แผนลงทุน สำหรับมือใหม่เริ่มเล่นหุ้น

แม้การลงทุนในหุ้นไม่ใช่เรื่องยาก มีข้อดีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง Passive Income ผ่านการเป็นเจ้าของกิจการ (การซื้อหุ้นคือการเป็นเจ้าของบริษัท) การเก็งกำไรเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคา แต่ความเป็นจริงแล้วไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะการลงทุนมีทั้งกำไรและขาดทุน หรือถ้าจะลงทุนเฉพาะหุ้นไทย ก็มีหุ้นให้เลือกมากกว่า 600 บริษัท เราจึงจะไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้เบื้องต้นถึงแผนการลงทุนในหุ้น โดยเฉพาะกับมือใหม่ เพื่อเป็นแนวทางในการลงทุนในหุ้นอย่างถูกต้อง จะได้ลงทุนอย่างมีความสุขก่อนที่จะถึงแผนการลงทุน มาเริ่มต้นกันก่อนครับ ทำไมเราถึงต้องลงทุน? เงินเฟ้อคือตัวการสำคัญที่ทำให้เราต้องลงทุน เพราะเงินเฟ้อกัดกินมูลค่าเงิน ทำให้กำลังซื้อลดลง กล่าวคือ เงินเท่าเดิมแต่ซื้อของได้น้อยลง เพราะสินค้าและบริการต่าง ๆ ล้วนแพงขึ้นนั่นเองดังนั้น เราจึงต้องนำเงินไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนอย่างน้อยเทียบเท่าเงินเฟ้อ ยิ่งมากกว่าเงินเฟ้อยิ่งดี เพราะจะทำให้มูลค่าที่แท้จริงเพิ่มขึ้น หากทำได้อย่างสม่ำเสมอการบรรลุเป้าหมายทางการเงินก็จะยิ่งง่ายขึ้น แต่ก่อนที่จะเข้าสู่สนามการลงทุน หนึ่งในสิ่งสำคัญที่ต้องทำคือ สำรวจพื้นฐาน ความรู้ความเข้าใจ และเป้าหมายในการลงทุน เพื่อที่จะได้หารูปแบบ และวิธีการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเราเอง เมื่อรู้จักตนเองและรู้เป้าหมายการลงทุนแล้ว จึงจะสามารถเริ่มขั้นตอนต่อไป คือ สไตล์การลงทุน ซึ่งจะมีอยู่ 2 แบบหลัก ๆ ด้วยกัน คือ นักเก็งกำไรกับนักลงทุน แล้วจึงเริ่มต้นลงทุนด้วยการใช้กลยุทธ์ให้เหมาะกับสไตล์การลงทุนของตนเอง เช่น ดูกราฟเทคนิค ใช้อินดิเคเตอร์ต่าง ๆ ในการเก็งกำไร หรือดูปัจจัยพื้นฐานในการลงทุน จากนั้นหาขั้นตอนในการลงทุนเพื่อจะได้เลือกหุ้นถูกตัว ถูกเวลา ในราคาที่เหมาะสม และต้องควรทบทวนและปรับปรุงขั้นตอนการลงทุนหากสถานการณ์เปลี่ยนไป หรือขั้นตอนนั้นไม่เห็นผลเหมือนเดิมแล้ว การวัดผลว่ากลยุทธ์และขั้นตอนที่เราใช้ลงทุนนั้นประสบความสำเร็จหรือไม่ สามารถวัดได้จากการคำนวณที่เรียกว่าการลงทุนคุ้มความเสี่ยง กล่าวคือ โอกาสชนะคูณกับกำไรที่ได้มากกว่าโอกาสแพ้คูณกับผลขาดทุน ก็ถือว่ากลยุทธ์และขั้นตอนยังเห็นผล แต่ถ้าตัวเลขน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญหรือติดลบก็ควรต้องปรับปรุง กลยุทธ์และขั้นตอนในการลงทุนต้องถูกกำกับด้วยแผนการลงทุนสำหรับมือใหม่เริ่มต้นหุ้น ที่มีอยู่ 5 ข้อสำคัญ 1. ควรลงทุนด้วยเงินเพียง 25-50% ของเงินทุน เพื่อเป็นการเรียนรู้ทั้งความสำเร็จและข้อผิดพลาด (มือใหม่ส่วนใหญ่มักจะเจ็บตัวก่อนเป็นค่าวิชา) 2. ห้ามซื้อขายหุ้นตัวเดียว ควรใช้หลักการกระจายความเสี่ยง ด้วยการซื้อหุ้นหลายตัว (ในจำนวนที่พอเหมาะ ไม่มากหรือน้อยเกินไป) 3. ห้ามซื้อขายราคาเดียว เพราะไม่มีใครประเมินตลาดหุ้นได้อย่างแม่นยำ การทุ่มเงินทั้งหมดไปซื้อหุ้นในคราวเดียวอาจจะเสี่ยงเกินไป ฉะนั้น ควรแบ่งเงินเป็นส่วน ๆ เพื่อ "ทยอยซื้อ" หรือที่เรียกกันว่า “แบ่งไม้ซื้อ” เป็นทางเลือกที่จะเหมาะสมมากกว่า 4. ห้ามลงทุนในอุตสาหกรรมเดียว เปรียบเสมือนเอาไข่ใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียว ที่มีความเสี่ยงมากกว่าใส่ไข่ในตระกร้าหลายใบ 5. หลีกหลีกเลี่ยงบริษัทที่รายได้ผันผวน เพราะราคาหุ้นมักจะผันผวนสูงตามไปด้วย เหมาะกับนักเก็งกำไรที่พอมีประสบการณ์ลงทุนแม้หุ้นไม่ยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น เมื่อเริ่มต้นลงทุนแล้ว จำเป็นต้องเรียนรู้อย่างถูกต้อง และควรจะเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา เพราะตลาดหุ้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หากเรียนรู้และปรับตัว พอร์ตการลงทุนจะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน แผนลงทุน สำหรับมือใหม่เริ่มเล่นหุ้น

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  11 พฤษภาคม 2565

ป่วยวิกฤต(COVID) มีสิทธิใช้ UCEP ทุกคน

สงกรานต์ปี 2564 เป็นเดือนร้อนแรง หลังวันเกิดลูกหมู 1 เมษายน ก็มีข่าวระบาดโควิดระลอก 3 สายพันธุ์อังกฤษ ติดง่าย ไม่แสดงผล อาการออกลงปอดทันที สิ่งที่เราเตรียมคือทำงานที่บ้าน ใส่หน้ากากเข้าหากัน ห่วงแบบห่างๆ และสิ่งสำคัญคือค่ารักษาพยาบาล จึงทำประกันมูลค่า200,000 บาท จ่ายค่าเบี้ยประมาณ 1,300 บาท คุ้มมาก! สวดมนต์ขออย่าเจอนะ สาธุสาธุแต่ครั้งนี้ คนที่รู้จักเจอ COVID แถมไม่มีประกัน ต้องวางแผนการรักษาชีวิต และแผนการเงิน อย่างไรดี? 1.เลือกโรงพยาบาลที่มีหมอเก่ง หาทางไปตรวจให้ได้ (เพราะตรวจเจอที่ไหนต้องรักษาที่นั่น) 2.เมื่อADMID เข้าโรงพยาบาล คนไข้ไม่มีประกัน โรงพยาบาลจะให้เข้าโครงการ UCEP (Universal Coverage for Emergency Patients) เป็นโครงการของรัฐที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำ ในการเรื่องการรักษาพยาบาลของคนไทย เริ่มใช้1 เมษายน 2560 เจ็บป่วยฉุกเฉิน โทร 1669 มีสิทธิทุกที่ โดยไม่ต้องสำรองจ่าย UCEP กำหนดให้โรงพยาบาลเอกชน ต้องดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายภายใน 72 ชั่วโมง หรือพ้นภาวะวิกฤต ให้สิทธิเฉพาะคนไทย ว้าว!! กลุ่มฉุกเฉินวิกฤต ดูจากอะไร 1.ภาวะฉุกเฉินทางการไหลเวียนโลหิต ดูอาการ หัวใจหยุดเต้น เจ็บหน้าอกรุนแรง ความดันตกเฉียบพลัน 2.ภาวะฉุกเฉินทางระบบประสาท ดูอาการ ปากเบี้ยวอ่อนแรงครึ่งซีกฉบับพลัน ซักเกร็ง ซักกระตุก การบาดเจ็บศรีษะรุนแรง 3.ภาวะฉุกเฉินทางการหายใจ ดูอาการ สิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินหายใจ หายใจเหนื่อยหอบรุนแรง ภูมิแพ้รุนแรง 4 .เหตุฉุกเฉินอื่นๆ เจ็บป่วยฉุกเฉินตามเกณฑ์ สพฉ. กำหนด สพฉ (สถาบันแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ) 02-872-1669 หรือ E-mail :[email protected] ขั้นตอนการใช้สิทธิ UCEP - ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตข้าโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด - โรงพยาบาลประเมินอาการและคัดแยกระดับความฉุกเฉิน - ศุนย์ประสานคุ้มครองสิทธิ ตรวจสอบความถูกต้อง - กรณีเข้าเกณฑ์ UCEP เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทันที แต่ไม่เกิน 72 ชั่วโมง กรณีไม่เข้าเกณฑ์ ผู้ป่วยสามารถย้ายโรงพยาบาลตามสิทธิ หรือรักษาต่อ แต่ออกค่าใช้จ่ายเอง เรื่องนี้ยังไม่จบต้องติดตามตอนต่อไปนะเจ้าคะ ------------------------------------ นฤมล บุญสนอง CFP® นักวางแผนการเงิน / วิทยากรตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย

  นฤมล บุญสนอง (ลูกหมู)


  10 พฤษภาคม 2564

ศิลปะ Say No ขั้นเทพ เมื่อถูกคนยืมเงิน

เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ที่เป็นปัญหาโลกแตกทุกวันนี้ คือเมื่อมีคนมายืมเงินแล้วไม่กล้าปฏิเสธ สุดท้ายกลายเป็นความลำบากใจ ตอนเวลาทวงเงิน จะเกิดเหตุการณ์ตามตัวไม่เจอบ้าง ไม่รับโทรศัพท์บ้าง หรือนัดจ่ายอาทิตย์หน้านะ เดือนหน้านะเสมอ จนเราเหนื่อยและอายแทน อ้าว! ถ้ารู้ว่าจะต้องเจอกับเรื่องแบบนี้ เราควรใช้ศิลปะ อย่างไรให้คนยืมเงินอยู่หมัด โดยเราไม่เสียสตังค์ และความสัมพันธ์ ตามเรามาซิคะ!! เรามีทางออก 1.บอกไปเลย ว่าคิดอะไร “ไม่ให้ยืมเงิน” ต้องแสดงให้เขาเห็นว่าเราเป็นคนทำมาหากิน พึ่งพาตนเอง มีภาระที่ต้องรับผิดชอบ ต้องเก็บเงินไว้ใช้ยามเจ็บป่วย และยามชรา ลองใช้คำพูดนี้ “ ขอโทษนะ ให้ยืมไม่ได้จริงๆ ” หรือ “ ไม่สบายใจ เพราะสาบานไว้ ” 2. ขอเวลาตั้งตัว เราจะได้ตั้งสติ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจ ขอเวลาตั้งตัว บางครั้งเวลาจะเป็นตัวช่วยที่ดี ทำให้ได้ไตร่ตรอง ลดความสงสารลง ใช้เหตุผลเหนืออารมณ์ ทิ้งเวลาไว้นานๆๆ เขาอาจได้เงินที่อื่นแทน เพราะเราทำมืน 3. สัญญา ต้องเป็น สัญญา ในฐานะเพื่อนร่วมโลก ถ้าเพื่อนหรือคนรู้จักเดือดร้อนมา เราต้องช่วยเหลือ โดยการเอ็นดูเขา เอ็นเราต้องไม่ขาด เราสามารถใช้สัญญาเป็นตัวช่วย ดังนี้ จ๊ะ - สัญญาว่าจ้างต่างตอบแทน ดูว่าเขาสามารถทำงานอะไรได้ รับเงินเมื่อทำงานเสร็จ - สัญญากู้เงิน ดูว่าเขามีทรัพย์สินอะไรที่สามารถจดจำนอง หรือจำนำได้ เอามาค้ำประกันหนี้ สัญญานี้ต้องระบุดอกเบี้ย และเบี้ยปรับด้วย ถ้าผิดเงือนไขยึดทรัพย์สินทันที - สัญญาขายทรัพย์สิน ดูว่าเขามีทรัพย์สินอะไร ถ้ามีราคา มาขายแลกเงินได้ 4. แนะนำให้หารายได้เพิ่ม ในเมื่อเขากำลังลำบากเรื่องเงิน การเปิดประตูให้เขามีช่องทางหารายได้เพิ่ม อาจเป็นคำตอบที่ดีกว่าการยืมเงินหลายเท่า เพราะแทนที่จะช่วยแบบระยะสั้น คุณกำลังแนะนำแนวทางที่ทำให้เขาแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเองในระยะยาว เห็นมั้ยคะ! เรื่องเงินเป็นเรื่องที่ ไม่เข้าใคร ออกใคร ลองฝึก ศิลปะ “ SAY NO ”ติดตัวไว้บ้างก็ OK naka ------------------------------------ นฤมล บุญสนอง CFP® นักวางแผนการเงิน / วิทยากรตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย

  นฤมล บุญสนอง (ลูกหมู)


  26 เมษายน 2564

โควิด ให้ข้อคิดชีวิต ปัง!!

เมื่อนั่งย้อนรอยตั้งแต่ปี 2020 เราเจอเรื่องโรคระบาดระรอกแล้วระรอกเล่า จนเข้าสู่ระลอกที่ 3 ที่ดูเหมือนร้อนแรง จนเกิดความกลัว พร้อมตั้งการ์ด สวมหน้ากาก ห่างสองเมตร และ ไม่ไปในที่สุ่มเสี่ยง แต่ตอนนี้สถานะการณ์กลับมาเหมือนปีก่อน ซึ่งทุกคนก็รอดมาได้ และเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ อีกมุมหนึ่ง ที่ลูกหมูอยากแชร์ มุมดีๆของโควิด ที่พลิกวิกฤตให้ชีวิต ปัง!!! 1. ทำให้รู้จัก เงินฉุกเฉิน เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่นตกงาน หรือเจ็บป่วย ไม่มีรายได้ เงินก้อนนี้ต้องเตรียมขั้นต่ำ 1 ปี (คำนวณจากค่าใช้จ่ายรายเดือน คูณ 12 ) เราจะได้ไม่เดือนร้อน 2. ทำงานที่บ้าน แทบ ไม่น่าเชื่อเลย บางอาชีพเช่น BROKER หลักทรัพย์ จะทำงานที่บ้านได้ ข้อดีคือประหยัดเวลา และประหยัดค่าใช่จ่ายการเดินทาง การแต่งตัว การกิน ค่าใช้จ่ายลดลงมาก เงินต้องเหลือเพิ่ม 3. ทำ ดิจิทัล หรือ ONLINE โลกเปลี่ยนระบบดิจิทัลเข้ามามีบทบาทต่อชีวิต แค่ปลายนิ้วสัมผัส ทั้งการโอนเงินผ่านธนาคาร, การซื้อของ ONLINE , การประชุมและสัมมนา , เปิดห้องเรียนสอน, สร้างเพจทำรายการของตนเอง ทั้งหมดที่พูดมา ใช้เงินน้อยมาก ก็ดังได้ มีคนติดตามจำนวนมาก เพิ่มรายได้อีกช่องทางหนึ่ง 4. ทำให้รู้จักตนเอง รักครอบครัว มีเวลาดูตัวเอง ว่าแท้จริงแล้วต้องการอะไร และ ให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ข้างกาย แต่เรามักมองไม่เห็น ขอขอบคุณโควิด ที่มาเป็นตัวช่วยจริงๆ 5.เปิดโลกการเรียนรู้ เมื่อมีเวลาเพิ่ม เก่งดิจิทัล เราสามารถเรียนรู้ข้ามประเทศ โดยไม่ต้องเดินทาง เป็นการลงทุนที่ใช้เงินน้อย ถ้าเรานำความรู้ไปต่อยอด เราอาจจะกลายเป็น คนดังในวงการ ก็ได้ 6.สร้างโอกาสการลงทุน โควิครอบที่แล้วทำให้ตลาดหุ้นผันผวนมาก นักลงทุนที่เห็นโอกาส และรับความเสี่ยงได้ สามรถทำกำไรสูงกว่า 30% ในรอบปี เราควรถอดบทเรียนเรื่องนี้ ด่วน???? เห็นมั้ยคะ !!!! อยู่กับโควิค ด้วยสติ จะมีสตางค์ ปัง ในรอบปี ------------------------------------ นฤมล บุญสนอง CFP® นักวางแผนการเงิน / วิทยากรตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย

  นฤมล บุญสนอง (ลูกหมู)


  20 เมษายน 2564

ซื้อกองทุนรวมครั้งแรก เลือกยังไงดี?

ในโลกการลงทุน “ผลตอบแทนและความเสี่ยง” เกิดคู่กันเสมอ หนทางเดียวที่จะจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อบรรลุเป้าหมายผลตอบแทนอย่างที่คาดหวัง คือ “การกระจายการลงทุน” หรือการจัดพอร์ตนั่นเอง จากผลงานวิจัยของ Harry Markowitz พบว่า “การจัดสรรสินทรัพย์ลงทุน” เป็นส่วนสำคัญที่มีผลต่อการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ด้วยสัดส่วนสูงถึง 94% ขณะที่การคัดเลือกสินทรัพย์ลงทุน และการจับจังหวะตลาด ช่วงสร้างผลตอบแทนสูงเป็นครั้งคราวในระยะสั้น แต่ในระยะยาวไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นคือ เราต้องโฟกัสที่ “การจัดสรรสินทรัพย์ลงทุน” หรือการจัดพอร์ต เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราสามารถจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุเป้าหมายการลงทุนได้อย่างที่หวัง ถ้าจะซื้อกองทุนครั้งแรก หรือจัดพอร์ตครั้งแรก ควรทำอย่างไรดี? ผลตอบแทนมาพร้อมกับความเสี่ยง “High Risk High Return” ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะคาดหวังผลตอบแทนสูง แต่ผิดถ้าการยอมรับความเสี่ยงไม่ได้สูงตาม เห็นตัวเลขติดลบ 5% ถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ ก็ไม่ควรลงทุนในสินทนัพย์ที่เสี่ยงสูง ดังนั้น ก่อนจะลงทุน ต้องรู้ก่อนว่าตัวเรานั้นยอมรับควาเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน ผ่านการทำแบบประเมินความเสี่ยง จากนั้นเอาไปเทียบกับระดับความเสี่ยงของกองทุนรวม ระดับความเสี่ยงของกองทุนรวม ระดับต่าง ๆ ความเสี่ยงของกองทุนรวมของต้น ตามรูปข้างต้นจะมีคำแนะนำเบื้องต้นถึงหลักทรัพย์ที่ลงทุนเป็นหลัก ซึ่งเราสามารถนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับระดับการยอมรับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ นอกจากเลือกกองทุนตามระดับความเสี่ยงแล้ว เรายังต้องพิจาณาถึงผลตอบแทนที่คาดหวังด้วย โดยกองทุนรวมสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ตามผลตอบแทนที่คาดหวัง คือ Active Fund กับ Passive Fund Active Fund คือ กองทุนที่ผู้จัดการกองทุนพยายามทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนชนะค่ามาตรฐาน (Benchmark) ด้วยเหตุนี้คนส่วนใหญ่จึงยังเข้าใจผิดกันค่อนข้างมากว่าสำหรับ Active Fund ผู้จัดการกองทุนต้องขยันซื้อขายหุ้นบ่อย ๆ เพื่อทำกำไร และคาดหวังว่าผู้จัดการกองทุนต้องมีความรู้ความสามารถสูงกว่าและมีข้อมูลที่ดีกว่านักลงทุนทั่วไป สามารถคาดการณ์ทิศทางของตลาดได้แม่นยำ แต่ความเป็นจริงผู้จัดการกองทุนไม่ได้มีความสามารถในการคาดการณ์ทิศทางของตลาดหรือหุ้นรายตัวได้ถูกต้องแม่นยำเหนือนักลงทุนทั่วไป ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนของผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากความสามารถในการจับจังหวะตลาดและทำกำไรจากการขึ้นลงของราคาหุ้น (ถ้าเทียบกันแล้วนักลงทุนอาจซื้อขายหุ้นบ่อยกว่าผู้จัดการกองทุนด้วยซ้ำ) ผลตอบแทนส่วนใหญ่มาจากการคัดสรรและเลือกลงทุนในหุ้นที่ผู้จัดการกองทุนได้ทำการวิเคราะห์มาอย่างรอบด้านแล้วว่าเป็นหุ้นที่ราคามีโอกาสขึ้นดีจากพื้นฐานของตัวบริษัทที่มียอดขายและกำไรที่ดี มีอัตราการเติบโตสูง มีองค์ประกอบของสินค้าและบริการ ผู้บริหาร และแผนธุรกิจที่สอดคล้องและได้ประโยขน์จากปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจ ซึ่งเกิดจากการวิเคราะห์และติดตามข้อมูลของบริษัทต่าง ๆ รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจ อุตสหากรรม อย่างสม่ำเสมอ จึงเรียกได้ว่าเน้นการลงทุนระยะยาวในหุ้นที่คัดเลือกมาเป็นอย่างดีแล้ว ดังนั้น “Active Fund” ที่ดีจะต้องทำผลทำผลตอบแทนได้มากกว่าค่ามาตรฐาน (Benchmark) และที่สำคัญต้องทำให้ได้ในระยะยาว การทำกำไรมากกว่าตลาดในระยะสั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถทำได้ แต่การทำได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวเป็นเรื่องที่ยากมาก โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่มีขนาดใหญ่อย่างตลาดหุ้นอเมริกา ที่มีนักลงทุนหลายล้านคนและมีเม็ดเงินจำนวนมหาศาล รวมถึงในปัจจุบันนักลงทุนทุกคนก็แทบจะเข้าถึงข้อมูลกันหมดอย่างเท่าเทียมแล้ว หรือในทางทฤษฎีเราจะเรียกว่าตลาดที่มีประสิทธิภาพ (Efficient Market) ที่จะไม่สามารถทำกำไรจากข้อมูลข่าวสารที่มากกว่าคนอื่นได้ Passive Fund เป็นกองทุนที่มุ่งหวังผลตอบแทนในระดับเดียวกับผลตอบแทนของตลาด เช่น กองทุนหุ้น SET50 คาดหวังจะสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี SET 50 เป็นการบริหารภายใต้แนวคิดที่ไม่เชื่อว่าในระยะยาว ผู้จัดการกองทุนสามารถบริหารกองทุนให้ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าผลตอบแทนของตลาด จึงไม่จำเป็นต้องเสียค่าธรรมเนียมการจัดการอัตราที่สูงกว่าเพื่อจ้างผู้จัดการกองทุน แต่ใช้วิธีบริหารแบบง่าย ๆ ไม่ต้องเสียเวลาวิเคราะห์หุ้นและภาวะเศรษฐกิจให้วุ่นวาย จึงจัดสรรเงินทุนในพอร์ตโดยซื้อหุ้นทุกตัวตามน้ำหนักหรือสัดส่วนของหุ้นที่ใช้ในการคำนวนดัชนี หรืออาจใช้แบบจำลองในการคำนวนเลือกหุ้นและจัดสรรสัดส่วนให้ได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับตลาดมากที่สุด โดยลงทุนในแบบนั้นไปตลอด จึงสามารถเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการได้ในอัตราต่ำ เลือกลงทุนกับกองทุนรวมประเภท Active Fund หรือว่า Passive Fund ดีกว่ากัน? Warren Buffet หรือที่คนไทยจะเรียกกันว่า ‘ปู่วอร์เรน’ เป็นนักลงทุนที่ถือว่าเป็นต้นแบบการลงทุนรูปแบบ Value Investor (VI) ของโลก ได้นำเสนอแนวคิดที่น่าสนใจไว้ว่า “ไม่มีนักลงทุนคนไหนที่สามารถเอาชนะตลาดได้ในระยะยาว” และสิ่งที่เป็นศัตรูของนักลงทุนมากที่สุดก็คือ “ค่าใช้จ่าย” และ “อารมณ์” นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าตัวเองเก่ง ฉลาด สามารถเอาชนะตลาดได้ ทำให้เกิดการซื้อขายอย่างต่อเนื่อง การซื้อขายบ่อย ๆ นำมาซึ่ง “ค่าใช้จ่าย” นั่นเอง และเรื่องของ “อารมณ์” เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ขาดทุน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหุ้นตามเพื่อน มั่นในใจการลงทุนจนเทหมดหน้าตักลงไปในหุ้นไม่กี่ตัว ไม่กล้าซื้อตอนหุ้นที่ดีปรับตัวลงมาแรง หรือไม่กล้าตัดขาดทุนเมื่อหุ้นลงมาถึงจุดที่เรากำหนดตัดขาดทุนไว้ “อารมณ์” เป็นสิ่งที่ทำให้ตลาดการลงทุนมีการปรับตัวขึ้นลงอย่างต่อเนื่อง เพราะถ้านักลงทุนทุกคนไม่มีอารมณ์เข้ามาร่วมกับการลงทุน เราคงได้เห็น “เส้นราคา” ของดัชนีทุกตัวบนโลกปรับเพิ่มขึ้นเป็นเส้นตรงที่มีความชันเล็กน้อยอย่างแน่นอน ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทำให้ Warren Buffet มองว่าการลงทุนแบบ Active จึงไม่ใช่ทางออกที่ดีเพราะว่าการประเภทพยายามเอาชนะตลาด นำมาซึ่งค่าใช้จ่าย (Fee) ที่สูงกว่ากองทุนแบบ Passive แม้จะให้ผลตอบแทนที่ดีในบางช่วงเวลา แต่ไม่ใช่สำหรับการลงทุนระยะยาวแน่นอน หลักการที่ Warren Buffet ใช้ทั้งหมดอยู่ภายใต้เงื่อนไขตลาดหุ้นเป็นตลาดที่มีประสิทธิภาพ (Efficient Market) มีผู้เล่นมากราย และผู้เล่นทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้เท่าเทียมกัน แต่สำหรับตลาดหุ้นไทย ที่มีขนาดเล็กและมีผู้เล่นน้อยรายกว่ามาก ทำให้จากสถิติจึงมี Active Fund ที่ยังสามารถทำผลตอบแทนที่มากกว่าตลาดได้อยู่ สรุป!! ซื้อกองทุนครั้งแรก ควรเลือกตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ในกองทุนแบบ Passive Fund ที่ให้ผลตอบแทนล้อไปกับ Benchmark

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  07 เมษายน 2564

กองทุนรวม จ่ายปันผลกับไม่จ่ายปันผล ลงทุนกองทุนรวมแบบไหนดี?

ปลูกพืชหวังดอกผลฉันใด ลงทุนก็ย่อมหวังกำไรฉันนั้น กำไรคือรูปแบบหนึ่งของผลตอบแทนจากการลงทุน นั่นหมายความว่าในโลกของการลงทุนไม่ได้มีเพียงแค่กำไรเท่านั้นที่เป็นผลตอบแทน แต่ยังมีผลตอบแทนรูปแบบอื่นด้วย นั่นคือ “ปันผล” สำหรับการลงทุนผ่าน “กองทุนรวม” หากแบ่งผลตอบแทนออกเป็นทางตรงกับทางอ้อม จะแบ่งได้ดังนี้ 1. ผลตอบแทนทางตรง - ส่วนต่างราคา (กำไร/ขาดทุน) - ปันผล 2. ผลตอบแทนทางอ้อม - สิทธิประโยชน์ทางภาษี มาขยายความกันหน่อยนะครับ ส่วนต่างราคา อย่างที่เกริ่นไปข้างต้น ในวันที่เราลงทุนก็ย่อมหวังผลตอบแทน โดยการลงทุนในกองทุนรวมนั้น หากเราซื้อ เราจะได้สิ่งที่เรียกว่าหน่วยลงทุน ซึ่งจะมีราคากำกับ ราคาที่ว่านี้คือ มูลค่าหน่วยลงทุนสุทธิ หรือ NAV (ขอเรียกว่าราคา NAV) โดยราคา NAV จะคำนวณทุกวันทำการจากสินทรัพย์รวมที่นำมาเฉลี่ยกัน ฉะนั้น กำไร/ขาดทุน จากส่วนต่างราคาจึงมาจากการขยับของราคา NAV ดังนั้น เวลาที่เราซื้อกองทุนรวม แน่นอนว่าเราต้องคาดหวังว่าสินทรัพย์ในกองทุนรวมนั้นจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าหน่วยลงทุนเพิ่ม หรือราคา NAV ขยับ จนเรามีกำไรนั่นเอง การจ่ายเงินปันผล กองทุนรวมสามารถแบ่งตามประเภทการจ่ายเงินปันผลได้ 2 แบบ คือ กองทุนรวมแบบจ่ายปันผล และกองทุนรวมแบบไม่จ่ายปันผล โดยปันผลมาจากการเติบโตของสินทรัพย์ในกองทุนรวม เมื่อกองทุนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น หรือมีกำไรเพิ่มขึ้น แล้วนำกำไรส่วนหนึ่งมาแบ่งจ่ายเป็นเงินปันผลนั่นเอง สิทธิประโยชน์ทางภาษี การลงทนในกองทุนรวม SSF (Super Saving Funds) และ RMF (Retirement Mutual Fund) สามารถลดหย่อนภาษีได้ตามกฎหมาย แต่มีรายละเอียดการลดหย่อนและเงื่อนไขค่อนข้างมาก จึงควรศึกษาให้ดีก่อนลงทุน เพราะถ้าผิดพลาดอาจถูกเรียกเก็บภาษีคืนย้อนหลังได้ สิทธิประโยชน์ทางภาษี ควรถูกนำมาคำนวณเป็นผลตอบแทนด้วย (ถึงแม้จะเป็นผลประโยชน์ทางอ้อมก็ตาม) เพราะเงินคืนจากภาษีหรือส่วนลดหย่อนภาษีนั้นก็เป็นเงินเช่นเดียวกัน แน่อนว่าเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องเสียภาษีบุคคลอยู่แล้ว จากการขยายความข้างต้น ผลตอบแทนจากการลงทุนแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนต่างราคา ปันผล และสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยส่วนต่างราคา ไม่ว่าจะลงทุนกองทุนประเภทไหนก็ได้เหมือนกันหมด คือ มีกำไรหรือขาดทุน ส่วนสิทธิประโยชน์ทางภาษีก็เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องเสียภาษี โดยที่ยังต้องการสิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม จึงมีคำตอบอยู่ในตัวเองอยู่แล้วว่าใครเหมาะกับกองทุน SSF/RMF (แม้เรามีฐานรายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี แต่อยากลงทุนในกองทุน SSF หรือ RMF ก็ลงทุนได้เช่นกัน เพียงแต่จะไม่ได้ประโยชน์ส่วนเพิ่มจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีแค่นั้นเอง) ขณะที่การจ่ายเงินปันผล ผลตอบแทนตรงนี้แหละที่มาซึ่งคำถามว่าเราควรเลือกลงทุนกองทุนรวมแบบไหนดี จ่ายหรือไม่จ่ายปันผล? เงินปันผลของกองทุนรวมมาจากมูลค่าสิทรัพย์ของกำทุนรวมที่เพิ่มขึ้น หรือกองทุนมีกำไรนั่นเอง แล้วนำนั้นมาจ่ายเป็นปันผล เงินปันผลที่จ่ายออกมา ทำให้มูลค่าสินทรัพย์ของกองทุนลดลง ราคา NAV จึงมักต่ำกว่ากองทุนที่ไม่จ่ายเงินปันผล ขณะที่กองทุนที่ไม่จ่ายเงินปันผล จะนำกำไรที่เพิ่มขึ้นไปลงทุนต่อ มูลค่า NAV จึงเพิ่มขึ้นตามมูลค่าสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น กองทุนรวมที่จ่ายปันผลจะเน้นการสร้างกระแสเงินสดให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนที่ต้องการรายได้ระหว่างลงทุน (เป็นรายได้ที่เรียกว่า Passive income) ส่วนกองทุนรวมแบบไม่จ่ายปันผลจะนำผลกำไรไปลงทุนต่อเพื่อให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา NAV ในระยะยาว สามารถเขียนสรุปเป็นตารางได้ดังนี้ สรุป!! กองทุนที่จ่ายปันผลหรือไม่จ่ายปันผล บอกไม่ได้ว่าแบบไหนดีกว่ากัน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการลงทุนว่าหวังมีรายได้แบบ Passive income ระหว่างที่ลงทุน หรือเก็บไว้ขายทำกำไรจากส่วนต่างราคาในอนาคต. แหล่งที่มา: เพจ เด็กการเงิน DekFinance ขอบคุณข้อมูลจากเพจ เด็กการเงิน DekFinance สามารถกดติดตามเพจ คลิกที่นี่

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  31 มีนาคม 2564

หัวใจเศรษฐี สร้างความร่ำรวย จริงหรือ

บนโลกใบหนี้ คนส่วนใหญ่ล้วนแต่มีความต้องการเป็นคนมั่งมี แต่คนไม่มี จะเป็นคนมั่งมี ได้อย่างไร??? เพราะต้นทุนของคนไม่เท่ากัน นี่คือสิ่งที่เราอ้างถึงเสมอ งั้นมาฟังเรื่องเล่าในสมัยพุทธกาล กาลครั้งหนึ่ง จุลลกะเศรษฐี ออกจากบ้านเห็นหนูตายตัวหนึ่ง จึงพูดว่า “ วันนี้ลางดี ผู้ฉลาดจะตั้งตัวได้ด้วยต้นทุนหนูตายตัวนี้ ” ยาจกชื่อ จูฬันเตวาสิก ได้ยินจึงเกิดความคิด โดย เอาหนูตายไปขายคนเลี้ยงแมว ได้เงินไปซื้อน้ำอ้อย ไปขายให้คนเก็บดอกไม้ในสวนพอเดินผ่านอุทยาน เห็นกิ่งไม้ที่โดนพายุ ตกบนพื้นจำนวนมาก จึงรับอาสาเก็บกวาดพื้นทุกวัน และ นำกิ่งไม้ไปขายให้ นายช่างหาฟืน ได้เงินมา 2-3 เท่านำเงินที่ได้ซื้อตุ่มใส่น้ำกิน วางรอบเมืองเพื่อสร้างมิตร ทำให้มีแต่คนรัก ยาจกจูฬันเตวาสิก เมื่อค้าขายร่ำรวย เรื่องทราบถึง จุลลกะเศรษฐี จึงยกบุตรสารให้ เพราะเห็นว่า ยาจกจูฬันเตวาสิก สามารถรักษาทรัพย์สมบัติของตระกูลได้ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งในคาถา หัวใจเศรษฐี ที่มีองค์ประกอบดังนี้ อุ มาจากคำว่า อุฏฐานสัมปทา แปลว่า ขยันหา ได้แก่ ขยันหมั่นเพียรประกอบการงาน หาเลี้ยงชีพในทางสุจริต หนักเอาเบาสู้ ไม่เกียจคร้าน ไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงไปโดยเปล่าประโยชน์ อา มาจากคำว่า อารักขสัมปทา แปลว่า รักษาดี ได้แก่ การรู้จักคุ้มครองและรักษาทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความเพียร ไม่ให้สูญหาย ไปในทางที่ไม่สมควร หลีกเลี่ยงอบายมุข กะ มาจากคำว่า กัลยาณมิตตตา แปลว่า มีกัลยาณมิตร ได้แก่ การรู้จักเลือกคบคนดี ไม่เอาอย่างในทางเสื่อมของเพื่อน เป็นตัวของตัวเองในทางที่ถูกต้อง สะ มาจากคำว่า สมชีวิตา แปลว่า ใช้ชีวิตแบบพอเพียง ได้แก่ การรู้จักประมาณรายรับรายจ่ายของตน ดำเนินตามหลักทางสายกลาง คือไม่ตึงจนเดือดร้อน และไม่หย่อนจนตกเป็นทาส ถึงต้นทุนชีวิตไม่เท่ากัน แต่ใจและความคิดที่ยิ่งใหญ่ มีความเพียรเป็นแรงผลักดัน สุดท้ายคนไม่มี จะกลายเป็นคนมั่งมี ได้ ในที่สุด สู้ๆๆนะคะ ------------------------------------ นฤมล บุญสนอง CFP® นักวางแผนการเงิน / วิทยากรตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย

  นฤมล บุญสนอง (ลูกหมู)


  29 มีนาคม 2564

เทคนิค DCA กองทุนรวม ให้มีโอกาสกำไรมากขึ้น

"DCA จะทำให้เราสามารถซื้อหน่วยลงทุน ได้จำนวนมากขึ้นหากราคา NAV ปรับตัวลง และจะซื้อได้น้อยลงหากราคา NAV ปรับตัวสูงขึ้น" แต่!! การลงทุนแบบ DCA (dollar-cost averaging) คือการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน ด้วยการกำหนดการลงทุนเป็นงวด ๆ งวดละเท่า ๆ กัน อาจลงทุนเป็นรายเดือน รายไตรมาส โดยไม่สนใจว่าราคาหน่วยลงทุนที่เราจะซื้อตอนนั้นราคาเท่าไหร่ จะขึ้นหรือจะลง ก็ไม่สนใจ การลงทุนแบบนี้จะเป็นระบบตัดเอาอารมณ์ความรู้สึกออกไป เป็นการลงทุนแบบอัตโนมัติไปเรื่อย ๆ โดยตั้งเป้าหมายเป็นจำนวนเงินที่ต้องการลงทุนเป็นหลัก ดังนั้น เราจึงสามารถนำการลงทุนแบบ DCA มาประยุกต์ เพื่อทำให้มีโอกาสที่จะได้กำไรมากขึ้น ซึ่งมีอยู่ 2 เทคนิคด้วยกัน ดังนี้ 1. ซื้อเพิ่มเมื่อราคาลดลง ในจังหวะขาลงอย่างวิกฤติ COVID-19 ยิ่งซื้อพอร์ตก็ยิ่งแดง จนอาจหมดกำลังใจ แต่อย่าลืมนะครับว่า DCA คือการลงทุนระยะยาว และ DCA ยังมีข้อดีในช่วงตลาดขาลง เพราะจำนวนเงินเท่าเดิม แต่เราจะได้จำนวนหุ้นมากขึ้นกว่าเดิม และในจังหวะขาลงแบบนี้ เรายังสามารถนำ DCA มาประยุกต์ คือ เพิ่มจำนวนเงินมากขึ้น ซึ่งเรียกว่าการนำการลงทุนแบบ DCA มาผสมผสานกับการลงทุนแบบบริหารต้นทุน ซึ่งจะทำให้ได้ต้นทุนถูกลงกว่าเดิม ตัวอย่างจำลองพอร์ต DCA ย้อนหลัง 9 ปี กับกองทุน SCBSET50DCA ปีละ 60,000 บาท (เดือนละ 5,000 บาท นั่นเอง แต่เพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณ) ตั้งแต่ปี 2555 - 2563 จะได้ผลดังนี้ 9 ปีผ่านไป จากการ DCA ปีละ 60,000 บาท รวมเป็นเงินต้นทั้งหมด 540,000 บาท ได้กำไรมาราว86,900 บาท หรือคิดเป็นกำไรปีละประมาณ 9,655 บาท เท่ากับว่าได้ผลตอบแทนเฉลี่ยถึง 16% ต่อปี แต่ปี 63 เป็นปีที่เผชิญวิกฤติ COVID-19 จะเห็นว่าดัชนี SET50 ให้ผลตอบแทน -13.30% ซึ่งในวิกฤติย่อมมีโอกาส ซึ่งโอกาสที่พูดถึงคือ หากเราลงทุนเพิ่มขึ้น เราก็จะได้จำนวนหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้นนั่นเอง เช่น ถ้าเราเพิ่มการลงทุนในปี 63 เป็น 2 เท่า โดยสมมติว่าปี 64 เศรษฐกิจฟื้นตัว จะได้ผลตอบแทน10% เมื่อเปรียบเทียบกับการ DCA แบบเดิม ก็จะได้ผลดังนี้ DCA ประยุกต์ - เพิ่มการลงทุนในปี 63 เป็น 2 เท่า DCA แบบเดิม จะเห็นว่าเมื่อสมมติให้ปี 64 กองทุนนี้ให้ผลตอบแทน 10% ต่อ ในปี 63 ที่เราลงทุนเพิ่มเป็น 2 เท่าในจังหวะที่ตลาดเป็นขาลงจากวิกฤติ ในปี 64 มูลค่าพอร์ตเราจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่! อย่าลืมนะครับว่าปี 63 ที่ใช้ DCA ประยุกต์ เราใส่เงินเพิ่ม 2 เท่า ต่างจาก DCA ปกติ ที่ยังลงทุนเท่าเดิม ดังนั้นต้นทุนย่อมต่างกัน แบบประยุกต์ย่อมมีเงินต้นเยอะกว่าแน่นอน อย่างในตัวอย่างเยอะกว่า 60,000 บาท หากหักลบที่ตัวเลขปลายงวดระหว่างทั้ง 2 แบบ พบว่าต่างกัน 812,811.8 - 755,589.8 = 57,222 บาท กล่าวคือ ยังขาดทุนอีก เกือบ 3,000 บาท แต่อย่าลืมนะครับว่าในปี 63 ผลตอบแทนติดลบ 13.30% แต่เราสมมติให้ปี 64 ได้ผลตอบแทน 10% หากปี 64 ได้ผลตอบแทนมากกว่านี้ หรือให้เวลาเงินทำงานไปอีก 1-2 ปี ก็ย่อมมีโอกาสเห็นผลในทางบวกอย่างแน่นอน 2. Value averaging (VA) Value averaging ถูกคิดค้นและพัฒนามาจาก Michael E. Edleson. อดีตศาสตราจารย์แห่ง Harvard University หลักการคือการควบคุมมูลค่าพอร์ตการลงทุน เป็นกลยุทธ์การลงทุนอีกรูปแบบหนึ่งที่ต่อยอดมาจาก Dollar-Cost Averaging (DCA) ซึ่งเพิ่มเติมในส่วนของการควบคุมปริมาณการซื้อ เพื่อให้มูลค่าพอร์ตเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแต่ละเดือน ในกรณีที่ราคาหย่วยลงทุนปรับตัวเพิ่มขึ้นและส่งผลให้มูลค่าพอร์ตเพิ่มสูงขึ้นจนถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้แล้ว กลยุทธ์ VA จะไม่ซื้อหลักทรัพย์เพิ่ม ซึ่งจะส่งผลให้พอร์ตมีเงินสดคงเหลือสะสมไว้ และสามารถนำไปซื้อหลักทรัพย์ได้ในภายหลังเมื่อราคาปรับตัวลง ตัวอย่างการลงทุนแบบ VA จากตารางข้างต้นจะเห็นว่า การลงทุนแบบ VA จะใช้เงินลงทุนแต่ละเดือนไม่เท่ากัน โดยเงินที่จะลงทุนในแต่ละเดือนจะคำนวณมาจากมูลค่าของพอร์ตที่ต้องการเพิ่ม โดยดูว่าขาดเท่าไหร่แล้วเพิ่มเข้าไป ตัวอย่างเช่น ในเดือน ก.พ. เราต้องการให้มูลค่าพอร์ตเป็น 20,000 บาท ซึ่งในเดือนแรกเงินที่เราลงทุนไปแล้ว 10,000 บาท แต่เนื่องจากกองทุน A ราคาลดลง ทำให้มูลค่าของเงินเดือนแรกลดน้อยลงเหลือ 9,500 ดังนั้นเดือนที่สอง เราจึงต้องลงทุนเป็นเงิน 20,000-9,500 = 10,500 บาท หากกองทุน A มีราคาลดลง ปริมาณเงินที่ใช้ลงทุนในกลยุทธ์แบบ VA จะมากกว่ากลยุทธ์ DCA แต่หากกองทุน A มีราคาเพิ่มขึ้น ปริมาณเงินที่ใช้จะน้อยกว่าแบบ DCA ซึ่งการที่กลยุทธ์แบบ VA ลงทุนในช่วงราคาต่ำกว่ามากกว่าและลงทุนช่วงราคาสูงน้อยกว่าจึงทำให้ระยะยาวแล้วต้นทุนเฉลี่ยราคาหุ้นของกลยุทธ์ VA จะต่ำกว่า DCA และเมื่อราคากองทุน A พุ่งสูงขึ้นไป การที่กลยุทธ์ VA มีต้นทุนที่ถูกกว่าก็ย่อมที่จะสร้างอัตราผลตอบแทนได้มากกว่า DCA นั่นเอง ข้อดีของ Value Average คือให้อัตราผลตอบแทนที่ดีกว่ากลยุทธ์ Dollar Cost Average เหมาะกับคนที่ไม่ชอบคาดเดาทิศทางของตลาด มีวินัยในการลงทุน แต่ข้อเสียของวิธีนี้คือ จะมีความยุ่งยากในการคำนวณเงินที่ต้องลงทุนในแต่ละเดือนที่ไม่เท่ากัน และในบางครั้งเงินที่ต้องใช้ลงทุนอาจจะมากเกินกว่าที่รับไว้ได้ อย่างไรก็ตามหากนักลงทุนมีวินัยการลงทุนที่ดีก็สามารถเก็บสะสมเงินลงทุนที่เหลือในแต่ละเดือนในช่วงราคากองทุนพุ่งสูงขึ้น เพื่อนำมาเติมในเดือนที่ราคาปรับตัวลง นอกจากนี้ การทำกลยุทธ์ VA ยังสามารถ Rebalance Portfolio โดยการขายทำกำไรออกมา ในช่วงที่มูลค่าพอร์ตเกินกว่าที่กำหนดไว้ จากการพุ่งขึ้นของราคาด้วย เพื่อลดความเสี่ยงในช่วงที่ราคาปรับขึ้นแรงจนเกินไป ซึ่งเงินส่วนที่ได้มาจากการขายออกไปบางส่วนนั้นสามารถสะสมเงินส่วนดังกล่าวไว้เพื่อเติมในช่วงที่ราคาปรับลงได้เช่นกัน ลองนำวิธีการประยุกต์ DCA ไปปรับใช้กันดูนะครับ ค่อย ๆ ฝึกฝนให้เกิดความชำนวญ แล้วเราจะทำกำไรการการลงทุนในกองทุนรวมได้มากขึ้นอย่างแน่นอนครับ ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.krungsri.com/th/plearn-plearn/what-dollar-cost-averaging https://knowledge.bualuang.co.th/knowledge-base/dca_va_buyingmethod/ https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/643609

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  17 มีนาคม 2564

คนมั่งมี และ คนไม่มี ต่างกันตรงไหน?

คนเราเกิดมาบนโลกใบนี้ มีความหลากหลาย บางท่านก็รวยล้นฟ้า เราเรียกว่า “ คนมั่งมี ” บางท่านก็จนมาก ต้องหาเช้ากินค่ำ เป็น “ คนไม่มี” ซึ่งคนทั้งสองมีผลลัพภ์ออกมาที่แตกต่างกัน “คนมั่งมี” มีรายได้มาเท่าไหร่จะพยายามนำเงินไปลงทุนต่อยอด โดยคาดหวังจะได้ผลตอบแทนที่สูง แต่ “คนไม่มี” มีรายได้เหลือไม่พอใช้จ่าย ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมา ทำให้หนี้ท้วมตัว วันนี้จึงอยาก!! มาชวนคิด พฤติกรรมของคนสองกลุ่มนี้ว่าต่างกันตรงไหน อ่านจบแล้ว คุณคิดว่า คุณเป็นคนกลุ่มไหน? ขอฝากข้อคิดทิ้งท้าย! ถ้าอยู่อย่างคนจน จะไม่มีวันจน ถ้าอยู่อย่างคนรวย จะไม่รวย ขอแค่เปลี่ยน ความคิด (Mind Set) โชคดีนะคะ ------------------------------------ นฤมล บุญสนอง CFP® นักวางแผนการเงิน / วิทยากรตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย

  นฤมล บุญสนอง (ลูกหมู)


  15 มีนาคม 2564

DCA ในกองทุนรวม ก็ร่ำรวย มั่งคั่ง และมั่นคงได้

การแบ่งปันข้อมูลของคุณแม่ท่านนี้เป็นเรื่องที่ดีมากเลยครับ การฝึกฝนการเงินเริ่มได้ตั้งแต่เด็ก นับเป็นบันไดก้าวแรกเพื่อบรรลุเป้าหมาย “อิสรภาพทางการเงิน” นำไปสู่ความร่ำรวย มั่งคั่ง และมั่นคง ได้อย่างยั่งยืน คุณแม่ท่านนี้ฝึกการออมใก้กับลูกสาวผ่าน “กองทุนรวม” แบบเก็บเล็กผสมน้อย ซึ่งมีวิธีการที่คล้ายกัน ที่เรียกว่า Dollar-cost averaging หรือ DCA DCA คืออะไร? การลงทุนแบบ DCA (dollar-cost averaging) คือการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน ด้วยการกำหนดการลงทุนเป็นงวด ๆ งวดละเท่า ๆ กัน อาจลงทุนเป็นรายเดือน รายไตรมาส โดยไม่สนใจว่าราคาหน่วยลงทุนที่เราจะซื้อตอนนั้นราคาเท่าไหร่ จะขึ้นหรือจะลง ก็ไม่สนใจ การลงทุนแบบนี้จะเป็นระบบตัดเอาอารมณ์ความรู้สึกออกไป เป็นการลงทุนแบบอัตโนมัติไปเรื่อย ๆ โดยตั้งเป้าหมายเป็นจำนวนเงินที่ต้องการลงทุนเป็นหลัก "DCA จะทำให้เราสามารถซื้อหน่วยลงทุน ได้จำนวนมากขึ้นหากราคา NAV ปรับตัวลง และจะซื้อได้น้อยลงหากราคา NAV ปรับตัวสูงขึ้น" DCA ในกองทุนรวมทำอย่างไร? 1. เลือกกองทุนเป้าหมายที่จะลงทุนแบบ DCA การลงทุนแบบ DCA คือการลงทุนระยะยาว แม้จะมีข้อดีตรงที่เวลาจะช่วยลดความผันผวนหรือความเสี่ยงลง แต่ก็ควรจะเลือกลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มที่ดี เช่น ธุรกิจที่เกียวข้องกับ EV Car ธุรกิจพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเทรนด์ในอนาคต เป็นต้น 2. ลงมือลงทุน หลังจากเปิดบัญชีกองทุน และได้เลือกกองทุนที่จะ DCA แล้ว ก็ลงมือทำอย่างมีวินัย กำหนดวันซื้อและจำนวนเงินอย่างชัดเจน เช่น DCA ในกองทุน XYZ เดือนละ 10,000 บาท ทุกวันที่ 1 ของเดือน เป็นต้น จากข้อมูลที่คุณแม่นำมาแบ่งปันข้างต้น คุณแม่ท่านนี้ฝึกให้ลูกสาวออมหรือลงทุนกับกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ SET50 INDEX (ชนิดสะสมมูลค่า) หรือ SCBSET50 ซึ่งมีจุดเด่นตรงที่ค่าธรรมเนียมไม่สูงมาก เนื่องจากเป็นกองทุนแบบ Passive Fund ที่คาดหวังผลตอบแทนให้ล้อไปกับ Benchmark คือ ดัชนี SET50 ซึ่งเป็นหุ้นขนาดใหญ่ และจุดเด่นที่สำคัญคือ มูลค่าขั้นต่ำที่สามารถซื้อได้เพียงแค่บาทเดียวเท่านั้น (มีอยู่หลายกองทุนที่กำหนดขั้นต่ำเพียงแค่ 1 บาท) จึงเหมาะสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุนในกองทุนรวมหรือมีทุนน้อย ดังนั้น ขอยกกองทุน SCBSET50 มาเป็นตัวอย่างว่าการ DCA ในกองทุนรวม ก็ร่ำรวย มั่งคั่ง และมั่นคงได้อย่างไร *กองทุนที่ยกมาเป็นเพียงตัวอย่างประกอบบทความเท่านั้น ไม่ได้ชี้นำให้ลงทุนแต่อย่างใด* ที่มา : www.wealthmagik.com จากรูปข้างต้น จะเห็นว่าผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน SCBSET50 นับตั้งแต่เริ่มจัดตั้งให้ผลตอบแทนค่อนข้างดีราว 7% ต่อปี (ทั้ง ๆ จัดตั้งกองทุนได้ไม่นาน เมื่อเดือน ต.ค. 2554 ยังไม่ถึง 10 ปี และยังเผชิญวิกฤติใหญ่อย่าง COVID-19) ผลการดำเนินงานย้อนหลังของ SCBSET50 ล้อไปกับ SET50 TRI อย่างชัดเจน หากจำลองพอร์ต DCA ย้อนหลัง 5 ปี กับกองทุน SCBSET50 DCA เดือนละ 5,000 บาท ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2559 ถึงเดือน ธ.ค. 2563 จะได้ผลดังนี้ 5 ปีผ่านไป จากการ DCA เดือนละ 5,000 บาท คิดเป็นเงินต้นทั้งหมด 5,000x60 = 300,000 บาท แต่จะเห็นว่าในพอร์ตเหลือเงิน 295,496.50 บาท ขาดทุนไปราว 500 บาท เนื่องจากปี 63 โดนผลกระทบจาก COVID-19 ไปเต็ม ๆ จนหักลบช่วง 4 ปีแรก (ปี 59-62) ไปจนหมด แต่ถ้าจำลองพอร์ต DCA ย้อนหลัง 9 ปี กับกองทุน SCBSET50 DCA ปีละ 60,000 บาท (เดือนละ 5,000 บาท นั่นแหละ แต่เพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณ) ตั้งแต่ปี 2555 - 2563 จะได้ผลดังนี้ 9 ปีผ่านไป จากการ DCA ปีละ 60,000 บาท รวมเป็นเงินต้นทั้งหมด 540,000 บาท ได้กำไรมาราว86,900 บาท หรือคิดเป็นกำไรปีละประมาณ 9,655 บาท เท่ากับว่าได้ผลตอบแทนเฉลี่ยถึง 16% ต่อปี จะเห็นว่า หากให้เวลากับการ DCA มากพอ จะเห็ฯดอกผลจากการลงทุนแบบ DCA อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการลงทุนประมาณ 10 ปี (อิงกับรอบของวัฏจักรวิกฤติใหญ่ ที่ประมาณ 10 ปี จะเกิดวิกฤติใหญ่ 1 ครั้ง) ดังนั้น หากใครเริ่ม DCA มาแล้วประมาณ 3-5 ปี แล้วเจอวิกฤติ COVID-19 ต้องอดทน มีวินัยกับการ DCA ต่อไป หากจะเอาวิกฤติครั้งนี้เป็นโอกาสก็ยังได้ เพราะอย่าลืมว่า "DCA จะทำให้เราสามารถซื้อหน่วยลงทุน ได้จำนวนมากขึ้นหากราคา NAV ปรับตัวลง และจะซื้อได้น้อยลงหากราคา NAV ปรับตัวสูงขึ้น" นั่นคือ เราสามารถประยุกต์การ DCA ได้ แต่จะทำอย่างไรนั้น ติดตามในบทความหน้าดีกว่านะครับ วันนี้พักก่อนดีกว่าเนอะ ด้วยรัก ^^

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  10 มีนาคม 2564

7 ข้อมูลสำคัญต้องรู้ ก่อนซื้อ "กองทุนรวม"

จะซื้อเสื้อผ้ายังต้องลอง ไซส์ได้มั้ย สีสวยรึเปล่า ใส่แล้วเหมาะกับเรามั้ยนะ บ่อยครั้งที่เพื่อนบอกว่าตัวนี้สวย แต่พอเราไปลองแล้วกลับไม่เหมาะกับเราเลย กับการลงทุนในกองทุนรวมก็เช่นเดียวกัน กองที่เพื่อนบอกอาจจะไม่เหมาะกับเราเสมอไป และที่สำคัญ เงินเรา เราจึงต้องดูแลเอง ทำไมต้องรอให้เพื่อน หรือคนนั้นคนนี้คอยบอกว่าต้องซื้อกองไหนดี เราต้องลอง ต้องรู้ด้วยตัวเอง กับ 7 ข้อมูลสำคัญต้องรู้ ก่อนซื้อ "กองทุนรวม" สามารถอ่านข้อมูลทั้ง 7 ข้อนี้ได้อย่างสะดวกและง่ายในหนังสือชี้ชวนฉบับสรุป และข้อมูลทั้ง 7 ข้อนั้น จะมีอะไรบ้างไปติดตามกันได้เลยครับ ^^ ขอยกตัวย่างด้วยกองทุนยอดฮิตของเหล่านักลงทุนอย่างกองทุนเปิดวรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรธ์ว (ONE-UGG-RA) *กองทุนที่ยกมาเป็นเพียงตัวอย่างประกอบบทความเท่านั้น ไม่ได้ชี้นำให้ลงทุนแต่อย่างใด* หน้าแรกของหนังสือชี้ชวนฉบับสรุปจะบอกชื่อกองทุน และมีตารางเหมือนเป็นสารบัญว่าในหนังสือชี้ชวนมีข้อมูลอะไรบ้าง โดยปกติทุกกองทุนก็จะมีข้อมูลเหมือนกัน 7 ส่วน ดังรูปข้างบน ซึ่งข้อมูล 7 ส่วนนี้คือสิ่งที่ทุกคนต้องอ่าน 7 ข้อมูลสำคัญต้องรู้ ก่อนซื้อ "กองทุนรวม" 1.คุณกำลังลงทุนอะไร ข้อมูลส่วนแรกนี้คือสิ่งที่ทุกคนต้องอ่าน ห้ามข้ามเด็ดขาด เพราะเป็นข้อมูลที่บอกเราว่าเงินที่เราลงทุนไปนั้น ผู้จัดการกองทุนนำไปลงทุนอะไร ตรงตามนโยบายการลงทุนที่ระบุไว้หรือไม่ และมักจะบอกด้วยว่ากองทุนนี้เป็น Active หรือ Passive Fund 2.กองทุนรวมนี้เหมาะกับใคร ส่วนนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นว่ากองทุนรวมนี้เหมาะหรือไม่เหมาะกับนักลงทุนในลักษณะใด กล่าวคือ ตัวเรายอมรับกับความผันผวนของมูลค่า NAV ได้มากน้อยแค่ อย่างกองทุน ONE-UGG-RA เป็นกองทุนรวมหุ้น จึงมีความผันผวนของราคาคล้ายหุ้นที่ค่อนข้างสูง หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็คือ หากกองทุนนี้ติดลบในระดับ 10-20% เรายังสามารถกินอิ่มนอนหลับรึเปล่า ถ้าทำไม่ได้ หนีไปครับ อย่าซื้อ เราต้องลงทุนบนระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้จะดีกว่า เพราะจะทำให้เราลงทุนได้อย่างมีความสุขครับ 3.คุณต้องระวังอะไรเป็นพิเศษ ส่วนนี้จะเป็นส่วนคำเตือนที่สำคัญสำหรับการลงทุน และอธิบายถึงความเสี่ยงของกองทุนรวมนั้น ๆ โดยปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญ จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ 1) ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา 2) ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และ 3) ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในสินทรัพย์ที่ลงทุน ซึ่งส่วนนี้เป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่เราสามารถนำไปพิจารณาในข้อก่อนหน้าว่ากองทุนนี้เหมาะกับเราหรือไม่ 4.สัดส่วนของประเภททรัพย์สินที่ลงทุน ส่วนนี้สำคัญมาก (ติดดาว) ต้องอ่าน!! ห้ามข้ามเด็ดขาด เพราะเราจะได้รู้ว่ากองทุนที่เราซื้อ ผู้จัดการกองทุนนำเงินไปลงทุนในอุตสาหกรรม บริษัทไหนบ้าง หรือหากเป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวมอีกที ก็จะได้รู้ว่าลงทุนผ่านกองทุนรวมไหน น่าสนใจหรือไม่ (บ่อยครั้งชื่อเสียงของกองทุนรวมที่กองทุนไปลงทุนต่อก็สำคัญเช่นกัน) 5.ค่าธรรมเนียม ส่วนนี้จะเป็นการแจกแจกรายละเอียดของค่าธรรมเนียมว่าเก็บอะไรไปบ้าง เก็บเท่าไหร่ โดยปกติก็จะมีรายละเอียดตามรูปข้างต้นเท่านั้น แต่สำหรับกองทุนที่ไปลงทุนต่อในกองทุนอื่นก็จะแจกแจงค่าธรรมเนียมของกองทุนรวมที่ไปลงทุนต่อด้วย ดังรูปด้านล่าง (นับเป็นการเก็บค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นข้อด้อยของกองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนต่อในกองทุนรวมอีกที) 6.ผลการดำเนินงานในอดีต โดยปกติผลการดำเนินงานของกองทุนรวมจะต้องเทียบกับมาตรฐานชี้วัดหรือ Benchmark ว่าทำได้ดีหรือด้อยกว่า แต่ที่สำคัญ ที่ต้องบอกก่อนเลยนะครับ ว่าผลการดำเนินงานสวยหรูในอดีตไม่การันตีอนาคตว่าจะดีตามไปด้วย กลับกัน ผลการดำเนินงานในอดีตที่ย่ำแย่ ก็ไม่ได้บอกว่าอนาคตจะแย่ตามไปด้วย อย่างรูปในตัวอย่างก็ระบุไว้ชัดเจนว่า *ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต* เพียงแต่ข้อมูลในอดีตอันใกล้พอจะเป็นแนวทาง หรือบอกเราได้ว่าทิศทางของผลการดำเนินงานในอนาคตอันใกล้น่าจะทำได้ใกล้เคียงกัน ฉะนั้น สิ่งที่สำคัญกว่าผลการดำเนินงานในอดีตคือ แนวโน้มในอนาคต ว่ากองทุนที่เราซื้อไปนั้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีอนาคตหรือไม่ ซึ่งเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องไปหาคำตอบมา 7.ข้อมูลอื่น ๆ ข้อมูลส่วนนี้จะบอกรายละเอียดข้อมูลทั่งไปเป็นหลัก เช่น นโยบายการจ่ายเงินปันผล การซื้อและขายคืนหน่วยลงทุน รายชื่อผู้จัดการกองทุนรวม เป็นต้น สำหรับส่วนนี้ก็ควรต้องอ่านนะครับ จะได้รู้ว่ากองทนนี้ใช้เงินขั้นต่ำซื้อหรือขายคืนเท่าไหร่ ขายคืนแล้วกี่วันเงินถึงจะเข้าบัญชี หรือเก็บข้อมูลรายชื่อผู้จัดการกองทุนรวมว่าคนนี้เก่งหรือเปล่า (จากการนำไปเทียบกับกองทุนอื่น ๆ ที่ให้ผลตอบแทนดีหรือแย่ว่าเป็นชื่อคนเหล่านี้หรือไม่) ไม่ยากเลยใช่มั้ยครับ แค่ 7 ส่วนก็ได้ข้อมูลเกือบทั้งหมดของกองทุนรวมที่เราจะซื้อแล้ว ต้องรู้ก่อนลงทุน รู้จักตัวเอง และรู้จักสิ่งที่จะลงทุน แล้วเราจะลงทุนได้อย่างมีความสุข และได้ผลตอบแทนอย่างที่หวังครับ ด้วยรัก ^^

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  03 มีนาคม 2564

เรื่องต้องรู้ "กองทุนรวม" ซื้อแล้วทำไมติดลบทันที

มือใหม่หลายคนตกใจว่าทำไมซื้อกองทุนแล้วติดลบทันที ไม่ต้องตกใจครับ เพราะเป็นเรื่องปกติที่หาคำตอบได้ ทันทีกองทุนที่เราซื้อได้รับการอนุมัติ ถูกจัดสรรเข้าพอร์ตการลงทุน จะเห็นตัวเลขติดลบ นั่นก็เพราะว่าเป็นค่าธรรมเนียมที่เรียกว่า Front-endซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมขายหน่วยลงทุน ถูกเก็บตอนเราซื้อ (กองทุนขายหน่วยลงทุนให้เรา) ตัวอย่างที่ 1 ตัวอย่างที่ 2 อย่างในรูปตัวอย่างที่ 1 กองทุนนี้เก็บค่าธรรมการขาย 0.5% เมื่อซื้อ 1000 บาท ก็ย่อมเหลือมูลค่า 995 บาท ส่วนตัวอย่างในรูปที่ 2 กองทุนเก็บค่าธรรมเนียมการขาย 1.5% ที่จริงมูลค่าควรจะเหลือ 985 บาท แต่ด้วยเหตุใดก็ไม่ทราบได้ กลับถูกเก็บจริงเพียง 1.48% ก็คือถูกเก็บน้อยลง ซึ่งเราได้ประโยชน์ ก็ไม่ต้องโวยวายเนอะ หากเก็บสูงเกินจริงเราค่อยโวยวาย จะได้ไม่เหนื่อย 55+ กองทุนรวมไม่ได้มีเพียงค่าธรรมเนียมการขายเท่านั้น แต่ยังมีค่าธรรมเนียมอื่น ที่เราต้องไปทำความรู้จัก เพราะเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณา หากจะลงทุนในกองทุนรวม ค่าธรรมเนียมกองทุนมีอะไรบ้าง? หากยึดตามหนังสือชี้ชวน ค่าธรรมเนียมในการลงทุนกองทุนรวมแบ่งได้ 2 แบบ คือ ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วย และค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวม 1. ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วย ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วย เป็นค่าธรรมเนียมที่ บลจ. จะเก็บจากนักลงทุนโดยตรง จะเกิดขึ้นตอน “ซื้อ” หรือ “ขาย” หน่วยลงทุน โดยจะเก็บเป็น % ของมูลค่าซื้อขาย คิดรวมเข้าไปในราคา NAV ที่ บลจ. แจ้งให้ทราบตอนยืนยันคำสั่งซื้อขาย ตัวอย่างค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วย Front-end = ค่าธรรมเนียมขายหน่วยลงทุน จะถูกเก็บตอนเราซื้อ (กองทุนขายหน่วยลงทุนให้เรา) Back-end = ค่าธรรมเนียมซื้อคืนหน่วยลงทุน จะถูกเก็บตอนเราขาย (กองทุนซื้อหน่วยลงทุนคืนจากเรา) Switching-in = ค่าธรรมเนียมสับเปลี่ยนเข้า จะถูกเก็บตอนซื้อกองที่ย้ายมาจากกองอื่นใน บลจ. เดียวกัน Switching-out = ค่าธรรมเนียมสับเปลี่ยนออก เก็บตอนขายกองเพื่อย้ายไปกองอื่นใน บลจ. เดียวกัน Exit Fee = ค่าธรรมเนียมขายออกก่อนเวลาที่กำหนด บางกองทุนจะกำหนดระยะเวลาถือกองทุนขั้นต่ำ เพื่อไม่ให้การซื้อขายถี่ ๆ มารบกวนการบริหารกองทุน ถ้าเราซื้อแล้วขายออกก่อนเวลาที่กำหนดก็จะถูกหักค่าธรรมเนียม ตัวอย่างค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วยของกองทุน SCBCHA (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2563) จากตัวอย่างในรูปข้างต้นจะเห็นว่ากองทุน SCBCHA เรียกเก็บค่าธรรมเนียมตอนที่เราซื้อกองทุนเท่านั้น จะไม่เก็บตอนขายคืน กลับกันหากกองทุนไหนเรียกเก็บเฉพาะตอนที่เราขายคืน ก็มักจะไม่เก็บตอนที่เราซื้อเช่นกัน กล่าวคือ โดยปกติกองทุนมักจะไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม 2 ตัวนี้พร้อมกัน 2. ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวม ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวม เป็นค่าธรรมเนียมที่นักลงทุนจะไม่ถูกเรียกเก็บโดยตรง แต่กองทุนจะหักค่าธรรมเนียมส่วนนี้ออกจากมูลค่า NAV ของกองทุน ที่คำนวณทุกวัน โดย % ค่าธรรมเนียมส่วนนี้จะเป็น % ต่อปี จึงต้องถูกหารด้วย 365 เพื่อคิดเป็น % ต่อวัน แล้วนำไปหักออกจาก NAV วันต่อวัน ตัวอย่าง กองทุน ABC เก็บค่าบริหารจัดการปีละ 2% แสดงว่ากองทุนนี้จะหัก NAV ออกไปวันละ 2%/365 = 0.00548% โดยจะหักไปพร้อมกับการคำนวณมูลค่า NAV ณ สิ้นวัน ตัวอย่างค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวม Management Fee = ค่าธรรมเนียมการจัดการ เป็นค่าใช้จ่ายที่ บลจ. เรียกเก็บจากการบริหารเงินลงทุนของกองทุนให้ผู้ถือหน่วย ค่าธรรมเนียมส่วนนี้เป็นค่าแรงของทีมผู้จัดการกองทุน ที่มีหน้าที่บริหารเงินให้เรา จะแตกต่างไปตามความยากง่ายในการบริหาร เช่น กองทุนรวมตราสารทุนหรือกองทุนรวมหุ้นมีค่าธรรมเนียมการจัดการสูงกว่ากองทุนรวมตราสารหนี้ เนื่องจากการบริหารกองทุนมีความยุ่งยากและซับซ้อนมากกว่า Trustee Fee = ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์ เป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้ดูแลผลประโยชน์ของกองทุนรวมเรียกเก็บจากกองทุนรวม จากการมีหน้าที่รับรองราคา NAV ให้ถูกต้อง และควบคุมให้กองทุนดูแลผลประโยชน์นักลงทุนตามนโยบาย Registrar Fee = ค่าธรรมเนียมนายทะเบียน ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรายชื่อผู้ถือหน่วยลงทุน และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น การจ่ายเงินปันผล ตัวอย่างค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวมของกองทุน SCBCHA (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2563) ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวมจะต่างจากค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วย ที่จะถูกเรียกเก็บตอนซื้อหรือขายเพียงครั้งเดียว แต่ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวมจะถูกเก็บทุกวันโดยหักจาก NAV นั่นหมายความว่า ค่าธรรมเนียมส่วนนี้เลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ควรเลือกกองทุนที่มีค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวมต่ำเมื่อเทียบกับผลการดำเนินการ ไม่เช่นนั้นจะเหมือนว่าเราขาดทุนทุกวัน หลักการเลือกกองทุนรวมจากค่าธรรมเนียม - หลีกเลี่ยงการซื้อขายกองทุนบ่อยเกินไป โดยเฉพาะกองที่มีค่าธรรมเนียมซื้อขายสูง กองทุนรวมจึงเหมาะกับการลงทุนระยะยาว ไม่เหมาะกับการเก็งกำไรระยะสั้น - อย่าเห็นแก่ค่าธรรมเนียมถูก ต้องดูที่ผลตอบแทนเป็นหลัก เพราะค่าธรรมเนียมควรจะคุ้มค่าเมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่กองทุนรวมนั้น ๆ ทำได้ - ค่าธรรมเนียมต้องเปรียบเทียบกับกองทุนในกลุ่มเดียวกันเท่านั้น เพราะกองทุนแต่ละประเภทมีค่าใช้จ่ายในการบริหารแตกต่างกัน - สำหรับกองทุนรวมหุ้น ถ้ามีกลยุทธ์การลงทุนแบบเชิงรับ (Passive Fund) ที่ผู้จัดการกองทุนเลือกหลักทรัพย์และจัดน้ำหนักการลงทุนในลักษณะเดียวกับดัชนีอ้างอิง เช่น SET50 Index มักจะมีค่าธรรมเนียมการจัดการน้อยกว่าแบบเชิงรุก (Active Fund) ที่มุ่งให้ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาดหรือดัชนีอ้างอิง ดังนั้น จึงต้องระวังในการเลือก Active Fund ที่เก็บค่าธรรมเนียมแพงแต่ทำผลงานไม่คุ้มค่า ก่อนจะลงทุน “กองทุนรวม” ต้องรู้เรื่อง “ค่าธรรมเนียม” ซึ่งสามารถหาอ่านได้ในหนังสื่อชี้ชวน (Funf fact sheet) ซึ่งนอกจากค่าธรรมเนียมแล้ว ยังมีข้อมูลอื่นที่ควรรู้อยู่ในนี้อีกด้วย ซึ่งตอนหน้าเราจะมาดูกันครับว่าต้องอ่านอะไรในหนังสือชี้ชวน ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.set.or.th/ https://www.finnomena.com/tumsuphakorn/fund-fee/

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  25 กุมภาพันธ์ 2564

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม