เทคนิคการลงทุน SSF RMF กับ 9 กองทุนเด่นจาก SCBAM

ไม่รู้จะวางแผนลงทุน SSF/RMF อย่างไร ไม่รู้จะซื้อ SSF/RMF กองไหนดี วันนี้ LUMPSUM จะพาทุกคนไปหาคำตอบพร้อมกัน ว่าเราจะต้องทำอย่างไร เพื่อให้ทุกเป้าหมายการลงทุนใน SSF/RMF นอกจากจะช่วยประหยัดภาษีได้แล้ว ยังมีโอกาสประสบความสำเร็จในการลงทุนระยะยาวอีกด้วย สำหรับคนที่มีรายได้ประจำอย่างเดียว • เงินเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ไม่ต้องยื่นภาษี • เงินเดือนไม่เกิน 26,583 บาท ต้องยื่นภาษี แต่ไม่ต้องเสียภาษี เนื่องจากยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี • เงินเดือนเกิน 26,583 บาทเป็นต้นไป จะต้องยื่นภาษีและเสียภาษี นอกจากการซื้อประกัน มาตรการจากภาครัฐ เช่น ช้อปดีมีคืน เป็นต้น เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีแล้ว การลงทุนในกองทุนรวม SSF/RMF ก็สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน กองทุนรวม SSF/RMF เป็นกองทุนรวมที่มีผลประโยชน์ทางอ้อม คือ “สิทธิลดหย่อนภาษี” ซึ่งเป็นผลประโยชน์เพิ่มเติมที่ต่างออกไปจากกองทุนรวมทั่วไป แม้จะได้สิทธิลดหย่อนภาษีที่เป็นผลประโยชน์เพิ่มเติม แต่ก็ต้องแลกมาด้วยเงื่อนไขบางอย่าง โดยเฉพาะเงื่อนไขการถือครองที่ค่อนข้างนาน (อย่างน้อย 5 ปี ในการลงทุน RMF สำหรับคนอายุ 50 ปีขึ้นไป และอย่างน้อย 10 ปี ในการลงทุน SSF) สอดคล้องกับ Warren Buffett ที่ได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจไว้ว่า “ไม่มีนักลงทุนคนไหนที่สามารถเอาชนะตลาดได้ในระยะยาว” และสิ่งที่เป็นศัตรูของนักลงทุนมากที่สุดก็คือ “ค่าใช้จ่าย” และ “อารมณ์” ดังนั้น ระยะเวลาการถือครองเป็นเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับแผนการลงทุนในกองทุนรวม SSF และ RMF เพราะหากไม่วางแผนให้ดี ก็อาจเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษี แถมยังอาจขาดทุนจากการตัดสินใจลงทุนผิดจังหวะอีกด้วย การจัดพอร์กองทุน SSF/RMF จากเงื่อนไขการลงทุน SSF/RMF จะเห็นว่าต้องถือครองอย่างน้อย 5 ปี (ในการลงทุน RMF สำหรับคนอายุ 50 ปีขึ้นไป) และอย่างน้อย 10 ปี (ในการลงทุน SSF) นั่นหมายความว่าเป็นการลงทุนระยะยาว ซึ่งแทบจะไม่มีใครสามารถเอาชนะตลาดได้ อย่างไรก็ตาม การลงทุนระยะยาวถูกพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพมากพอที่จะสร้างความมั่งคั่งได้อย่างยั่งยืน เห็นได้จากงานวิจัยที่พบว่า “การจัดสรรสินทรัพย์ลงทุน” เป็นส่วนสำคัญที่มีผลต่อการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ด้วยสัดส่วนสูงถึง 91.5% ขณะที่การคัดเลือกสินทรัพย์ลงทุน และการจับจังหวะตลาด ช่วยสร้างผลตอบแทนสูงเป็นครั้งคราวในระยะสั้น แต่ในระยะยาวไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น เราสามารถประยุกต์ใช้เทคนิคการจัดพอร์ตของผู้จัดการกองทุนที่เรียกว่า Core-Satellite Portfolio โดยเน้นการลงทุนในส่วน Core Portfolio เป็นหลัก อาจจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 80-90% หรือลงทุนทั้งหมดใน Core Portfolio ก็ได้ ส่วน Core Portfolio เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว ที่แทบจะไม่มีใครสามารถเอาชนะตลาดได้ จึงควรเน้นกองทุนแบบ Passive Fund หรือ Index Fund ที่พยายามให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง (Benchmark) ให้ได้มากที่สุดแต่ถ้าใครชอบความหวือหวา เห็นโอกาสในการลงทุนในกองทุนแบบ Active Fund หรือเมกะเทรนด์ที่กำลังมาแรง เช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หุ้นกลุ่ม EV หุ้นกลุ่ม Semiconductor เป็นต้น ก็สามารถลงทุนได้เช่นกัน ในส่วน Satellite Portfolio เพียงแต่ต้องพิจารณาให้ดีว่าเทรนด์นั้นมายาวจริงหรือไม่ เพราะการลงทุนกองทุน SSF/RMF เป็นการลงทุนระยะยาว (อย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป สำหรับกองทุน RMF และอย่างน้อย 10 ปี สำหรับกองทุน SSF) 5 กองทุนเด่น SSF/RMF สำหรับ Core Portfolio ให้คุณพิชิตเป้าหมายการลงทุน กองทุน SSF : SCBS&P500-SSF และ SCBS&P500(SSFA) กองทุน RMF : SCBRMS&P500 3 กองทุนนี้ ลงทุนหุ้นใหญ่สหรัฐฯ ตามดัชนี S&P500 ดัชนีที่มีมูลค่ามากที่สุดของสหรัฐ • ดัชนีสำคัญที่สะท้อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ของโลก ครอบคลุม 80% ของมูลค่าตลาดหุ้นในสหรัฐอเมริกาทั้งหมด และมีสภาพคล่องสูง • ดัชนี S&P500 ประกอบด้วยบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ จำนวน 500 บริษัท • ตัวอย่างบริษัทที่มีชื่อเสียงทั่วโลก เช่น Apple, Amazon, Alphabet, NVIDIA และ UnitedHealth เป็นต้น • มีสัดส่วนการลงทุนที่กระจายตัวในบริษัทชั้นนำจำนวนมาก และหลากหลายอุตสาหกรรม กองทุน SSF : SCBASHARES(SSF) กองทุน RMF : SCBRMASHARES 2 กองทุนนี้ ลงทุนหุ้นจีน A-Shares ดินแดนแห่งอนาคตกับเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และพร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้นำเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก • จีนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งนักวิเคราะห์หลายแห่งเชื่อว่าจะแซงขึ้นเป็นอันดับ 1 ได้ใน 10-20 ปีข้างหน้า • คัดเลือกหลักทรัพยรายตัวที่มีศักยภาพเติบโตในระยะยาว สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจจีนในอนาคต • มีพอร์ตการลงทุนแบบ High conviction ที่เป็น best idea 40 – 70 บริษัท • สามารถสร้างผลตอบแทนเทียบกับความความเสี่ยง (risk-adjusted return) และบริหาร Drawdown ได้ดีอย่างสม่ำเสมอ • บริหารโดยทีมบริหารกองทุนที่มีประสบการณ์การลงทุนในประเทศจีนอย่างยาวนานกว่า 25 ปี พิเศษ! รับ Fund Back* สูงสุด 1,000 บาท เมื่อลงทุน SSF/RMF กับ SCBAM ตั้งแต่ 1 ก.ย. 66 – 28 ธ.ค. 66 (ยกเว้นกองทุนตราสารหนี้ และ SSF e-class) *Fund Back เป็นหน่วยลงทุน SCBSFF 4 กองทุนเด่น SSF/RMF สำหรับ Satellite Portfolio เสริมแรง แซงทุกโค้ง เพื่อพิชิตเป้าหมาย กองทุน SSF : SCBNDQ(SSF) กองทุน RMF : SCBRMNDQ 2 กองทุนนี้ ลงทุนหุ้น Big Tech สหรัฐฯ ตามดัชนี Nasdaq-100 ดัชนีมาแรงของสหรัฐที่อัดแน่นด้วยหุ้นเทคโนโลยี ที่พร้อมเติบโต • รวบรวมหุ้นที่มีนวัตกรรม และการคิดค้นสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและศักยภาพการเติบโตสูง • ประกอบด้วยบริษัทชั้นนำที่ชื่อเสียงและมีผู้ใช้งานทั่วโลก เช่น Apple, Microsoft, Amazon, Alphabet, Meta และ Tesla เป็นต้น • มีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีและเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลก สูงกว่าดัชนีหุ้นสหรัฐฯ อื่น ๆ กองทุน SSF : SCBSEMI(SSF) ลงทุนธีม Semiconductor หัวใจขับเคลื่อนโลกดิจิทัล รับการเติบโตของเทรนด์ดิจิทัล และนวัตกรรมทั่วโลก • โอกาสการลงทุนในธีมที่มีศักยภาพสูง และมีโอกาสเติบโตในระยะยาว จากคาดการณ์ความต้องการ Semiconductor โลกขยายตัวปีละ 7-10% ในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า • อุตสาหกรรม Semiconductor เป็น strategic sector ที่สำคัญ และเป็นกลุ่มหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการสนับสนุนของภาครัฐทั่วโลก • ปัจจัยบวกจากคาดการณ์การเติบโตของกำไร (Profit Growth) ของหุ้นรายตัวใน Top Holdings มีโอกาสเติบโตได้ดีในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า (ที่มา : Bloomberg as of 15 Aug 2023) • เน้นลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการผลิต Semiconductor ทั่วโลกจำนวน 25 บริษัท (Pure play) เช่น NVIDIA, BROADCOM, QUALCOM, TSMC เป็นต้น SCBEV(SSF) ลงทุนธีม ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมเติบโตระยะยาว จากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐทั่วโลก• คาดการณ์การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง จะเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจโลกในระยะยาวมากกว่า 10 ปีข้างหน้า • กระจายการลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องธีมรถยนต์ไฟฟ้า (EV theme) ที่ครบวงจรทั่วโลก เช่น บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า บริษัทผลิตแบตเตอรี่ สเตชั่นชาร์จ บริษัทเหมืองแร่ กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น • มีสัดส่วนการลงทุนในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ประมาณ 1 ใน 3 ของพอร์ต ที่เหลือกระจายการลงทุนในประเทศผู้นำตลาดรถยนต์และส่วนประกอบอื่นๆ เช่น สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น เป็นต้น • พอร์ตการลงทุนประกอบไปด้วยหุ้นประมาณ 70-80 บริษัท โดยมีหุ้นที่มีคาดการณ์การเติบโตของกำไร (Profit Growth) เติบโตได้ดีในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า เช่น TESLA, CATL, NIDEC และ BYD เป็นตัน (ที่มา : Bloomberg as of 15 Aug 2023) พิเศษ! รับ Fund Back* สูงสุด 1,000 บาท เมื่อลงทุน SSF/RMF กับ SCBAM ตั้งแต่ 1 ก.ย. 66 – 28 ธ.ค. 66 (ยกเว้นกองทุนตราสารหนี้ และ SSF e-class) *Fund Back เป็นหน่วยลงทุน SCBSFF ดูข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนรวม SSF / RMF ทั้งหมดเพิ่มเติมได้ที่นี่ กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน กรณีไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขทางภาษี จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขของกองทุน สอบถามเพิ่มเติมและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ บลจ.ไทยพาณิชย์ โทร. 02-777-7777 www.scbam.com

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  26 ตุลาคม 2566

หลักการอ่าน Fund Fact Sheet สำหรับนักลงทุนมือใหม่

เวลาเราจะซื้อของซักหนึ่งอย่างเรามักจะหาข้อมูลของของชิ้นนั้นเช่น ถ้าจะซื้อขนมซักซอง ที่เรายังไม่เคยกินมาก่อนแน่นอนว่าเรายังไม่รู้ว่ารสชาติของขนมซองนั้นเป็นอย่างไรแต่เราอาจจะพอรู้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ผ่านรูปบนซอง และแน่นอนว่าก่อนจะซื้อขนมซองนั้นเราจะต้องอ่านรายละเอียดบางอย่างที่ระบุบนซองก่อนตัดสินใจซื้อ หากเปรียบเทียบกองทุนเป็นขนมซองนั้น Fund Fact Sheet ก็จะเปรียบเสมือนรายละเอียดที่อยู่บนซองขนมให้เราได้อ่าน ทำความเข้าใจว่ากองทุนที่เรากำลังสนใจ Fund Fact Sheet หรือ หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญของกองทุนรวม เป็นส่วนที่แสดงรายละเอียดเบื้องต้น แต่ครบถ้วนของกองทุนรวมฉะนั้น Fund Fact Sheet จะทำให้เราได้รู้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับกองทุนที่เราสนใจอย่างครบถ้วน หลักการอ่าน Fund Fact Sheet สำหรับมือใหม่เริ่มต้นกองทุนรวม 1. รู้ประเภทกองทุนและนโยบายการลงทุน • เริ่มจากการอ่านชื่อกองทุน • ดูประเภทของกองทุน ว่าเป็นกองทุนประเภทไหน เช่น กองทุนตลาดเงิน กองทุนตราสารหนี้ กองทุนตราสารทุน (หุ้น) เป็นต้น • อ่านนโยบายและกลยุทธ์การลงทุน ว่านมีนโยบายการลงทุนในสินทรัพย์อะไร และวางกลยุทธ์ในการบริหารอย่างไร (เชิงรุกหรือตั้งรับ) 2. รู้ลักษณะความเสี่ยงและผลตอบแทน • กองทุนรวมแบ่งความเสี่ยงออกเป็น 8 ระดับ ดูว่ากองทุนที่เราสนใจมีความเสี่ยงระดับไหน และควรเลือกลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงในระดับที่เรายอมรับได้ • ดูความผันผวนของส่วนต่างผลการดำเนินงานและดัชนีชี้วัด (Tracking error) เพื่อดูว่าผู้จัดการกองทุนสามารถลงทุนได้ใกล้เคียงกับตัวชี้วัด (Benchmark) ได้มากน้อยแค่ไหน • ดู Maximum Drawdown (อัตราการขาดทุนสูงสุดของกองทุนในอดีต) เพื่อดูความสามารถในการจัดการความเสี่ยงของผู้จัดการกองทุน • โดยปกติเราและกองทุนจะคาดหวังผลตอบแทนสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของกองทุนตามหลัก High Risk High Return 3. รู้พอร์ตการลงทุน การดูพอร์ตการลงทุนของกองทุน ทำให้เรารู้ว่าตรงกับนโยบายการลงทุนหรือไม่ เป็นการลงทุนแบบเจาะจง หรือมีการกระจายการลงทุน และหากลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ ก็ควรไปดูทั้งปัจจัยมหภาคว่าประเทศนั้นเป็นอย่างไร และปัจจัยจุลภาคว่าบริษัทนั้นมีทิศทางที่ดีหรือไม่ 4. รู้ผลงานในอดีต • ดูผลการดำเนินงานย้อนหลังเปรียบเทียบกับตัวชี้วัด (Benchmark) เพื่อดูความสามารถของผู้จัดการกองทุน • ผลการดำเนนงานในอดีตของกองทุนรวม ไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต 5. รู้ค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขการซื้อขาย • ดูว่ากองทุนเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอะไรบ้าง มากน้อยแค่ไหน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเปรียบเทียบกับการทุนที่มีนโยบายการลงทุนเหมือนหรือใกล้เคียงกัน • ปกติค่าธรรมเนีบมจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุน กับค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วย สรุป!! Fund Fact Sheet เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ครบถ้วนของกองทุนที่เราสนใจ ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมือเก๋า ควรอ่านก่อนที่จะตัดสินใจซื้อขายกองทุนนะครับ ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา, ที่ปรึกษาการลงทุน AFPT

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  25 พฤษภาคม 2566

กองทุนรวม Active vs Passive เลือกลงทุนแบบไหนดี

หากแบ่งกองทุนรวมตามความคาดหวังผลตอบแทน จะแบ่งงออกได้เป็น 2 ประเภท คือ Active Fund (เชิงรุก) กับ Passive Fund (ตั้งรับ) Active Fund Active Fund เป็นกองทุนที่มีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีอ้างอิง (Benchmark) หรือต้องการเอาชนะตลาด ผู้จัดการกองทุนจะต้องใช้ความสามารถในการเลือกหลักทรัพย์เข้าพอร์ต โดยมีแนวทางการวิเคราะห์ในการเลือกหลักทรัพย์ 2 แบบได้แก่ 1. Top-down Analysis จะวิเคราะห์จากภาพรวมเศรษฐกิจ และลงไปในระดับอุตสาหกรรม ก่อนที่จะเลือกหุ้นแต่ละตัวจากปัจจัยพื้นฐาน 2. Bottom-up Analysis จะตรงกันข้ามจากวิธี Top-down คือเป็นการเลือกตัวหลักทรัพย์ก่อนที่จะพิจารณาปัจจัยด้านอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจการลงทุนแบบ Active Fund สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามภาวะตลาด ทำให้มีโอกาสสร้างกำไรได้มากกว่าในช่วงที่ตลาดไม่ไปไหน และเหมาะสำหรับการลงทุนที่เน้นโอกาสทำกำไรระยะสั้นด้วยกลุทธ์ที่ต้องการเอาชนะตลาด การลงทุนจึงพึ่งพาความสามารถของผู้จัดการกองทุนเป็นหลัก จึงมีค่าธรรมเนียมแพงกว่า Passive Fund และด้วยเป็นการลงทุนแบบจับจังหวะตลาด จึงมักเกิดการกระจุกตัวของสินทรัพย์ที่ลงทุน ซึ่งตามมาด้วยความเสี่ยงที่สูงขึ้น แต่นั่นก็แลกมากับโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ตามหลัก “High Risk High Return” Passive Fund Passive Fund เป็นกองทุนที่เน้นสร้างผลตอบแทนให้ได้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง (Benchmark) ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จึงมีอีกชื่อเรียกว่า “Index Fund” อย่างไรก็ตาม Passive Fund มีโอกาสที่ผลตอบแทนอาจจะสูงหรือต่ำกว่า Benchmark ได้ เนื่องจากสินทรัพย์ที่กองทุนไปลงทุนอาจไม่ได้เหมือนกับดัชนีอ้างอิงแบบ 100%ด้วยกลยุทธ์ที่ต้องการให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับตลาด Passive Fund จึงมีค่าธรรมเนียมและความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากเป็นการลงทุนตามดัชนีอ้างอิง ช่วยลดต้นทุนในการบริหารจัดการ และลดความเสี่ยงจากการเลือกหลักทรัพย์ผิดตัวหลายคนอาจมีข้อสงสัยว่าทำไมถึงต้องเลือกลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามตลาด แทนที่จะลงทุนเพื่อให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาด คำตอบก็คือในตลาดที่มีประสิทธิภาพ จะไม่มีใครสามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดระยะยาวสอดคล้องกับ Warren Buffett ที่เสนอแนวคิดที่น่าสนใจไว้ว่า “ไม่มีนักลงทุนคนไหนที่สามารถเอาชนะตลาดได้ในระยะยาว” และสิ่งที่เป็นศัตรูของนักลงทุนมากที่สุดก็คือ “ค่าใช้จ่าย” และ “อารมณ์”ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนแบบ Passive Fund จึงเหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว หากเปรียบเทียบ Active Fund กับ Passive Fund เป็นการเลือกซื้อผลไม้ Active Fund Active Fund จะเป็นการเลือกซื้อผลไม้ที่มีผู้เชี่ยวชาญมาคัดผลไม้ที่คิดว่าดีแทนเรา โดยคิดว่าจะได้ผลที่สวย และรสชาติดีทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงตอนซื้อจะยังไม่เห็นข้างในว่าสวยรึเปล่า สุกหรือยัง แข็งหรือเละเกินไปมั้ย แม้จะพยายามคัดลูกที่สวยและคิดว่าดีที่สุด แต่หากคนซื้อยังไม่เก่งพอ ก็อาจจะเลือกลูกสวยแต่ข้างในยังไม่สุกเป็นส่วนใหญ่ก็เป็นได้ Passive Fund Passive Fund จะเป็นการซื้อเหมาเข่ง ถ้าในเข่งมี 100 ลูก อาจจะได้ทั้งของดีและไม่ดีคละเคล้ากันไป (แต่คาดว่าจะได้ของดีเป็นส่วนใหญ่ จากการซื้อกับร้านที่น่าเชื่อถือ) ข้อเสียของการเลือกซื้อผลไม้แบบ Passive Fund คือ ถ้าหากในเข่งมีซักผลกำลังจะเน่า ก็อาจทำให้ลูกอื่นเน่าตามไปด้วย และเวลาซื้อเหมาเข่งจะซื้อตามฤดูกาล ปกติจะทุกไตรมาส ครึ่งปี หรือปีละครั้ง กว่าจะหยิบลูกที่เน่าเสียออกไป ก็อาจจะทำให้ทั้งเข่งนั้นเน่าไปหมดแล้วก็เป็นได้ สรุป Active Fund เชื่อว่าผู้จัดการกองทุนคัดของดีมาให้ ส่วน Passive Fund เชื่อว่าส่วนใหญ่จะได้ของดี ซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีกับข้อด้อยแตกต่างกัน ฉะนั้น จึงไม่มีทางไหนดีกว่า แต่ละแนวทางมีข้อดีและข้อด้อยในตัวเอง ที่เราสามารถนำข้อดีของแต่ละแบบไปวางกลยุทธ์ในการจัดพอร์ต ก็จะทำให้พอร์ตกองทุนของเรามีโอกาสเติบโตได้อย่างมั่นคงนั่นเอง กองทุนรวม Active vs Passive

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  11 พฤษภาคม 2566

SCBLINK2YA กองทุนรวมลดความเสี่ยงในการขาดทุน

SCBLINK2YA กองกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Performance Linked Complex Return 2 YA ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (SCBLINK2YA) เป็นกองทุนแห่งอนาคต มุ่งทำธุรกิจอย่างยั่งยืน โอกาสสร้างผลตอบแทนแบบไม่จำกัดกับดัชนี S&P ESG Global Macro* พร้อมลดความความเสี่ยงการขาดทุนของเงินต้น** อีกด้วย เปิดลงทุนครั้งแรก (IPO) ในวันที่ 18 – 25 เม.ย. 2566 นี้ ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำ 500,000 บาท *ไม่จำกัด ในกรณีที่ค่าการเปลี่ยนแปลงของดัชนีอ้างอิง ณ วันพิจารณาดัชนีอ้างอิง > 0% โดยมีตัวคูณร่วม (PR) ที่ 50% ** กองทุนยังคงมีความเสี่ยงผิดชำระหนี้ (default risk) ที่เกิดขึ้นจากการผิดชำระหนี้ของผู้ออกตราสาร/เงินฝาก ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ลงทุนไม่ได้รับเงินต้นคืนเต็มจำนวนได้ *การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง รวมถึงควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนตัดสินใจลงทุน *การลงทุนในผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความซับซ้อนซึ่งมีปัจจัยอ้างอิง มีความแตกต่างจากการลงทุนในปัจจัยอ้างอิงโดยตรง จึงอาจทำให้ราคาของผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนดังกล่าวมีความผันผวนแตกต่างจากราคาของปัจจัยอ้างอิงได้ (ในกรณีที่เป็นกองทุนรวมที่มีปัจจัยอ้างอิง (underlying asset) และกำหนดเงื่อนไขการจ่ายผลตอบแทนโดยอ้างอิงกับปัจจัยอ้างอิงดังกล่าว) *ผู้ลงทุนไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนในช่วงเวลา 2 ปีได้ ดังนั้นหากมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนดังกล่าวผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก *กองทุนที่มีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุน หรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ *ศึกษาข้อมูลกองทุนและหนังสือชี้ชวนได้จาก website ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม www.scbam.com และสามารถศึกษารายละเอียดกองทุนรวมเพิ่มเติมผ่าน SCB EASY App *สอบถามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ SCB Call Center โทร. 02-777-7777 กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Performance Linked Complex Return 2 YA ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (SCBLINK2YA) มีนโยบายการลงทุน 2 ส่วน ส่วนแรกคือการลงทุนในเงินฝากหรือตราสารหนี้ระดับ Investment grade ด้วยสัดส่วน 97.5% และอีกส่วนราว 2.5% ลงทุนใน Option ที่อ้างอิงกับผลตอบแทนดัชนี S&P ESG Global Macro นับเป็นส่วนสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มให้กับกองทุน SCBLINK2YA จึงถูกจัดให้เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 5 หรือความเสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง การลงทุนของกองทุนในส่วน Option จะอ้างอิงกับผลตอบแทนดัชนี S&P ESG Global Macro มีการจ่ายผลตอบแทนที่เป็น Performance Linked ซึ่งเป็นส่วนสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มให้กับกองทุน ดัชนี S&P ESG Global Macro ถูกออกแบบมาเพื่อมอบผลตอบแทนที่มั่นคงในทุกสภาวะตลาด ผ่านการผสมของตราสารหนี้และตราสารทุนกลุ่ม ESG ที่มีความหลายหลายทางภูมิศาสตร์และมีการปรับสมดุลการลงทุนอยู่เสมอตามกลยุทธ์ย่อย ส่วนประกอบของตราสารทุนประกอบด้วยดัชนี ESG หลัก 3 ประเภท ได้แก่ S&P 500 ESG Index สัดส่วน 27.50%, S&P Europe 350 ESG Index สัดส่วน 18.33% และ S&P Japan 500 ESG Index สัดส่วน 9.16% ทำให้สามารถกระจายการลงทุน รองรับการเติบโตของตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว ซึ่งดัชนีหุ้นเหล่านี้ประกอบด้วยหุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 75% ของดัชนีตลาด ส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ของดัชนี S&P ESG Global Macro ประกอบด้วยดัชนีการซื้อขายล่วงหน้า 3 รายการ ได้แก่ S&P 10-Year U.S. Treasury Note Future Index สัดส่วน 22.50%, S&P Euro-Bond Future Index สัดส่วน 15% และ S&P 10-Year JGB Future Index สัดส่วน 7.50% ซึ่งมีความมั่นคงและหลากหลายทางภูมิศาสตร์ ผลตอบแทนรวมของกองทุน SCBLINK2YA มาจาก 2 ส่วน ส่วนแรกจากเงินฝากและตราสารหนี้ ให้ผลตอบแทนคนที่ระหว่างทางที่ 0.5% ในปีที่ 1 และปีที่ 2 รวมแล้วคิดเป็น 1% ตลอดอายุโครงการ 2 ปี ส่วนที่ 2 มาจากผลตอบแทนจากสัญญาออปชั่น แบบ Performance Linked ซึ่งคำนวณด้วยวิธีการดังนี้ ผลตอบแทนจากสัญญาออปชั่น = PR x ค่าการเปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์อ้างอิง x เงินต้น และปรับด้วยการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ดังนั้น สำหรับการลงทุนในกองทุน SCBLINK2YA เป็นเวลา 2 ปี จะมีโอกาสได้ผลตอบแทนรวมอย่างน้อย 1% และมีโอกาสได้ผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากสัญญาออปชั่นอีกด้วย (ในส่วนสัญญาออปชั่นมีโอกาสได้ผลตอบแทนต่ำสุดที่ 0% ขณะที่ผลตอบแทนสูดสุดได้ไม่จำกัด) การจ่ายผลตอบแทน ณ ปีที่ 1 คาดว่าจะได้ผลตอบแทนคงที่จากการลงทุนในส่วนเงินฝากและตราสารหนี้ราว 0.5%ส่วนปีที่ 2 ณ วันครบกำหนดอายุโครงการ จะจ่ายผลตอบแทนจากการลงทุนเป็น 2 กรณี ดังนี้ กรณีที่ 1 หากค่าการเปลี่ยนแปลงของดัชนีอ้างอิง ณ วันพิจารณาดัชนีอ้างอิงมีค่ามากกว่า 0% จะได้ผลตอบแทนทั้ง 2 ส่วน คือ ทั้งจากการลงทุนในส่วนเงินฝากและตราสารหนี้ราว 0.5% ต่อปี และการลงทุนใน Option กรณีที่ 2 หากค่าการเปลี่ยนแปลงของดัชนีอ้างอิง ณ วันพิจารณาดัชนีอ้างอิงมีค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับ 0% จะได้ผลตอบแทนเพียงส่วนเดียวจากการลงทุนในส่วนเงินฝากและตราสารหนี้ราว 0.5% ต่อปี (รับผลตอบแทนรวม 1.0% จากปีที่ 1 และปีที่ 2) แต่จะไม่ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนใน Option จากตารางจะเห็นว่า กองทุน SCBLINK2YA มีนโยบายการลงทุน 2 ส่วน ส่วนแรก 97.50% ลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ที่ถูกจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับ Investment grade ฉะนั้น การลงทุนในส่วนนี้จึงมีโอกาสในการผิดนัดชำระหนี้ต่ำ กล่าวคือ มีโอกาสได้เงินต้นและผลตอบแทนตามที่คาด (ผลตอบแทนจากการลงทุนในส่วนเงินฝากและตราสารหนี้จะได้สุทธิราว 1% ในการลงทุนเป็นเวลา 2 ปี) ส่วนที่ 2 อีก 2.50% ลงทุนใน Option ที่อ้างอิงดัชนี S&P ESG Global Macro ซึ่งมีโอกาสได้ผลตอบแทนแบบไม่จำกัด (ศูนย์ถึงไม่จำกัด) นับเป็นผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากการลงทุนหลักในส่วนแรก จุดเด่นกองทุน SCBLINK2YA 1. ลดความเสี่ยงการขาดทุนเงินต้น ผ่านการลงทุนในตราสารหนี้และเงินฝากที่มีคุณภาพ ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับ Investment grade ขึ้นไป จึงมีโอกาสรับผลตอบแทนระหว่างทางที่อัตรา 0.5% ในปีที่ 1และปีที่ 2 2. โอกาสสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มแบบไม่จำกัดจากสัญญาออปชั่น ที่จ่ายผลตอบแทนอ้างอิงกับดัชนี S&P ESG Global Macro 3. ดัชนีอ้างอิง S&P ESG Global Macro เป็นดัชนีผสม ลงทุนในหุ้นธีม ESG และตราสารหนี้ทั่วโลก โดยมีการปรับสัดส่วนการลงทุนตามทิศทางตลาดด้วยวิธี rule based ช่องทางการลงทุนกองทุน SCBLINK2YA สามารถลงทุน กองทุน SCBLINK2YA ห้ามผู้ขายลงทุนรายย่อย ได้สะดวก ง่าย ผ่าน SCB EASY App หรือที่ธนาคารไทยพาณิชย์ทุกสาขา ด้วยการลงทุนขั้นต่ำ 500,000 บาท เสนอขายครั้งแรก (IPO) 18 - 25 เม.ย. 2566 นี้ *การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง รวมถึงควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนตัดสินใจลงทุน *การลงทุนในผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความซับซ้อนซึ่งมีปัจจัยอ้างอิง มีความแตกต่างจากการลงทุนในปัจจัยอ้างอิงโดยตรง จึงอาจทำให้ราคาของผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนดังกล่าวมีความผันผวนแตกต่างจากราคาของปัจจัยอ้างอิงได้ (ในกรณีที่เป็นกองทุนรวมที่มีปัจจัยอ้างอิง (underlying asset) และกำหนดเงื่อนไขการจ่ายผลตอบแทนโดยอ้างอิงกับปัจจัยอ้างอิงดังกล่าว) *ผู้ลงทุนไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนในช่วงเวลา 2 ปีได้ ดังนั้นหากมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนดังกล่าวผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก *กองทุนที่มีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุน หรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ *ศึกษาข้อมูลกองทุนและหนังสือชี้ชวนได้จาก website ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม www.scbam.com และสามารถศึกษารายละเอียดกองทุนรวมเพิ่มเติมผ่าน SCB EASY App *สอบถามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ SCB Call Center โทร. 02-777-7777

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  19 เมษายน 2566

ปั้นพอร์ตเงินล้าน ยากสุดแค่ "ล้านแรก"

หากว่ากันตามตรง "ล้านแรก" ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเราเริ่มต้นจาก 0ต้องลงมือทำ ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่หมด ใส่ความคิด แรงกายและหยาดเหงื่อ เพื่อที่จะได้เงิน "ล้านแรก" มาแต่เชื่อมั้ยครับว่า "ล้านต่อไป" มันจะง่ายขึ้นแต่จะง่ายขึ้นเพราะอะไรนั้นเราไปหาคำตอบพร้อมกันดีกว่าครับ 3 พลังประสาน สร้างพอร์ตเงินล้าน 3 พลังประสาน สร้างพอร์ตเงินล้าน สำหรับการปั้นพอร์ตการลงทุน 3 สิ่งนี้จะคอยสอดประสานช่วยกัน 1. เงินต้น ยิ่งมากยิ่งดี เทียบได้กับโลกของการทำธุรกิจ ยิ่งทุนหนา สายป่านยาว ก็ยิ่งได้เปรียบ กับโลกการลงทุนก็ไม่ต่างกัน 2. ผลตอบแทน ยิ่งสูงยิ่งดี เพราะยิ่งทบกับเงินต้นที่ลงทุนไปก็ยิ่งโตเร็วเท่านั้น เสมือนปลูกต้นไม้ถูกกับสภาพดินและอากาศ 3. เวลา ยิ่งนานยิ่งดี ช่วยสะสมความมั่งคั่ง และลดความเสี่ยงจากความผันผวน ทำไมเงินล้านแรกถึงหายากที่สุด ? ทำไมเงินล้านแรกถึงหายากที่สุด ล้านแรกยากที่สุด ใช้เวลานานที่สุด เพราะเราเริ่มต้นจาก 0 แต่พอล้านต่อไป (ล้านที่สอง สาม สี่ และล้านต่อไป) เราไม่ได้เริ่มต้นจาก 0 อย่างล้านที่ 2 เราต่อยอดจากล้านแรก ล้านที่ 3 มีต้นทุนจาก 2 ล้านแรก ฉะนั้น ยิ่งเราลงมือทำต่อเนื่อง เงินล้านต่อไปก็จะยิ่งง่ายและใช้เวลาน้อยลง ทำไมเงินล้านต่อไปถึงง่ายขึ้น ? ทำไมเงินล้านต่อไปถึงง่ายขึ้น ล้านต่อไปจะง่ายยิ่งขึ้น เพราะไม่ได้เริ่มจาก 0 แถมในโลกความเป็นจริง เรามักจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ตามอายุหรือตามประสบการณ์ ฉะนั้น เราจึงสามารถนำเงินมาลงทุนเพิ่มได้ และหากทำได้สม่ำเสมอ เงินต้นที่เรานำมาลงทุนเพิ่มในแต่ละปีก็ยิ่งทำให้ตั้งแต่ล้านที่ 2 เป็นต้นไป ทำได้ง่ายและเร็วขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย บทสรุป บทสรุป

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  24 พฤศจิกายน 2565

จัดพอร์ตกองทุนตามวัย ปังได้ทุกช่วงอายุ

เคยสงสัยกันใช่มั้ยครับ ว่าอายุเท่านี้...ลงทุนอะไรดี ? จัดพอร์ตอย่างไรดี ให้พอร์ตเราเติบโตได้อย่างมั่นคงLUMPSUM จะพาทุกคนไปหาคำตอบพร้อมกัน ว่าจะจัดพอร์ตตามวัยอย่างไรให้ปังได้ทุกช่วงอายุ วัยเริ่มต้นทำงาน ( 20 - 30 ปี ) วัยเริ่มต้นทำงาน ช่วงเริ่มต้นลงทุน สามารถลองผิดลองถูกได้อย่างเต็มที่ เป็นช่วงวัยที่ได้เปรียบในการออมและลงทุนมากที่สุด เพราะยังเพิ่งเริ่มต้นทำงาน ยังไม่มีภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินมากนัก แถมยังมีเวลาให้ได้ลองถูกลองผิดได้อย่างเต็มที่ ฉะนั้น จึงสามารถเรียนรู้และลงทุนส่วนใหญ่ในสินทรัพย์เสี่ยงสูงได้ วัยสร้างครอบครัว ( 30 - 40 ปี ) วัยสร้างครอบครัว ช่วงก่อร่างสร้างตัว เงินลงทุนเติบโต สะสมความมั่งคั่ง เป็นช่วงวัยที่ทำงานมาแล้วระยะหนึ่ง เริ่มมีความก้าวหน้าและมั่นคงในอาชีพการเงิน แต่ก็เป็นช่วงที่เหนื่อยที่สุดในเรื่องการเงิน จากภาระค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น เพราะอยู่ในวัยที่กำลังก่อร่างสร้างตัว อาจจะต้องวางแผนแต่งงาน มีลูก ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เป็นต้น เมื่อมีภาระรับผิดชอบที่มากขึ้น ระดับการยอมรับความเสี่ยงจึงลดลง ดังนั้น จึงควรปรับลดการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และเพิ่มสัดส่วนการออมและการลงทุนในตราสารหนี้เพื่อกระจายความเสี่ยง วัยมั่นคง ( 40 - 55 ปี ) วัยมั่นคง ช่วงเริ่มใช้ชีวิตอย่างมั่นคง เตรียมพร้อมสู่อิสรภาพทางการเงิน เป็นช่วงที่ชีวิตมีหลักฐานมั่นคงที่สุด ฐานเงินเดือนสูงขึ้น แม้จะยังมีภาระทางการเงินอยู่ แต่ก็ผ่อนคลายลงไปมากแล้ว เช่น ผ่อนบ้านใกล้จะหมดแล้ว ลูก ๆ เริ่มเรียบจบกันบ้างแล้ว เป็นต้น หากบริหารจัดการและวางแผนการออมและลงทุนมาอย่างมีวินัยตั้งแต่ต้น ช่วงนี้น่าจะเป็นช่วงที่ครอบครัวฐานะทางการเงินดี มีความมั่นคงในทุก ๆ ด้าน แต่ด้วยอายุที่เพิ่มขึ้น เหลือเวลาหาเงินและลงทุนอีกไม่กี่ปี ช่วงวัยนี้จึงควรลดความเสี่ยงรวมของพอร์ตลงตามช่วงอายุ เน้นออมเงินและลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำอย่างตราสารหนี้เพิ่มขึ้น วัยเกษียณ ( 55 ปีขึ้นไป ) วัยเกษียณ ช่วงเกษียณอายุ มีความสุขกับการใช้ชีวิต เป็นช่วงวัยที่บางคนวางมือจากการทำงานแล้ว หรือบางคนก็เหลือเวลาทำงาน หารายได้อีกเพียงแค่ 5 ปี คนส่วนใหญ่ในช่วงวัยนี้จะอยู่ได้ด้วยเงินสะสมของตนเอง แม้ภาระหนี้สินต่าง ๆ จะหมดไปบ้าง หรือเหลือน้อยเต็มทีแล้ว แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาแทนที่ก็คือ "ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ" ดังนั้น ในวัยเกษียณจึงควรเน้นออมและลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำเป็นหลัก แต่ก็ใช่ว่าจะลงทุนในหุ้นไม่ได้ เพราะสำหรับคนที่สะสมความมั่งคั่งมาอย่างดีและมากพอ การแบ่งเงินลงทุนราว 5-10% ไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงอย่างหุ้น เพื่อหวังผลตอบแทนที่สูงขึ้น หากสูญเสียเงินก้อนนี้ก็ย่อมไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ บทสรุป จัดพอร์ตกองทุนตามวัย ปังได้ทุกช่วงอายุ บทสรุป จัดพอร์ตกองทุนตามวัย ปังได้ทุกช่วงอายุ จากตารางจะเห็นชัดเจนว่าอายุที่เพิ่มขึ้นทำให้ระดับการยอมรับความเสี่ยงจะลดลง การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงจึงแปรผกผันกับอายุ กล่าวคือ ยิ่งอายุเพิ่มขึ้น ควรลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงน้อยลง และเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำอย่างตราสารหนี้แทน อย่างไรก็ตาม แม้ "ช่วงวัย" และ "อายุ" จะเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดสรรเงินลงทุน แต่ยังมีอีกหลายปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการจัดพอร์ตของแต่ละคนนั้น ไม่ว่าจะเป็นสถานภาพทางการเงิน ความรู้ความสามารถในการลงทุน วัตถุประสงค์การลงทุน ระยะเวลาในการลงทุน อาชีพ หน้าที่การงาน ไปจนถึงภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เป็นต้น ดังนั้น ตารางการจัดพอร์ตกองทุนตามตารางข้างต้น เป็นเพียงกรอบตัวอย่างที่เราสามารถนำไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับตัวเราเองได้ ไม่จำเป็นต้องลงทุนตามสัดส่วนข้างต้นเพียงอย่างเดียว

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  14 ตุลาคม 2565

สร้างแผนการลงทุน พิชิตเป้าหมายระยะสั้น

เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่งกับเป้าหมายการเงินก็เช่นกันการจะบรรลุเป้าหมายการเงินควรเริ่มต้นจากการตั้งเป้าหมายที่ดีเป้าหมายการเงินที่ดีเป็นอย่างไร?และถ้าอยากเริ่มต้นด้วยเป้าหมายการเงินระยะสั้นควรวางแผนการออมและการลงทุนอย่างไร? จึงจะบรรลุเป้าหมายนั้นได้วันนี้ LUMPSUM จะพาทุกคนไปหาคำตอบพร้อมกันครับ เป้าหมายการเงินระยะสั้น เป้าหมายการเงินระยะสั้น เป้าหมายการเงินระยะสั้น คือ เป้าหมายทางการเงินที่ต้องการทำให้สำเร็จใน 1 ปี เช่น ต้องการเก็บเงิน 50,000 สำหรับการเที่ยวต่างประเทศในปีหน้า เป็นต้น สำหรับการวางแผนการเงิน ไม่ว่าจะเป็นแผนการเงินระยะสั้น กลาง หรือยาว การจะบรรลุเป้าหมายได้ตามที่หวัง เป้าหมายการเงินนั้นควรเป็น เป้าหมายการเงินที่ดีตามหลัก SMART คือ 1. มีความชัดเจน (Specific) 2. ระบุจำนวนเงินได้ (Measurable) 3. มีวิธีการที่จะทำให้สำเร็จได้ (Accountable) 4. เป็นจริงได้ (Realistic) 5. มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน (Time Bound) 3 แผนการลงทุน พิชิตเป้าหมายระยะสั้น 3 แผนการลงทุน พิชิตเป้าหมายระยะสั้น เงื่อนไขสำคัญในการวางแผนการลงทุนระยะสั้น คือ ต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ (เงินต้นควรอยู่ครบ) และสภาพคล่องสูง (สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ง่ายและรวดเร็วในเวลาที่บรรลุเป้าหมายแล้ว) ซึ่งการลงทุน 3 รูปแบบ ตอบโจทย์เงื่อนไขดังกล่าว 1. เงินฝากประจำ 2. เงินฝากดิจิทัล 3. กองทุนตลาดเงิน ตัวอย่างแผนการลงทุนระยะสั้น ตัวอย่างแผนการลงทุนระยะสั้น แม้เราจะสามารถเก็บเงิน 50,000 บาท สำหรับการเที่ยวต่างประเทศในปีหน้า ไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ (1 ปี ตกเดือนละ 4,167 บาท) แต่ด้วยสามารถนำเงินออกมาใช้ได้ง่ายมาก จึงมีโอกาสที่จะทำไม่สำเร็จได้สูงมาก เพื่อเป็นการบังคับตัวเองทางอ้อมเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย สามารถนำไปออมหรือลงทุนในเงินฝากประจำ เงินฝากดิจิทัล และกองทุนรวมตลาดเงินแทนได้ครับ เพราะเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำและมีสภาพคล่องสูง ตรวจสอบเป้าหมายการเงินตามหลัก SMART ตรวจสอบเป้าหมายการเงินตามหลัก SMART เงินออมหรือลงทุนสำหรับเป้าหมายระยะสั้นไม่ควรเกิน 20% ของรายได้ (สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามที่เราสามารถออมหรือลงทุนได้ เช่น หากสามารถออมหรือลงทุนได้เพียง 10% ก็เปลี่ยนตัวเลขจาก 20 ในสมการเป็น 10 ได้เลยครับ) ทั้งนี้ เป้าหมายการเงิน ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายระยะสั้น ระยะกลาง หรือระยะยาว เป้าหมายการเงินที่ดีตามหลัก SMART 1. มีความชัดเจน (Specific) 2. ระบุจำนวนเงินได้ (Measurable) 3. มีวิธีการที่จะทำให้สำเร็จได้ (Accountable) 4. เป็นจริงได้ (Realistic) 5. มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน (Time Bound) เมื่อเราตั้งเป้าหมายการเงินแล้ว ควรนำมาตรวจสอบว่าตามหลัก SMART โดยเฉพาะข้อ 4 Realistic ว่าสามารถทำได้จริงเพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้หรือไม่ บทสรุป สร้างแผนการลงทุน พิชิตเป้าหมายระยะสั้น บทสรุป สร้างแผนการลงทุน พิชิตเป้าหมายระยะสั้น สนใจโฆษณาติดต่อ Tel : 081-773-6258 (จอย)Email : [email protected] อ้างอิง เป้าหมายการเงิน กองทุนรวมตลาดเงินในประเทศ (Money Market Fund) เลือกกองไหนดี

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  29 กันยายน 2565

ปั้นพอร์ตให้โตอย่างมั่นคงไปกับ Passive Fund

อยากรวย อยากมั่งมี อยากมั่งคั่ง แต่ก็อยากมั่นคงด้วย ต้องลงทุนอย่างไร? บทความนี้จะพามาทำความรู้จักกับเทคนิค ปั้นพอร์ตให้โตอย่างมั่นคงไปกับ Passive Fund ซึ่งก่อนหน้าเราได้เขียนเรื่อง การเสริมแกร่งพอร์ตด้วยกองทุนหุ้นเวียดนาม ไปแล้ว เพื่อนที่สนใจเทคนิคสามารถตามไปอ่านได้ที่นี่ "เสริมแกร่งพอร์ตด้วยกองทุนหุ้นเวียดนาม" Passive Fund เป็นกองทุนรวมที่เน้นสร้างผลตอบแทนให้ได้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง (Benchmark) ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จึงมีอีกชื่อเรียกว่า “Index Fund” อย่างไรก็ตาม Passive Fund มีโอกาสที่ผลตอบแทนอาจจะสูงหรือต่ำกว่า Benchmark ได้ เนื่องจากสินทรัพย์ที่กองทุนไปลงทุนอาจไม่ได้เหมือนกับดัชนีอ้างอิงแบบ 100% ส่วน Active Fund มีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีอ้างอิง (Benchmark) หรือต้องการเอาชนะตลาด ผู้จัดการกองทุนจะต้องใช้ความสามารถในการเลือกหลักทรัพย์เข้าพอร์ต โดยมีแนวทางการวิเคราะห์ในการเลือกหลักทรัพย์ 2 แบบได้แก่ 1. Top-down Analysis คือวิเคราะห์จากภาพรวมเศรษฐกิจ และลงไปในระดับอุตสาหกรรม ก่อนที่จะเลือกหุ้นแต่ละตัวจากปัจจัยพื้นฐาน 2. Bottom-up Analysis จะตรงกันข้ามจากวิธี Top-down คือเป็นการเลือกตัวหลักทรัพย์ก่อนที่จะพิจารณาปัจจัยด้านอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ การลงทุนระยะยาวถูกพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพมากพอที่จะสร้างความมั่งคั่งได้อย่างยั่งยืน เห็นได้จากงานวิจัยที่พบว่า “การจัดสรรสินทรัพย์ลงทุน” เป็นส่วนสำคัญที่มีผลต่อการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ด้วยสัดส่วนสูงถึง 91.5% (Index Fund ได้กระจายการลงทุนอย่างดีพอแล้ว) ขณะที่การคัดเลือกสินทรัพย์ลงทุน และการจับจังหวะตลาด ช่วงสร้างผลตอบแทนสูงเป็นครั้งคราวในระยะสั้น แต่ในระยะยาวไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับ Warren Buffett ที่เสนอแนวคิดที่น่าสนใจไว้ว่า “ไม่มีนักลงทุนคนไหนที่สามารถเอาชนะตลาดได้ในระยะยาว” และสิ่งที่เป็นศัตรูของนักลงทุนมากที่สุดก็คือ “ค่าใช้จ่าย” และ “อารมณ์”ด้วยกลยุทธ์ที่ต้องการให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับตลาด Passive Fund จึงมีค่าธรรมเนียมและความเสี่ยงต่ำกว่า Active Fund เนื่องจากเป็นการลงทุนตามดัชนีอ้างอิง ช่วยลดต้นทุนในการบริหารจัดการ และลดความเสี่ยงจากการเลือกหุ้นผิดตัวหลายคนอาจมีข้อสงสัยว่าทำไมถึงต้องเลือกลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามตลาด แทนที่จะลงทุนเพื่อให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาด คำตอบก็คือในตลาดที่มีประสิทธิภาพ จะไม่มีใครสามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดระยะยาวนั่นเองดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนแบบเชิงรับ (Passive Fund) จึงเหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว เพราะนอกจากจะทนทานต่อภาวะวิกฤติแล้ว เวลาที่นานพอจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวน และช่วยสะสมความมั่งคั่ง แถมยังมีต้นทุนในการบริหารจัดการต่ำอีกด้วย ขั้นตอนเลือก Passive Fund 1. เน้นกองทุนที่ได้ 3 ดาวขึ้นไป ตามการจัดอันดับของ Morningstar 2. ดู Tracking Error เน้นกองทุนที่ค่า Tracking Error ต่ำ เพราะ Passive Fund เป็นกองทุนที่เน้นให้ผลการดำเนินงานใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิงให้มากที่สุด 3. ดูค่าธรรมเนียม (ปกติจะใกล้เคียงกัน) กองทุน Passive Fund ที่นำมายกตัวอย่าง ทั้งหมดเป็นกองทุนรวมหุ้นที่เน้นลงทุนให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิงของตลาดหุ้นประเทศนั้น ๆ บทสรุป ของการปั้นพอร์ตให้โตกับ passive fund 1. การจัดสรรค์สินทรัพย์ลงทุน เป็นส่วนสำคัญต่อผลการลงทุนพอร์ต 2. Warren Buffett ระบุว่า ไม่มีนักลงทุนคนไหนที่สามารถเอาชนะตลาดได้ในระยะยาว 3. การลงทุนระยะยาวจึงควรเน้นลงทุนใน passive fund

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  22 กันยายน 2565

แจกทริค วิธีหลอกตัวเองให้มีเงินเก็บง่ายๆ

จะเก็บเงินแต่ละทีทำไมมันยากเย็นเหลือเกิน ท่าดีทีเหลว หรือไม่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่าตลอด เก็บเงินตรง ๆ ไม่เคยสำเร็จสักที ลองมาเก็บเงินอ้อม ๆ ด้วยการหลอกตัวเองกันดูมั้ยครับ หลอกให้มีเงินเก็บ ดีกว่าหลอกให้ตัวเองเจ็บว่าเธอมีใจ หักรายได้เป็นเงินออม เหลือเท่าไหร่ค่อยใช้ หักรายได้เป็นเงินออม เหลือเท่าไหร่ค่อยใช้ คนส่วนใหญ่ได้เงินมาก็จะใช้ไปก่อน เหลือเท่าไหร่แล้วค่อยเก็บ แต่ก็มักจะไม่เหลือเก็บ แถมบางครั้งยังติดลบด้วยซ้ำ ฉะนั้น วิธีแก้ง่าย ๆ ก็คือ หักไปเก็บก่อน เหลือเท่าไหร่ค่อยใช้ แต่เชื่อว่าก็ไม่ค่อยจะทำแบบนี้กันใช่มั้ยครับ งั้นเรามาหลอกตัวเองให้มีเงินเก็บกันครับ โดยปกติแล้วหลายคนมีภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือน เช่น ค่างวดบ้าน ค่างวดรถ ค่าผ่อน 0% ต่าง ๆ เป็นต้น เราก็ลองมาหลอกตัวเองว่ามีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นมาในแต่ละเดือนอีกก้อน แต่จริง ๆ แล้วค่าใช้จ่ายที่ว่านี้เป็นเงินเก็บต่างหากละ วิธีหลอกตัวเองให้มีเงินเก็บ วิธีหลอกตัวเองให้มีเงินเก็บ เปิดบัญชีออมทรัพย์เล่มใหม่แยกต่างหาก (ไม่ผูกบัญชีออนไลน์ ไม่ทำบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิตการ์ด) ทุกครั้งที่ได้เงินเดือนหรือมีรายได้ หักบางส่วนโอนเข้าไปบัญชีนี้ โดยหลอกตัวเองว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่าย (อาจคิดว่าเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่างวดบ้าน ค่างวดรถ เป็นต้น) หากมีบัญชีกองทุนรวมอยู่แล้ว อาจจะไปซื้อกองทุนตลาดเงิน (กองทุนพักเงิน) ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ได้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากออมทรัพย์ และเอาเงินออกมาใช้ยากกว่า กล่าวคือ ถ้าจะขาย ส่วนใหญ่ต้องรออีก 1 วัน เงินถึงจะโอนเข้าบัญชีเงินฝาก (T+1) ต่างจากเงินฝากออมทรัพย์ที่กดถอนก็ได้เงินสดมาใช้เลย (ช่วยทำให้เอาเงินสดออกมายากอีกนิดนึง ช้าไป 1 วัน นั่นเอง) ทริคหลอกตัวเองว่าเงินออมคือค่าใช้จ่าย ทริคหลอกตัวเองว่าเงินออมคือค่าใช้จ่าย ตัวเลขที่จะใช้หลอกว่าเป็นค่าใช้จ่าย (แต่จริง ๆ แล้วเป็นเงินเก็บ) สามารถทำได้ 2 วิธี คือ1. ระบุเป็นตัวเงิน เช่น 500 หรือ 1,000 บาท เป็นต้น หรือตามกำลังที่เราจะทำได้2. คิดเป็นสัดส่วนของรายได้ (เงินเดือน) เช่น 10%-20% สำหรับคนมีภาระหนี้ก้อนใหญ่ หรือ 20%-30% สำหรับคนไม่มีภาระหนี้ก้อนใหญ่ เป็นต้น สามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเราเองได้เลยนะครับ บทสรุป วิธีหลอกตัวเองให้มีเงินเก็บง่ายๆ วิธีหลอกตัวเองให้มีเงินเก็บง่ายๆ ใครเก็บเงินไม่เคยได้สักที ล้มเหลวทุกครั้ง ลองใช้วิธีหลอกตัวเองดูครับ เพราะสุดท้ายแล้วเงินที่จ่ายออกไปนั้นไม่ได้ไปไหน กลายเป็นเงินเก็บให้เรานั่นเอง สนใจโฆษณาติดต่อ Tel : 081-773-6258 (จอย) Email : [email protected]

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  15 กันยายน 2565

ผลตอบแทนสูงพร้อมประหยัดภาษี กับกองทุน SSF e-class

อีกไม่กี่เดือนก็จะสิ้นปีแล้ว มนุษย์เงินเดือนอย่างเราที่ต้องเสียภาษี มาวางแผนภาษีกันเถอะครับ วันนี้ LUMPSUM มีกองทุน SSF e-class ที่นอกจากจะช่วยสร้างวินัยการออมและการลงทุน ยังได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมอีกด้วย แต่ที่พิเศษไปกว่านั้น กองทุน SSF e-class ฟรี! ค่าธรรมเนียม ทำให้เรามีโอกาสได้ผลตอบแทนอย่างเต็มที่!!สามารถดูรายละเอียดกองทุน SSF e-class เพิ่มเติมได้ที่นี่ การลงทุนในกองทุนมีค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่าย การลงทุนในกองทุนมีค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่าย มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) = (มูลค่าทรัพย์สินตามราคาตลาด + ผลตอบแทนสะสม และเงินสด) – ค่าใช้จ่ายและหนี้สินของกองทุนรวมค่าธรรมเนียมนับเป็นค่าใช้จ่ายของกองทุนรวมที่ถูกหักออกจาก NAV ตามสมการข้างต้น ฉะนั้น ค่าธรรมเนียมจึงเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนเลือกลงทุนในกองทุนรวม หากกองทุนไหนเก็บค่าธรรมเนียมสูงเกินไป ก็จะทำให้ NAV ของกองทุนปรับลดลง สุดท้ายแล้วผลตอบแทนที่จะได้รับก็จะน้อยลงตามไปด้วย ทำความรู้จักกองทุน SSF e-class ทำความรู้จักกองทุน SSF e-class กองทุน SSF e-class เป็นกองทุนที่มีจุดเด่นตรงที่ยกเว้นค่าธรรมเนียมการจัดการ ค่าธรรมเนียมการซื้อ และค่าธรรมเนียมการขายคืน ค่าธรรมเนียมที่ไม่เรียกเก็บเหล่านี้ ทำให้เรามีโอกาสได้ผลตอบแทนจากการลงทุนเต็มที่ได้มากยิ่งขึ้น โดย SSF e-class มีกองทุนให้เลือกลงทุนครอบคลุมเกือบทุกประเภทสินทรัพย์มากกว่า 30 กองทุน และเริ่มต้นลงทุนด้วยเงินขั้นต่ำเพียง 1 บาทเท่านั้น ตัวอย่าง กองทุน SCBS&P500-SSF กับ SCBS&P500 (SSFE) ทั้งคู่ต่างเป็นกองทุน SSF ต่างกันเพียงแค่ SCBS&P500-SSF เป็นกองทุน SSF ทั่วไป ส่วน SCBS&P500 (SSFE) เป็นกองทุน SSF e-class ที่ไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการ จึงมีค่าธรรมเนียมถูกกว่าถึง 1% กองทุน SSF ซื้อได้เลยไม่ต้องรอปลายปี กองทุน SSF ซื้อได้เลยไม่ต้องรอปลายปี คนส่วนใหญ่จะรอซื้อกองทุน SSF ช่วงปลายปี เชื่อว่าหลายคนไม่ได้รอซื้อปลายปีเพราะจับจังหวะตลาด แต่ด้วยภาระหน้าที่การงานที่รัดตัว หรือไม่มีความรู้ ความชำนาญเรื่องการลงทุนมากพอ จึงเลือกที่จะลงทุนแค่ปีละครั้ง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ดีเลยนะครับ เพราะการซื้อเพียงแค่ปีละครั้งตอนปลายปีเปรียบเสมือนการจับจังหวะตลาด ที่งานวิจัยพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า "ไม่ใช่" ส่วนสำคัญที่ทำให้พอร์ตการลงทุนเติบโต แต่เป็น "การจัดพอร์ตการลงทุน (Asset Allocation)" ต่างหาก ที่เป็นส่วนสำคัญมีผลต่อผลตอบแทนการลงทุนมากที่สุดกองทุน SSF e-class มีให้เลือกลงทุนครอบคลุมเกือบทุกประเภทสินทรัพย์มากกว่า 30 กองทุน จึงเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการจัดพอร์ตกองทุน SSF เป็นอย่างยิ่ง เพราะหากว่ากันตามเงื่อนไขลดหย่อนภาษี เราจะต้องถือกองทุน SSF ถึง 10 ปี ถึงจะขายออกมาได้ดังนั้น ควรทยอยซื้อกองทุน SSF ด้วยการใช้กลยุทธ์ DCA อาจจะแบ่งเป็นรายไตรมาสหรือรายเดือนก็ได้ เช่น มีแผนว่าจะซื้อกองทุน SSF ให้ครบ 200,000 บาท (ตามเงื่อนไขลดหย่อนภาษีได้ไม่เกินปีละ 200,000 บาท) อาจจะแบ่งซื้อเดือนละ 16,000-17,000 บาท หรือแบ่งซื้อไตรมาสละ 50,000 บาท เป็นต้น (สามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับยอดที่ตั้งเป้าจะซื้อ SSF เพื่อลดหย่อนภาษีในแต่ละปี) กองทุน SSF e-class ที่น่าลงทุน กองทุน SSF e-class ที่น่าลงทุน ตลาดหุ้นเวียดนาม ว่าที่เสือเศรษฐกิจตัวใหม่แห่งเอเชีย• SCBVIET (SSFE) l กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นเวียดนาม (ชนิดเพื่อการออมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์)ลงทุนหุ้นเวียดนามที่มีศักยภาพเติบโตแบบ Active กลยุทธ์การลงทุนเป็นการจัดการพอร์ตแบบสมดุล จากการจัดสรรเงินลงทุนแบ่งเป็นสามส่วนในหุ้นรายตัว, ETF, Active Fund เพื่อหาผลตอบแทนในทุกสถานการณ์ในระยะยาว ตลาดหุ้นอเมริกา ผู้นำการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก • SCBS&P500 (SSFE) l กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นยูเอส (ชนิดเพื่อการออมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์)เน้นสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี S&P500 ซึ่งเป็นดัชนีที่มีมูลค่ามากที่สุดของสหรัฐ • SCBNDQ (SSFE) l กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้น ยูเอส เอ็นดีคิว (ชนิดเพื่อการออมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์)เน้นสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียง ดัชนี NASDAQ ของสหรัฐฯ ที่อัดแน่นด้วยหุ้นเทคโนโลยี ที่พร้อมเติบโตแบบไม่หยุดยั้ง ตลาดหุ้นจีน ว่าที่ประเทศมหาอำนาจทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจใหม่ของโลก • SCBASHARE (SSFE) l กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นจีนเอแชร์ แอคทีฟ (ชนิดเพื่อการออมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์)ลงทุนเชิงรุกในหุ้นจีน A-Shares ตอบรับแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่แข็งแกร่ง และพร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้นำเศรษฐกิจที่สำคัญของโลกสามารถดูรายละเอียดกองทุน SSF e-class เพิ่มเติมได้ที่นี่กองทุน SSF e-class สามารถซื้อขายผ่านแอป SCBAM Fund Click ที่เดียวเท่านั้น!SCBAM Fund Click เป็นแอปพลิเคชันสำหรับจัดการกองทุนรวมของ บลจ.ไทยพาณิชย์ ที่ครบครันตั้งแต่เช็คสถานะคำสั่งซื้อขาย ติดตามพอร์ตการลงทุน รวมถึงศึกษาข้อมูลของกองทุนรวมเพื่อประกอบการตัดสินใจ ใช้งานง่าย สะดวกสบายได้ทุกที่ทุกเวลา คำเตือน

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  05 กันยายน 2565

เสริมแกร่งพอร์ตด้วยกองทุนหุ้นเวียดนาม

เสริมแกร่งพอร์ตด้วยกองทุนหุ้นเวียดนาม"เวียดนาม" ว่าที่เสือเศรษฐกิจใหม่ของเอเชียนับเป็นโอกาสเสริมพอร์ตกองหุ้นให้แกร่งด้วยกองทุนหุ้นเวียนามไปดูกันครับว่าทำไมเวียดนามถึงน่าลงทุนและมีความเสี่ยงอะไรที่ต้องระวังบ้าง ทำไมเวียดนามถึงน่าลงทุน ? ทำไมเวียดนามถึงน่าลงทุน ? ผลงานกองทุนหุ้นเวียดนาม ผลงานกองทุนหุ้นเวียดนาม ความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องระวัง ความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องระวัง บทสรุป บทสรุป อ้างอิง : K-VIETNAM SCBVIET Explore All Countries Vietnam Vietnam Geography เหตุผลสำคัญที่ควรลงทุนในเวียดนาม รีวิวกองทุนเวียดนาม ครบจบในที่เดียว เรื่องน่ารู้ก่อนลงทุนในเวียดนาม

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  01 กันยายน 2565

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม