้ซื้อบ้าน 2,984,626 บาท หากผิดนัดชำระค่าบ้านในงวดที่ 3 ในงวดที่ 3 จะถูกแบ่งเงินงวด เป็น 2 ส่วนเช่นเดิม คือ ดอกเบี้ย 12,265.60 บาท และเงินต้น 7,734.40 บาท หากเราผิดนัดไม่ชำระค่าบ้านในงวดที่ 3 จะมีดอกเบี้ยปรับเพิ่มเติม คิดตามจำนวนวันที่ผิดนัดชำระ การคิดคำนวณแบบเดิม จะคิดจากยอด เงินต้นคงเหลือทั้งหมด การคิดคำนวณแบบใหม่ จะคิดจากยอด เงินต้นในงวดที่ผิดนัด มาตรการใหม่ ที่แบงก์ชาติสั่งให้คำนวณดอกเบี้ยจาก “เงินต้นงวดที่ผิดนัดชำระ” เท่านั้น นั่นคือเงินต้นงวดที่ 3 (ในเคสนี้) จะได้เป็น 7,734.40 x ดอกเบี้ย 5% x จำนวนวันที่จ่ายล่าช้าตามตัวอย่าง 30 วัน เราจะเสียดอกเบี้ยปรับเพียงแค่ 31.78 บาท เท่านั้น จากเดิมต้องเสียดอกเบี้ยปรับจำนวน 12,265.60 บาท ต่างกันถึง 12,233.82 บาท และธนาคารจะต้องกำหนดระยะเวลา “ผ่อนผัน” ไม่คิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ด้วย เช่น ชำระหนี้ล่าช้าไม่เกิน 3 วัน หรือ 5 วัน ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยในส่วนนี้ เป็นต้น /////////////////////// ตอนนี้หลายๆแบงก์ได้ออกโปรโมชั่น "รีไฟแนนซ์" มาแข่งกันมากมาย หากต้องการเช็คโปรโมชั่นล่าสุดของแต่แบงก์ว่าให้ดอกเบี้ยเท่าไหร่

  รินทร์ รัสรินทร์


  28 เมษายน 2563

มีลูกกะทันหัน...จัดสรรเงินอย่างไรดี

ตั้งใจไว้ว่าอีก 2 ปีจะมีลูกแต่ลูก ดันมาก่อนซะงั้น ตั้งใจไว้ว่าแต่งงานเสร็จค่อยมีลูก แต่มีลูกก่อนซะงั้น เป็นหัวข้อที่คนอยากมีลูกอิจฉามากๆ เลยค่ะ เพราะส่วนมากแล้ว เรามักจะได้ยินคำบ่นเสมอว่า - คนที่ยังไม่พร้อมมีลูกจะมีลูกง่าย - คนที่อยากมีลูกมากๆ ทำยังไงก็ไม่มีลูกสักทีหรือมีลูกยากมาก หากคุณแม่มือใหม่มีการวางแผนการมีลูกที่ดีอยู่แล้ว ว่าจะต้องเตรียมตัวเตรียมเงินอย่างไร คุณแม่สามารถข้ามบทความนี้ไปได้เลยค่ะ แต่ถ้าคุณไม่ได้วางแผน บทความนี้ต้องเป็นบทความที่มีประโยชน์ต่อคุณแม่มือใหม่มากแน่ๆเลยค่ะ มีลูกกะทันหัน...ต้องจัดสรรเงินให้ประหยัดที่สุด แผนที่ 1. ฝากครรภ์กับประกันสังคม 1.1 ฝากครรภ์กับประกันสังคม กรณีฝาก+คลอด โรงพยาบาลรัฐ อันดับแรกให้เราไปฝากครรภ์กับโรงพยาบาลที่เราทำประกันสังคมไว้ เราแค่ยื่นบัตรประกันสังคมกับบัตรประชาชนแล้วบอกว่ามาฝากครรภ์ฝ่ายเวชระเบียน ก็จะทราบทันทีค่ะว่าต้องส่งไปแผนกสูติ ** อาจจะมีค่าบริการบางอย่างเช่น ตรวจฉี่ว่าตั้งครรภ์จริงไหม, ตรวจเลือดสามี ส่วนมากแล้วจะไม่เกิน 500-2,000 บาท แต่หากมีอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น • ตรวจเลือดพ่อและแม่แล้วพบว่ามีภาวะเลือดจาง มีพาหะธาลัสสิเมีย • ผู้ตั้งครรภ์อายุ 35 ปีขึ้นไป • ภาวะครรภ์เป็นพิษ • เบาหวาน • โรคไต • เอชไอวี หรือเอดส์ • โรคไทรอยด์ • โรคภูมิแพ้ตัวเอง • ความดันโลหิลสูง • การตั้งครรภ์แฝด ก็ต้องเตรียมเงินไว้สำหรับเงื่อนไขข้างต้นด้วยนะคะ เพราะคุณจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคุณหมอค่ะ ล่าสุดประกันสังคมช่วยค่าฝากครรภ์ 1000 บาทค่ะ แต่ต้องบอกไว้ก่อนนะคะว่า 1000 บาทนี้ ไม่ได้ครั้งเดียว เราจะต้องทำเรื่องทั้งหมด 3 ครั้ง • ครั้งที่ 1: อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ จ่ายในอัตรา 500 บาท • ครั้งที่ 2: อายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ จ่ายในอัตรา 300 บาท • ครั้งที่ 3: อายุครรภ์มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 28 สัปดาห์ จ่ายในอัตรา 200 บาท **หมายเหตุ ในแต่ละครั้งที่เราเบิกค่าฝากครรภ์กับ ประกันสังคมเราจะต้องใช้ใบเสร็จตัวจริง พร้อมกับเอกสารที่บอกวันที่ ที่ไปตรวจครรภ์ และในเอกสารต้องมีข้อมูลที่รับรองว่าคุณแม่ตั้งครรภ์กี่สัปดาห์ พร้อมลายเซ็นของหมอด้วยนะคะ เหมือนกับใบรับรองแพทย์ (ขอกับ รพ.ได้) เป็นการยืนยันว่าเราไปฝากครรภ์ที่นั่นจริงๆ เพราะเราจะเบิกเงินได้ตามอายุครรภ์ค่ะ 1.2 ฝากครรภ์กับประกันสังคม กรณีฝากเอชน + คลอดโรงพยาบาลรัฐ สำหรับแม่ที่สิทธิประกันสังคม อยู่ที่ โรงพยาบาลเอกชน เงื่อนไขก็ฟรีเช่นเดียวกันกับข้อ 1.1 แต่ต่างกันที่ว่า ถ้าเราจะคลอดเอกชนเลยก็แพงไปค่ะ เลยต้องย้ายไปคลอดที่ รพ.รัฐ ในส่วนนี้เราต้องหาข้อมูลด้วยนะคะ ว่าโรงพยาบาลรัฐที่เราจะไปคลอดนั้นรับ หญิงตั้งครรภ์อายุไม่เกินกี่สัปดาห์ เพราะจากประสบการณ์ของผู้เขียน คือ ฝากครรภ์กับประกันสังคมที่ รพ.เอกชน แต่ค่าคลอดแพงมากเลยวางแผนว่า ใกล้ๆ จะคลอดค่อยเปลี่ยนไป รพ.รัฐ แล้วคลอดที่นั่นเลย เราก็ทำตามแผนเลยค่ะ ย้ายไป รพ.รัฐตอนอายุครรภ์ได้ 32 สัปดาห์ หรือ 8 เดือนแล้ว พอไปถึง รพ.รัฐ ตอนแรกเค้าไม่รับค่ะ โดยให้เหตุผลว่า • รพ.รัฐ ไม่มีประวัติการรักษาของเราค่ะ ไม่รู้ว่าเรามีภาวะเสี่ยงแค่ไหน ถึงแม้ว่าเราจะพกสมุดชมพูเรามาก็ตาม • หากเกิดอะไรขึ้นเช่น คลอดก่อนกำหนด ความซวยจะก็ตกที่ รพ.รัฐเต็มๆ ฟังแล้วก็รู้สึกว่าพลาดที่ตัวเราเองนะคะ แต่เราก็ให้เหตุผลต่างๆนานารวมถึง เราอายุยังน้อยไม่มีภาวะ เสี่ยงอะไร รพ.รัฐเลยยอมรับเราค่ะ แต่ก็ต้องทนเสียงบ่นๆหน่อยค่ะ (แอบนอยๆเสียงบ่นแต่ไม่เป็นไร เราต้องเข้าที่นี้ให้ได้ ^^) จากนั้นก็เข้าสู่ขั้นตอนตั้งแต่ ทำบัตร ตรวจเลือดอีกที **ฉะนั้นแล้ว หากใครจะใช้แผนที่ 1.2 ต้องเตรียมไว้เลยนะคะว่า รพ.รัฐ ที่เราตั้งใจจะไปคลอด รับครรภ์ไม่เกินกี่สัปดาห์ ตารางเปรียบเทียบค่าคลอดโรงพยาบาลรัฐ โดยประมาณ แผนที่ 2. ฝากครรภ์โดยใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาท สำหรับแม่ที่ไม่มีประกันสังคม สิทธิบัตรทองก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีที่สุด ในแผนประหยัดเงินของเรานะคะ การฝากครรภ์รวมถึงค่าคลอดจริงๆแล้วไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ ถึงจ่ายก็ 30 บาท ตามสิทธิที่ได้รับ สิทธิบัตรทองจะอยู่ในเงื่อนไขปกตินะคะ เช่น คลอดธรรมชาติ แต่หากว่าเราต้องการผ่าคลอด หรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ อาจจะมีใครค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมค่ะ สิ่งที่ต้องทำใจยอมรับในการใช้สิทธิ์บัตรทองก็คือ การบริการของโรงพยาบาลค่ะ คนอาจจะเยอะ บริการอาจจะล่าช้า หรือห้องที่ต้องพักฟื้นอาจจะมีไม่เพียงพอหากต้องการห้องพิเศษ แม่มือใหม่ก็สู้ๆนะคะ เราน่าจะทราบถึงบริการที่จะได้รับเป็นอย่างดี ในแต่ละพื้นที่ ความกังวลนอกเรื่อง สำหรับแม่มือใหม่ที่ท้องกระทันหัน และเป็นท้องก่อนแต่งด้วย หากแม่จะต้องจัดการเรื่องงานแต่งงาน ควรวางแผนการเงินในส่วนนี้ด้วยนะคะ เพราะทุกอย่างจะกระชันชิด และการจัดสรรเงินลูกของเรา ก็จะเลื่อนระยะเวลาออกไปอีก เพราะเราต้องยุ่งอยู่กับการจัดงานแต่งด้วย

  รินทร์ รัสรินทร์


  26 กุมภาพันธ์ 2563

อยากมีรถสักคัน การกู้ VS เก็บเงินซื้อ แบบไหนดี..??

"รถยนต์" ถือเป็นเป้าหมายการเงินลำดับต้นๆ ของใครหลายๆ คน เหมือนเป็นของที่ต้องมีในหนึ่งช่วงชีวิตคน และยังเป็นปัจจัยห้าที่ขาดไม่ได้ คนส่วนใหญ่คิดจะซื้อรถใช้กัน เพื่อความสะดวกสบายส่วนตัว นอกจากนั้น ก็อาจจะมีเรื่องภาพลักษณ์ หน้าตาทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นอกจากนี้ การซื้อรถยนต์ก็อาจเป็นความฝันของใครหลายคนที่รักการขับรถและอยากเป็นเจ้าของรถในฝันสักคันแต่การมีรถยนต์สักคัน ต้องใช้เงินจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นรถ Eco Car ราคาหลักไม่กี่แสนจนถึงรถ Super Car ราคาเป็นหลายสิบล้าน การจะซื้อรถยนต์สักคันต้องศึกษาวางแผนการซื้อรถยนต์ให้ละเอียดถี่ถ้วน ประเภทของดอกเบี้ยรถ สัญญาของการเช่าซื้อรถยนต์นั้นจะแตกต่างกับสัญญาจำนองบ้าน กรณีของบ้านนั้นจะเป็นแบบ ดอกเบี้ยลดต้น ลดดอก แต่ของรถยนต์นั้นจะเป็น ดอกเบี้ยแบบคงที่ โดย จะมีการคำนวณโดยใส่ดอกเบี้ยเข้าไปในแต่ละงวดอยู่แล้ว การจะขอจ่ายเงินก้อนเพื่อปิดบัญชี ก็ไม่ได้ช่วยให้เราจ่ายเงินลดลงซักเท่าไหร่ อย่างมากทางสถาบันการเงินก็อาจจะลดให้ 2,000-3,000 บาท หรือลดดอกเบี้ยที่เหลือให้ 50% ตัวอย่างรถยนต์ราคา 1,000,000 บาท ฟรีดาวน์ ดอกเบี้ย 4% ผ่อนชำระ 5 ปี วิธีการคิดดอกเบี้ยแบบคงที่ หลายคนเคยถามว่า ถ้าเรามีเงินก้อนโตหรือโบนัส เราจะปิดยอดรถก่อนเลยดีไหม...?? ถ้าถามความเห็นส่วนตัว ก็ควรจะผ่อนชำระรายงวดต่อไปตามปกติ แล้วเอาเงินก้อนนั้นไปลงทุนด้านอื่นๆ ชำระหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงๆ เช่นบัตรเครดิตก็ดูจะคุ้มค่ากว่า กับดักจ่ายน้อยๆ แต่จ่ายนานๆ อย่าติดกับดัก จ่ายน้อยๆ (แต่จ่ายนานๆ) เพราะการเพิ่มเงินผ่อนต่อเดือนอีกเล็กน้อย โดยไม่กระทบกับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและการออมเงินเผื่อเหตุฉุกเฉิน จะช่วยให้เราประหยัดดอกเบี้ยและปลดหนี้ได้เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น รถยนต์ราคา 1,000,000 บาท ดาวน์ 20% ดอกเบี้ย 4% เราลองมาดูตัวอย่างการเปรียบเทียบการผ่อนชำระ 4 ปี และ 5 ปี ดาวน์มาก กับ ดาวน์น้อย ดาวน์เยอะๆ เลือกผ่อนแบบสั้นๆ ช่วยลดดอกเบี้ยได้จริงเลยนะคะเราลองมาดูตามตัวอย่างนี้กันค่ะ รถยนต์ราคา 1,000,000 บาท การผ่อนชำระ 4 ปี ดอกเบี้ย 4% ตัวอย่างการกู้ กับเก็บเงินซื้อ กู้ซื้อรถยนต์ 1,000,000 บาท ดอกเบี้ย 7% 5ปี ผ่อนเดือนละ 22,500 บาท หากนำเงิน 22,500 บาท ไปลงทุนทุกเดือนได้ผลตอบแทน 4% ต่อปี จะใช้เวลา 3 ปีครึ่ง เพื่อมีเงินซื้อรถ 1,000,000 บาท 22,500 * 42เดือน (3ปีครึ่ง) = 945,000 บาท ส่วนที่เหลือเราก็ยังมีดอกเบี้ยช่วยจ่ายอีกด้วยค่ะ ต้นทุนที่แท้จริงของการมีรถยนต์ หลายคนอาจจะเคยตั้งงบประมาณไว้ว่าเราต้องจ่ายจริงๆกับค่ารถเท่าไหร่ เช่น คิดไว้ว่าจะจ่าย 15,000 บาทต่อเดือน แต่แท้ที่จริงแล้วก็แอบเกินงบอยู่บ่อยๆลองมาดูรายการเบื้องต้นนะคะว่าเราแอบตกรายการไหนไปบ้างรึป่าว สมมติฐาน ค่าใช้จ่ายข้างต้นเป็นการประมาณการจากโดยใช้ค่าเฉลี่ยจากรถหลายประเภท อาทิ Eco/City Car ,Sub Compact, Compact, Mid-size, Small SUV, SUV, Pick up เป็นต้น ค่าน้ำมันเป็นค่าเฉลี่ยในเมือง/นอกเมือง ราคาน้ำมันเบนซิน 27 บาท/ลิตร น้ำมันดีเซล 30 บาท/ลิตร วิ่งปีละประมาณ 20,000 กม. ค่าประกันชั้น 1 เป็นค่าเฉลี่ยต่อปีของการขับดีเป็นเวลา 5 ปี รวม พ.ร.บ. แล้ว ค่าดอกเบี้ย คำนวนจากเงินดาวน์ร้อยละ 25 ดอกเบี้ยผ่อนร้อยละ 2 ค่าเสื่อมราคาคำนวนเฉลี่ยร้อยละ 10 ต่อปี ยกเว้นรถ pick up ร้อยละ 5 ต่อปี เมื่อตัดสินใจซื้อรถแล้วหากเราวางแผนที่ดีย่อมไม่มีอะไรน่าห่วงเลยค่ะ แต่ต้องทำใจด้วยนะคะว่า ราคาย่อม “ลด” ไปตามความเสื่อมที่เกิดขึ้น ตามคำที่เราเคยได้ยินกันคุ้นหู และมันก็คือความจริงที่สุดเลยล่ะค่ะ ----------------------------------------------- IOS Android

  รินทร์ รัสรินทร์


  28 มกราคม 2563

เทคนิคสอนลูกออมเงิน ด้วยเคล็บลับการออมง่ายๆให้ลูกเป็นนักออม

เมื่อเริ่มก้าวเข้าสู่คำว่า "แม่" แบบเต็มตัว เรื่องในหัวที่ต้องจัดการก็มีมากมาย และอีกเรื่องที่ขาดไม่ได้ก็คือเรื่องการออมเงิน โดยเฉพาะการสอนลูกให้รู้จักออมเงิน การสอนให้ลูกรู้จักการ ออมเงิน คงเป็นอีกหนึ่งความยากที่แม่แม่ ทั้งหลายต้องเจอ เพราะแม่บางคนยังไม่มีแม้กระทั่ง เงินออม ของตัวเองด้วยซ้ำ แม่หลายท่านมักคิดว่าเราไม่สามารถสอนเรื่องนี้ให้ลูกได้หรอกเพราะเราเองยังทำไม่ได้ แม่หลายท่านมัวโทษโน่นนี่นั่น โทษความจำเป็นโทษสังคม โทษร้านค้าออนไลน์ โทษครอบครัวที่ไม่รู้จักสอนให้รู้จัก ออมเงิน ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แต่ไม่ยอมโทษตัวเองเลยว่าทุกวันนี้ที่ไม่มี เงินเก็บ ก็เพราะตัวเองหรือเปล่า? เงินเก็บเรายังไม่มี จะสอนลูก ออมเงิน ได้หรือ? หากเราเป็นแม่ประเภทที่ไม่มีเงินเก็บ แล้วเราจะต้องทำยังไงกับการ สอนลูกให้ออมเงิน แล้วแม่อย่างเราที่ไม่มี เงินออม จะสอนลูกให้รู้จักออมเงินได้จริงๆ หรือเปล่า ก่อนอื่นเลย ลูกจะให้ความสำคัญกับการ ออมเงิน หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการฝึกลูกเร็วหรือช้าเพราะฉะนั้นการฝึกลูกให้รู้จัก ออมเงิน สามารถแบ่งได้ตามช่วงวัยเพราะแต่ละช่วงวัยใช้วิธีการที่ไม่เหมือนกันแม่ท่านอื่นอาจจะมีวิธีการที่หลากหลาย ลองมาฟังอีกหนึ่งแนวทางจากผู้เขียนดูนะคะ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อคุณแม่มือใหม่ได้ค่ะ 1.ฝึกลูกวัย 2-5 ขวบให้รู้จักออมเงิน ปกติแล้วเด็กในช่วง 2-5 ขวบช่วงนี้จะติดเล่นเอามากมาก เพราะฉะนั้น วิธีฝึกการออมเงิน ของลูกจะต้องทำให้เขารู้สึกสนุก เป็นเหมือนการฝึกกิจกรรมมากกว่า เพราะช่วงวัยนี้อาจจะยังไม่เข้าใจว่า ออมเงินไปเพื่ออะไร และทำไมต้อง ออมเงิน ยกตัวอย่างเช่น การหากระปุกออมสิน ที่มีลวดลายการ์ตูนที่ลูกชื่นชอบ และให้ลูกหยอดเหรียญลงกระปุก อาจจะชื่นชมลูกในขณะที่ลูกกำลังทำการออมเงิน ให้ลูกรู้สึกสนุกทุกครั้งที่หยอดเหรียญลงไป ครั้งต่อไปเมื่อเขาพบเจอเหรียญเขาก็จะนึกถึงกระปุกออมสินตัวเก่งของเค้าขึ้นมาทันทีเลยค่ะ *ข้อควรระวัง ช่วงแรกคุณพ่อ คุณแม่อาจจะต้องใส่ใจเรื่องเหรียญให้มากเป็นพิเศษ เพราะเด็กในช่วงวัยนี้ เป็นอีกหนึ่งวัยที่นำของเข้าปากเพราะความอยากรู้ ฉะนั้น แล้วหากพ่อแม่อยากฝึกให้ลูกในช่วงนี้จะต้องระมัดระวังเรื่องเงินเหรียญให้มากๆนะคะ ชนิดที่ว่าอย่าเผลอเลยทีเดียว แต่ถ้าหากลูกได้ลองฝึกหยอดกระปุกแล้ว และสนุกกับการหยอดกระปุก แน่นอนว่าครั้งต่อไปเมื่อเขาเจอเหรียญเขาจะอยากหยอดกระปุกมากกว่าการเอาเหรียญเข้าปากแน่นอนค่ะ 2.ฝึกลูกช่วง6-12 ขวบให้รู้จักออมเงิน เด็กในช่วงนี้จะเริ่มมีเงื่อนไขมากขึ้น เริ่มอยากได้ของเล่นและอยากไปสถานที่เที่ยวต่างๆ เหมือนเพื่อน ลูกอาจจะเคยเห็นตามทีวี หรือตามโซเชียลที่มีอยู่มากมาย วัยนี้ของเล่นหรือสถานที่เที่ยวจะเป็นตัวหลอกล่อเด็กวัยนี้ได้ง่ายมาก คุณแม่สามารถฝึกให้ลูกรู้จักการออมเงินและอดทนไปในตัว หากลูกอยากได้ของเล่นที่ต้องการ แม่อาจจะให้เขาฝึกออมเงินจากเงินค่าขนมไปโรงเรียน ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ค่อยมาอธิบายให้ลูกฟังว่า "หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา สามารถเก็บเงินได้เท่าไหร่ และยังขาดเงินอีกเท่าไหร่ถึงจะได้ของเล่นที่เราต้องการ" ลูกของเราก็จะมี เป้าหมายในการออมเงิน มากขึ้นและก็จะรู้ว่าต้อง เก็บเงิน อีกนานแค่ไหนถึงจะได้ของเล่นที่เค้าต้องการ หรือคุณแม่อาจจะฝึกเก็บเงินก้อนเล็กๆ เพื่อเป็นค่าบัตรเข้าสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่ลูกอยากไป ลูกจะได้รู้สึกว่าถ้าหากอยากไปท่องเที่ยวที่ไหน ลูกจะต้องออมเงินก่อน มีหนึ่งเคสที่น่าสนใจใน การฝึกลูกออมเงิน ในวัยนี้ผู้เขียนได้เคยฟัง พี่หนุ่ม มันนี่โค้ช แชร์เทคนิคการสอนลูกออมเงินซึ่งน่าสนใจเลยทีเดียวพี่หนุ่มเล่าว่า เค้าให้เงินลูกไปโรงเรียนทุกวันโดยบอกกับลูกว่า ถ้าวันไหนมีเงินเหลือกลับมาแล้วพ่อจะเพิ่มให้อีกเท่าตัว สรุปก็คือหากวันนั้นเหลือเงินมา 5 บาท พ่อจะเพิ่มให้อีก 5 บาทเพื่อเป็นเงินออมในวันนั้น!! แน่นอนเลยค่ะลูกของเค้าทำตามเงื่อนไข แต่มีวันหนึ่งที่ลูกกลับมาบ้าน โดยเหลือเงินเต็มจำนวน พี่หนุ่มก็ให้เงินเท่าตัวกับลูกเช่นเดิม แต่คราวนี้พี่หนุ่มบอกกับลูกว่า “พรุ่งนี้ลูกไม่ต้องเอาเงินไปโรงเรียนแล้ว” ลูกพี่หนุ่ม ก็ทำหน้า งง แล้วถามว่าทำไม..ล่ะพ่อ? พี่หนุ่มจึงตอบไปว่า “วันนี้ลูกไม่ได้ใช้เงินสักบาท แสดงว่าเงินไม่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตของเค้าแล้ว” นี่ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีค่ะใน การออมเงิน สำหรับเด็กช่วงวัยนี้เค้าอาจจะมีเงื่อนไขมากขึ้น แต่พ่อแม่ก็ต้องคอยปรับจูนลูกสอนลูกอยู่เสมอฝึกไปเรื่อยๆค่ะ อย่าเพิ่งท้อนะคะ ส่วนวัยหลังจากนี้ อาจจะไม่ต้องโฟกัสเรื่องการออมเงินแล้วเพราะลูกได้รู้จักออมเงินมาแล้ว เบื้องต้นอาจจะต้องสอนเรื่อง "หนี้" ให้กับลูกแทน หากเราผ่านช่วงวัยนี้ไปแล้วรับรองว่าในอนาคตเค้าต้องมีนิสัยการออมเงินติดตัวไปแน่นอนเลยค่ะ สุดท้าย ถึงแม้ว่าแม่อย่างเราจะไม่มี “เงินออม” แต่หากว่าแม่ในยุคนี้รู้จักวางแผน เทคนิคสอนให้ลูก ออมเงิน รับรองว่าลูกของเราโตมาจะเป็นคนที่รู้จักใช้เงิน จะไม่เป็นเหมือนเราในวัยเด็กอย่างแน่นอนค่ะ ดีไม่ดีในอนาคต เงินออมของลูก จะมีเยอะมากกว่าสภาพคล่องของแม่ก็ได้ค่ะ สู้สู้นะคะคุณแม่ทั้งหลาย ................................................... เรื่องเงินควรรู้ตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างสำหรับลูก ดาวน์โหลดติดตั้งแอปฯ Lumpsum ได้แล้วที่นี่iOSAndroid

  รินทร์ รัสรินทร์


  18 พฤศจิกายน 2562

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม