หนี้พ่อแม่ เมื่อเสียชีวิต ลูกต้องใช้หนี้แทนหรือไม่

ผมขุดประเด็นนี้ขึ้นมาแชร์อีกรอบ (เคยเล่าไว้เมื่อ 2-3ปีก่อน) เพราะล่าสุดพ่อผมเสียชีวิตไป ...ประเด็นคือผ่านไปราว 3 เดือน มีจดหมายทวงหนี้มาที่บ้านครับ !!! ยอดหนี้ล้านกว่าบาท...ครับท่าน 1,xx,xxx บาท ... แม่เจ้าแทบช็อค ...โดยข้อความระบุว่า เรียน ..ชื่อผม.. ในฐานะทายาทโดยธรรมของนาย ...ชื่อพ่อผม... ตามด้วยเนื้อหามูลหนี้ทั้งหมด พร้อมลงท้ายว่า ในฐานะทายาทโดยธรรมต้องรับผิดในบรรดาหนี้ของ ....ชื่อพ่อผม.... ภายใน 15 วันนับตั้งแต่ได้รับหนังสือนี้แต่คิดขึ้นมาได้ว่าเคยศึกษาเรื่องนี้และทำคอนเทนต์แชร์ไว้ เลยกลับไปอ่านอีกรอบ และเพื่อความชัวร์จึงปรึกษารุ่นพี่ที่เป็นทนาย สรุปว่า...รอด !!!รอดได้อย่างไร มีคำตอบดังนี้ครับ... "หนี้" ถือเป็น "มรดก" เพราะ "มรดก" หมายถึง ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตายที่มีอยู่ก่อนถึงแก่ความตาย รวมถึงสิทธิและหน้าที่ เช่น หน้าที่ในการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ และความรับผิดต่างๆ เช่น การผิดสัญญาและการละเมิด เป็นต้น ทั้งหมดนี้เราจะเรียกรวมกันว่าเป็น กองมรดกของผู้ตาย ผู้มีสิทธิได้รับ "มรดก" คือ 1. ทายาทโดยพินัยกรรม ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกตามที่ผู้ตายกำหนดไว้ในพินัยกรรม 2. ทายาทโดยธรรม ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย มี 6 ลำดับ แต่ละลำดับมีสิทธิรับมรดกก่อนหลัง ประกอบด้วย ผู้สืบสันดานและคู่สมรส, บิดามารดา, พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน, พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน, ปู่ ย่า ตา ยาย และ ลุง ป้า น้า อา"มรดก" จะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลถึงแก่กรรม และมรดกของบุคคลนั้นจะตกทอดถึงทายาททันที ทั้งทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่และความรับผิด โดยทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่และความรับผิดที่เกิดขึ้นพร้อมกับหรือเนื่องจากความตายของเจ้ามรดก เช่น เงินที่ผู้รับผลประโยชน์ได้รับจากสัญญาประกันชีวิตของผู้ตาย ไม่ถือว่าเป็นกองมรดก หรือผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นภายหลังที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล ก็ไม่ถือว่าเป็นกองมรดกของผู้ตาย (ถือว่าเป็นผลประโยชน์ของทายาท)ดังนั้นเมื่อพ่อผมเสียชีวิตและไม่มีพินัยกรรม ผมในฐานะ ลูกหรือผู้สืบสันดาน มีสิทธิได้รับ "มรดก" โดยตรงซึ่ง "หนี้" ของพ่อ ถือเป็น "มรดก" ของผม เพราะเป็นหน้าที่ในการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ แม้ว่าเจ้ามรดกจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่หน้าที่ในการชำระหนี้คืนให้แก่เจ้าหนี้จะยังคงอยู่ ปัญหาคือ แล้วทายาทจะต้องชำระหนี้เท่าไหร่ ต้องชำระทั้งหมดเลยมั้ย แล้วถ้าเงินที่มีไม่พอจ่ายจะทำอย่างไรข้อความตามกฎหมายให้คำตอบไว้คือ ... กรณีที่เจ้ามรดกมีหนี้สินซึ่งสร้างภาระไว้ก่อนเสียชีวิตในจำนวนที่มากกว่าทรัพย์มรดก หรือมีแต่หนี้สิน ไม่มีการส่งมอบทรัพย์สินใดๆ ให้แก่ทายาทเลย ทายาทไม่ต้องรับผิดชอบชำระหนี้สินเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ทายาทได้รับ เช่น ทรัพย์มรดกของผู้ตายมีมูลค่า 2 ล้านบาท แต่ผู้ตายมีหนี้สินอยู่ 3 ล้านบาท ดังนั้นทายาทจะต้องรับชดใช้หนี้สินในจำนวนเงินที่ไม่เกิน 2 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนอีก 1 ล้านบาทที่เหลือ ทายาทไม่ต้องรับผิดชอบถือว่าเป็นหนี้ที่เกิดเฉพาะบุคคลนั้น หมายความว่า "หากผู้ตายมีแต่หนี้สิน และไม่มีทรัพย์มรดกเลย ทายาทก็ไม่ต้องรับผิดชอบในหนี้สินนั้น" อิงตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1754 ระบุชัดเลย "หากเจ้ามรดกมีหนี้สิน หนี้ถือว่าเป็นมรดก เจ้าหนี้สามารถทวงเงินกับทายาทได้เพียงเท่ากับมรดกที่ได้รับเท่านั้น หากมีหนี้มากกว่านั้นทายาทก็ไม่ต้องชำระ"ใช่ครับ ผมไม่ได้รับ "มรดก" ใด ๆ ที่เป็นทรัพย์สินจากคุณพ่อทั้งสิ้น แม้แต่บ้านที่พ่ออยู่ เพราะพ่อนำไปจำนองไว้กับญาติก่อนเสียชีวิต และญาติได้ยึดที่บ้านนั้นไปแล้วดังนั้นผมจึงรอดจากเหตุการณ์นี้ จึงอยากนำมาแชร์ให้ทราบโดยทั่วกัน เพราะอาจจะมีกรณีแบบนี้กับท่านได้ในอนาคต เพราะเวลาคนเราโดนหมายทวงหนี้ต่าง ๆ สิ่งแรกที่มักเกิดขึ้นคือตกใจและร้อนใจอย่าบ้าจี้ขี้กลัวนะ ถ้าแบงก์หรือเจ้าหนี้มาขอประนอมหนี้ส่วนต่างที่มากกว่ามรดก อย่าไปเซ็นยินยอมอะไรทั้งสิ้นเกี่ยวกับการประนอมหนี้ เพราะจะกลายเป็นอีกเรื่องไปเลยนอกจากนี้ "หนี้" ที่มาจาก "มรดก" มีอายุความแค่ 1 ปีนะครับ หากพ่อ-แม่เป็นหนี้ หลังจากเสียชีวิต 1 ปี เจ้าหนี้ยังไม่มาทวง ก็ไม่มีสิทธิทวงแล้วนะ เพราะถือว่าสิ้นอายุความแล้ว....หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  27 พฤษภาคม 2565

ลูกหนี้ต้องรู้ เขียนจดหมายยังไงให้เจ้าหนี้ยอมช่วย

ลูกหนี้ทั้งหลาย รู้หรือไม่ หากวันหนึ่งเราเริ่มชำระคืนหนี้ไม่ไหว สามารถขอเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ได้ตลอด และสามารถทำได้ตั้งแต่ยังเป็นหนี้ปกติจนถึงเป็นหนี้เสีย กระทั่งอยู่กระบวนการทางศาลแล้วก็ตาม ผมไปอ่านบทความที่น่าสนใจจาก ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วพบว่าน่าสนใจมาก จึงอยากนำมาแชร์กัน โดยการเขียนจดหมาย เป็นอีกวิธีที่ใช้ติดต่อกับเจ้าหนี้เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ จุดเด่นคือ สามารถส่งเรื่องถึงเจ้าหนี้ได้โดยตรง มีหลักฐานชัดเจน ไม่ต้องประหม่าเวลาเจอหน้า ขณะที่ลูกหนี้ยังมีเวลาเรียบเรียงความคิดและข้อเสนอปรับโครงสร้างหนี้ที่ตนเองทำได้หรือจ่ายไหวอีกด้วย โครงสร้างจดหมายที่จะส่งไปเพื่อให้เจ้าหนี้ยอมช่วย ควรมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้ 1. ข้อมูลส่วนตัวแบบละเอียด ชื่อ สกุล ที่อยู่ เบอร์โทร อีเมลล์ ใส่ไปให้ครบ 2. ข้อมูลหนี้ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 2.1 ประเภทหนี้ทั้งหมดที่มีกับเจ้าหนี้รายที่เราต้องการเจรจา เช่น บ้าน รถ บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด (ใส่ข้อมูลเลขที่สัญญา หมายเลขบัตร หรือเลขที่ลูกค้า ด้วย) 2.2 จำนวนเงิน ได้แก่ ภาระผ่อนหนี้ต่อเดือน ยอดหนี้คงเหลือปัจจุบันกับเจ้าหนี้รายนี้ และ 3.สถานะผ่อนหนี้กับเจ้าหนี้รายนี้เป็นอย่างไร เช่น ยังจ่ายอยู่แต่จ่ายได้น้อยลง หรือไม่จ่ายมาแล้วกี่งวด 3 ข้อมูลเกี่ยวกับรายรับ-รายจ่าย บอกให้ละเอียดถูกต้องตามข้อเท็จจริง แหล่งรายรับและจำนวนเงิน เราประกอบอาชีพอะไร มีรายรับเฉลี่ยต่อเดือนประมาณเท่าไหร่ เรามีรายจ่ายอะไรบ้างและจำนวนเงิน ให้ข้อมูลรายจ่ายที่มีต่อเดือน จำแนกออกว่ามีอะไรบ้าง เท่าไหร่ 4. ข้อมูลสภาพคล่องที่มี เมื่อหักค่าใช้จ่ายและหนี้แล้วมีเงินเหลือเท่าไหร่ สาเหตุที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้เกิดจากอะไร เช่น โควิด-19 ทำให้ขายของไม่ได้ เจ็บป่วย ถูกลดเงินเดือน ตกงาน กิจการถูกปิด พร้อมทั้งชี้แจงว่าสาเหตุโดยละเอียดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบอย่างไร คาดว่ายาวนานแค่ไหน และได้พยายามแก้ไขปัญหาเบื้องต้นอย่างไร 5. แนวทางขอความช่วยเหลือที่เราต้องการ เสนอแนวทางที่เราต้องการพร้อมบอกเหตุผล ซึ่งลูกหนี้ควรเสนอตัวเลือกในใจไปให้เจ้าหนี้ก่อนอย่างน้อย 1 หรือ 2 ทางเลือก เช่น หากดูแล้วโควิด-19 น่าจะคงอยู่ไม่น้อยกว่า 3 เดือน เราอาจเสนอขอพักชำระหนี้ 6 เดือน แต่ต้องคิดเผื่อว่าหากได้พักชำระหนี้แค่ 3 เดือน เราจะไหวหรือไม่ ซึ่งอาจต้องมาดูว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นบ้างหรือกลับมาเท่าเดิมหลังการพักชำระหนี้ 3 เดือนหรือไม่ ต้องหาอาชีพเสริมหรือลดค่าใช้จ่ายส่วนใดได้อีก อีกทางเลือกหนึ่งคือช่วงเดือนที่ 4 เป็นต้นไป ลองขอชำระเป็นแบบขั้นบันได คือ ในช่วงแรกอาจขอจ่ายน้อย ๆ แล้วค่อยๆ เขยิบจ่ายมากขึ้นไปเรื่อย ๆ หากมีแนวโน้มว่ารายได้ของเราจะค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้น เป็นต้น เหล่านี้คือโครงสร้างจดหมายขอไกล่เกลี่ยหนี้ที่ควรมี เพื่อเพิ่มโอกาสในการอนุมัติให้ความช่วยเหลือจากเจ้าหนี้ และขอย้ำอีกครั้งว่าทุกรายละเอียดในจดหมายต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้องตามความเป็นจริง เพราะทางเจ้าหนี้ย่อมตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่แล้ว หากเราใส่ข้อมูลมั่วซั่วไม่ชัดเจน โอกาสได้รับความช่วยเหลือก็จะลดลงด้วยเช่นกัน...

  หนึ่ง ศราพงค์


  06 พฤษภาคม 2565

อย่าหาทำ 3 สิ่งนี้ ถ้าไม่อยากใช้หนี้แทนคนอื่น

"หนี้สิน" บางทีก็มาในรูปแบบการช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งหลายครั้งผู้ที่ได้รับการเอื้อเฟื้อไปกลับตอบแทนด้วยการทิ้งภาระหนี้ไว้ใช้ชดใช้แทนซะอย่างงั้น ถ้าเป็นหนี้แล้วไม่รู้จะจัดการยังไงให้ Lumpsum ช่วยคุณจัดการสิ ดังนั้นผมเลยอยากแชร์ 3 เรื่องที่ไม่ควรทำ (โดยขาดการไตร่ตรองให้รอบคอบ) หากไม่อยากใช้หนี้แทนคนอื่น ดังนี้ 1. กู้เงินให้คนอื่นยืมต่อ อันตรายมาก ๆ เลยนะครับ หากมีใครมาขอให้คุณ "ทำบัตรเครดิต-กดเงินสดให้หน่อย", "กู้สินเชื่อบุคคลให้หน่อย", "เอารถเข้าไฟแนนซ์ให้หน่อย" หรือหนักข้อขนาด "กู้ซื้อบ้านซื้อรถให้หน่อย" โดยจะมาพร้อมเหตุผล, ความจำเป็น และสัญญาการใช้คืนอย่างมีวินัยใฝ่คุณธรรม เรื่องนี้ก็เหมือนกับเวลามีคนมายืมเงินคุณนั่้นแหล่ะ ก่อนให้กับหลังให้นี่มันคนละฟ้ากับเหวเลย ยิ่งหากเป็นการขอสินเชื่อแล้วให้คนอื่นยืมต่ออีกที ต้องอย่าหาทำโดยเด็ดขาด เพราะหากเขาไม่ใช้คืนขึ้นมา ภาระทั้งหมดจะตกแก่เราโดยตรง เพราะผู้ขอสินเชื่อเป็นชื่อเรา เจ้าหนี้เขาไม่รับรู้รับฟังแน่ ๆ แม้เราจะไม่ได้เป็นคนใช้สินเชื่อเหล่านั้น... 2. ค้ำประกันโดยไม่ศึกษาให้รอบคอบ คล้ายกับกรณีแรก แต่อ่อนกว่า เพราะเราไม่ได้เป็นผู้ขอสินเชื่อโดยตรง ซึ่งเราต้องมั่นใจให้ได้ทุกครั้งที่จะเซ็นค้ำประกันอะไรให้ใคร เพราะหากทำไปมั่วซั่ว แล้วคนขอสินเชื่อไม่ใช้หนี้ สุดท้ายเจ้าหนี้จะมาฟ้องเอากับเรา ผมเองเจอบ่อยมาก ส่วนมากจะมาจากญาติที่ไม่ค่อยสนิท (เพราะคนสนิทจะรู้ว่าไม่ได้แน่ ฮ่า ๆ ) และผมก็ปฏิเสธไปว่า "ไม่สะดวกครับ" เรื่องแบบนี้บางทีต้องใจแข็งนะ เพราะหากเกรงใจระวังจะเสียการ สงสารระวังจะฉิบหาย นะจะบอกให้... 3.ช่วยคนอื่นแต่ลืมสำรวจสถานะการเงิน ข้อนี้มักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีจิตใจเมตตากรุณาสูง แต่ลืมเช็คว่าตัวเองก็มีสภาพคล่องตึงเป๊ะอยู่แล้ว ภาระล้นมือ แต่ทุกครั้งที่มีคนมาขอยืมเงินก็จะแบ่งให้เสมอ สุดท้ายโดนเบี้ยว กลายเป็นเราต้องไปก่อหนี้เพิ่มเพื่อมารักษาสภาพคล่องของตัวเอง จากเดิมภาระเยอะอยู่แล้ว โดนซ้ำเติมเข้าไปอีก แค่เพราะใจดีผิดคน ดังนั้นก่อนให้ความช่วยเหลือใคร ต้องประเมินสถานะการเงินตัวเองก่อน ไม่ไหวก็คือไม่ไหว อย่าฝืน สุดท้ายเราจะทุกข์เอง... การช่วยเหลือผู้อื่นเป็นเรื่องที่ดีนะครับ แต่ต้องทำอย่างรอบคอบ ประเมินความเสี่ยงให้รอบด้านก่อน มีแผนสำรองเสมอ อย่าทำชุ่ย ๆ เพราะความเมตตา ซึ่งสุดท้ายผลที่ได้รับอาจจะไม่สวยงามอย่างที่คิด และถูกตอบแทนด้วยการต้องมาชดใช้หนี้แทนคนอื่น จึงเตือนมาเพื่อทราบ หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  18 มีนาคม 2565

รู้ทัน App เงินกู้ แบบไหนจริง แบบไหนโจร

ในยุคที่ธุรกรรมการเงินดำเนินการผ่านรูปแบบออนไลน์กันมากขึ้น โดยเฉพาะการกู้เงิน ที่ขอได้ง่ายสะดวกสบาย จิ้มจอไม่กี่ทีก็ยื่นได้แล้ว... ใช่ครับ ! บรรดามิจฉาชีพเขาก็ปรับตัวตามยุค เข้ามาเนียนไปกับเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน ซึ่งมีให้เห็นกันเกลื่อน และโดนหลอกไปแล้วจำนวนมาก มูลค่าเป็นล้าน ผมได้ข้อมูลที่น่าสนใจจากแบงก์ชาติ เกี่ยวกับ การแยกแยะ App กู้เงินว่าอันไหนจริง อันไหนโจร อันไหนปลอม มาแชร์กัน 1. วิธีแยกแยะลักษณะ App App เงินกู้แต่ละประเภท : มี 3 กลุ่มหลัก คือ App กู้เงินที่ถูกกฏหมาย, App กู้เงินนอกระบบ และ App กู้เงินปลอม App กู้เงินถูกกฏหมาย : มาจากสถาบันการเงินที่ได้รับการรับรองจากแบงก์ชาติ, อนุมัติตามคุณสมบัติ, ต้องการเอกสารแสดงรายได้เต็มรูปแบบ, ให้กู้เต็มจำนวน และคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกินที่ทางการกำหนดApp กู้เงินนอกระบบ : ชื่อไม่คุ้น-แปลกประหลาด, อนุมัติง่ายไม่สนใจเอกสารแสดงรายได้ใช้แค่บัตรประชาชน, ได้เงินไม่เต็มจำนวนแต่ต้องคืนเต็มจำนวน, ดอกเบี้ย/ค่าปรับสูงเกินที่ทางการกำหนด, ระยะเวลาชำระคืนสั้น และโทรทวงหนี้แบบข่มขู่ คุกคามApp กู้เงินปลอม : ชื่อไม่คุ้น-แปลกประหลาด, มีโฆษณาชวนเชื่อกู้ได้สูง ดอกเบี้ยต่ำ อนุมัติไว, หลอกให้โอนเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายการกู้ เช่น ค่าค้ำประกัน หรือ ค่าทำสัญญา และมักหลอกให้โอนเงินต่อไปเรื่อย ๆ แต่สุดท้ายไม่ได้ให้กู้จริง 2. อย่าเพิ่งคลิกหากไม่แน่ใจ เมื่อเห็นโฆษณา App กู้เงิน ต้องตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการว่าได้รับอนุญาตจากแบงก์ชาติหรือไม่ ที่นี่ 3. เลือกดาวน์โหลด App เลือก App ที่ปลอดภัยจากแหล่งที่ปลอดภัย เช่น App Store หรือ Google Play ห้ามกดโหลดจากลิงค์มั่วซั่ว และต้องอ่านรายละเอียดเงื่อนไขก่อนกู้ทุกครั้ง เช่น อัตราดอกเบี้ย ค่าปรับ ระยะเวลาผ่อนชำระ รวมถึงวิธีการคืนเงินกู้นี่คือวิธีการ ตรวจสอบ, แยกแยะ และคัดกรอง App กู้เงินที่ทางแบงก์ชาติเขาแนะนำมา ซึ่งเห็นว่าเป็นข้อมูลสำคัญที่ทุกท่านควรตระหนักไว้ เพื่อจะไม่ได้โดนหลอกหนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  18 กุมภาพันธ์ 2565

สิ่งที่ต้องมีก่อนจะขอกู้เงิน

"สิ่งที่ต้องมีก่อนจะขอกู้เงิน" เราเล่าถึงการจัดการหนี้สินมานาน แต่เหมือนจะลืมไปเรื่องหนึ่ง คือ ถ้าเกิดอยากขอสินเชื่อ ต้องเตรียมตัวหรือพิจารณาอะไรบ้าง ? อันดับแรกสุด ก่อนจะลงรายละเอียดถึงเอกสารต่าง ๆ สิ่งที่ต้องคิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำอีกหลาย ๆ รอบ คือ "ความสามารถในการชำระหนี้" สำคัญกว่าอย่างอื่นทั้งหมด เพราะหากขอสินเชื่อที่เกินกำลัง แม้จะกู้ได้ แต่สุดท้ายจะเป็นภาระอันหนักหนาได้ ลำดับต่อมา คือ เลือกประเภทสินเชื่อให้เหมาะสมกับความต้องการใช้ และศึกษารายละเอียดรวมถึงเงื่อนไขให้ถี่ถ้วน เพราะสินเชื่อแต่ละประเภทอัตราดอกเบี้ยมันต่างกันมาก อย่าคิดแต่เอามาก่อนแล้วค่อยว่ากัน "สินเชื่อแบบไหนก็ได้" แบบนี้ผิด ไม่ควรทำ ! หลังจากพิจารณา 2 ข้อข้างต้นได้อย่างถูกต้องเหมาะสมแล้ว ต่อไปคือการเตรียมเอกสารเพื่อใช้ขอสินเชื่อ สำคัญไม่แพ้กัน เพราะเอกสารครบ ยิ่งส่งผลต่อการอนุมัติ ประกอบด้วย 1.เอกสารประจำตัว... 1.1 สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาบัตรข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ 1.2 สำเนาทะเบียนบ้าน 1.3 สำเนาทะเบียนสมรส ทะเบียนหย่า หรือใบมรณบัตร 1.4 สำเนาหลักฐานการเปลี่ยนชื่อ สกุล (ถ้ามี) 1.5 กรณีนิติบุคคล อาจใช้สำเนาทะเบียนการค้า หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล 2.เอกสารยืนยันรายได้ 2.1 ผู้มีรายได้ประจำ ต้องมี ใบรับรองเงินเดือน หรือหลักฐานการรับ/จ่ายเงินเดือนจากนายจ้าง และสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร 2.2 ผู้ประกอบอาชีพอิสระ กรณีเป็นสัญญาจ้าง อาจใช้สำเนาสัญญาว่าจ้างและหลักฐานการจ่ายเงินค่าจ้าง หรือ กรณีเป็นแพทย์ ทนายความ ผู้สอบบัญชี วิศวกร สถาปนิก ควรแสดงใบอนุญาตประกอบวิชาชีพด้วย ขณะเดียวกันต้องเตรียมบัญชีเงินฝาก พร้อมใบแจ้งยอดบัญชี หรือสเตทเมนต์ (statement) ของบัญชีเงินฝากของตนเองหรือของกิจการย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน และหลักฐานรายได้หรือทรัพย์สินอื่นๆ เช่น ใบหุ้น พันธบัตรรัฐบาล บัญชีเงินฝากธนาคาร 2.3 นิติบุคคล ให้เตรียมสำเนางบการเงินปีล่าสุด และย้อนหลังไม่น้อยกว่า 3 ปี รวมถึงสำเนาแสดงรายการภาษีเงินได้ประจำปี และสำเนาเอกสารสิทธิในทรัพย์สินที่เสนอเป็นหลักประกัน เช่นเดียวกับแผนที่แสดงที่ตั้งสถานประกอบการ 3.เอกสารอื่น ๆ เช่น 3.1 หากขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยต้องมี สำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย หรือสัญญามัดจำ สำเนาโฉนดที่ดิน หรือสำเนาหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ สัญญากู้เงิน และสัญญาจำนองจากสถาบันการเงินเดิม 3.2 กรณีมีผู้กู้ร่วม จะต้องมีหลักฐานประจำตัว และหลักฐานรายได้ของผู้กู้ร่วม 3.3 กรณีที่ขอสินเชื่อเพื่อธุรกิจ สิ่งที่จำเป็นคือแผนธุรกิจ เช่น แผนธุรกิจของ SMEs แผนโครงการที่ต้องการดำเนินการ เอกสารในการยื่นขอสินเชื่อแต่ละประเภทอาจแตกต่างกันออกไป ดังนั้นต้องควรศึกษาหรือสอบถามรายละเอียดจากผู้ให้สินเชื่ออีกครั้ง และถ้าเขาต้องการอะไร หาไปให้ครบ อย่าให้ขาด !!! ขอสินเชื่อผ่าน Lumpsum กู้ง่าย ไม่ต้องมีคนค้ำประกัน ดีลกับแบงก์โดยตรง คลิกเลย

  หนึ่ง ศราพงค์


  21 มกราคม 2565

หลอกกู้เงินออนไลน์ระบาด ระวัง ถ้าไม่อยากเป็นเหยื่อ

เชื่อว่าช่วงนี้แฟนเพจหลายท่านคงได้รับ SMS ประมาณว่า... "ท่านได้รับวงเงินกู้พิเศษ 50,000 บาทคลิ๊กลิงค์เลย......"หรือ "สินเชื่อง่าย ๆ อนุมัติใน 5 นาที แค่กดลิงค์"หรือ "คุณได้สินเชื่อ 200,000 บาท กดรับได้เลย..."ครับ !!! ระบาดหนักมาก ผมได้ SMS ลักษณะนี้เกิน 10 อันมันคือมิจฉาชีพรูปแบบใหม่นะครับ ห้ามกด !!!พวกนี้มันจะใช้ช่วงที่ทุกคนกำลังมีปัญหาขาดสภาพคล่อง-ได้รับผลกระทบจากโควิด-19และเข้าถึงแหล่ะเงินทุนในระบบไม่ได้ข้อมูลจาก "กองบังคับการปราบปราม...การกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ"ระบุว่า มีผู้เสียหายร้องเรียนเกี่ยวกับมิจฉาชีพกลุ่มนี้หลายพันรายมูลค่าความเสียหายหลายล้านบาทพฤติกรรมของการลวงลักษณะนี้คือ...จะหลอกเอาเงินเราโดยไม่ได้ให้กู้จริงโดยจะส่ง SMS ล่อลวงด้วยวงเงินกู้สูงกู้ได้ด่วน ได้ง่าย ไม่ต้องมีหลักฐาน-หลักประกันใดวิธีการคือเมื่อเหยื่อกดตอบรับเข้าลิงค์ที่ส่งมาทาง SMS จะเป็นการเพิ่มเพื่อนในไลน์หลังจากนั้นจะขอ ชื่อ-นามสกุลเบอร์โทร-เลขบัญชีธนาคารแล้วให้เลือกว่าจะกู้เงินเท่าไหร่จูงใจด้วยดอกเบี้ยแสนถูกเช่น 2-4% ต่อปี จ่ายขั้นต่ำแค่ 5-10% ของเงินกู้พอเลือกเสร็จ ก็จะอนุมัติทันที แต่...มีข้อแม้คือต้องโอนเงินค่าประกันให้มันก่อนเท่าที่ตามข้อมูลมาส่วนใหญ่จะ 10% ของวงเงินกู้เช่น กู้ 100,000 บาท ต้องโอนให้มันก่อน 10,000 บาทซึ่งไม่มีการกู้เงินในระบบที่ไหนทำแบบนี้เราไปกู้เงินนะเว้ยยย ต้องโอนเงินให้ทำไมผมดูรายการสัมภาษณ์เหยื่อหลายรายให้ข้อมูลตรงกันว่า หลังจากโอนค่าธรรมเนียมไปแล้วจะไลน์มาบอกว่ายอดเงินพร้อมถอนแล้วรวมเงินประกันเช่นโอนไปแล้ว 10,000 บาท ก็จะบอกว่ายอดที่ถอนได้คือ 110,000 บาทแล้วจะทำทีเหมือนว่าจะให้โอนเงินเข้าบัญชีไหนพอส่งให้ไป กลับบอกว่าไม่สามารถโอนเงินได้เพราะข้อมูลไม่ครบ ต้องแจ้งข้อมูลโน่นนี่นั่นเพิ่มเติมโดยมีค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนแปลงข้อมูลเฉลี่ย 5-10% ของวงเงินที่จะกู้ "อิหยังวะ !"และแน่นอนครับ เหยื่อส่วนใหญ่หลงเชื่อโอนไปให้อีกก้อน หลังจากนั้นหายครับท่านเข้ากลีบเมฆเลย ...ผู้เสียหายส่วนใหญ่จะเป็นเหยื่อที่ยังพอมีเงินอยู่ซึ่งบางครั้งเหยื่อที่ไม่มีเงินเลย อาจจะรอดเพราะต้องโอนเงินไปให้พวกมันก่อนแต่บางรายคิดอยากจะได้เงินก้อนใหญ่และไปหาหยิบยืมคนอื่นมา จะเท่ากับซวย 2 ต่อดังนั้นหากมีข้อความลักษณะนี้ห้ามคลิ๊กเด็ดขาด ไม่มีใครเอาเงินมาให้คุณฟรี ๆ หรอก แม้จะเป็นการกู้ก็ตาม เพราะสถาบันการเงินในระบบ ก็ไม่ทำแบบนี้ !!! สำหรับผู้ที่เสียหาย สามารถแจ้งเรื่องได้ที่ 1.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สายด่วน15992.ศูนย์ดำรงธรรม สายด่วน 15673.ศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สายด่วน 1359ซึ่งกลุ่มมิจฉาชีพที่มีพฤติกรรมแบบนี้จะเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และความผิดฐานนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท อย่าไปหลงเชื่อใครง่าย ๆ นะครับยิ่งยุคนี้ที่มิจฉาชีพเต็มโซเชี่ยลไปหมดด้วยความปรารถนาดีหนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^ สินเชื่อส่วนบุคคลที่ Lumpsum ดีลตรงกับแบงก์ชั้นน้ำทั่วประเทศ ดอกเบี้ยพิเศษ วงเงินสูงสุดถึง...ล้านบาท ดอกเบี้ยเบา ผ่อนสบาย ได้เงินก้อนพร้อมใช้ สนใจ คลิก

  หนึ่ง ศราพงค์


  27 สิงหาคม 2564

กู้เงินใช้เกินจำเป็น จะลำเค็ญระยะยาว

กู้เงินใช้เกินจำเป็น จะลำเค็ญระยะยาว ทุกคนคงทราบข่าวที่รัฐบาลเตรียมกู้เงินอีก 5 แสนล้านบาท เพื่อรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโควิด-19 ที่เว็บไซต์ราชกิจจาฯ ได้ประกาศเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เมื่อ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา เท่ากับว่าตั้งแต่โรคนี้ระบาดในประเทศเมื่อต้นปี 63 "รัฐบาลจะกู้เงินรวมถึง 1.5 ล้านล้านบาท" เพราะเมื่อ เม.ย.63 ได้ ออก พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งก้อนนั้นได้เบิกใช้ไปราว 80% แล้ว โดยวงเงินที่เหลือไม่น่าเพียงพอ จึงต้องกู้เพิ่ม.. นักเศรษฐศาสตร์หลายรายค่อนข้างไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าเป็นการกู้เงินเกินความจำเป็น! โดยเฉพาะหากกู้มาแล้วนำไปใช้ผิดที่ผิดทาง จะตกเป็นภาระของประเทศและประชาชน ซึ่งการกู้เงินครั้งนี้จะทำให้ "หนี้สาธารณะ" เพิ่มเป็น 58.56% ของ GDPเกือบแตะเพดานที่กำหนดไว้คือไม่เกิน 60% ของ GDP เอาล่ะนั้นคือภาพใหญ่ของประเทศ ผมจะไม่ลงลึกไปกว่านั้น เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นปัญหา...(หึหึ)ซึ่งหวังว่ารัฐบาลคงมีการจัดการที่ดีในหนี้ที่ก่อขึ้นแต่...ที่ยกเรื่องนี้มา ซึ่งเป็นภาพรวมของประเทศ มันสะท้อนภาพเล็กระดับสามัญชนคนไทยนทั่วไปได้ในเรื่องเดียวกัน คือ...การกู้เงินมาใช้เกินจำเป็น มักส่งผลทางลบในระยะยาว ไม่ต้องไปไกลที่ไหนเลย ตัวผมเองนี่แหล่ะ (เมื่อก่อน) กู้มาใช้เติมสภาพคล่อง สนองความจำเป็นบ้างไม่จำเป็นบ้าง ทางไหนจะกู้เงินมาใช้ได้ ผมเอาหมด ไม่ว่าจะเป็น... หนี้บ้าน, หนี้รถ, บัตรเครดิต, บัตรกดเงินสด ยันสินเชื่อบุคคล สุดท้ายแบกภาระหนี้และดอกเบี้ยไว้บานเบอะ เมื่อจ่ายไม่ไหว ถึงทางตัน ก็ต้องหยุดจ่าย หนีหนี้ ผลกระทบที่ตามมาคือ 1.เสียเครดิต ถ้าหนี้ในระบบ ข้อมูลการผิดชำระหนี้จะปรากฏในเครดิตบูโร ซึ่งจะทำให้คุณไม่สามารถทำธุรกรรมสินเชื่อใด ๆ ได้ (ใครจะให้กู้อีก) จนกว่าจะชำระหนี้หมด + ไปอีก 36 เดือน ประวัติถึงจะหายไป กรณีผม แม้ล่าสุดจะเคลียร์หนี้หมดแล้ว แต่ก็ต้องรออย่างน้อยอีก 3 ปี ถึงจะขอสินเชื่อได้อีกครั้งหากวันหนึ่งมีเหตุจำเป็นมาก ต้องใช้สินเชื่อ ก็ "อด" !!! 2.เสียทรัพย์ ถ้าเป็นหนี้ แล้วไม่มีปัญญาจ่ายคืนเจ้าหนี้ ไม่ว่าจะในระบบนอกระบบ สุดท้ายเขาจะบุกมาหาคุณแน่นอน ดีหน่อยหากเป็นในระบบ อาจจะมีหมายยึดทรัพย์/อายัดเงินเดือน ผ่านกระบวนการทางกฎหมายอย่างเป็นขั้นเป็นตอน แต่หากเป็นหนี้นอกระบบ ชายชุดดำบุกหาคุณแน่! อาจจะไม่ได้มาเอาแค่ทรัพย์สมบัติคุณเท่านั้น (ถ้ามี) หนำซ้ำยังจะโดนข่มขู่หรือทำร้ายร่างกายเข้าไปอีก 3.เสียจิต เวลาคุณเป็นหนี้ แล้วหาทางออกไม่ได้ ความสุขจะหายไป ความเครียดจะเข้ามาแทน เพราะต้องคอยหลบซ่อนเจ้าหนี้ ต้องกังวลว่าจะเอาเงินจากไหนมาใช้คืนเขา แม้จะทำมาหาได้ ก็ต้องคิดวนในหัวว่า จะใช้กินหรือใช้หนี้ดี เป็นภาระทางจิดใจ ซึ่งทำให้คุณใช้ชีวิตไม่ราบรื่น บางคนถึงขั้นคิดสั้น หรือเป็นบ้าไปเลยก็มี ปัญหาทางจิตที่สำคัญกว่าทางกายเยอะ เพราะถ้าหลุดแล้วมันควบคุมยาก 4.เสียหน้า แน่นอนว่า เป็นหนี้เขา ยังไงก็โดนทวง ทวงกับเราโดยตรงไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าทวงต่อหน้าคนอื่น ทวงฝากคนรู้จักมา ส่งหมายทวงหนี้ไปที่ทำงาน คนที่รับรู้เรื่องราวนี้ก็จะมองเราในอีกแบบไปกลายเป็นนักสร้างหนี้ แต่ไม่มีปัญญาใช้คืนเขา มันลามไปถึงความน่าเชื่อถือในเรื่องอื่น ๆ ด้วยเศร้าจังเนอะ 5.เสียเงินใช้หนี้ เชื่อแมะ หลังจากที่คุณเสียไปทุกอย่างแล้ว สุดท้ายคุณก็ต้องเสียเงินใช้หนี้เขาอยู่ดีแถมดอกเบี้ยอีกเป็นกระบุง เพราะยังไง เป็นหนี้ก็ต้องใช้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งระหว่างที่เบี้ยวมา มันเป็นแค่การซื้อเวลาเท่านั้น อย่างผม 6-7 ปี ที่หยุดจ่าย สุดท้ายก็ต้องใช้คืนเขาแม้หนี้ในระบบจะมีอายุความ 10 ปี แต่คุณจะไม่สามารถทนการทวงหนี้ได้ตลอดหรอกเพราะเขาทวงกันเก่งมากกกกกกกกกกกก นี่คือข้อเสียของการกู้เงินมาใช้โดยจำเป็น ซึ่งมาจากประสบการณ์ตรงของผมเลยขนาดมูลหนี้รวมไม่มากมายนักแค่หลักหลายแสน ลองคิดดูคนที่เป็นหนี้หนักระดับเกินล้านจะเป็นอย่างไร ดังนั้นผมจะบอกเสมอว่า "ไม่จำเป็น" อย่า "สร้างหนี้" แต่เชื่อไหมว่า ไม่ค่อยมีใครเชื่อเท่าไหร่นักยิ่งช่วงนี้ที่ทุกคนลำบากจากโควิด สิ่งที่ส่วนใหญ่คิดคือมีทางไหนให้กู้บ้าง หวังว่าหากอะไรดีขึ้นจะมีเงินมาใช้คืน ซึ่งเป็นตรรกะที่ผิดมากกกกกกกกกกเพราะคุณยังไม่รู้เลยว่าจะมีรายได้จากอะไรบ้าง อย่างน้อย 3-6-12 เดือนข้างหน้าแต่ดันอยากสร้างหนี้มารอไว้แล้ว รายได้ไม่แน่นอน แต่หากสร้างหนี้ มันคือรายจ่ายแน่นอน เด้ออออออ.. คิดให้ดีอย่างละเอียดรอบคอบกันอีกครั้งนะ ผมว่าการแก้ปัญหาช่วงนี้คือต้องคิดว่าจะหารายได้เพิ่มจากไหน? มีความสามารถหรือมีกำลังพอที่จะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้มีรายรับ? การกู้เงินมาใช้ช่วงที่ขัดสน อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่จำเป็นเลยยยย

  หนึ่ง ศราพงค์


  28 พฤษภาคม 2564

ติดเครดิตบูโร ขอสินเชื่อ "รถแลกเงิน" ได้นะจ๊ะ

ใช่ครับ! สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ เช่น "รถแลกเงิน" และ "Car for cash" มักไม่ตรวจประวัติเครดิต ทีแรกผมก็ไม่เชื่อ ก็เลยไปตรวจสอบดู พบว่า มีการระบุไว้ในหน้าเว็บของผู้ให้บริการสินเชื่อประเภทนี้เลย แทบทุกเจ้า ไม่ว่าจะรายเล็ก รายใหญ่ ปล่อยสินเชื่อ ไม่เช็กเครดิตบูโร อย่าว่าแต่สินเชื่อจำนำทะเบียนรถเลย... พวก ซื้อรถมือ 1 หรือ รถมือ 2 ก็เลี่ยงไม่ตรวจสอบได้ เพราะเคยเจอมากับตัวตอนซื้อรถใช้เอง เพราะผมมีประวัติผิดชำระหนี้ แต่ผ่านเฉย จึงลองถามเจ้าหน้าที่ดูว่าเพราะอะไร? เขาให้ข้อมูลว่า รถยนต์เป็นสินทรัพย์ที่ค่อนข้างมีสภาพคล่องกว่าสินเชื่อประเภทอื่น ติดตามง่าย วันไหนเราเบี้ยวจ่ายเกินกำหนด เขาก็แค่ยึดรถไปขายทอดตลาด ซึ่งขายได้ไม่ยากเลย หากได้ราคาต่ำกว่าหนี้ที่ติดไว้ ก็มาไล่เบี้ยเอาส่วนต่างจากผู้กู้อยู่ดี ดังนั้นเพื่อยอดขาย จึงสามารถมองข้ามการตรวจสอบเครดิตได้ กลับมาเข้าเรื่องสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ที่นำมาเล่าวันนี้ไม่ใช่ชี้ช่องสร้างหนี้เพิ่ม เพราะบอกเสมอว่าไม่จำเป็นอย่าสร้างหนี้ แต่หากขัดสนจริง ๆ ถือเป็นอีกทางเลือก เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องฉุกเฉินได้ แต่การที่จะขอสินเชื่อโดยที่มีประวัติเสียด้านเครดิต คุณต้องรับให้ได้ว่าจะเจอเงื่อนเขี้ยวเงื่อนไขดังนี้ 1.ได้วงเงินต่ำกว่าปกติอย่างน้อย 10-30% 2.อัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่าปกติ เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 3 - 4% เพราะการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ที่มีปัญหาด้านเครดิต ถือเป็นความเสี่ยง ดังนั้นผู้ให้บริการต้องป้องกันตัวเองไว้ก่อน ผู้กู้เองก็ต้องศึกษารายละเอียดตรงนี้ให้รอบคอบว่าคุ้มหรือไม่อย่าคิดเพียง เอาเงินมาก่อน ที่เหลือค่อยว่ากัน แบบนั้นมักง่ายเกินไป และหากไม่มีกำลังชำระคืนรถก็จะถูกยึด และ หนี้จะเพิ่มขึ้น เพราะหากรถถูกยึดแล้วขายทอดตลาดได้เงินต่ำกว่ามูลหนี้ คุณจะโดนฟ้องให้ชำระส่วนต่างที่เหลือ สุดท้ายประวัติด้านเครดิตของคุณจะพังเข้าไปอีก ---------------------------------- ดังนั้นหากไม่จำเป็นมาก ๆ จริง ๆ อย่าหาทำเลย ด้วยความห่วงใย จากหนึ่งไง หนึ่งเอง จะใครล่ะ ^^ ================ สมัครสินเชื่อรถแลกเงิน คลิก

  หนึ่ง ศราพงค์


  07 พฤษภาคม 2564

7 เรื่องต้องรู้ก่อน "รีไฟแนนซ์รถยนต์"

ผมเคยเล่าไปแล้วว่าการ "รีไฟแนนซ์รถยนต์" คล้ายกับ "รีไฟแนนซ์บ้าน" นั่นคือการย้ายจากผู้ให้บริการสินเชื่อเดิมไปหาผู้ให้บริการสินเชื่อใหม่ แต่จะต่างกันที่วัตถุประสงค์ คือ... "รีไฟแนนซ์บ้าน" เพื่อลดดอกเบี้ย-ค่างวด "รีไฟแนนซ์รถยนต์" เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง "รีไฟแนนซ์รถยนต์" โดยทั่วไปแล้วดอกเบี้ยจะไม่ลดลง เพราะใช้รูปแบบการคิดดอกเบี้ยแบบคงที่ (Fixed Rate) ตั้งแต่ตอนซื้อครั้งแรก ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมดมันรวมอยู่ในค่างวดแล้ว เช่น ซื้อรถ 1,000,000 บาท ดาวน์ 250,000 บาท ดอกเบี้ย 4% เท่ากับว่า ขอสินเชื่อ 750,000 บาท + ดอกเบี้ย 4% ต่อปี ดอกเบี้ยมากน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนงวดที่ผ่อน เช่น ผ่อน 5 ปี หรือ 60 เดือน จะคำนวณแบบนี้... ยอดขอสินเชื่อ 750,000 x 4% = 30,000 บาท ต่อปี ผ่อน 5 ปี ดอกเบี้ยก็เท่ากับ 30,000 x 5 = 150,000 บาท นำดอกเบี้ย 150,000 รวมกับยอดขอสินเชื่อ 750,000 บาท เท่ากับ 900,000 บาท ผ่อน 5 ปี หรือ 60 เดือน จะได้ค่างวด 900,000 / 60 = 15,000 บาทต่อเดือน ดอกเบี้ยจ่ายจริงคือ 150,000 / 60 = 2,500 บาทต่อเดือน ซึ่งการผ่อนแบบ Fixed Rate ดอกเบี้ยกระจายอยู่ในค่างวดแล้ว ต่อให้คุณโปะ หรือ จ่ายล่วงหน้า ดอกเบี้ยก็จะไม่หายไป เป้าหมายการ "รีไฟแนนซ์รถยนต์" จึงไม่ใช่การลดดอกเบี้ย แม้ไปขอสินเชื่อจากลิสซิ่งรายใหม่ เพื่อมาปิดลิสซิ่งเดิม ก็ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยเก่าทั้งหมดอยู่ดี แม้ลิสซิ่งที่ใหม่จะให้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า แต่ก็ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยทั้งหมดของลิสซิ่งเดิม ถ้าจะคิดว่า "รีไฟแนนซ์" เพื่อลดดอกเบี้ย อันนี้ไม่ใช่ ! การ "รีไฟแนนซ์รถยนต์" เป้าหมายหลักคือการเพิ่มสภาพคล่องมากกว่า เพราะเรามีเงินดาวน์กับค่างวดที่จ่ายไปบ้างแล้วกับลิสซิ่งที่เดิม เช่น ซื้อรถ 1,000,000 บาท ดาวน์ 250,000 บาท ดอกเบี้ย 4% ต่อปี ผ่อนไปแล้ว 1 ปี หรือ 12 งวด เท่ากับจ่ายไปแล้ว 250,000 + (15,000 x12) = 430,000 บาท ซึ่งเดิมเราขอสินเชื่อ 750,000 + ดอกเบี้ย 4% + 5 ปี = 900,000 บาท ดังนั้นเงินต้นรวมดอกเบี้ยกับสินเชื่อเดิมจะเหลือ 900,000 - 430,000 = 470,000 บาท พอเราไปขอ "รีไฟแนนซ์" กับลิสซิ่งแห่งใหม่ รถอายุ 1 ปี ราคาประเมินรถจะอยู่ที่เฉลี่ย 70-80% ขึ้นอยู่กับสภาพ สมมติว่ารถประเมินได้สูงสุด 80% รถราคา 1,000,000 บาท จะได้วงเงิน 800,000 บาท ซึ่งเมื่อเรา "รีไฟแนนซ์" ผ่าน ก็นำเงิน 800,000 บาทไปปิดยอดค้าง 470,000 บาท เหลือเงินส่วนต่างถึง 330,000 บาท !!! เพื่อนำมาใช้เพิ่มสภาพคล่องฉุกเฉิน แต่เท่ากับยอดหนี้คงค้างคุณจะเพิ่มขึ้นนะ... 800,000 บาท ข้างต้นยังไม่รวมดอกเบี้ยตามจำนวนงวดที่ผ่อนด้วย ดังนั้นต้องคิดให้ดีว่าจำเป็นไหมจะนำเงินส่วนต่างนี้มาใช้ แต่ที่เกริ่นมายาวก็เพื่อให้เห็นภาพว่า... นี่แหล่ะคือเป้าหมายของการ "รีไฟแนนซ์รถยนต์" จะได้เข้าเรื่องสักทีว่า 7 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ "รีไฟแนนซ์รถยนต์" มีอะไรบ้าง 1. วงเงินรีไฟแนนซ์ต้องปิดสินเชื่อที่เดิมได้ทั้งหมด การรีไฟแนนซ์รถยนต์ ไม่ได้มีเกณฑ์ตายตัวว่า "ต้องซื้อรถมาแล้วกี่ปี" หรือ "ผ่อนไปแล้วกี่งวด" ถึงจะทำได้ แต่สิ่งที่ลิสซิ่งแห่งใหม่จะพิจารณาเป็นพิเศษคือ การรีไฟแนนซ์ครั้งนี้ "ต้องปิดยอดกับลิสซิ่งเดิมได้ทั้งหมด" อันนี้ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ตอนแรกที่ได้รถคันนี้มา เพราะถ้าหากวางเงินดาวน์ตามเกณฑ์มาตรฐาน 25% ยังไงก็ปิดได้แน่ เพราะเท่ากับคุณจ่ายค่าซื้อรถไปแล้วถึง 25% แต่...หากคุณซื้อมาโดยใช้โปรโมชั่นการตลาดเช่น "ออกรถ 0 บาท" หรือ "ดาวน์น้อยผ่อนนาน" อันนี้อาจจะลำบาก ยิ่งผ่อนไปเพียง 1-2 ปี ยอดค้างจะยังสูงอยู่ ซึ่งอาจะ "รีไฟแนนซ์" ไม่ผ่าน เช่น รถ 1,000,000 ดาวน์แค่ 10% หรือ 100,000 บาท ดอกเบี้ย 4% ต่อปี ผ่อน 5 ปี หรือ 60 งวด คุณจะต้องกู้ 900,000 บาท บวกดอกเบี้ย 4% เป็นเวลา 5 ปี = 180,000 บาท เท่ากับเงินกู้รวมดอกเบี้ย 1,080,000 บาท ผ่อน 60 งวด ตกงวดละ 18,000 บาท ผ่อนไปแล้ว 1 ปี = 216,000 บาท รวมเงินดาวน์ 100,000 บาท เท่ากับจ่ายไปเพียง 316,000 บาท เหลือคงค้าง 764,000 บาท ต่อให้กู้ได้ 80% หรือ 800,000 บาท แม้จะปิดยอดจากที่เก่าได้ก็จริง แต่ก็จะเหลือเงินหลังปิดยอดแค่ 36,000 บาท กับหนี้สินที่เพิ่มขึ้นมาอีก 800,000 บาท ไม่รวมดอกเบี้ยและค่างวด นี่ไม่ต้องพูดถึงกลุ่มที่ออกรถ 0 บาท เลยนะ แต่...วิธีนี้อาจจะดีขึ้นมาบ้าง ถ้าหากรีไฟแนนซ์ผ่านนะ เพราะการขอสินเชื่อใหม่ เท่ากับมีโอกาสได้เพิ่มระยะการผ่อน ลดค่างวดต่อเดือนลง เพื่อเพิ่มสภาพคล่องรายเดือนได้บ้าง 2. รถหรู-จดประกอบทำไม่ได้นะจ๊ะ รถที่สามารถ "รีไฟแนนซ์ได้" คือรถยนต์ที่ใช้กันอยู่ตามท้องตลาดทั่วไป เช่น รถยนต์นั่งส่วนบุคคล, รถกระบะ, รถตู้ และรถบรรทุกบางรายการ แต่พวกรถหรู, รถประกอบ หรือรถนำเข้า ลิสซิ่งมักไม่รับนะครับ เพราะประเมินราคากลางได้ยาก และป้องกันการย้อมแมวสวมทะเบียนด้วย 3. แหล่งเช็คราคากลาง ส่วนใหญ่จะอยู่ตามเว็บไซต์รถมือสอง ลอง Google ดูได้เลย เซิร์ทคำว่า "เช็คราคารถมือสอง" เพียบ !!! ผมลองหามาให้คร่าว ๆ จากเว็บชั้นนำ เช่น ... www.taladrod.com www.one2car.com www.carmana.com www.kaidee.com 4. สามารถ "รีไฟแนนซ์" กับลิสซิ่งเดิมได้ คล้ายกับขอลดดอกเบี้ยบ้านนั่นแหล่ะ ก็ไปแจ้งความประสงค์เลยว่าต้องการ "รีไฟแนนซ์" มีออปชั่นอะไรนำเสนอบ้าง ข้อดีคือมีโอกาสผ่านง่ายกว่า (ต้องผ่อนตรงผ่อนดีด้วยนะ) รวมถึงประหยัดค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียม และค่าโอนต่าง ๆ แต่หากเขาไม่มีหรือไม่ให้หรืออิดออด ก็หาที่ใหม่โลด 5. รีไฟแนนซ์ที่ไหนได้บ้าง หลัก ๆ ก็ธนาคารชั้นนำที่ให้บริการสินเชื่อประเภทนี้ เช่น... - กสิกรไทย - กรุงศรี - เงินติดล้อ - ธนชาต - เกียรตินาคิน - ทิสโก้ หรือลองเซิร์ทคำว่า "รีไฟแนนซ์รถยนต์" ใน Google ดู จะมีเว็บไซต์สำหรับเปรียบเทียบข้อเสนอหลายแห่ง หรือลองแอพลิเคชั้น "Lumpsum" ของเราก็ได้ ซึ่งมีบริการเปรียบเทียบข้อเสนอจากผู้ให้บริการหลายราย 6. เอกสารที่ต้องเตรียม - บัตรประชาชนเจ้าของรถ - ทะเบียนบ้านเจ้าของรถ - ทะเบียนเล่มรถยนต์ - หลักฐานแสดงรายได้ 7. ข้อควรรู้ - เจ้าของรถกับผู้รีไฟแนนซ์ต้องเป็นคนเดียวกัน - สามารถขอรีไฟแนนซ์ได้พร้อมกันหลายที่ เพื่อเลือกข้อเสนอที่ดีที่สุด - อายุผู้กู้บวกอายุสัญญาสินเชื่อ ต้องไม่เกินที่ลิสซิ่งระบุ - ลิสซิ่งบางแห่งมักมีเงื่อนไขว่าเล่มทะเบียนต้องอยู่ในพื้นที่ให้บริการเท่านั้น สมัครสินเชื่อรถแลกเงิน คลิก จบ........................ หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  09 เมษายน 2564

How to... "ลงทุนต่างประเทศ" ผ่านกองทุนรวม

… ในวันที่เพื่อนสาวตื่นเต้นกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่พุ่งเอา ๆ สวนทางกับวิกฤติ COVID-19 ที่ยังระบาดอยู่ เพื่อนสาว : เธอ ๆ ทำไมตลาดหุ้นสหรัฐฯ มันพุ่งเอา ๆ ทำนิวไฮไม่หยุดไม่หย่อน สวยเหมือนผิวชั้นที่ไม่หย่อนคล้อย น้องโน่ : แต่หย่อนยานน่ะเหรอ เพื่อนสาว : ดีออก ตอบมาค่ะ!! อย่าบุูลลี่ชั้น น้องโน่ : จ้ะ ๆ ชั้นก็ไม่รู้หรอกเธอ แต่เท่าที่อ่านเจอมา หรือได้ยินได้ฟังมาจากนักวิเคราะห์ ก็จะมีไม่กี่เหตุผลหรอก อย่างตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดีกว่าคาดบ้าง ประมาณว่าก็แย่แหละ แต่แย่น้อยกว่าที่คาด หรือมีเงินในระบบมหาศาล จากการกระตุ้นเศรษฐกิจ เงินไม่มีที่ไปก็วิ่งเข้าหาหุ้น ประมาณนี้อะเธอ เพื่อนสาว : อ้อจ้ะ น้องโน่ : อย่าบอกนะว่าที่ถามเนี่ย อยากลงทุน? เพื่อนสาว : ใช่จ้ะ พวกหุ้นเทคโนโลยีอย่าง Google Facebook Tesla งี้ ชั้นก็อยากลงทุนบ้าง ต้องทำไงอะเธอ น้องโน่ : ที่เธอพูดมาก็ถูกนะ ในไทยแทบจะไม่มีบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีให้ลงทุนเลย กำลังอยู่ในเทรนด์การลงทุน แต่ไทยกลับมีบริษัทใหญ่เป็นพวกพลังงาน แบงก์ ค้าปลีก อสังหาฯ ที่หลายบริษัทกำลังจะถูก Disruption จากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป เพื่อนสาว : ใช่มะ เธอต้องบอกชั้นแล้วละ แบบละเอียดด้วยนะ ไปลงทุนในต่างประเทศได้อย่างไร น้องโน่ : อย่างที่ชั้นเคยบอกเธอเกี่ยวกับการลงทุนต่างประเทศเมื่อคราวก่อน ลงทุนต่างประเทศ ดีมั้ยนะ? เธอควรเริ่มต้นจาก "กองทุนรวมในประเทศที่นำเงินไปลงทุนต่างประเทศ" Step 1 เปิดบัญชีกองทุนรวม สามารถเปิดได้โดยตรงผ่าน บลจ. หรือผ่านเอเย่นต์ ปัจจุบันสามารถทำผ่านระบบออนไลน์ได้ง่ายมากขึ้น ไม่ต้องกรอกเอกสารแม้แต่ชิ้นเดียวให้วุ่นวาย Step 2 ผ่านการอนุมัติเปิดบัญชี เมื่อเปิดบัญชีกองทุนรวมสำเร็จแล้ว ก็ซื้อกองทุนได้เลย ช่องทางก็มากมาย แต่ปัจจุบันทำผ่านระบบออนไลน์ก็สะดวกสบาย ทำได้ง่ายด้วย Step 3 ซื้อขายกองทุนรวม กดซื้อได้เลย ตอนไหนก็ได้ แต่เราจะได้ราคาของหน่วยลงทุน ณ ตอนสิ้นวันทำการ ถ้าเป็นกองทุนที่ลงทุนในประเทศก็จะได้เร็วหน่อย แต่ถ้าเป็นต่างประเทศอาจต้องรอ 1-2 วันทำการ ถ้าจะขายก็สั่งขายได้เลยเช่นกัน ตอนไหนก็ได้ ราคาขายก็จะถูกคำนวณเหมือนตอนซื้อ น้องโน่ : บัญชีกองทุนรวมที่เธอเปิดไว้ ที่จริงก็ซื้อกองทุนที่ไปลงทุนในต่างประเทศได้อยู่แล้ว รู้มั้ยเนี่ย เพื่อนสาว : อ้าวเหรอ ชั้นก็นึกว่าต้องเปิดแยกกัน น้องโน่ : ไม่ใช่จ้ะ ถ้าเปรียบการลงทุนกองทุนรวมเป็นร้านขายของ เธอเปิดบัญชีก็เหมือนสมัครสมาชิกเรียบร้อย จะซื้ออะไรในร้านก็ได้ ร้านขายของอาจจะนำสินค้าต่างประเทศมาขาย แต่กองทุนรวมจะขนเงินเราไปลงทุนต่างประเทศ เพื่อนสาว : กองทุนมีเยอะแยะ ขึ้นอยู่กับนโยบายว่าจะเอาเงินไปลงทุนอะไร ในหรือต่างประเทศ แบบนี้ใช่ปะ น้องโน่ : หูยยยย เก่งอะ แบบนี้เลย ตัวอย่างกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนต่างประเทศ ................ น้องโน่ : นี่เป็นตัวอย่างกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนหุ้นต่างประเทศ เน้นอิงดัชนี S&P500 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เห็นป่าวว่าลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกอย่าง Microsoft Apple Amazon Facebook เพื่อนสาว : จริงด้วยเธอ ชั้นอยากซื้อกองนี้อะ บอกหน่อยดิ ชื่อกองอะไร (นางทำตาเป็นประกาย วิบวับ ๆ ) น้องโน่ : หลังไมค์นะจ้ะ หน้าไมค์จะหาว่าชั้นชี้ชวน ชี้นำ กลัวโดนด่าจ้า เพื่อนสาว : OK จ้า น้องโน่ : ไม่ได้มีแค่กองนี้นะ ยังมีอีกหลายกองที่มีนโยบายการลงทุนคล้ายกันนี้ เพื่อนสาว : จ้า น้องโน่ : ชั้นเริ่มซื้อกองนี้ (ที่ยกเป็นตัวอย่าง) ไม่กี่เดือนก่อน ตอนนี้ได้กำไรแล้วตั้ง 8% แหน่ะ ไม่ได้อวดนะ เอาให้ดูเป็นตัวอย่างเฉย ๆ ว่าการลงทุนในต่างประเทศก็ให้ผลตอบแทนที่ดี เพื่อนสาว : ไม่อวดจ้ะไม่อวด ดีออก (นางเบ้ปาก มองบนสุดฤทธิ์ 55+) น้องโน่ : แต่เธอก็ต้องระวังนะ สิ่งที่มาคู่กับผลตอบแทนเป็นเงาตามตัวก็คือความเสี่ยง ยิ่งการลงทุนต่างประเทศ มีความเสี่ยงที่เพิ่มมา เป็นความเสี่ยงที่ไม่มีจากการลงทุนในประเทศ คือ “ความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน” เพื่อนสาว : รับทราบจ้า สรุป - การลงทุนต่างประเทศผ่านกองทุนรวมทำได้ง่าย ผ่านบัญชีกองทุนรวมที่มีอยู่แล้ว - การลงทุนต่างประเทศ ช่วงเพิ่มทางเลือกการลงทุนในธุรกิจที่ในประเทศไม่มี หรือมีน้อย - เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและง่าย สำหรับการลงทุนต่างประเทศ

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  02 กันยายน 2563

กู้เงินมาลงทุน ดีมั้ยนะ? #2

...นอกจากคิดกู้เงินซื้อคอนโดมาปล่อยเช่า เพื่อนสาวคนสวยยังคิดจะกู้มาลงทุนอย่างอื่น อย่างพวกซื้อหุ้น กองทุนรวมอีกด้วย แต่บอกได้เลยว่า “อย่าหาทำ” เด็ดขาด ด้วยเหตุใดให้ติดตาม “ทำไมเธอถึงบอกว่าอย่าคิดกู้เงินมาลงทุนพวกหุ้น กองทุนรวม อะไรพวกนี้ละ?” “ให้ฟังอย่างตั้งใจนะ สงสัยตรงไหนค่อยถาม” “ได้จ้า” ตลาดหุ้นเหมาะสำหรับคนที่ถือเงินเย็น ไม่เหมาะกับคนที่ใช้เงินร้อน หรือเงินกู้ที่มีต้นทุน เพราะมักทนแรงเสียดทานจากความผันผวนของตลาดหุ้นในบางช่วงเวลาไม่ได้ ดอกเบี้ยเงินที่กู้มาวิ่งทุกวัน แต่หุ้นไม่ได้วิ่งขึ้นทุกวัน หุ้นมีขึ้นมีลง ภาระดอกเบี้ยจะตามไล่จี้ คนที่กู้มาลงทุนจึงมักใช้วิธีเก็งกำไรระยะสั้น ซึ่งการเก็งกำไรระยะสั้นความเสี่ยงก็จะยิ่งสูงขึ้น มากกว่าการถือลงทุนระยะยาว แถมการทำกำไรจากการเก็งกำไรไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะนักลงทุนระดับปลาซิวปลาสร้อย หรือแมงเม่าทั้งหลาย เพราะตามสถิติการเก็งกำไรจะขาดทุนมากกว่าได้กำไร “แล้วถ้าชั้นกู้มาซื้อหุ้นแบบลงทุนระยะยาวละ?” “ไม่ได้เหมือนกัน” แม้การลงทุนระยะยาว เวลาจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา แต่ดอกเบี้ยหรือเงินต้นที่กู้มาต้องจ่ายอย่างสม่ำเสมอ ปกติก็เป็นรายเดือน แต่หุ้นที่ลงทุนระยะยาวว่ากันเป็นปีหรือหลายปี ระหว่างทางจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายหนี้ “อ้อ เข้าใจละ” ที่จริงแล้วการกู้เงินมาซื้อหุ้นเป็นกฎข้อห้ามเบื้องต้นที่นักลงทุนรู้กันดี แต่บางครั้งด้วยสถานการณ์บางอย่างก็พลอยทำให้นักลงทุนแหกกฎ เพราะความโลภออกมาทำงาน โดยเฉพาะในยามที่ตลาดหุ้นร้อนแรง คึกเป็นกระทิง เพราะตลาดขาขึ้น ซื้อหุ้นตัวไหนก็มีกำไร จนดูเหมือนว่าหุ้นเป็นเรื่องง่าย ความโลภก็จะยิ่งออกมาทำงานมากขึ้น ยิ่งหาเงินมาเติมพอร์ต ลงทุนกันเต็มสูบ “เหมือนเธอตอนนี้ไง โลกสวย รู้ตัวรึเปล่าว่าความโลภออกมาทำงานแล้ว” “แหะๆ” ในจังหวะตลาดหุ้นขาขึ้น การกู้เงินมาซื้อหุ้น หากถูกจังหวะ ผลตอบแทนที่ได้อาจคุ้มกับความเสี่ยง กำไรที่ได้ครอบคลุมดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต้องจ่าย แต่หากวันหนึ่งหุ้นทรุดตัว ปัญหาใหญ่ก็จะตามมาทันที “เละตุ้มเป๊ะ” “อย่าขู่เยอะ กลัวแล้วจ้า” หึหึ การเป็นนักลงทุนที่ดีต้องตระหนักถึงวินัยการลงทุน เข้มข้นกับกฎการลงทุน อย่าแหกกฎ โดยเฉพาะเรื่องเงินลงทุนที่เป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุน เงินที่จะนำมาลงทุนในหุ้น ต้องเป็นเงินเย็นหรือเงินออมที่ถูกแบ่งสรรไว้แล้วเท่านั้น!! เพราะถ้าผิดพลาดก็ไม่ต้องดิ้นทุรนทุราย อย่างมากก็หมดแค่เงินเย็นที่เอามาลุยกับหุ้นไว้เท่านั้น “ที่นี้ยังจะคิดกู้เงินมาซื้อหุ้นอีกมั้ย?” “ไม่แล้วจ้า ค่อย ๆ แบ่งเงินเก็บมาลงทุนดีกว่าเนอะ” “ดีมาก ว่านอนสอนง่ายแบบนี้ ค่อยน่ารักหน่อย” “แน่นอน แต่เอ๊ะ ชั้นไม่ชั้นน้องหมานะ” “หล่อนคิดไปเอง 55+” “แล้วกองทุนละ กู้มาซื้อได้มั้ย?” “ไม่ได้!!” กองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นก็จะคล้ายกับเราซื้อหุ้นเอง เหตุผลเดียวกับหุ้น แต่ถ้าเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่ความเสี่ยงน้อยกว่าหุ้น เมื่อความเสี่ยงน้อยกว่า ผลตอบแทนก็ย่อมน้อยตามไปด้วย ตามกฎ High risk high return ซึ่งผลตอบแทนที่ได้อาจไม่คุ้มกับดอกเบี้ยของเงินที่กู้มา “จริงด้วยแหะ” สรุปจ้า • การลงทุนด้วยเงินเย็นจะเกิดความได้เปรียบ เพราะไม่มีต้นทุนเหมือนเงินกู้ • สามารถรอเวลาหรือโอกาสได้ ไม่ต้องรีบซื้อ หรือรีบขาย (การเก็งกำไรที่มีความเสี่ยงมากกว่า) • เมื่อซื้อหุ้นไว้แล้ว หากตลาดหุ้นผิดไปจากคาด สามารถถือลงทุนระยะยาว (เวลาช่วยลดความเสี่ยง) แถมแรงกดดันน้อยกว่าการกู้เงินมาลงทุน เพราะไม่มีภาระดอกเบี้ย • กองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นก็มีเหตุผลคล้ายหุ้น แต่ถ้าเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนสินทรัพย์อื่น ผลตอบแทนอาจไม่คุ้มกับภาระดอกเบี้ยจ่าย

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  15 กรกฎาคม 2563

กู้เงินมาลงทุน ดีมั้ยนะ?

ในวันที่เพื่อนสาวคนสวยร้อนวิชา คิดกู้เงินมาลงทุน เริ่มจากอยากกู้ซื้อคอนโดมาปล่อยเช่า “นี่เธอ ถ้าชั้นจะกู้เงินซื้อดอนโดปล่อยเช่า จะดีป่าวอะ” “ทำไมอยู่ดีดี ถึงคิดจะซื้อคอนโดมาปล่อยเช่าละ” “ก็รวยไง เงินมันเหลือ คิคิ” “จ้า” เบ้ปากพร้อมมองบน “มีคนพูดให้ฟังว่าพวกดอกเบี้ยซื้อบ้าน คอนโด ไม่แพง ยิ่งมีโปรโมชั่นให้นี่ดอกเบี้ยไม่ถึง 3% ด้วยซ้ำ แถมเป็นการลงทุนที่ใช้เงินคนอื่นมาลงทุน สุดท้ายคอนโดก็เป็นของเรา ชั้นเลยมาถามเธอไงว่าดีป่าว”“ที่เธอพูดมามันก็จริง แต่มันเป็นเพียงด้านดี ซึ่งที่จริงแล้วยังมีความเสี่ยงที่ต้องระวัง ต้องนำมาประกอบการตัดสินใจว่าจะกู้เงินซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่ารึเปล่าด้วย” “ความเสี่ยงที่ว่ามีอะไรบ้างอะ” “เยอะเลยแหละ แต่ความเสี่ยงหลักคือความไม่แน่นอนนอนเรื่องคนเช่า ว่าจะมีคนเช่าห้องเราตลอดรึป่าว ถ้าช่วงไหนไม่มีคนเช่า จากที่เรานำค่าเช่าไปจ่ายค่าผ่อนคอนโด เราก็ต้องควักเงินจ่ายเอง” “จริงด้วยแหะ” “โดยปกติ ภาระหนี้ต่อเดือนไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ เช่น ถ้าต้องผ่อนคอนโดเดือนละ 10,000 บาท อย่างน้อยก็ควรจะมีรายได้ 30,000 บาทขึ้นไป” “เดี๋ยวนะ สมมติว่าถ้าชั้นเลือกซื้อคอนโดมาปล่อยเช่าด้วยการกู้ เท่ากับว่าเงินที่จะเก็บออมเพื่อนำไปลงทุน นำไปลงทุนไปในตัวใช่ป่าว” “ใช่ แต่เป็นเพียงการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียวนะ นั่นคือ คอนโด สมมติเงินก้อนเดียวกันนี้แบ่งไปซื้อกองทุนรวม แบ่งไปซื้อหุ้น แบ่งไปฝากประจำ แบบนี้คือกระจายการลงทุน กระจายความเสี่ยง” “ถ้าชั้นลงทุนดอนโดอย่างเดียวก็ไม่ได้กระจายความเสี่ยง ความเสี่ยงกระจุกตัวเป็นความเสี่ยงเดียว ถูกปะ” “ถูกจ้า แต่ถ้าเธอสามารถแบ่งเงินมาลงทุนได้มาก เช่น เดือนละ 20,000 บาท อาจจะกู้มาซื้อคอนโดปล่อยเช่าได้ โดยมีค่าผ่อนคอนโด 10,000 บาท ที่เหลืออีก 10,000 ก็แบ่งไปซื้อหุ้น ซื้อกองทุนรวม และอื่น ๆ ก็จะยิ่งเป็นการกระจายความเสี่ยง” “เงินเยอะ นี่ได้เปรียบเนอะ” “งั้นก็รีบเก็บ รีบรวยนะจ้ะ แต่ว่าไม่ใช่แค่เรื่องเงินนะ ยังมีอย่างอื่นที่ต้องคำนึงด้วย อย่างพวกทำเลคอนโด ทำเลดีก็ปล่อยเช่าง่าย แต่ทำเลดีก็ใช่ว่าราคาจะถูก ราคาแพงแน่นอน เธอต้องคิดให้รอบคอบ ดูให้รอบด้านด้วย” “โอเคจ้า แต่ถ้ามีคนเช่า ก็ไม่ต้องควักจ่ายเอง ก็เอาค่าเช่าไปผ่อนค่าคอนโด ชั้นก็จะเหลือเงินไปลงทุนอย่างอื่นได้ ดีอะ” นางทำตาวิบวับเป็นประกรายเชียว “ก็ใช่ แต่ไม่ทั้งหมด เพราะค่าเช่ากับค่าผ่อนอาจไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่ค่าเช่าจะถูกกว่าค่าผ่อน สุดท้ายเธอก็ต้องควักเงินบางส่วนมาผ่อนคอนโดด้วย เช่น ต้องผ่อนเดือนละ 10,000 บาท แต่ปล่อยเช่าได้ 8,000 บาท เธอก็ต้องควักเองอีก 2,000 บาท ถูกมะ” “ใช่ ๆ ลืมคิดถึงข้อนี้เลย เธอนี่ชอบดับฝันชั้นตลอด” “ยังมีอีกข้อที่สำคัญ การลงทุนนี้คือการกู้มาปล่อยเช่า การกู้มีดอกเบี้ย นั่นคือเธอมีต้นทุน ต่างจากที่นำเงินเก็บไปซื้อหุ้น กองทุนรวม หรืออื่น ๆ ที่ไม่มีต้นทุนตรงนี้” “จริงด้วย” “เห็นมั้ยละ ไม่ใช่แค่ด้านดี แต่ยังมีความเสี่ยงที่เธอต้องระวัง และดูให้รอบคอบ รอบด้านด้วย” “โอเคจ้า” “นอกจากกู้มาซื้อคอนโดมาปล่อยเช่า เธอยังคิดจะกู้มาลงทุนอย่างอื่น อย่างพวกซื้อหุ้น กองทุนรวมด้วยปะเนี่ย” “ก็คิดจ้า ว่าจะถามเธออยู่เนี่ย” “หยุด!! อย่าหาทำ แต่ทำไมชั้นจะไว้อธิบายคราวหน้านะ วันนี้มีนัดปู้จาย” อิอิ “จ้า” สรุปนะจ้ะ • กู้ซื้อคอนโดปล่อยเช่าทำได้ แต่ต้องพร้อม • พร้อมในวันที่ต้องควักเงินจ่ายค่าผ่อนเอง คือ ค่าผ่อนต้องน้อยกว่า 1 ใน 3 ของรายได้ต่อเดือน • ทำเลต้องดี เพื่อให้ปล่อยเช่าได้ง่าย • มีต้นทุนคือดอกเบี้ยจ่าย

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  08 กรกฎาคม 2563

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม