7 นิสัยพาจน ที่ใครหลายคนอาจหลงทำอยู่บ่อยๆ

เอาความจริงของสังคม มาสะท้อนผ่านบทความ ส่วนตัวมั่นใจว่า เรื่องพวกนี้ ทุกคนรู้ดี คงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “ดีชั่วรู้หมด แต่อดไม่ได้” เรื่องการเงิน ก็เช่นกัน ดังนั้น หลักๆ เลย มันอยู่ที่ “Mindset” คำนี้คำเดียวเลยจริงๆ แต่มันแตกออกมาเป็น “สารพัดพฤติกรรม” ที่ใครทำอันไหนบ่อย ก็จะเคยชินกับสิ่งนั้น และไม่ง่ายที่จะปรับเปลี่ยน เพราะมัน “เจ็บปวด” แม้เรารู้ว่า หากผ่านความเจ็บปวดได้ มันจะกลายเป็นเรื่องปกติ หรือ “สันดานใหม่” ที่จะนำไปสู่ “สิ่งที่ดีกว่า” หลักการ รู้หมด แต่อดไม่ได้ ไปดูกันค่ะ 1.กินหรู อยู่แพง แซงรายรับ หาได้ร้อยใช้ร้อยยี่สิบ อันนี้ไม่ต้องพึ่งหมอดูก็รู้ชะตา บางทีก็เข้าใจนะว่า เราไม่ได้กินหรู ไม่ได้อยู่แพง แต่...ทำไมเงินไม่เหลือหว่า ที่สำคัญติดลบทุกเดือนด้วย ก็ต้องไปทำรายรับรายจ่ายดูว่า “เงินรั่ว” ไปทางไหน ทำไปทำมาอาจพบว่า อ่อ...มันหมดไปกับการใช้หนี้ก็ได้ค่ะ อย่างไรก็ตาม บนข้อเท็จจริงแล้ว ไลฟ์สไตล์คนเรามันต่างกัน จริงๆ แล้วเราจะกินหรู อยู่แพง มันก็คือไลฟ์สไตล์ของเรา ถ้าทำแล้วเรามีความสุข และไม่ได้รู้สึกถึงสัญญาณเตือนภัยทางการเงิน แบบนี้ก็พอไหวค่ะ แต่ถ้าเมื่อไหร่เริ่มติดๆ ขัด ก็อย่าลืมลองรีเซตการใช้เงินกันนะคะ 2.เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้ ทำบ่อยๆ หายนะมาเยือนแบบไม่ทันตั้งตัว เลี้ยงเพื่อนฝูง ใจใหญ่เกินรายได้ สายเปย์ลืมดูเป๋าตังค์ เพราะอาจกังวลกับภาพลักษณ์ หรือต้องยอมควักหนักๆ เพื่อไม่ให้เสียหน้า พูดมาถึงตรงนี้ก็ทำให้อดนึกถึง การจัดงานสำคัญๆ ไม่ได้ งานศพ งานแต่ง งานบวช งานวันเกิด เอาแต่พอดีเพราะแม้หน้างานเราจะสบายใจ แต่หลังจบงานอาจต้องมานั่งทุกข์ใจใช้หนี้โต๊ะจีน 3.รู้สึกต่ำต้อย นำพาก่อหนี้ ความรู้สึกต่ำต้อย (เปรียบคนอื่น) กับการก่อหนี้ หลายคนอาจละเลย นี่คือเรื่องใหญ่ที่นำพาให้ใครหลายคนต้องก่อหนี้แล้วก่อหนี้อีก เพียงเพราะต้องการให้คนอื่นยอมรับ เป็นที่เข้าใจได้ว่า สังคมบ้านเราก็เป็นแบบนี้แหละ ยอมรับคนที่มีอะไรคล้ายๆ กัน แต่ส่วนตัวคิดว่า เราเอาแต่พอดีนะ บางทีถ้าไม่ไหว เมื่อพบสัญญาณเตือนเราควรยับยั้ง ก่อนที่มันจะเลยเถิดเป็นไฟแดงขึ้นมา ถึงตอนนั้น หนี้อาจจะทับเราเอาได้ บางครั้งเราอาจต้องกลับมาถามตัวเองว่า เราใช้ชีวิตเพื่อทำตามความปรารถนาของตัวเอง หรือใช้ชีวิตเพื่อทำตามความต้องการของคนอื่นกันแน่ 4.ไม่สนใจความรู้ทางการเงิน ถ้าไม่มีความรู้ก็ต้องรู้ว่าใครมีความรู้ และอาจจะลองเข้าหาเพื่อให้เขาชี้แนะ เดี๋ยวนี้มีความรู้ฟรีมากมายในโลกอินเทอร์เน็ต หากไม่รู้จะเริ่มต้นจากไหน แนะนำให้ลองติดตามเพจล่ำซำ เพิ่มเติมอีกสักเพจก็ได้ค่ะ ที่นี่จะมีการให้ความรู้ทางการเงิน เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ไอเดีย นำไปปรับใช้ตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนค่ะ 5.ติดหนึบคอมฟอร์ทโซน เงิน จะขยายตามความสามารถ และทัศนคติของเรา คงเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก หากเราไม่คิดทำอะไรใหม่เลยแล้วจะได้ผลลัพธ์ใหม่ๆ การงาน การเงินก็เช่นกัน ไม่อย่างนั้น แต่ละบริษัทคงจะไม่มีการประเมินผลงาน หากเราทำงานเท่าเดิม ทำงานเหมือนเดิมทุกปีไม่มีอะไรพัฒนาขึ้น ก็คงยากที่เงินเดือนจะเพิ่มตาม 6.ไม่กล้าลองทำสิ่งใหม่ ไม่เคยทำอะไรผิดเลย แปลว่ายังทำแต่สิ่งเดิมๆ รายได้ก็จะเดิมๆ แม้ลองสิ่งใหม่ ล้มเหลว ผิดพลาด แต่จะเป็นบทเรียน ยิ่งผิดพลาดบ่อย ยิ่งแข็งแกร่ง เมื่อแข็งแกร่งแปลว่าความสามารถมา รายได้ก็จะเพิ่มตามความสามารถ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งค่ะ ลองต่อจิ๊กซอว์เส้นทางของตัวเองดู อาจได้คำตอบอะไรบางอย่าง 7.เชื่อในกรรมพันธุ์ความจน เพราะความจนไม่ใช่กรรมพันธุ์ เราต้องหาวิธีแตกหน่อออกมา อย่างน้อยหลายคนวิ่งหา การศึกษา เพราะเชื่อว่า การมีการศึกษา การมีความรู้ ทำให้เรามีความสามารถ ในการหาเงินเพิ่มขึ้น ดูใกล้ตัวก็ได้ รุ่นคุณพอคุณแม่ของพวกเราอาจไม่ได้มีระดับการศึกษาที่สูงมาก แต่หันมาเหลียวมองเรา เราก็สามารถทะลุตรงนั้นมาได้ เพราะเราเชื่อว่าเรามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ แทนที่จะเราจะบอกว่า ก็ครอบครัวเรามันจนเราเลยจน เชื่อว่าไม่ง่าย และไม่ยากเกินไปที่จะปรับเปลี่ยน เพราะการเปลี่ยนแปลงมัน “เจ็บปวด” แต่ถ้าหากเราผ่านความเจ็บปวดได้ มันจะกลายเป็น “สันดานใหม่” ที่จะนำไปสู่ “สิ่งที่ดีกว่า” เช็คลิสต์ 7 นิสัยพาจน ที่ใครหลายคนอาจหลงทำอยู่บ่อยๆ สู้สู้นะคะทุกคน

  ชัชชญา ฮาเกิน


  20 สิงหาคม 2564

13 ไอเดียชาร์จตัวเองให้มีไฟ ในวัยย่างเข้าหลัก 4

เหลือเวลาอีกครึ่งปีอายุจะเข้าหลัก 4 พอดิบพอดี โห..ทำงานประจำจนอายุเข้า 40 แล้วเหรอเนี่ย! จริงๆ แล้วมันเรื่องปกตินะที่เราทำงานประจำถึงอายุ 40 แม้จะมีผู้คนจำนวนไม่น้อย ที่เลือกเส้นทางในการเป็นเจ้าของกิจการตั้งแต่วัย 20-30 แต่ในทางกลับกันก็มีใครอีกหลายคนที่ล้มเหลวจากการลองผิดลองถูกในธุรกิจ แล้วกลับมาเริ่มต้นอีกครั้งกับงานประจำ คำถามคือ ตอนนี้เราอยู่ตำแหน่งอะไร เงินเดือนเท่าไหร่ มั่งคั่งแค่ไหน เงินเก็บใกล้พอเกษียณหรือยัง สุขภาพเป็นอย่างไร ครอบครัวเป็นอย่างไร สังคมรอบข้างเป็นอย่างไร มีหลายมิติที่เราต้องทบทวน ถ้าเรา ขยันถึง 50 ก็แปลว่าเหลืออีก 10 ปีจากนี้ ถ้าเรา ขยันถึง 55 ก็แปลว่าเหลืออีก 15 ปีจากนี้ ถ้าเรา ขยันถึง 60 ก็แปลว่าเหลืออีก 20 ปีจากนี้ ไม่รู้ใครเหลือเวลาเท่าไหร่ แต่ 40 ปีขึ้นไปนั้น ดิฉันมองว่าน่าจะเป็นช่วงอายุแห่งการสุกงอมทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ บางคนอาจสุกงอมจนพร้อมแก่แล้ว ขณะที่บางคนยังค้นหาตัวเองอยู่ก็มี อย่างไรก็ตาม 40+ นี้เรากำลังนับถอยหลังสู่การเกษียณ และระหว่างทางเราจำเป็นต้องสุข ด้วยไม่ใช่รอสุขตอนเกษียณ วิธีการใช้ชีวิตให้มีความสุขมันก็มีหลายรูปแบบ และนี่เป็นเพียงแค่ 13 ไอเดียหรือแนวทางที่ดิฉันรวบรวมมา และคิดว่ามันน่าจะพอใช้ได้ ดิฉันเชื่อว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราสดชื่น มีพลัง เราจะสามารถเผื่อแผ่ไปยังผู้อื่นได้ด้วย เมื่อนั้นแหละ เราก็น่าจะเป็นผู้ใหญ่ที่สุกปลั่งทั้งด้านการงาน การเงิน การใช้ชีวิตในสังคม 13 ไอเดียชาร์จตัวเองให้มีไฟ! ในวัยย่างเข้าหลัก 4 1. แยกแยะธุระ แอดเลอร์ นักจิตวิทยาชื่อดังบอกไว้ว่า เราต้อง “หัดแยกแยะธุระ” วิธีการตัดสินว่า อันไหนธุระเรา อันไหนธุระคนอื่น ให้ดูจาก “ผลกระทบที่ได้รับ” หากผลกระทบมันเกี่ยวกับเรา นั่นแปลว่าเป็นธุระของเราด้วย ดิฉัน เคยเดือดเนื้อร้อนใจเมื่อเห็นผู้อื่นทำนั่น ทำนี่ แล้วมีคำถามว่า ทำไมเขาไม่ทำอย่างนี้ (ฟระ) และดิฉันทุกข์ใจมาก (ยังกับเป็นเรื่องของตัวเอง) ในตอนหลังดิฉันมาคิดว่า “เออ..นั่นมันธุระของเขา” เพราะเขาจะทำสิ่งนั้นหรือไม่ มันไม่เกี่ยวกับดิฉันเลย แต่มันเกี่ยวกับบุคคลผู้นั้นโดยตรง คิดได้เช่นนั้น ก็ “ปล่อยวาง” ชีวิตจึงเบาขึ้นเยอะ 2. นั่งสมาธิ เรื่องง่ายๆ ในการพัฒนาตัวเองไม่ต้องลงทุนด้วยเงิน แต่หลายคนก็ทำได้ยาก (รวมถึงดิฉันเอง)ทั้งที่การนั่งสมาธิ เป็นเคล็ดลับอย่างหนึ่งของ “คนรวย” เวลาอ่านหนังสือประวัติคนรวย หรืออ่านหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยา ดิฉันมักจะเจอเรื่อง “การนั่งสมาธิ” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น หากเราเริ่มฝึกจากวันละ 5 นาที 10 นาที ค่อยๆ เพิ่มระดับไป ตรงนี้ก็น่าจะช่วยให้เรามีสติอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น โดยเฉพาะในวัย 40+ ที่ชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร “เพื่อนแท้” ในชีวิตก็น่าจะน้อยลงตามการคัดกรองของธรรมชาติ ช่วงวัยนี้แหละ ทำให้เรามีเวลา “หันหน้าเข้าหาตัวเอง” แบบจริงจังมากขึ้น และมันช่วยให้เรา “เห็นตัวเอง” มากขึ้นเรียกอีกอย่างว่า “เป็นการสะท้อนตัวตน” หรือ Diagnosis ตัวเองค่ะ 3. มองโลกด้วยความเป็นธรรมชาติ “ช่างแม่ง” บ้างก็ได้ เราไม่สามารถไปควบคุมความคิดเห็นของผู้อื่นได้ เราไม่สามารถไปบอกให้เขา ชอบ รัก หรือศรัทธาเราได้ ไม่ว่าจะหัวหน้า หรือลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน บางทีเราเหนื่อยเพราะเรื่องของผู้อื่นซะมาก จนลืมใส่ใจ “สุขภาพจิตของตัวเอง” ที่สำคัญ “เราไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาล” ดังนั้น มุมมองของผู้คนที่มีต่อเรา มันขึ้นอยู่กับว่า เขายืนอยู่ส่วนไหนของจักรวาล เขายืนอยู่ส่วนไหนของแผนที่ลูกโลก เหมือนกับที่เราคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “เราจะเป็นอย่างไร อยู่ที่ใครเป็นคนพูด” นั่นแหละ ใช่แล้ว! 4. Growth Mindset อายุ 40 แค่ “Beginning” มันคือเฟสของการ “เริ่มต้นสุกงอม สู่การเป็นผู้ใหญ่” ไม่ใช่ “จุดจบของชีวิต” มันดีมากที่เรามีชีวิตอยู่จนได้สัมผัสกับ “เลข 4” เราจึงโชคดี ดังนั้น เราจะทำอะไรในอีก 1 ทศวรรษจากนี้ เราอยากเห็นตัวเราเป็นอย่างไร เราอยากหาอะไรที่ท้าทายทำบ้าง ยิ่งคิดจะพัฒนา ยิ่งคิดหาอะไรที่ชาเลนจ์ สมองยิ่งตื่นตัว หลายคนประสบความสำเร็จหลังอายุ 40 แต่ดิฉันคิดว่า ความสำเร็จในชีวิตนั้นเกิดทุกย่างก้าว ขณะที่คุณได้ “ลงมือทำอะไรสักอย่าง” นั่นคือสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคุณนี่แหละ เหมือนกับที่ดิฉันกำลังนั่งเขียนบทความอยู่นี้ ก็ตั้งใจเขียน ถอดจิตวิญญาณเขียน เล่าจากความรู้และประสบการณ์ที่มี ดิฉันถือว่าสำเร็จแล้วในงานชิ้นนี้ แต่ดิฉันไม่ได้รอให้ชีวิตสำเร็จก่อนค่อยมาเขียน เพราะสิ่งที่ทำอยู่นี่แหละ คือ การเดินทางของคนวัย 40 และดิฉันกำลังสนุกกับการเดินทาง ในปัจจุบันขณะ 5. ออกกำลังกาย หนังสือ “ความลับของคนมั่งมี” ขายดีอันดับ 1 ในเกาหลีใต้ประจำปี 2020 เล่าถึงชายชาวเกาหลีผู้เคยยากจนสุดขีด ที่สร้างเนื้อสร้างตัวมาเป็นคนชนชั้นกลางได้จากการ “เก็บออม” ทั้งชีวิต ซึ่งในวันที่เขาเกษียณเขามีเงินเหลือเฟือ มีบ้านหนึ่งหลัง มีประกันชีวิต รวมทั้งมีเงินมากพอจะท่องเที่ยวต่างประเทศได้ทุกเมื่อที่ต้องการ ลูกๆ ของเขาก็มีอิสระทางการเงิน วันหนึ่งหลังเกษียณมารู้ว่าป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อนแบบกะทันหัน ไม่มีแสดงอาการมาก่อน เขาตกใจมากเพราะกว่าจะรู้เชื้อมันเข้าขั้นลุกลามแล้ว อยู่จะได้อีกไม่กี่เดือนเท่านั้น ก่อนเสียชีวิตเขาเรียกลูกสาวเข้าไปพบและสารภาพว่า “พ่อเสียดายชีวิต...พลาดช่วงเวลาดีๆ ตั้งมากมายเพราะห่วงแต่เรื่องเก็บเงิน พ่อขอถอนคำพูดทุกอย่าง ที่เคยสอนเกี่ยวกับความมัธยัสถ์ ไปหาคำตอบที่พ่อหามาทั้งชีวิตแต่ไม่เคยเจอนะลูก” ลูกสาวซึ่งตอนนั้นเธออายุ 40 พอดี จึงตั้งคำถามกับชีวิตว่า “เราจะร่ำรวยขึ้นได้อย่างไร” โดยที่ไม่ต้องสังเวยปัจจุบันให้กับอนาคต และเธอหาคำตอบนั้นเจอแล้ว คำตอบนั้นอยู่ในหนังสือเล่มที่ว่านี้แหละค่ะ “ความลับของคนมั่งมี” “การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” ดิฉันเชื่อในประโยคนี้ และอยากขอเชิญชวนผู้อ่านทุกคนออกกำลังกาย ขอแค่วันละนิดละหน่อยก็ยังดี และตรวจสุขภาพทุกปี เราจะได้มีป้องกันโรคภัยที่คืบคลานมาแบบที่เราไม่รู้ตัว เพื่อที่เราจะได้ใช้ชีวิตทุกๆ วันให้เป็นวันพิเศษ จะได้ไม่ต้องรู้สึกเสียดายเหมือนกับที่ชายเกาหลีคนนี้เจอ 6.ให้เวลากับคนรอบข้างตามกฎ 80/20 การวิจัยด้านสังคมศาสตร์ เกี่ยวกับ "ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 8 ประเภท" ตอนหนึ่งในหนังสือ The Power Of output ของจิตแพทย์ชิออน คาบาซาวะ โดยประเภทสายสัมพันธ์เข้มแข็งที่สุด "เพื่อนแท้" และ "คนที่เราปรึกษาด้วยได้" และ “คนที่คอยปลอมประโลมเรา” จิตแพทย์ท่านนี้ บอกว่าเราควรจะใช้เวลาอันมีค่าของเรา ดูแลเทคแคร์ พบปะกับคนที่มีสายสัมพันธ์เข้มแข็งกับเราเพียงไม่กี่คน น่าจะเป็นการใช้เวลาที่คุ้มค่า มากกว่าการที่เราใช้ทั้งเวลาและใช้ชีวิตของเรา ในการสร้างสัมพันธ์กับผู้คนจำนวนมากเกินไป เขียนมาถึงตรงนี้ทำให้ดิฉันนึกถึงกฎ 80/20 ถ้านำมาปรับใช้กับการใช้เวลาให้กับสังคมรอบข้าง เราอาจใช้เวลาที่มีให้กลุ่มคน 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ทว่า..มันทำให้เกิดผลลัพธ์ในชีวิตถึง 80% 7. เพิ่ม Productivity “เราต้องทำงาน 40 แบบเวิร์คสมาร์ต ไม่ใช่ 40 แบบเวิร์คฮาร์ด” ยิ่งเราอายุมากขึ้น ยิ่งต้องรู้จักใช้เครื่องมือผ่อนแรงในการทำงาน วัย 40+ ทักษะอย่างหนึ่งที่ต้องเพิ่มเข้ามาคือทักษะในการบริหารจัดการ หลายคนอาจถนัดตรงนี้ แต่ดิฉันเชื่อว่า หลายคนกำลังฝึกฝนอยู่ เพราะวัยระดับนี้หากเป็นงานประจำก็คงมีทีมที่ต้องดูแล เว้นเสียแต่เป็นงานที่ต้องการลงลึกไปเลยเพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญในสายงานนั้นๆ การทำงานให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ใช้เวลาน้อยลง ลดบางอย่างที่ไม่จำเป็นหากผลลัพธ์มันไม่คุ้มกับแรงที่ลงไป ดิฉันได้ลองพยายามหาเครื่องมือหลายอย่างที่มีอยู่แล้วในโลกออนไลน์มาช่วยในการทำงานแถมมันยังฟรีอีกด้วย (จากเดิมที่ไม่เคยคิดจะนำมาใช้) พอลองใช้แล้ว หลายอย่างทำให้เราทำงานได้เร็วขึ้น และได้ประสิทธิภาพดีขึ้น ลดการใช้ทรัพยากรทั้งคนและเวลาจากการเลือกใช้ “เครื่องมือที่เหมาะสม” กับงาน 8. ศึกษาเรื่องการลงทุน “ยิ่งออมช้า ยิ่งเสียเปรียบคนออมเร็ว” อ่านแล้วเจ็บปวดนิดๆ แต่ถ้าเราไม่โลกสวยจนเกินไป มันก็จริง ในเมื่อเราเริ่มเก็บเงินช้าเริ่มตั้งต้นช้ากว่า เราก็ต้องออกแรงมากกว่า ในการศึกษาหาความรู้เพื่อต่อยอดให้ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนในระดับที่พึงพอใจ แต่ถ้าไม่เริ่มศึกษาเรื่องการลงทุนเลย แบบนี้คือพลาดโอกาสมากๆ ดิฉันเคยอ่านเจอสถิติที่บอกว่า คนไทยส่วนใหญ่เริ่มต้นใส่ใจวางแผนการเงินตอนอายุ 40 นั่นแสดงว่า พวกเราคือคนส่วนใหญ่ ดังนั้น คุณมีเพื่อน เริ่มเลยจากการ “เอ๊กซเรย์” สุขภาพการเงินของตัวเอง ว่าอยู่ขั้นไหน ค่อยๆ ใช้สติในการจัดการ แม้วันนี้เรายังไม่เข้าขั้น “รวย” ในทางตัวเลข แต่ไม่ได้หมายความว่าวันหน้าเราจะ “รวย” ไม่ได้ ขอให้เริ่มศึกษาการลงทุนนับตั้งแต่วันนี้ เงินฝาก หุ้น ทองคำ พันธบัตรรัฐบาล กองทุนรวม หรือแม้กระทั่งคริปโทเคอร์เรนซี แล้วชีวิตการลงทุนของเราจะมีสีสัน วันแห่งความมั่งคั่งอยู่ไม่ไกล ขอให้เริ่มต้นเสียแต่วันนี้ อย่าลืมว่าสิ่งหนึ่งที่คนวัยนี้ได้เปรียบคือ กำลังเงินในการออม และกำลังเงินในการลงทุนค่ะ 9.ตัดสินใจเรื่องชีวิตคู่ ผู้หญิงวัย 40 หลายคนโสดนะ (รวมถึงดิฉันด้วย) การแต่งงานในช่วงวัยนี้และไปมีลูกหลัง 40 อาจยากขึ้น เพื่อนดิฉันหลายคนเพิ่งแต่งงานในวัยใกล้ๆ 40 อยากมีลูกแต่ยังไม่สมปรารถนา ดัง นั้นเราอาจต้องตัดสินใจหรือไม่ว่าจะตั้งใจโสดไปเลยมั๊ย หรือคิดว่าไอ้ที่โสดอยู่นี้เราไม่ได้ตั้งใจแต่สำหรับดิฉันแล้วรู้สึกสบายใจดีเหมือนกันนะ เพราะมันทำให้เราตัดสินใจอะไรได้อย่างอิสระ ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตของละคน งานวิจัยที่ชื่อ "Gold Miss" or "Earthy Mom"? Evidence from Thailand (Liao and Paweenawat, 2019a) พบปรากฏการณ์ “Gold Miss” ในไทย คือผู้หญิงอายุ 35 ปีขึ้นไปและจบปริญญาตรีขึ้นไปมีแนวโน้ม “โสด”มากขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการศึกษาของผู้หญิงที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้มีการเลือกที่จะอยู่เป็นโสดมากขึ้นและไม่มีลูกเลย ดังนั้น สาวโสดวัย 40+ ทั้งหลาย คุณมีเพื่อน (อย่างน้อยก็ดิฉัน 1 คน) ("Gold Miss" เป็นปรากฏการณ์ที่พบในกลุ่มผู้หญิงที่มีการศึกษาสูง มีสถานภาพทางสังคมที่สูงโดยผู้หญิงกลุ่มนี้ไม่เพียงแค่จะชะลอการแต่งงานแต่กลับเลือกที่จะไม่แต่งงานและคงสถานภาพการอยู่เป็นโสดอีกด้วย : https://bit.ly/3AP3xry) 10. ทำเรื่องไร้สาระบ้างก็ได้ เราไม่ใช่หุ่นยนต์แต่เราคือมนุษย์ รัก โลภ โกรธ หลง บ้า บอ คอแตกได้ ใช่ค่ะ! เราคือมนุษย์และเป็นวัยผู้ใหญ่ แต่บางมุมเล็กๆ ของชีวิตมันก็ต้องมีบ้างใช่ไหมคะ ทำเรื่องบ้าบอ เพื่อชีวิตจะได้มีสีสัน ไม่เคร่งขรึมจนเกินไป หาทำอะไรๆ ที่ไร้สาระบ้างก็ได้ เพราะเอาจริงๆ นะ บนความไร้สาระนั้น มันมีประโยชน์ซ่อนอยู่ ดิฉันเคยร้องเล่นเต้นก๊ากๆ ใน TikTok (ดิฉันทำบ่อยๆ ในวัยจะ 40 นี่แหละ) มันคือ วิธีระบายความเครียด ใส่มันลงไปกับท่าเต้น กับเสียงเพลงนั่นแหละ ทำไปทำมากลายเป็นชำนาญในการใช้เครื่องมือต่างๆ มันก็นำมาสู่การเปิดช่อง TikTok ขององค์กร และเราก็เอาประสบการณ์บ้าๆ นั่นแหละ มาใช้กับงาน (ได้อีกเฉย) แล้วเพื่อนๆ ในวัยใกล้ 40+ อย่างพวกเรามีอะไรลองทำสนุกๆ กันบ้างแล้ว? ดิฉันเชื่อว่าทุกคนมีมุมเล็กๆ น่ารักๆ แน่นอน ที่แบบว่าใครเห็นแล้วต้อง เฮ้ย! มีมุมนี้ด้วยเหรอ อยู่ที่คุณเคยเปิดมันออกมาหรือเปล่า (เปิดออกมาบ้าง ก็ดีนะคะ สีสันๆ^^) 1️1. คิดให้ดีก่อนสร้างหนี้ก้อนใหญ่ เหลือเวลาครึ่งชีวิต หนักไปหรือไม่ถ้าจะสร้างหนี้ก้อนใหม่เพิ่ม โดยเฉพาะหนี้ก้อนโตๆ รถคันที่สอง บ้านหลังที่สอง แต่ใครหลายคนก็อาจจะเพิ่งตัดสินใจเป็นหนี้ก้อนโตก้อนแรกในช่วงวัยนี้ ก็เป็นได้ ด้วยเหตุผลส่วนตัวในชีวิต บวกกับหน้าที่การงานที่แตกต่างกันออกไป และความทะเยอทะยานที่ต่างกัน ซึ่งดิฉันเชื่อว่า เราย่อมวิเคราะห์และตัดสินใจได้อยู่แล้วล่ะ ไม่บังอาจไปสอนใคร แต่สำหรับดิฉันก้อนใหญ่สุดก็คงหนี้บ้าน ที่ยังพอเป็นแรงบันดาลใจให้ทำงาน สำหรับวัย 40 อย่างดิฉันนี้ ขณะที่ใครหลายคนก็อาจปลดมันออกไปตั้งนานแล้ว แต่ไม่ว่าจะอย่างไร คำว่าหนี้เข้ามาในชีวิตเมื่อไหร่ “ต้องตั้งสติกันให้ดี อย่าให้เกินตัว” และอย่าเผลอจนทำให้การใช้ชีวิตในวัย 40 ของเรา เป็นการใช้ชีวิตเพื่อ (อวด) คนอื่น เป็นการซื้อของเพื่อ (อวด) คนอื่น แต่จงใช้ชีวิตเพื่อเราเอง “หา Way ของเราให้เจอ” ดอกเบี้ยเงินกู้...มันวิ่งเร็วพอๆ กับเข็มนาฬิกา เว้นแต่เป็นหนี้เพื่อการลงทุนในกิจการต่างๆ อันนั้นก็สร้างความตื่นเต้น และความท้าทายให้ชีวิตกันต่อไป สู้สู้ค่ะ 1️2. ช่วยเหลือส่วนรวม “ยิ่งให้ ก็ยิ่งได้” คำนี้มันสวยนะ แต่จะสวยกว่าถ้าเราทำมันได้จริงๆ วัย 40 อย่างเรา หากมีอะไรที่หยิบยื่นให้กับสังคมได้ ก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือ โลกใบนี้จะน่าอยู่มากยิ่งขึ้น คำว่าให้ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงแค่ “เงิน” เราอาจจะให้กำลังกาย หรือกำลังใจก็ได้ ขอเพียงเราได้ให้ จริงๆ โดยที่ไม่คาดหวังผลตอบแทน คือดิฉันคิดว่า มันจะกลับคืนมาแน่ๆ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแต่ให้มันมาเองโดยธรรมชาติ ถ้ามองใกล้กว่านั้นก็ในองค์กร การช่วยเหลือกันข้ามแผนก หรือการเป็นห่วงเป็นใยเสมือน ครอบครัวเดียวกันมันมีค่ามากกว่าที่เราจะบอกว่า เธอช่วยฉันอันนี้ ฉันจ่ายเธอเท่านี้ รวมถึงการดูแลใส่ใจถามไถ่เวลาลูกน้อง เพื่อนร่วมงานเจ็บไข้ได้ป่วย มันทำให้สังคมน่าอยู่มากขึ้น 1️3 สร้าง ตัวตายตัวแทน / สร้างตัวเองแนวดิ่ง ข้อสุดท้ายแล้ว เย่! วัย 40+ ถ้าใครชัดเจนว่าจะโตแนวดิ่ง (เป็นผู้เชี่ยวชาญสาขานั้นๆ) ก็จงดิ่งไปให้สุด ด้วยตัวของเราเอง ตำแหน่งหรือลูกน้องอาจไม่ได้สลักสำคัญอะไร (หากเงินเดือนมากพอ 55++) แต่หากใครจะโตแนวกว้าง แน่นอนว่าทักษะการบริหารจัดการทีมนี่สำคัญ อย่าลืมว่าต้องสร้าง ตัวตายตัวแทน หรือผู้ที่แววดีจะมาแทนเราได้อนาคตด้วยนะคะ เราจะได้ 40 สดใสแบบมีสไตล์ ไม่ใช่ทำงานเป็นบ้าหอบฟาง ดิฉันเองนี่ยังสับสนอยู่เลยว่า ตกลงฉันอยากจะโตแนวไหนกันแน่ ไปๆ มาๆ หนีไม่พ้นหรอกเรื่องการบริหารทีม เพราะหากคิดจะทำการใหญ่ มันทำคนเดียวไม่ได้ ต้องมีทีม ต้องมีตัวตายตัวแทนด้วย เมื่อมีโอกาสได้บริหารทีมก็คงจะต้องมองหา เพราะจุดที่ดิฉันอยู่ในปัจจุบันนี้ เรียกได้ว่าเคยชินกับการทำงานแนวดิ่งมาหลายปีพอสมควรค่ะ แต่เร็วๆ นี้ ดิฉันก็จะมีคนในทีมให้ต้องดูแล ดังนั้น คงจะต้องขยับขยายการเติบโตไปแนวขวางเหมือนกันค่ะ ไม่ปฏิเสธเลยว่าเรื่องราวที่เล่ามาทั้งหมดนี้ "สปอตไลต์" อาจจะส่องมาที่ตัวดิฉันบ้าง เพราะชีวิตของดิฉัน (หรือของเพื่อนๆ) มันก็คือหนัง 1 เรื่อง ตัวเอกของเรื่องมันย่อมเป็นเรา แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า "ดิฉัน" คือตัวแทนของประชากรอายุ 40 แต่อย่างใด หากเรามองโลกเหมือนกับ "ลูกโลกจำลอง" ดิฉันก็เพียงแต่ยืนอยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่งของโลกใบนี้เท่านั้น แต่ไม่ใช่ศูนย์กลางของโลก จะหวังก็เพียงว่า...ความรู้และประสบการณ์จากหนังเรื่องนี้ จะเป็นพลังใจเล็กๆ ให้เพื่อนๆ ที่กำลังจะมุ่งเข้าสู่หลัก 4 เติบโตไปด้วยกันค่ะ คุณมีเพื่อนวัย 40+ (ที่ยังโสด และมีไฟ อีกคนหนึ่งนะ)

  ชัชชญา ฮาเกิน


  30 กรกฎาคม 2564

ฝากเงินกับธนาคาร Vs ออมเงินในรูปแบบประกันชีวิต

เมื่อเรามีเงินเราฝากกับธนาคารก็น่าจะอุ่นใจได้ว่า เรามีเงินสดสำรองในกรณีฉุกเฉิน ส่วนประกันชีวิตที่เราจ่ายๆ ไป รายเดือน รายไตรมาส หรือรายปี เอ...มันได้อะไร สู้เราเอาเงินไปฝากธนาคารดีกว่ามั๊ย ทั้งหมดนี้มีคำตอบ ให้เพื่อนๆ ได้ไปตัดสินใจระหว่างการฝากเงินกับการออมเงินในรูปแบบประกันชีวิตมีดีอย่างไรบ้าง และเราจะได้อะไรที่มากกว่าการฝากเงินไว้กับธนาคาร ทั้งหมดนี้หลักๆ สรุปมาจากคลิปให้ความรู้ของ “กองทุนประกันชีวิต” ซึ่งอธิบายไว้ได้ดีมาก และเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกคนค่ะ การฝากเงินกับธนาคาร แตกต่างกับการเก็บออมเงินในรูปแบบประกันชีวิตอย่างไร? การฝากเงินกับธนาคาร เมื่อเราฝากเงินไปแล้วเราจะได้ “ดอกเบี้ย” เป็นการตอบแทน ซึ่งผลตอบแทนที่ได้เปรียบเหมือนกับ “การขึ้นบันได” ยกตัวอย่างเช่น เราฝากเงินกับธนาคารทุกปี ปีละ 20,000 บาท ฝากไป 5 ปีมีเงินต้นอยู่ที่ 100,000 บาท พอครบ 5 ปีเราจะได้เงินจำนวน 100,000 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ย พูดง่ายๆ ก็คือว่า ฝากไว้เท่าไหร่ก็ถอนได้เท่านั้นพร้อมดอกเบี้ย มันจึงเหมือนกับการขึ้นบันได ที่เราค่อยๆ เก็บสะสมทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นทุกปี นับว่าเป็นการวางแผนการเก็บเงินที่ดีสำหรับทุกคนในรูปแบบที่ปลอดภัย สถาบันที่ดูแลเงินฝากของเรา คือ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ตามพระราชบัญญัติ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ.2551 ส่วนสถาบันที่กำกับดูแลเรื่องการธนาคารคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย การออมเงินในรูปแบบการทำประกันชีวิต ผลตอบแทนที่ได้ “เหมือนเป็นการขึ้นลิฟต์” ทีนี้ขึ้นลิฟต์อย่างไร มาดูตัวอย่างกัน เราทำประกันชีวิตระยะเวลา 10 ปี ชำระค่าเบี้ยประกันปีละ 20,000 บาท ทุนประกัน 1,000,000 บาท ชำระค่าเบี้ยไปแล้ว 5 ปีรวมเบี้ยประกัน 1 แสนบาท แล้วอยู่ดีๆ เกิดเสียชีวิตขึ้นมา บริษัทก็จะจ่ายเงินให้ 1,000,000 บาทเลยนะ (ทั้งที่เงินที่เราออมไว้แค่ 100,000 บาท) แบบนี้เราเรียกว่า “การใช้เงินโดยอาศัยมรณกรรม” แต่ถ้าทำประกันชีวิตไปแล้ว และเราอยู่จนครบระยะเวลา 10 ปี บริษัทที่เราทำประกันไว้ก็จะจ่ายเงินคืนให้ผู้รับประโยชน์ตามทุนประกัน 1,000,000 บาท พร้อมผลประโยชน์อย่างอื่นตามที่ได้ตกลงกันไว้แบบนี้เรียกว่า “การใช้เงินโดยอาศัยการทรงชีพ” สถาบันที่ดูแลเงินออมประกันชีวิตของเรา คือ กองทุนประกันชีวิต ส่วนสถาบันที่กำกับดูแลเรื่องการประกันชีวิตคือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย การทำประกันชีวิตจึงเป็นทั้ง “การบริหารความเสี่ยง” เป็นทั้ง “ทางเลือกการออมเงิน” ที่ดีอีกแบบหนึ่ง เพราะช่วยบรรเทาความเสียหายได้ ถ้าเมื่อไหร่ที่เกิดความสูญเสียขึ้นมา แม้ว่าไม่ครบระยะเวลาตามสัญญาบริษัทประกันก็จะจ่ายเงินให้ตามกรมธรรม์ นอกจากนั้น เรายังสามารถนำเบี้ยประกันไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย หากคุณกำลังมองหาแบบประกันที่เหมาะกับตัวคุณ หรือเหมาะกับงบที่คุณมี สามารถเช็คและเปรียบเทียบประกันทั้งหมดที่นี่ คลิก

  ชัชชญา ฮาเกิน


  18 พฤษภาคม 2564

3 ทางรอด หากจ่ายเบี้ยประกันชีวิตไม่ไหว

เมื่อคุณหลังชนฝาค่าเบี้ยประกันช่วยคุณได้ รู้หรือไม่ เราสามารถขอรับคืนมูลค่ากรมธรรม์ได้ โควิด-19 ระลอกสามนี้ ดูท่าทางจะยังอยู่กับเราไปอีกหลายเดือน ดังนั้น ไม่ว่าใครก็ต้องรักษาสภาพคล่องทางการเงินไว้ให้ดีที่สุด ค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็ต้องประหยัดมากขึ้น ทั้งค่าอยู่ ค่ากิน บางทีกระทบเงินออม รวมถึงเงินที่เคยลงทุนไว้อีกต่างหาก มันทำให้นึกไปถึง “ประกันชีวิต” เสียไม่ได้ เพราะมันเป็นอีกหนึ่งค่าใช้จ่ายที่เราทุกคนซื้อเพื่อหวังความคุ้มครองในชีวิต อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เราไม่ไหวที่จะจ่ายค่าเบี้ยแล้ว มันยังมี ‘ทางเลือก’ ทางรอดให้เราอยู่ค่ะ ทราบหรือไม่ว่า เงินที่เราจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตไปนั้นเมื่อเราชำระเบี้ยมาแล้วประมาณ 2 ปีขึ้นไป กรมธรรม์ของเรามันจะมี “มูลค่าของกรมธรรม์” ขึ้นมา ด้วยมูลค่าที่เกิดขึ้นมาตรงนี้นี่เอง ทำให้เรามีทางเลือกที่จะจัดการกับกรมธรรม์ของเราได้ หากว่าเราตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะ “หยุดชำระเบี้ย” เราสามารถขอรับคืนมูลค่ากรมธรรม์ได้ทั้งหมด 3 วิธี มาดูกันค่ะ 1. แปลงกรมธรรม์เป็นแบบ มูลค่าเงินสำเร็จ วิธีนี้เราจะยังได้ระยะเวลาคุ้มครองเท่าเดิม แต่วงเงินคุ้มครองจะลดลง ยกตัวอย่างเช่น เราขอหยุดชำระเบี้ยในปีที่ 10 (จากแผนคือต้องจ่ายเบี้ยประกัน 20 ปี คุ้มครองถึงอายุ 99 ปีจะได้ความคุ้มครอง 300,000 บาท) เมื่อแปลงเป็นกรมธรรม์แบบมูลค่าเงินสำเร็จ เราจะยังคงได้ระยะเวลาความคุ้มครองเท่าเดิมคือจนอายุครบ 99 ปีแต่ความคุ้มครองจะลดเหลือ 166,200 บาทเท่านั้น เพราะเรามาหยุดจ่ายเอาในปีที่ 10 เป็นต้น 2. แปลงกรมธรรม์เป็นแบบ ขยายระยะเวลา วิธีนี้เราจะได้ระยะเวลาการคุ้มครองที่สั้นลง แต่วงเงินคุ้มครองยังเท่าเดิม ยกตัวอย่างเช่น เดิมกรมธรรม์คุ้มครอง 20 ปี ทุนประกัน 300,000 บาท เราขอหยุดชำระเบี้ยในปีที่ 5 แล้วแปลงกรมธรรม์เป็นแบบขยายระยะเวลา ระยะเวลาคุ้มครองจะลดเหลือแค่ 10 ปี เป็นต้น ซึ่งหากเสียชีวิตในระยะเวลาการคุ้มครองก็จะได้รับวงเงินคุ้มครอง 300,000 บาท 3. เวนคืนกรมธรรม์ วิธีนี้คือการปิดกรมธรรม์ นั่นเอง ซึ่งเราจะได้เงินก้อนออกมาใช้ แต่ก็ต้องทำใจเพราะมูลค่าเวนคืนเงินสดจากรมธรรม์มันมักจะน้อยกว่าเบี้ยประกันสะสมที่เราจ่ายไป อาจจะไม่คุ้มเพราะนอกจากจะได้เงินน้อยแล้ว การคุ้มครองก็จบสิ้นลงด้วย สำหรับใครที่จะเลือกวิธีนี้ ก็อาจจะมองเป็นทางเลือกสุดท้ายดีกว่านะคะ ดังนั้น เมื่อเราทราบว่ามีด้วยกันทั้งหมด 3 วิธี อย่างน้อยก็เป็นทางออกให้เราลองคุย หรือสอบถามปรึกษากับทางตัวแทนของบริษัทประกันชีวิต เพื่อที่จะหาทางออกที่เหมาะสมกับ ความต้องการของเรามากที่สุด อย่ายอมจำนนเพียงเพราะเราคิดว่าเราจ่ายไม่ไหวแล้ว อย่างน้อยให้เราทราบว่ามันมี 3 วิธีนะเป็นเครื่องมือติดตัวเราไว้ และวันนี้ลองกลับบ้านไปหยิบเล่มกรมธรรม์ขึ้นมาดู เปิดไปหน้าท้ายๆ ทุกกรมธรรม์จะมีบอกไว้ท้ายเล่มเป็นตารางมูลค่ากรมธรรม์ แต่ก่อนก็ไม่เคยสนใจว่ามันคือตัวเลขอะไรยังไง และจริงๆ แล้วมันจะมีสูตรในการคำนวณอยู่ว่าถ้ากรณีที่ 1, 2 หรือ 3 เงินที่ได้จะเป็นเท่าไหร่ แต่ตรงนี้ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เราสามารถสอบถามรายละเอียดโดยตรงกับตัวแทนประกันชีวิตของเราได้เลย เพื่อขอคำปรึกษาและหาทางออกที่เหมาะสมกับเราที่สุด โดยสรุปทั้ง 3 วิธีที่กล่าวไป คือ กรณีที่เราคิดว่า “เราจะหยุดจ่ายเบี้ย” แต่ถ้าเรายังอยากจะ “จ่ายเบี้ยตามปกติ” เพื่อให้กรมธรรม์ทำหน้าที่ในการคุ้มครองเหมือนกับที่ทำสัญญาไว้แต่แรก โดยที่เราจะขอใช้ประโยชน์จาก “มูลค่ากรมธรรม์” เราก็ยังสามารถ “กู้เงินจากกรมธรรม์” เพื่อมาชำระเบี้ยได้ด้วย ตรงนี้จะมี ดอกเบี้ยอยู่เล็กน้อย แต่ต้องบอกว่าเป็นทางออกในยามที่เราอาจจะสะดุดเรื่องเงินได้ดีเลยค่ะ ส่วนถ้าใครที่ไม่ต้องการกู้เงินจากกรมธรรม์ แต่อยากจะใช้เงินเราเอง เพียงแต่อยากขอผ่อนผันระยะเวลาการจ่าย จริงๆ แล้วโดยปกติกรมธรรม์จะผ่อนผันให้ 30 หรือ 31 วันอยู่แล้วนับจากวันที่ครบกำหนดชำระเบี้ย ดังนั้น เราก็ยังมีเวลาหาเงินอีก 30 หรือ 31 วัน หรืออีกวิธีคือการขอแบ่งจ่าย เช่น จากเดิมเราจ่ายปีละ 1 ครั้ง อาจขอผ่อนเป็นจ่าย 4 ครั้งเพื่อจะได้ไม่ต้องควักเงินก้อน เป็นต้น หากคุณกำลังมองหาแบบประกันที่เหมาะกับตัวคุณ หรือเหมาะกับงบที่คุณมี สามารถเช็คและเปรียบเทียบประกันทั้งหมดที่นี่ คลิก

  ชัชชญา ฮาเกิน


  11 พฤษภาคม 2564

ดอกเบี้ย MLR MOR MRR คืออะไร?

เวลาไปขอกู้เงินแบงก์ คงได้ยินคำนี้มาเป็นแน่ โดยเฉพาะเวลากู้ซื้อบ้าน บางทีฟังพนักงานแบงก์อธิบายจนมึน ดอกเท่านั้น ดอกเท่านี้เท่านี้ค่ะพี่ ผ่อนเท่านั้น เดือนละเท่านี้ ฟิกซ์ 3 ปีที่เหลือแบบโฟล๊ท! หึม!? มาอีกละ ฟิกซ์ๆ โฟล๊ทๆ...เฉลี่ยแล้ว เท่านี้ค่ะพี่ขา บลา ๆ ๆ ศัพท์แสงก็ไม่ค่อยจะเข้าใจนัก แหม่...นี่ (ฉัน) เพิ่งจะมีหนี้ก้อนโตครั้งแรก ใจเย็นเย๊นนนน...ฮ่วย! แต่เขาก็อธิบายไปเรื่อย จะถามเยอะบางทีก็เกรงใจ และนี่แหละ เขาอาจคิดไปได้ว่า ลูกค้าคงจะเข้าใจมั๊ง! วันนี้เรามาดูกันว่าไอ้ฟิกซ์ๆ โฟล๊ทๆ ที่พนักงานแบงก์บอกและพยายามอธิบาย มันหมายถึง “ดอก” แบบไหน ยังไง ก่อนอื่นมาเข้าใจชื่อของดอกเบี้ยทั้ง 3 แบบ คือ MLR / MOR / MRR MLR หมายถึง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบมีระยะเวลาที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี MOR หมายถึง อัตราดอกเบี้ยประเภทเบิกเกินบัญชีที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี MRR หมายถึง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี ส่วนใหญ่พวกเราก็จะได้รับดอกเบี้ยแบบ MRR เพราะเราคือรายย่อยและเป็นรายย่อย “ชั้นดี” (จงภูมิใจ ฮ่าๆ) อ้าว แล้ว MRR มีค่าเท่าไหร่? เราก็ถามพนักงานได้เลยหรือที่หน้าเว็บไซต์ก็มีแต่ละแบงก์จะประกาศไว้ ซึ่งดอกเบี้ย MLR, MOR, MRR จะไม่ได้นิ่งตลอดไป แต่จะเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลง ขึ้นอยู่กับภาวะตลาดการเงินในช่วงนั้นๆ ทีนี้ย้อนกลับมาที่คำว่า “ฟิกซ์ๆ โฟลทๆ” ที่ได้เกริ่นไว้ตอนต้น มันเป็นคำพูดสั้นๆ แต่ชื่อเต็มของ “ฟิกซ์” หมายถึง ดอกเบี้ยแบบคงที่ (Fixed rate) ส่วน “โฟล๊ท” หมายถึงดอกเบี้ยแบบลอยตัว (Floating rate) ยกตัวอย่าง เช่น กรณีดอกฟิกซ์ : เราก็จะได้ยินพนักงานพูดว่า “ดอกเบี้ยฟิกซ์ 2.5% ใน 3 ปีแรกนะคะพี่” นั่นแปลว่าไม่ว่าระหว่างปีดอกเบี้ยจะเป็นเท่าไหร่ เขาก็จะคิดเราในอัตรา 2.5% ต่อปี (ถ้าแนวโน้มดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น ต่อให้ขึ้นไปเท่าไหร่เราก็จะถูกคิดดอกเบี้ยในอัตราคงที่ 2.5% ใน 3 ปีแรก ซึ่งแปลว่าดีกับเรา) กรณีดอกโฟล๊ท : เราก็จะได้ยินพนักงานพูดว่า “ปีที่ 4 เป็นต้นไปจะเป็นแบบลอยตัวที่ MRR -2%” ทีนี้เราคิดได้ง่ายๆ เลยว่า MRR ของธนาคาร ณ ตอนนั้นเท่าไหร่ เช่น MRR = 6% ถ้า MRR -2% ก็แทนค่าเป็น 6-2 = 4 นั่นแปลว่า ดอกเบี้ยคือ 4% นั่นเองค่ะ แต่ที่แน่ๆ ใครกู้บ้าน โดยทั่วไปเขาจะให้ดอกเบี้ยฟิกซ์แค่ 3 ปี แต่หลังจากนั้นจะต้องเจอกับดอกโฟล๊ท ซึ่งแปลว่าเราต้องจ่ายดอกเบี้ยที่ไม่แน่นอน เพราะมันจะเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลง ขึ้นอยู่กับภาวะตลาดการเงินในช่วงนั้นๆ ยิ่งเป็นช่วงแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น อ่วมเลยค่ะ! อย่าลืมว่าเวลาที่เราจ่ายเงินต้นเข้าไป มันจะไปตัดดอกเบี้ยก่อน เหลือเท่าไหร่ก็ค่อยไปตัดเงินต้น ดังนั้น หลังหมดโปร 3 ปีแรกจากนั้นส่วนใหญ่ดอกมักจะสูงขึ้น ให้รีบจัดการรีไฟแนนซ์แต่โดยไวค่ะ อ่านมาถึงตรงนี้ เพื่อนๆ ที่ผ่อนบ้านใกล้จะครบ 3 ปี หรือผ่อนบ้านครบ 3 ปี แล้ว ควรที่จะวางแผนรีไฟแนนซ์บ้าน ด้วยการหาข้อมูลดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้านแต่ละธนาคารได้รอได้แล้ว เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการผ่อนบ้านในปีถัดๆไป สนใจอยากรีไฟแนนซ์บ้านหรือเช็กดอกเบี้ย สามารถดูรายละเอียด พร้อมยื่นสมัครรับข้อเสนอพิเศษ คลิกได้ที่นี่...

  ชัชชญา ฮาเกิน


  26 มิถุนายน 2563

เช็กลิสต์ 5 ขั้นตอน เตรียมตัวก่อนรีไฟแนนซ์บ้าน

ใครที่ผ่อนบ้านผ่อนคอนโดฯ อยู่ในช่วง 3 ปีแรก เราจะได้ดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าปกติ เรียกว่าช่วง "จัดโปร" แต่หลังจากช่วงหมดโปรนี่สิ จาก "ดอกเบี้ยบ้าน" มันจะกลายเป็น "ดอกเบี้ยบาน" แน่ๆ ทำไมเป็น "ดอกเบี้ยบาน" ก็เพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว เมื่อเข้าสู่ปีที่ 4 ดอกเบี้ยบ้านมักจะเป็นแบบ "ลอยตัว" นั่นคือ อิงกับดอกเบี้ย MRR อย่างที่เราเคยเห็นในเอกสารเงินกู้ เช่น MRR-2 เป็นต้น ซึ่งค่า MRR มันไม่นิ่ง แล้วแต่สภาพตลาดและสภาพเศรษฐกิจค่ะ (แต่ละธนาคารจะอัปเดตโดยการติดประกาศที่สาขาและที่หน้าเว็บไซต์) เรื่องนี้สำคัญมากมือใหม่อยาก รีไฟแนนซ์ (Refinance) บางท่านอาจจะยังไม่รู้ หรือรู้ แต่ก็ยังไม่ได้สนใจมากนัก อาจเพราะว่าขี้เกียจจัดการ ก็เลยผ่อนไปเรื่อยๆ ละกัน กำลังวังชาก็ยังพอไหว ขี้เกียจเตรียมเอกสาร ขี้เกียจจะวุ่นวาย ไหนจะต้องศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบ เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจว่าสรุปแล้วฉันจะ รีไฟแนนซ์ เจ้าไหนดี โอ๊ยย ขั้นตอนเยอะ! อย่าเพิ่งขี้เกียจหรือมองข้ามมันไปเสียก่อนเลย วันนี้จะมาแนะนำ เช็กลิสต์ 5 ขั้นตอน เตรียมตัวก่อนรีไฟแนนซ์บ้าน ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง พอเป็นแนวทางให้เพื่อนๆ ในเบื้องต้นค่ะ 1️. ตรวจสอบเงื่อนไขสัญญาเงินกู้เดิม อันดับแรก ให้ลองกลับไปเปิดสัญญาเงินกู้ดูว่าเงื่อนไขที่เขียนไว้นั้น ธนาคารเขาเปิดทางให้เราสามารถไถ่ถอนได้ปีที่เท่าไหร่ ปกติแล้วมักจะต้องรอให้ครบ 3 ปีก่อน แต่หากเราไถ่ถอนก่อน 3 ปีมันจะมีค่าปรับตามมา ซึ่งภาษาที่เขียนว่า "ไถ่ถอน" ก็หมายถึง การรีไฟแนนซ์ (Refinance) หรือไปกู้จากเจ้าหนี้รายใหม่มาปิดยอดหนี้กับเจ้าหนี้รายเก่าได้เมื่อไหร่นั่นเองค่ะ ทีนี้เมื่อเราทราบแล้วว่าเราสามารถรีไฟแนนซ์ ได้เมื่อไหร่ เราก็จะได้มองหาเจ้าหนี้รายใหม่ ที่ให้ดอกถูกๆ และจะได้จัดเตรียมเอกสารต่างๆ ไว้เพื่อใช้ในการรีไฟแนนซ์ อย่างน้อยเราก็สามารถที่จะเตรียมความพร้อมล่วงหน้าสัก 1-2 เดือน แทนที่จะรอให้จนครบ 3 ปีเป๊ะ! ค่อยมาคิดหาทำ 2️. สำรวจโปรในตลาด เมื่อตั้งใจจะรีไฟแนนซ์ ก็ต้องเริ่มมองหาว่า จะรีไฟแนนซ์กับธนาคารไหนดี ซึ่งเดี๋ยวนี้แต่ละธนาคารมีการจัดโปรโมชั่นออกมาแข่งขันกันดุเดือด อันจะเป็นประโยชน์กับเราในฐานะผู้บริโภค และจะบอกว่าช่วงนี้ ปีนี้หรือปีหน้า ดูแล้วก็ยังไม่เห็นว่า จะมีเหตุผลใดที่จะมาสนับสนุนให้ดอกเบี้ยควรเป็นขาขึ้น แต่นอกเหนือจากดอกเบี้ยในช่วงโปร 3 ปีแรกของที่ใหม่ที่ธนาคาร "ภูมิใจนำเสนอ" เราก็อย่าลืมสอบถามถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะตามมาด้วยนะคะว่า ทั้งหมดเท่าไหร่ที่เราต้องจ่าย ถามจากเจ้าหน้าที่ให้เคลียร์ จดไว้แล้วนำมาเปรียบเทียบกันสัก 2-3 ธนาคาร บางธนาคารอาจยกเว้น ค่าดำเนินการสินเชื่อตามสัญญาใหม่ ยกเว้นค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ หรือยกเว้นค่าธรรมเนียมในการจำนอง เป็นต้น ซึ่งเงื่อนไขแต่ละธนาคารจะแตกต่างกัน เดี๋ยวนี้พนักงานธนาคารอธิบายดีขึ้นเยอะ เขาถูกฝึกมาดี จากนั้นเราก็ค่อยไปตัดสินใจเลือกธนาคารที่ให้เงื่อนไขเวิร์คที่สุด (ที่สำคัญคือดอกต้องต่ำลง และผ่อนต่อเดือนน้อยลง แบบนี้ฟิน! เพราะนั่นหมายถึงเราจะมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นนะ) 3. เตรียมความพร้อมเรื่องค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น - ค่าธรรมเนียม ประเมินราคาหลักทรัพย์ ราวๆ 2,000 - 3,000 บาท - ค่าดำเนินการสินเชื่อตามสัญญาใหม่ - ค่าธรรมเนียมในการจำนอง 1% ของวงเงินกู้ - ค่าทำประกันอัคคีภัย - ค่าธรรมเนียม อากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้ *ปล. ค่าใช้จ่ายต่างๆ นี้ โดยส่วนใหญ่ธนาคารมักจะยกเว้นให้ เพื่อดึงดูดให้เรารีไฟแนนซ์กับเขาค่ะ แต่ทั้งนี้ก็ต้องสอบถามจากพนักงานธนาคารให้ชัดเจนนะคะ ว่าตกลงค่าใช้จ่ายอันไหนยกเว้นหรือไม่ยกเว้นบ้าง 4️. จัดเตรียมเอกสาร การรีไฟแนนซ์ ก็เหมือนกับการเริ่มต้นกู้ใหม่ เพียงแต่เราเปลี่ยนเจ้าหนี้ไปเป็นธนาคารแห่งใหม่ ดังนั้น เอกสารประกอบการขอสินเชื่อจึงจำเป็นต้องใช้ ซึ่งทางธนาคารจะแจ้งรายละเอียดไว้อยู่แล้ว หลักๆ ก็พวกเอกสารส่วนตัวที่ต้องเตรียมก่อนยื่นรีไฟแนนซ์บ้าน เช่น - สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน - สำเนาทะเบียนบ้าน - สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-ชื่อสกุล (ถ้ามี) - เอกสารแสดงรายได้ เช่น สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองเงินเดือน สำเนาบัญชีธนาคารที่เงินเดือนเข้าย้อนหลัง 3 เดือน - เอกสารหลักประกัน เช่น สเตทเมนต์สรุปยอดหนี้เงินกู้ (ของธนาคารแห่งเก่า) และสำเนาหนังสือสัญญาเงินกู้เดิม เป็นต้น 5️. ยื่นเรื่องรีไฟแนนซ์บ้าน เมื่อทำมาครบทุกข้อจะรออะไร เราก็ถือเอกสารไปยื่นเรื่องรีไฟแนนซ์ กับธนาคารแห่งใหม่ ที่เราจะไปเป็นลูกหนี้รายย่อยชั้นดีได้เลย จากนั้น ก็รอฟังผลการอนุมัติ ช้า-เร็ว ขึ้นอยู่กับระบบการพิจารณาสินเชื่อของแต่ละธนาคาร หลังอนุมัติแล้ว ก็จะเป็นการนัดวันทำสัญญาไถ่ถอนระหว่างธนาคารเก่าเจ้าหนี้เรา กับธนาคารใหม่ที่จะมาเป็นเจ้าหนี้แทน ซึ่งตรงนี้ก็จะไปจบลงแบบแฮปปี้เอนดิ้งที่สำนักงานที่ดิน สรุป อาจจะดูเหมือนยุ่งยาก แต่ทำแล้วชีวิตเราจะเบาขึ้นแน่นอน เพราะนี่คือทางออกที่จะช่วยให้ปลดหนี้บ้านเร็วขึ้น เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการเงินที่เราควรพิจารณาค่ะ สำหรับใครอยากประหยัดเวลาหาโปรโมชันดอกเบี้ย อ.เจียว แห่งล่ำซำ เคยเขียน รีวิวแอป Lumpsum บอกขั้นตอนไว้ที่บทความนี้ค่ะ "ซื้อบ้านอย่างไร ให้ได้บ้านเร็วขึ้น เป็น 10 ปี" อ่านมาถึงตรงนี้ เพื่อนๆ ที่ผ่อนบ้านใกล้จะครบ 3 ปี หรือผ่อนบ้านครบ 3 ปี แล้ว ควรที่จะวางแผนรีไฟแนนซ์บ้าน ด้วยการหาข้อมูลดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้านแต่ละธนาคารได้รอได้แล้ว เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการผ่อนบ้านในปีถัดๆไป สนใจอยากรีไฟแนนซ์บ้านหรือเช็กดอกเบี้ย สามารถดูรายละเอียด พร้อมยื่นสมัครรับข้อเสนอพิเศษ คลิกได้ที่นี่...

  ชัชชญา ฮาเกิน


  26 มิถุนายน 2563

จัดเต็ม! 88 อาชีพ ใครๆก็ทำได้

บางครั้งก็ไม่ต้องไปมองอะไรล้ำลึก เทคโนโลยีจ๋า บ้าคลั่งสกิลใหม่ แค่การเอาตัวรอดไปวันๆ นี่ก็เหนื่อยแล้ว ในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ การมองหาอะไรบางอย่างที่มันสามารถหยิบจับมาทำได้ โดยที่ไม่ต้องใช้เวลาเรียนรู้ หรือพัฒนาสกิลนานเกินไป เอาแค่พอเลี้ยงชีพตน ปลดหนี้ได้ ก่อนจะไปว่ากันถึงรวย รวย รวย และนี่อาจจะเป็นทางเลือก ในยามที่คนไทย… โหยหาหนทางรอด “แบบเร่งด่วน” ในวิกฤตของชีวิต ที่สุดแล้วคนเรา มันก็อาจจะต้อง “Back to Basic” นะ วันนี้เราจึงขอเสนอ 88 อาชีพ ที่ใครๆก็ทำได้ 1.นวดแผนไทย ลงเรียนคอร์สสั้นๆ แล้วหากินได้เลย เช่าห้องเล็กๆ หรือลองเริ่มจากบริการนวดตามบ้าน เพิ่มสกิลใหม่ในเวลาสั้นๆ สำคัญที่สุด “มีใจรัก” 2.ร้านซูชิ ลงคอร์สสั้นๆ มีสอนมากมาย เสร็จแล้วลองเลย หรือค้นในโลกอินเทอร์เน็ตแล้วลองทำเอง เปิดพรีออร์เดอร์ในเฟซบุ๊ก งานนี้เพิ่มสกิลใหม่ในเวลาสั้นๆ 3.รับดูเพจเฟซบุ๊ก หากชอบโลกโซเชียลเน็ตเวิร์คเป็นชีวิตจิตใจ และมีประสบการณ์ในการทำเพจ ก็มองหาการ รับงานดูแลเพจไปเลยค่ะ ใช้สกิลเดิมที่มีมาทำเงิน 4.ร้านตกแต่งเล็บ / เพนท์เล็บ ลงเรียนคอร์สสั้นๆ แล้วลุยเลย อาจเริ่มจากในตลาดนัดโต้รุ่ง หาโต๊ะตัวเล็กๆ สักตัว สะสมลูกค้าประจำ สำคัญที่บริการประทับใจ พอลูกค้าเยอะขึ้นคอยขยับขยายเป็นเช่าห้อง 5.ร้านขายถุงเท้า อันนี้ไม้ต้องใช้สกิลอะไรยากเย็น มีทุนสักหน่อย ก็เหมาถุงเท้ามาขายได้ หาทำเลดีๆ หน่อย ลุยแลย 6.ขายเฉาก๊วย หาทำเลตามสถานีบริการน้ำมัน หรือจะตามตรอก ซอกซอย หรือในซุปเปอร์สโตร์ เฉาก๊วยหากไม่อยากเริ่มต้นคิดค้นเอง ลงทุนเอง ก็ลองมองหาแฟรนไชส์แทน 7.นักรีวิวสินค้า ใช้ดีแล้วบอกต่อ แทนที่จะบอกต่อฟรีๆ เอาความสามารถที่มีคิดเงินเป็นชิ้นๆ ไปแต่กว่าจะสร้างชื่อเสียงและมีผู้ติดตามมันใช้เวลา ดังนั้น ทางลัดคือ ใช้การรีวิวในรูปแบบของตัวอักษร เขียนรีวิวขึ้นมาสักสองสามรายการ แล้วเสนองานตามเว็บ ตามกลุ่มต่างๆ 8.ก๋วยเตี๋ยวไก่ นึกอะไรไม่ออก ไม่กะเพราไก่ ก็ก๋วยเตี๋ยวไก่ เมนูไก่ๆ ก็ยังเป็นที่นิยมของคนไทย มีคนขายเยอะก็จริง แต่ว่าสูตรความอร่อยก็แตกต่าง 9.เขียนบทความขาย อันนี้ไม่มีอะไรมากแค่ ททท. ทำ ทัน ที ลองเขียนแล้วนำไปขายตามกลุ่ม หรือไม่ก็สมัครเป็นนักเขียนอิสระตามผู้ให้บริการแพลตฟอร์มฟรีแลนซ์ 10.บริการรถรับจ้างไถนา-เกี่ยวข้าว รักการเกษตร และพอมีเงินทุน ปักหลักหากินที่ ตจว. ด้วยการดาวน์รถไถนา รถเกี่ยวข้าว รับจ้างชาวนาทั้งในและนอกหมู่บ้าน 11.ขายสินค้าโอท็อป จังหวัดไหน มีสินค้าอะไรเด็ด รวบรวมมา แล้วเปิดเพจขายออนไลน์ซะเลย หรือนึกไม่ออกจริงๆ ถามที่บ้านใครทำสินค้าอะไรเก่งๆ แล้วไม่เคยโปรโมทเลย งานนี้หน้าที่เรานี่ล่ะ ที่จะยกระดับสินค้าของที่บ้านสู่โลกที่ไร้รอยต่อ 12.ขายหมูปิ้ง สำคัญคือทำเล เช่น หน้าโรงเรียน หน้าออฟฟิศ คนชุกชุมมากๆ งานนี้แลกกับการตื่นเช้ากว่าชาวบ้าน ที่สำคัญขายแค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง ถ้าขยันหน่อยเวลาที่เหลืออีกมากมาย หาอย่างอื่นทำเพิ่มได้อีก 13.ส้มตำรถเข็น อาชีพนี้โคตรจะ Basic จริงๆ ขนาดคนเขียน ยังอยากจะทำในบางโมเมนต์ เพราะอะไรเหรอ เพราะคนขายกี่เจ้าๆ ก็ทำรสชาติไม่ถูกปาก ฮ่าๆ ส้มตำเป็นอาชีพที่ลงทุนน้อย ทำง่าย เรียนรู้ไม่นาน 14.ขนมจีนน้ำยา ลงทุนไม่มาก ไม่ต้องอบรมเป็นเดือนๆ เผลอๆ ทุกคนทำเป็น มีฝีมืออยู่แล้ว ลองคิดดูว่า ขนมจีน 1 กิโลกรัม ขายได้ตั้งกี่จาน ส่วนผักที่ใช้นั้นก็ถัวเฉลี่ยกับคนกิน บางคนกินมาก บางคนกินน้อย 15.ขายกาแฟโบราณ ไหนๆ คนก็ขายกันมากมาย เราจะขายอีกสักรายมันจะเป็นไรไป ลงทุนต่ำ เรียนรู้ก็ไม่นาน ได้สูตรก็ลุยเลย สำคัญคือเรื่องความสะอาด บวกรสชาติอร่อย 16.ช่างซ่อมจักรยานยนต์ อันนี้ลงแค่แรง ไม่ต้องลงเงิน เป็นลูกจ้างก่อน พอเก่งแล้ว ลานายจ้างดีๆ ออกมาแบบสวยๆ (เขาจะได้สนับสนุน) ค่อยไปเปิดร้านของตัวเอง ปูทางสู่เถ้าแก่คนแรกของตระกูล 17.ขายโจ๊ก ขายดิบขายดี ไม่ต่างอะไรกับหมูปิ้ง แต่ต้องใส่หัวใจลงไป ในการต้มข้าว และหมักหมูให้อร่อย หาทำเลดีๆ หน้าออฟฟิศ หน้าโรงเรียน 18.ขายปาท่องโก๋ มาคู่กันกับข้อ 17. ถ้าขยันก็ทำสองอย่างคู่กันไปเลย ทำไม่เป็นใช่มั๊ย เปิดสูตรจากโลกออนไลน์ แล้ว ลองทำ ลองปรับ เพราะสูตรที่มันอร่อย ต้นตำรับ อาจจะต้องแลกด้วยราคาสูง ลองเริ่มเองก็ไม่เลวนะ 19.โรตีบางคนขายดิบขายดี เป็นโรตีเงินล้านไปแล้ว เหมือนเดิมเปิดสูตรจาก Google และขอฝากเน้นย้ำเรื่องความสะอาด เพราะเราใช้มือในการนวดแป้ง เดี๋ยวลูกค้าจะยี้เอาได้ 20.ขายเสียง ขายเสียงในที่นี้ไม่ใช่เป็นนักร้อง แต่หมายถึง เอาความรู้ที่เรามีถ่ายทอดออกมาเหมือนรายการวิทยุ แต่สมัยนี้เขาเรียกการที่เราเผยแพร่เสียงลงไปบนโลกออนไลน์ว่า Podcast ถ้ามีฐานผู้ฟังเยอะๆ ก็สามารถต่อยอดไปขายโฆษณาได้ 21.ขายผักสด รับจากเจ้าใหญ่มาก่อน แยกย่อยขายมัดเล็กๆ ในตลาด เคยเจอแม่ค้าทำมาเป็นสิบๆ ปี กลับไปเจออีกทีคุณแม่ก็ยังขายผักสด แถมตอนหลังต้องเอาลูกสาวมาช่วยขาย ขยายกิจการแผงผักใหญ่โต 22.เพาะเห็ด จะเห็ดขอนขาว เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า ใช้พื้นที่ไม่มาก หากมีที่ดินว่างๆ ลองปรับภูมิทัศน์เป็นโรงเห็ด ที่สำคัญเห็ดไม่ต้องรอนานเหมือนมะม่วง มะนาว ไม่กี่เดือนรู้แล้วจะขาดทุน หรือกำไร 23.หมอดู จะดูลายมือ ดูไพ่ยิบซี วันเดือนปีเกิด ฯลฯ มีชื่อเสียงก็คิดราคาแพง ยังไม่ดังก็คิดสัก 99 บาท หาเสื่อสักผืน ทำเลร่มรื่น นิสิตนักศึกษานี่ชอบนัก คนอกหักก็ชอบแวะ สะสมชั่วโมงบิน ระหว่างนี้อย่าลืมเปิดช่องยูทูบของตัวเองไปด้วย มีผู้ติดตามให้เยอะ ก็สามารถรับรายได้อีกทางเช่นกัน 24.เทรนเนอร์ส่วนตัว มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการออกกำลังกาย ยิ่งจบมาตรงสายอย่างวิทยาศาสตร์การกีฬายิ่งดี หรือจะหลักสูตรอื่นที่เกี่ยวข้อง หาเงินได้แบบรายชั่วโมงเลยล่ะ 25.รับแต่งหน้า ไม่ต้องรอให้เก่งระดับ “นัทนิสา” ที่มีดราม่าแกงเขียวหวาน 250 แต่ถ้ามั่นใจสกิลเดิมที่มี แต่งตัวเองสวยนะ...อืม เพื่อนก็น่าจะสวยน่ะ ลองเลยเริ่มจากคนที่เราสั่งได้ ขอได้ แล้วอย่าลืมขอค่าสะบัดฝีแปรง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ให้เราพัฒนาฝีมือต่อไป 26.ให้เช่าเครื่องเสียง มีอยู่แล้ว ใช้งานอยู่แล้ว เพราะเป็นคนรักเสียงดนตรี เอามันออกมาหาเงินได้ เหนื่อยหน่อยที่ต้องเคลื่อนย้าย แต่ได้เงินดีนะ ราคาคิดตามความแรงของเครื่องเสียง กับสัมพันธภาพของคนในหมู่บ้าน 27.ขายเสื้อผ้า-รองเท้ามือสอง ค้นหาแหล่งเหมาเสื้อผ้ามือสอง แล้วมองหาทำเลที่จะขาย อ้อ เดี๋ยวนี้ขายออนไลน์กันไปเลย เปิดเพจในเฟซบุ๊ก เอามือถือถ่ายภาพให้สวยๆ หน่อย แล้วชวนเพื่อนมาอุดหนุน 28.ขายแกงเห็ดสด นอกจากปลูกเห็ด ก็เห็นจะมี แกงเห็ดด้วยนะที่ “ขายดี” มีรถเข็น 1 คัน เตาแก๊ส เครื่องปรุงไม่กี่อย่าง เห็ดสารพัดชนิด ต้มกันสดๆ ขายในตลาดนัดยามเย็น 29.ขายไส้กรอกแหนม อันนี้ก็รถเข็นคันเล็ก ลงทุนไม่สูงเลย ขายแค่ไม่กี่ชั่วโมงตอนเย็น หาผัก หาพริกเป็นเครื่องเคียงนิดหน่อย ยิ่งทำอร่อย ขาประจำมาอีกแน่นอน เห็นไม้ละ 12 บาท 15 บาท นี่ทำเงินดีนักแล 30.ขายผลไม้รถเข็น แตงโม 1 ลูกตัดแยกชิ้นออกมาขาย 15-20 บาท ส้มโอ 1 ลูกแบ่งขายได้กี่แพ็ค? แค่คิดก็กำไรแล้ว ยัง ไม่รวมผลไม้ชนิดอื่นๆ อีก คนเดี๋ยวนี้เลือกความสบาย ขี้เกียจปอกผลไม้ ยืนรอ 2 นาทีได้จิ้มใส่ปาก ช่างเป็นอาชีพที่แก้ Pain Point เรื่อง “ขี้เกียจ” ของคนได้ดีจริงๆ 31.ปลูกหวาย ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้ตลอดปี เป็นอาหาร เป็นของฝากถูกใจผู้ใหญ่ หากมีที่ดินเปล่า น่าลองสักไร่ ใช้เวลาปลูกนาน 1 ปี ก็เริ่มเก็บเกี่ยวได้ ยิ่งโตยิ่งแตกหน่อ ใครสนใจลองหาข้อมูลเพิ่ม อร่อยกว่าหน่อไม้อีก 32.รับทำการ์ด ทำการ์ดงานบวช งานแต่ง งานขึ้นบ้านใหม่ งานทอดกฐิน ถ้าพอมีฝีมือก็ลุยเลย หาเครื่องปรินต์มือสองมาใช้ก่อนก็ได้ เพื่อประหยัดงบในช่วงแรกเริ่มธุรกิจ 33.ขายข้าวมันไก่ นอกจาก ก๋วยเตี๋ยวไก่ ก็ยังมี “ข้าวมันไก่” ลงคอร์สเรียนรู้สูตรข้าวมันไก่ แล้วลงมือทำเลย ส่งตามออฟฟิศ เพราะเป็นอาหารที่ทานง่าย และอุปกรณ์ไม่เยอะ 34.เพาะต้นไม้ขาย สโลว์ไลฟ์กับการเพาะต้นไม้ก็ไม่เลวนะ ไม่ใช่แค่ทำตามอารมณ์สุนทรีอย่างเดียว แต่ขายได้ด้วย แหล่งต้นไม้มงคลมีมากมาย หาพันธุ์ที่ชอบ หากระถางที่ใช่ ปลูกสะสมไว้แล้วขายทางเฟซ หรือจะเพิ่มเป็นจัดสวนกระถาง ขายเป็นของฝาก ของที่ระลึกได้ 35.ร้อยสร้อยขาย กำไลหยก ก็น่าสนใจ หาเรื่องราวของสร้อยแต่ละเส้น เพิ่มความรู้เรื่องหินสีต่างๆ นำมาประยุกต์เป็นกำไลข้อมือ หรือสร้อยคอ เป็นแบบเฉพาะของลูกค้ารายคน 36.เป็นนายหน้าอสังหาฯ น่าจะเป็นอาชีพที่เปลี่ยนแปลงชีวิตได้เร็ว กับอาชีพตัวกลาง กินค่าคอมมิชชั่น ใครสนใจลองเข้าอบรมดู เผื่อจะเป็นอาชีพที่ถูกจริตกับตัวเอง 37.ทำขายตรง คล้ายๆ ข้อ 36. ตรงที่อยู่ตรงกลาง ระหว่างลูกค้ากับเจ้าของสินค้า ที่สำคัญลงทุนต่ำ แต่ต้องเลือกบริษัทที่ชื่อเสียงดี ถึงจะทำตลาดได้ง่าย 38.ขายประกัน อีกหนึ่งอาชีพเปลี่ยนชีวิต ตอนนี้มีหลายบริษัทพอๆ กับขายตรง เลือกบริษัทที่ใช่ แล้วลงมือทำจริงจัง 39.ร้อยมาลัยขาย เคยเห็นคนที่รักด้านนี้จริงๆ ตอนแรกทำเล่นๆ ทำไปทำมางานมันถูกใจลูกค้า เกิดการบอกต่อ ทำให้มีออร์เดอร์เข้ามาเรื่อยๆ จนกลายเป็นอาชีพหลัก ขายผ่านทางอินสตาแกรม เพราะต้องเน้นโชว์ภาพ 40.ปลูกดอกไม้ขาย ดาวเรือง ทิวลิป ลิลลี่ ว่านสี่ทิศ และไม้มงคลต่างๆ จากนั้น ก็ขายออนไลน์ซะเลย เพื่อให้ลูกค้าเห็นต้นเห็นดอก ก่อนสั่งซื้อ 41.ขายอาหารตามสั่ง ใครชอบทำกับข้าว ลองฝึกปรืออีกสักหน่อย เริ่มทำจากไม่กี่อย่างที่เป็นพื้นฐานก็ได้แล้ว คนสั่งก็หนีไม่พ้น ข้าวผัดสารพัดทอปปิ้ง ผัดกะเพรา ผัดพริก ผัดหมึก ต้มยำกุ้ง ราดหน้าหมี่ หรือเส้นใหญ่-เล็ก ก็วนอยู่แค่ไม่กี่อย่าง 42.ขายผลไม้สด มีรถกระบะสักคัน เหมาผลไม้จากตลาดไท เปิดท้ายขายผลไม้ไปเลยจ้า ..ใครยังนึกคำโฆษณาไม่ออกจะบอกให้ นี่จำมาอีกที “เงาะโรงเรียนหวานดี ร่อนๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ กะ-หรออออออออออออบ! สองกิโล ห้าาาา-สิบ! ซื้อเงาะไปนั่งแงะ-เงาะ เงาะ-สวยๆ เงาะ-สดๆ หวานดีพี่จ๋า หวานแล้วก็..ร่อนๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ กะ-หรอบบบบบบ 4 กิโลร้อยเดียว เงาะโรงเรียน เงาะจันทบุรี สองกิโล 50 ขาย 4 กิโลร้อย ต้อนรับเปิดฤดูกาล” 43.บริการรับจัดดอกไม้ ตราบใดที่คนยังไหว้พระ ไหว้เจ้า ดอกไม้ยังขายได้ตลอด งานบุญ งานรื่นเริง ยิ่งต้องการแบบจัดเต็ม บางทีใช้เป็นซุ้มๆ เลย อ้อ งานศพอีกนะ ตกแต่งเมรุ ถ้าจัดสวย ราคามิตรภาพ ขาประจำเพียบทุกเทศกาล 44.ขายโลงศพ อีกธุรกิจที่น่าจับตา แต่ว่าดวงคนขายก็อาจจะมีส่วนนะ โลงศพมีตั้งแต่รับมาจากจากโรงงาน กับมีโรงงานผลิตเป็นของตัวเอง คือ ตราบใดที่มนุษย์หนีไม่พ้นความตาย ธุรกิจโลงศพก็ยังไปได้ 45.นักแปลอิสระ แปลภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น เกาหลี จีน ฯลฯ รับคอมมิชชั่น เน้นๆ เนื้อๆ ไม่ต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้แพลตฟอร์มไหน 46.เปิดท้ายขายของ ตามตลาดนัด หรือพื้นที่หน้าห้างสรรพสินค้า เริ่มเห็นเป็นตลาดเปิดท้ายแบบชิคๆ ใครมีไรมาขายก็นำมาเปิดท้ายขาย เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า 47.เซียงกง ขายอะไหล่ ชิ้นส่วนประกอบ และเครื่องยนต์สำหรับรถใช้แล้ว อาชีพนี้ทำดีๆ ถึงขั้นรวยพลิกหน้ามือเลยล่ะ แต่อาจจะใช้เงินทุนตั้งต้นมากกว่าหลายๆ อาชีพที่เล่ามา 48.ขายของชำ ซื้อของมาลง ขายเก็บเงินสด ทำดีๆ ก็รวยได้นะ เอาความรู้ที่มีเกี่ยวกับโซเชียลมีเดียมาผสมผสานงานขาย หรือว่าจัดทำระบบงานหลังบ้านของสินค้าโดยใช้แพลตฟอร์มที่ได้มาตรฐาน และจัดโปรโมชั่น บ่อยๆ ก็ทำให้แตกต่างจากร้านค้าโชห่วยแบบเดิมๆ แล้ว 49.ขายลูกชิ้นทอด ไปไหนก็กินลูกชิ้นทอด จะไก่ หมู หมึก กุ้ง อาหารทานง่าย สำหรับคนไทย ที่ไม่ควรมองข้าม แถมทำได้ง่ายมากๆ ช่วงหยุดงานโควิด-19 เห็นหลายคนมาขายลูกชิ้นทอด 50.ขายข้าวไข่เจียว Basic สุดๆ แล้วในเรื่องของอาหารการกิน และความที่ Basic นี่แหละ ทำให้เวลามีข้าวไข่เจียวขายที่ไหนขาย ที่นั่นเรามักจะเห็นคิวย๊าวยาว 51.เปิดร้านนมสด วัยรุ่นจะชอบนั่งชิลๆ กัน หาทำเลย่านการศึกษา จัดร้านให้น่ารัก คูลๆ ลูกค้าจะได้ถ่ายรูปอัพเฟซโปรโมทให้ได้ด้วย 52.สัปเหร่อ ไม่น่าจะมีคนแย่งทำนะ เพราะแค่บอกสัปเหร่อเราก็กลัวแล้ว ยิ่งคนกลัวนี่แหละคือโอกาส หลายคนทำอาชีพนี้เป็น “สัปเหร่อไฮโซ” ไปแล้ว 53.หมอสูตร หมอสูตรคือชื่อเล่น “หมอสูตรขวัญ” คือชื่อเต็ม บางทีเรียกกันว่า พ่อพราหมณ์ มีตั้งแต่ หมอสูตรขวัญนาค สูตรขวัญแต่งงาน สูตรขวัญเด็กแรกเกิด ขึ้นบ้านใหม่ สูตรขวัญสะเดาะเคราะห์ สูตรขวัญงานเกษียณ ซึ่งหมอสูตรขวัญ จะเป็นผู้ดำเนินพิธีการให้ คล้ายๆ อาชีพพิธีกรดำเนินรายการนั่นเอง 54.พิธีกรงานแต่ง ใครเป็นพิธีกร มาหลายเวทีแล้ว น่าลองพิธีกรงานแต่งเหมือนกัน หากทำบ่อยก็หากินเป็นอาชีพหลักได้เลย เพราะความเชี่ยวชาญในขั้นตอนต่างๆ จะสูงขึ้นตามประสบการณ์ ทำให้ผู้ว่าจ้างไว้ใจใช้บริการ 55.ขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ จะขายทั้งที ต้องมีทั้งมือหนึ่งและมือสอง ซีพียู เมนบอร์ด การ์ดจอ แรม ฮาร์ดดิสก์ เคสเปล่า และ อุปกรณ์ไอที และอุปกรณ์เสริมต่างๆ มีทั้งหน้าร้าน และเว็บไซต์ของตัวเอง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ 56.ยูทูบเบอร์ ก็ไม่รู้ว่าจะดังเมื่อไหร่ แต่ไหนๆ ก็เป็นช่องทางฟรี เริ่มทำเสียแต่วันนี้ อย่างน้อยก็ได้สะสมฐานแฟนคลับ ไม่ต้องดังเท่า เก๋ไก๋สไลเดอร์ ก็ได้ ทำในแบบของเรา หาสไตล์ให้เจอ บางคนก็ดังไปทาง นักแคสเกม บางคนสอนแต่งหน้า รีวิวสินค้า ฯลฯ 57.นักพัฒนาแอป มีสกิลสายโปรแกรมเมอร์ ก็สร้างสรรค์แอปเปลี่ยนโลกกันไปเลย เดี๋ยวนี้มีแอปพลิเคชันเกิดขึ้นมากมาย ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่โอกาสก็ยังมีสำหรับคนที่ทำแอปแล้วสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีกับลูกค้าได้ 58.รับทำ SEO ถ้ายังทำไม่เป็น ก็เริ่มจากงานเขียนบทความแนว SEO ก็ได้ เขียนไปเขียนมาจะค่อยๆ เข้าใจ กระบวนการในการทำอันดับเว็บ บางทีไม่ต้องเก่งทุกอย่าง คนเขียน SEO เก่ง สามารถพาร์ทเนอร์กับคนที่เก่งเรื่องทำเว็บก็ได้ 59.รับสอนพิเศษ / ติวเตอร์ สอนที่บ้าน สอนที่โรงเรียน สอนที่ห้างสรรพสินค้า และเดี๋ยวนี้ยิ่งง่าย สอนผ่านออนไลน์ อาจจะทำเอง หรือสมัครใช้บริการแพลตฟอร์มติวเตอร์ออนไลน์ได้ 60.ขายข้าวเหนียว-หมูทอด เช้าๆ เวลารอรถ เห็นแม่ค้าขายข้าวเหนียวหมูทอด นับเงินรัวๆ วันหนึ่งๆ คงได้เงินสดไม่น้อย นี่อาจจะเป็นอีกหนึ่งอาชีพ ที่กำไร ขาดทุนมาแบบทันตา ไม่ต้องรอลุ้นนาน แถมลงทุนต่ำ 61.ขายอุปกรณ์การเกษตร หมูบ้านไหน จังหวัดไหนยังไม่มีอาจเป็นโอกาสให้เราได้ลงทุนก่อนใคร ชาวบ้านจะได้ไม่ต้องเปลืองค่ารถราเข้าไปซื้ออุปกรณ์การเกษตรในเมือง 62.โรงขนมจีน ขายดิบ ขายดี จะมีกี่โรงขนมจีนก็ยังขายกันได้ และขายกันวันต่อวันเป็นเข่งๆ ลงทุนหนักแค่ครั้งแรกสำหรับอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ผลิตเส้นขนมจีน 63.บริการรับซัก-รีด ปักหลักตามคอนโด อพาร์ทเมนต์ เห็นมีเปิดกันหลายร้าน แต่ละร้านก็จะมีขาประจำ แม้ว่าเดี๋ยวนี้มีร้านสะดวกซักก็จริง แต่บางทีการมีคนมารับผ้าถึงหน้าบ้าน แล้วพับผ้ามาส่งถึงหน้าบ้าน มันก็ดูสะดวกสบายไปอีกแบบ 64.ทำการเกษตรอินทรีย์ ไหนๆ จะ Back to Basic เบื่อ กทม.แล้ว อยากกลับบ้านที่ต่างจังหวัดไปทำไร่ ทำนา ก็อาจจะลองพัฒนาโมเดลเป็นเกษตรอินทรีย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และได้ผลผลิตที่ดีกว่าการทำนาในรูปแบบเดิมๆ 65.ขับรถตู้รับ-ส่งนักเรียน มีทุนหน่อยลงทุนซื้อรถตู้ แล้วมาขับรับ-ส่งนักเรียน ได้เงินดีมากไม่ต่างอะไรกับเงินเดือน หากขับรถดี ใส่ใจดูแลเด็กๆ ในรถ ผู้ปกครองก็จะไว้ใจและใช้บริการไปยาวจนกว่าเด็กมันจะโต และย้ายโรงเรียนนั่นแหละ 66.เปิดร้านเช่าชุดไป ตปท. อะไรประหยัดได้ คนก็อยากประหยัด บางทีไม่ได้ไปต่างประเทศบ่อยๆ ก็จะหาเช่าชุด เช่าพร็อพตามร้านเช่าชุดมือสอง 67.เปิดร้านเช่าชุดไทย ชุดแฟนซี อันนี้เหมือนกับข้อ 66. เพียงแต่สินค้าก็เน้นหนักชุดไทย ชุดแฟนซี ถ้าจะให้ดีต้องมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองด้วย มีเพจด้วย ขยันอัปเดตชุดใหม่ ให้รู้สึกว่า ร้านยังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่เป็นเพจแห้ง 68.ขับรถตู้ขึ้น-ลง กทม. คนต่างจังหวัดร่ำรวยกันเยอะ ชีวิตเปลี่ยนเลยจากทำไร่ทำนามาทำอาชีพอาชีพขับรถตู้ขึ้น-ลงกรุงเทพฯ มีกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจงคือคนในหมู่บ้าน และละแวกใกล้เคียง รับ-ส่งถึงหน้าบ้าน 69.ขายอาหารใต้ อาหารใต้ก็จริง แต่ขายคนได้ทุกภาค เพราะมันอร่อยจริงๆ โดยเฉพาะพวกแกงไตปลา ผัดสะตอ แกงใบเหลียง หรือคั่วกลิ้ง กับผักสดกรอบๆ น้ำจิ้มอร่อยๆ ทานเช้าทานเย็นก็ยังได้ 70.ขายก๋วยจั๊บยวน เป็นอาหารที่ทานได้ง่ายๆ เหมือนก๋วยเตี๋ยว เครื่องปรุงไม่กี่อย่าง แต่ต้องคล่องแคล่วว่องไว เพราะทำแบบหม้อชนหม้อตามออร์เดอร์ 71.ขายปลาเผา/กุ้งเผา รถเข็น 1 คัน วางปลาเผาร้อนๆ จัดผักเป็นชุดๆ น้ำจิ้มให้แซบไปเลย รับรองอร่อยดีมีซื้อซ้ำ เพราะสมัยนี้คนคงไม่มีเวลาไปนั่งย่างปลา ย่างกุ้ง 72.เพาะพันธุ์​ปลาสวยงาม บางคนเลี้ยงปลาเสริมโชคลาภ เป็นสิริมงกลกับตัวเอง ซึ่งเห็นมีขายสารพัดปลาสวยงาม เช่น ปลาเทวดา ปลาปอมปาร์ดัว ปลาหางนกยูง ปลากัด ปลาหมอสี ปลาคาร์พ ปลาหมอแคระ ปลากระเบน ฯลฯ 73.รับจ้างทำงานนำเสนอ ใครเก่ง โปรแกรมพาวเวอร์พอยต์ ก็หากินได้ สกิลเดิมที่มีเอามาทำเงิน เพราะไม่ใช่ทุกคนจะใช้งานได้คล่อง พอถึงคราวต้องนำเสนองานลูกค้า อาจต้องมองหาคนมาช่วยทำงานนำเสนอให้ 74.ขายภาพถ่ายมือถือ เดี๋ยวนี้ใช้มือถือถ่ายภาพขายก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีกล้องขนาดใหญ่ สเปกสูงๆ ถ่ายรูปเล่นมาก็เยอะ ต้องลองหารายได้บ้าง ลองเลยมีหลายเว็บ เช่น Shutterstock iStockphoto Dreamstime และ Fotolia 75.ตัดต่อวิดีโอมือถือ​ เดี๋ยวนี้ใช้มือถือหาเงินได้ ตั้งใจจริงๆ ฝึกแค่สัปดาห์เดียวทำได้แล้ว และเมื่อทำต่อไปเรื่อยๆ จะเข้าขั้นทำเป็น ตัดต่อคิดตังค์ได้ต่อชิ้นงานหลักร้อยบาทขึ้นไป โปรแกรมมีสารพัด แต่ยอดฮิต ใช้ง่ายลอง Kinemaster 76.ขายของออนไลน์ ถ้าเล่นเฟซบุ๊กเป็น ก็ขายได้หมดทุกอย่างบนเฟซบุ๊ก ไม่ต้องอธิบายมากเลยข้อนี้ 77.ขายของหายาก ของหายาก ของสะสม ราคาก็จะสูงตามดีมานด์ เพราะของมันมีจำกัด เหล้าเก่า เหรียญ ธนบัตร สแตมป์ หนังสือ โทรทัศน์ กล้องถ่ายภาพ งานศิลปะ 78.พนักงาน ฟู้ดส์​เดลิเวอรี่ มีหลายเจ้าให้เลือก ทั้ง Grab Food /Line Man /Foodpanda /Get รับรองหลังโควิด-19 บูมแน่ๆ เผลอๆ มีเจ้าอื่นเกิดใหม่อีก โอกาสของพนักงานขับรถส่งอาหาร จึงมีเพิ่มขึ้น 79.รับจ้างสอนดนตรี ใครเก่งเครื่องดนตรีอะไร ก็หากินได้อีก ไม่ว่าจะเป็นกีตาร์ กลอง เปียโน ยันโปงลางสะออน 80.ขายอาหารคลีน เทรนด์รักสุขภาพมาแรงจริงๆ อาหารคลีน (Clean Food) หรือ อาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด ไม่หมักดอง ไม่รสจัด เหมาะยิ่งนักจับตลาดกลุ่มคนรักสุขภาพ 81.รับพิมพ์งาน เดี๋ยวนี้ง่ายมาก มีเทคโนโลยีช่วย แค่นำไฟล์เสียงลงคอมพิวเตอร์ ใช้โปรแกรมพิมพ์ให้เลย จากนั้นมาตามเก็บรายละเอียด สามารถรับงานพวกนี้มาทำได้ง่ายๆ ที่สำคัญคือ ความถูกต้องตรงตามต้นฉบับ 82.ขายเครป เป็นอีกอาชีพที่น่าสนใจไม่น้อยเลย มีพี่คนหนึ่งที่ขายอยู่หน้าออฟฟิศ มาตั้งร้านตอนบ่ายๆ ขายยันมืดค่ำไม่ได้หยุดหย่อน ชิ้นนึง 40- 50 ยังกะแจกฟรี นานแค่ไหนลูกค้าก็รอ และน่าจะทำเงินดีไม่น้อย เพราะเห็นขายของมาหลายอย่าง ตรงที่เก่า เวลาเดิม สุดท้ายมาลงตัวที่ขายเครป 83.ขายชาไข่มุก ซื้อง่าย ขายคล่อง มีแฟรนไชส์ให้เลือกหลากสไตล์ หลายราคา ไม่ต้องทำการตลาดเอง ย่นเวลาไปได้มาก 84.ขับวินมอเตอร์ไซด์ อันนี้คงไม่ต้องสาธยาย เดินๆ ไปถามปากซอยดู เงินดีแค่ไหน ทำไมถึงมาขับกันมากมายขนาดนี้ อย่าได้เข้าใจผิดว่าคงจะไม่มีอะไรทำแล้ว เปล่าเลย บางคนทำงานประจำ แต่หลังเลิกงานมากวาดเงินอีกรอบเย็นจากการขับวินมอเตอร์ไซด์ 85.ขายต้มซุปเปอร์ตีนไก่ ต้มซุปเปอร์และข้าวเปล่า เป็นอาหารทานง่ายอีกแล้ว อะไรที่แซบๆ คนไทยชอบทาน 86.รับจ้างนวดหน้า มีคอร์สสอนทั้งรัฐบาลเอกชน ถ้าใจรักก็น่าลอง เป็นอาชีพงานบริการที่ทำเงินได้ดีและลงทุนน้อยสามารถรับจ้างจากคนใกล้ตัว และทำแบบเดลิเวอรี ง่ายกว่าไปเรียนเสริมสวยแบบเต็มคอร์ส อันนั้น ต้องเก็บประสบการณ์นานกว่าจะได้เปิดร้านจริงๆ 87.ตัวแทนจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า ขายเครื่องใช้ไฟฟ้าตามหมูบ้าน และกินค่าคอมมิชชั่น จะยุคออนไลน์แค่ไหน เสน่ห์ของการเคาะประตูบ้านยังคงเป็นวิถีไทย การถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ เสมือนญาติพี่น้อง มันให้ความประทับใจมากกว่าแค่โทรคุย หรือตอบแชท 88.ขายชิฟฟ่อนเค้ก สูตรเค้กชิฟฟ่อนฟรีๆ มีเยอะมาก ไม่ต้องอร่อยเหมือนย่านเทเวศร์ก็ได้ คนไม่ได้ตามไปซื้อที่นั่นตลอด ก็หวังว่าทั้ง 88 อาชีพนี้ น่าจะพอเป็นไอเดียได้บ้างไม่มากก็น้อย เศรษฐกิจแบบนี้ ใครประคองตัวได้ก็ถือว่าเก่งมากๆ แล้ว โควิด-19 อาจจะกระตุ้นเตือนเราให้ตระหนักมากขึ้นว่า ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ดังนั้น การมีรายได้หลักจากทางเดียว อาจจะเสี่ยงเกินไปในการใช้ชีวิต

  ชัชชญา ฮาเกิน


  01 พฤษภาคม 2563

ไขข้อสงสัยรับเงินว่างงาน ประกันสังคม จากโควิด-19

วันนี้จะมาไขข้อข้องใจการว่างงานทั้งสามกรณีคือ 1. ถูกเลิกจ้าง 2. ลาออก / สิ้นสุดสัญญาจ้าง และ 3. เหตุสุดวิสัย บนเงื่อนไขที่ว่าการว่างงานทั้งสามกรณีนี้ เกิดจากสถานการณ์โควิด-19 แต่ก่อนอื่นมารู้จักกับคำนิยามของ "ผู้ประกันตน" แต่ละประเภทก่อน เพื่อที่จะช่วยให้ทุกท่านได้เข้าใจในเงื่อนไข การรับความช่วยเหลือเงินชดเชยว่างงาน จากสำนักงานประกันสังคมกันค่ะ ผู้ประกันตน มาตรา 33 = ลูกจ้างผู้ซึ่งทำงานให้กับนายจ้างที่อยู่ในสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ผู้ประกันตน มาตรา 38 = ออกจากงาน ไม่มีสถานะเป็นลูกจ้างแล้ว แต่ประกันสังคมจะยังคุ้มครองต่อไปอีก 6 เดือน ผู้ประกันตน มาตรา 39 = เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 มาก่อน แล้วก็ออกจากงาน และก็สมัครใจที่จะจ่ายเงินสมทบเอง ผู้ประกันตน มาตรา 40 = บุคคลทั่วไปที่ประกอบอาชีพอิสระหรือแรงงานนอกระบบ ไม่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือผู้ประกันตนมาตรา 39 เช่น พ่อค้าแม่ค้า แม่บ้าน รับจ้าง โดยในระยะนี้มีสถานประกอบการและผู้ประกันตน สอบถามเกี่ยวกับประเด็นของการว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย ลาออก เลิกจ้าง จากสถานการณ์โควิด-19 เข้ามาเป็นจำนวนมาก ทางสำนักงานประกันสังคมจึงได้รวบรวมข้อคำถามทั้งหมดไว้ 16 ข้อ เพื่อไขข้อสงสัยให้กับประชาชน 1. นายจ้างให้ลูกจ้างหยุดกักตัว 14 วัน เพราะมีความเสี่ยง สำนักงานประกันสังคมช่วยเหลืออะไรบ้าง (ลูกจ้างไม่ได้ป่วยแต่โดนกักตัว เพราะมีความเสี่ยง และนายจ้างให้หยุดงาน) นายจ้างไม่ให้ทำงาน ให้กักตัว 14 วัน เพราะมีเหตุสงสัยหรือควรสงสัยว่าลูกจ้างอาจเป็นโรคไวรัส COMID-19 และไม่จ่ายค่าจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานด้วยเหตุสุดวิสัย ในอัตราร้อยละ 62 ของค่าจ้างรายวัน ตามที่นายจ้างรับรอง การหยุดงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ควบคุมโรคมีคำสั่งให้กักตัว แต่ไม่เกิน 90 วัน (อยู่ระหว่างแก้กฎหมายตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม ม.79/1) ทั้งนี้ แนะนำให้นายจ้างและลูกจ้างลงทะเบียนผ่าน e-form กรณีว่างงานทางเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th ได้ดังนี้ - (สำหรับลูกจ้าง / ผู้ประกันตน) แบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน (e-form for unemployment benefit) กรณีหยุดงานเนื่องจากหน่วยงานภาครัฐ /นายจ้างสั่งปิดกิจการชั่วคราว หรือท่านหยุดเนื่องจากต้องกักตัวเอง เพราะเป็นกลุ่มเสี่ยงติดโรคระบาด กรอกแบบฟอร์มที่ลิงก์นี้: https://www.sso.go.th/eform_news/sso-covid19-benefit1.html - (สำหรับนายจ้าง) แบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ แจ้งปิดกิจการชั่วคราวเนื่องจากเหตุสุดวิสัย เนื่องจากการแพร่ระบาด COVID-19 และรับรองช่วงเวลาการหยุดงานของลูกจ้าง กรอกแบบฟอร์มที่ลิงก์นี้: https://www.sso.go.th/eform_news/sso-covid19-benefit3.html ผู้ประกันตนที่ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย จะต้องมีสถานะความเป็นลูกจ้างและความเป็นผู้ประกันตนยังไม่สิ้นสุดลง (ยังไม่ลาออกหรือถูกเลิกจ้าง) และส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 6 เดือนภายใน 15 เดือนก่อนประสบเหตุ หากตรวจสอบข้อมูลแล้วครบถ้วนถูกต้องและเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด มีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย 2. ลูกจ้างหยุดงานเพื่อกักตัว 14 วัน โดยไม่ได้รับค่าจ้างจากนายจ้าง จะได้รับสิทธิอะไรบ้าง ได้รับเงินว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย ในอัตราร้อยละ 62 ของค่าจ้างที่นำส่งเงินสมทบ แต่ไม่เกิน 90 วัน (อยู่ระหว่างแก้กฎกระทรวงตาม พ.ร.บ. ประกันสังคม ม.79/1) เมื่อลูกจ้างมีการจ่ายเงินสมทบครบ 6 เดือนภายใน 15 เดือนก่อนกักตัว และนายจ้างออกหนังสือรับรองให้หยุดงาน ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพิจารณา 3. บริษัทให้หยุดงานเนื่องจากโรคไวรัส COVID-19 เป็นเวลา 14 วันตามที่รัฐบาลสั่งฯ ลูกจ้างเสียวันลาหรือไม่ กรณีที่บริษัทหยุดประกอบกิจการตามคำสั่งของรัฐ ทำให้ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ จึงมิใช่การลาหยุดงานปกติจึงไม่ถือเป็นวันลา 4. สถานประกอบการถูกสั่งปิด 18 - 31 มีนาคม 2563 เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 นายจ้างจะได้รับการยกเว้นการนำส่งเงินสมทบในช่วงเวลาดังกล่าวหรือไม่ ถ้าในเดือนมีนาคม 2563 มีการจ่ายค่าจ้างมาแล้วก่อนรัฐมีคำสั่งปิด นายจ้างต้องนำส่งเงินสมทบของเดือนมีนาคม 2563 ตามกฎหมาย ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมได้ขยายระยะเวลาการนำส่งเงินสมทบออกไปอีก 3 เดือน 5. ผู้ประกันตนมาตรา 38 ได้รับความคุ้มครอง 6 เดือนจากประกันสังคม และหยุดงาน 14 วัน จะได้รับสิทธิว่างงานจากเหตุสุดวิสัยหรือไม่ และหากชำระเงินสมทบเพียง 3 เดือนใน 15 เดือน จะได้รับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานหรือไม่ กรณีผู้ประกันตนมาตรา 38 ไม่มีสถานะเป็นลูกจ้าง ได้รับความคุ้มครองต่อ 6 เดือน 4 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพและตาย ไม่มีสิทธิได้รับกรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย กรณีว่างงานจะต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือนใน 15 เดือน หากส่งเงินสมทบครบ 3 เดือน ไม่ได้รับสิทธิว่างงานเช่นกัน แต่ระหว่างได้รับความคุ้มครอง 6 เดือน หากลูกจ้างติดเชื้อไวรัส COVID-19 สามารถใช้สิทธิกรณีเจ็บป่วยได้ โดยได้รับการรักษาพยาบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และหากแพทย์ให้พักรักษาตัว จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ตามมาตรา 57 ครั้งหนึ่งไม่เกิน 90 วัน ปีละไม่เกิน 180 วัน 6. ผู้ประกันตนไม่ถูกเลิกจ้างหรือหยุดงาน แต่ถูกลดเงินเดือน จะได้รับสิทธิใดจากสำนักงานประกันสังคม ผู้ประกันตนมีสถานะเป็นลูกจ้าง และได้รับค่าจ้างจากนายจ้าง จึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน 7. ผู้ประกันตนมาตรา 39 ไม่ได้ทำงานกับนายจ้าง และผู้ประกันตนมาตรา 40 ไม่ได้มีอาชีพและไม่ทำงานสามารถยื่นขอรับสิทธิการเยียวยา เนื่องจากเหตุสุดวิสัยจากโรคไวรัส COVID-19 ได้หรือไม่ - ผู้ประกันตนมาตรา 39 ได้รับความคุ้มครอง 6 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร ชราภาพ ไม่คุ้มครองกรณีว่างงาน จะไม่ได้รับสิทธิว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย - ผู้ประกันตนมาตรา 40 ไม่มีอาชีพ ไม่ทำงาน ทั้ง 3 ทางเลือก ไม่มีการประกันการว่างงานเช่นกันจึงไม่มีสิทธิได้รับกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย ทั้งนี้ ผู้ประกันตนมาตรา 39 และมาตรา 40 สามารถขึ้นทะเบียนขอรับสิทธิเยียวยาของกระทรวงการคลัง ได้ที่ www.เราไม่ทิ้งกัน.com หากมีคุณสมบัติตามที่กระทรวงการคลังกำหนด จะได้รับสิทธิดังกล่าว 8. นายจ้างประกาศหยุดกิจการชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 แต่นายจ้างยังคงจ่ายเงินเดือน/ค่าจ้างให้พนักงานครึ่งหนึ่ง พนักงานสามารถไปกรอกแบบฟอร์มกรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัยได้หรือไม่และมีสิทธิได้รับเงินชดเชยจากสำนักงานประกันสังคมหรือไม่ ผู้ประกันตนยังมีสถานะเป็นลูกจ้าง และได้รับค่าจ้างจากนายจ้าง จึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์กรณีว่างงานตามกฎกระทรวง 9. ผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 สามารถยื่นขอรับสิทธิการเยียวยาเนื่องจากเหตุสุดวิสัยได้ภายในระยะเวลากี่ปี ผู้ประกันตนสามารถยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนได้ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิ 10. กรณีเป็นผู้ประกันมาตรา 33 นายจ้างให้ลูกจ้างหยุดงานและจ่ายเงินค่าจ้างให้ 75% เพราะเหตุสุดวิสัยสำนักงานประกันสังคมจะเยียวยาให้อย่างไร กรณีนายจ้างจ่ายค่าจ้างถือว่าผู้ประกันตนมีรายได้ จึงไม่เป็นไปตามเงื่อนไขการได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย และนายจ้างมีหน้าที่หักค่าจ้างเพื่อนำส่งเงินสมทบให้ลูกจ้างตามกฎหมาย 11. หากนายจ้างไม่จ่ายเงินเดือนให้ และไม่ออกใบรับรองให้ลูกจ้าง ลูกจ้างจะต้องทำอย่างไร กรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินเดือน ลูกจ้างสามารถยื่นคำร้องได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ใกล้บ้าน แต่หากลูกจ้างประสบเหตุสุดวิสัยจริง ควรแจ้งให้พนักงานควบคุมโรคทราบ และแจ้งสำนักงานประกันสังคมให้ประสานนายจ้างเพื่อชี้แจงในการออกหนังสือรับรอง 12. นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างและไม่มีการแจ้งออกจากงาน ลูกจ้างควรทำอย่างไร และจะได้รับสิทธิอะไรจากสำนักงานประกันสังคมบ้าง - ลูกจ้างยังคงทำงานแต่ไม่ได้รับค่าจ้าง สามารถยื่นคำร้องได้ที่กรมสวัสดีการและคุ้มครองแรงงาน หรือ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานทุกจังหวัด - กรณีไม่มีการจ้างงาน และนายจ้างไม่แจ้งออกจากระบบประกันสังคม สำนักงานประกันสังคมมีหน้าที่ติดตามนายจ้างให้ดำเนินการแจ้งข้อเท็จจริงตามกฎหมาย เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์ 13. กรณีรัฐสั่งให้กักตัว นายจ้างไม่จ่ายเงินค่าจ้าง ลูกจ้างจะได้รับเงินทดแทนกรณีว่างงานจากสำนักงานประกันสังคม ในอัตราร้อยละ 62 ของค่าจ้างรายวันหรือไม่ สำนักงานประกันสังคมจะพิจารณาจ่ายเงินทดแทนกรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัยในอัตราร้อยละ 62 ของค่าจ้างที่นำส่งเงินสมทบแต่ไม่เกิน 90 วัน เมื่อลูกจ้างมีการจ่ายเงินสมทบครบ 6 เดือนภายใน 15 เดือน ก่อนรัฐสั่งให้กักตัว และนายจ้างออกหนังสือรับรองให้หยุดงานตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพิจารณา 14. กรณีจ่ายเงินสมทบไม่ครบหลักเกณฑ์เงื่อนไขในการรับสิทธิว่างงาน มีสิทธิได้รับเงินว่างงานหรือไม่ ไม่มีสิทธิรับเงินทดแทนกรณีว่างงานได้ ซึ่งประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน ลูกจ้างจะต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือนภายในระยะเวลา 15 เดือน ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข 15. กรณีลูกจ้างเข้าทำงานได้ 2 เดือน ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในนามของบริษัทฯ แต่แผนกที่ทำถูกสั่งปิด ลูกจ้างต้องหยุดงาน 21 วัน และยังเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างครึ่งหนึ่งหรือไม่ และสามารถยื่นเบิกสิทธิการเยียวยาด้วยสาเหตุสุดวิสัยได้หรือไม่ ลูกจ้างไม่ได้รับสิทธิกรณีว่างงานด้วยเหตุสุดวิสัย เนื่องจากจ่ายเงินสมทบไม่ครบ 6 เดือน ภายใน 15 เดือน การจ่ายค่าจ้างครึ่งหนึ่งหรือไม่นั้น อยู่ในอำนาจของนายจ้าง ทั้งนี้ ลูกจ้างสามารถลงทะเบียนใช้สิทธิเยียวยาในเว็บไซต์ เราไม่ทิ้งกัน ด้ 16. นายจ้างให้ลูกจ้างลาป่วยจากผลกระทบของโรคไวรัส COVID-19 โดยไม่ได้รับค่าจ้างลูกจ้างจะต้องทำอย่างไร นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างกรณีลาป่วย 30 วัน ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานครบ จะต้องยื่นคำร้องต่อสำนักสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานและหากลาป่วยเกิน 30 วัน สำนักงานประกันสังคมจ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีเจ็บป่วยตามที่แพทย์สั่งให้หยุดงาน ในอัตราร้อยละ 50ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน ปีละไม่เกิน 180 วัน หากเจ็บป่วยเรื้อรังได้รับไม่เกิน 365 วัน ตามที่แพทย์ให้หยุดพักรักษาตัว *สรุปสั้นๆ คือ ผู้ประกันตนมาตรา 33 ให้แจ้งใช้สิทธิ์ว่างงานอันเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ไปยังสำนักงานประกันสังคม… แต่สำหรับใครที่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 39, 40 และผู้ประกันตนมาตรา 38 (ที่ออกจากงานมาเกิน 6 เดือน) ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ให้ติดต่อไปที่รัฐบาลเพื่อรับเงินเยียวยาคนละ 5,000 บาท เพราะกลุ่มนี้ไม่ได้สิทธิประโยชน์คุ้มครองกรณีว่างงานจากประกันสังคม อ้างอิง : สำนักงานประกันสังคม

  ชัชชญา ฮาเกิน


  20 เมษายน 2563

เปิด 4 เคล็ดลับ เพิ่มสภาพคล่องช่วงวิกฤติ

ในช่วงที่เราชักหน้าไม่ถึงหลัง เราอาจจะมองหาแต่ช่องทางที่จะ "ลดรายจ่าย" รวมถึงการขอ "พักหนี้" เพื่อทำให้เหลือกระแสเงินสดเพิ่มขึ้นต่อเดือน แต่จริงๆ แล้ว หลายคนอาจลืมไปว่า เรายังสามารถ "พักออม" ของเราได้เช่นกัน โดยที่ไม่เสียหายอะไร แต่จะได้สภาพคล่องเพิ่มขึ้น #1.พักเงินฝากประจำ ใครที่มีบัญชีเงินฝากประจำ เช่น แบบ 12 เดือน 24 เดือน หรือ 36 เดือน เราสามารถขาดฝากได้ โดยที่ยังได้รับดอกเบี้ยตามเงื่อนไขเดิม เพราะโดยทั่วไปของเงินฝากประจำจะผ่อนผันได้ไม่เกิน 2 เดือนตลอดระยะเวลาการฝาก เราจึงไม่ต้องกังวลว่ามันจะผิดกติกาของธนาคาร ใครฝากประเภทไหน ให้สอบถามไปทางธนาคาร หรือเข้าไปอ่านเงื่อนไขของบัญชีเงินฝากประเภทนั้นๆ ในเว็บไซต์ แต่เท่าที่สำรวจดูส่วนใหญ่จะผ่อนผันให้ 2 เดือนค่ะ เช่น ฝากประจำธนาคารกรุงศรี ฝากประจำธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นต้น แค่นี้เราก็โล่งไปได้สัก 2 เดือน และนำเงินที่เราจะออมเดือนละ 5,000 บาทไปใช้จ่ายในเรื่องที่เร่งด่วนได้ โดยที่ไม่ต้องไปกู้ยืมก้อนใหม่ให้เสียดอกเบี้ยโดยไม่จำเป็น แถมเมื่อครบกำหนดฝาก เราก็ยังได้ดอกเบี้ยตามเงื่อนไขของสัญญาอีกด้วยค่ะ #2.พักออมหุ้น DCA ใครที่มีบัญชีออมหุ้นแบบอัตโนมัติกับโบรกเกอร์ หรือที่เรียกว่าออมแบบ DCA หากเราเดือดร้อนต้องใช้เงิน เราสามารถพักการลงทุนในเดือนนั้นๆ ได้อัตโนมัติเช่นกัน โดยสามารถแจ้งผ่านแอปพลิเคชันของแต่ละโบรกฯ ที่เราเปิดพอร์ตอยู่ บางที่มีให้เลือกพักนานสุด 6 เดือน หลังจากนั้นเราก็ค่อยมาเริ่มออมต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อเราแจ้งไปทางแอปแล้ว เงินในบัญชีของเราก็จะไม่ถูกตัดอัตโนมัติ แค่นี้ก็มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นมาได้แล้วค่ะ ถ้าไม่แน่ใจหรือไม่ทราบขั้นตอนการพักออมหุ้นชั่วคราว ให้ลองสอบถามจากโบรกฯ ที่เราเป็นลูกค้านะคะ #3.กู้เงินจากกรมธรรม์ ใครที่ใกล้จะถึงวันครบกำหนดจ่ายค่ากรมธรรม์รายปีแต่เงินขาดมือ ปกติแล้วเราจะมีเวลาผ่อนผันผันประมาณ 30 หรือ 31 วันนับจากวันที่ครบกำหนดจ่ายเบี้ยประกัน แต่ถ้าประเมินแล้วว่าเกินจากระยะเวลาลาผ่อนผันไปแล้ว เราก็ไม่น่าจะมีจ่ายแน่ๆ ก็ไม่ต้องตกใจว่ากรมธรรม์เราจะขาด เพราะเมื่อเกินกำหนดแล้วยังไม่มีจ่าย โดยทั่วไปทางบริษัทประกันชีวิต จะใช้วิธีการกู้ชำระเบี้ยประกันให้โดยอัตโนมัติ โดยการกู้จากมูลค่ากรมธรรม์ประกันชีวิตของเรานั่นเอง อย่างไรก็ ขอแนะนำให้ท่านที่คิดว่าตนเองไม่น่าจะมีความพร้อมในการจ่ายเบี้ยในรอบถัดไปแน่ๆ สอบถามจากตัวแทน หรือบริษัทประกันชีวิตว่ากรมธรรม์ของท่านมีสิทธิกู้ได้หรือไม่ จากที่ค้นข้อมูลมาพบว่า แบบประกันภัยที่กู้ได้จะเป็นแบบที่มีมูลค่าเงินสด เช่น แบบสะสมทรัพย์รับบำนาญ แบบออมทรัพย์ และแบบคุ้มครองตลอดชีพ เป็นต้น และบางกรมธรรม์เราจะต้องจ่ายเบี้ยมาแล้ว 2 หรือ 3 ปีขึ้นไปถึงจะมีสิทธิกู้ได้ ส่วนอัตราดอกเบี้ยก็จะต่ำราวๆ 6-7% เมื่อเทียบกับที่เราไปกดจากบัตรเครดิต หรือกู้สินเชื่อส่วนบุคคลที่ 18% และ 28% ตามลำดับ หรือหนักสุดไปกู้เงินนอกระบบจะยิ่งเสียดอกเบี้ยสูงกว่านี้อีก ดังนั้น วิธีกู้จากกรมธรรม์ช่วยให้เราหายใจโล่งปอดขึ้นมาได้บ้าง โดยเฉพาะใครที่จ่ายเบี้ยปีหนึ่งหลายหมื่นบาท ก็น่าจะพอทุเลาไปพอสมควรค่ะ อ่านเพิ่มเติม : ร้อนเงิน…กรมธรรม์ประกันชีวิตใช้กู้เงินได้นะอ่านเพิ่มเติม : เพียงรู้สิทธิ ประกันชีวิตช่วยจัดการได้ #4.บัตรเงินสด วิธีนี้ขอแนะนำเป็นทางเลือกสุดท้าย บัตรนี้หากใช้ให้เป็นก็มีประโยชน์ แต่หลายคนใช้อย่างไม่ระมัดระวัง สุดท้ายเป็นหนี้ก้อนโต อย่างไรก็ตาม หากจำเป็นเร่งด่วนจริงๆ ทางเลือกนี้ก็น่าจะดีกว่าไปพึ่งเงินกู้นอกระบบ หรือต้องไปรบกวนเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง เพราะในห้วงเวลานี้ใครๆ ก็คงจะเดือดร้อนไม่ต่างกัน ดังนั้น หากเรายังพอมีเครดิตเราก็หาทางเลือกในการเพิ่มสภาพคล่องด้วยตัวเอง แทนที่จะไปรบกวนผู้อื่น (เพราะเรื่องเงินไม่เข้าใครออกใคร) โดยดอกเบี้ยบัตรกดเงินสดอยู่ที่ 28% ต่อปี แต่ก็มีข้อดีคือหากเราไม่กดเงินออกมาใช้ ก็ยังไม่เสียดอกเบี้ย ซึ่งจะต่างจากสินเชื่อส่วนบุคคล ที่จะได้เป็นก้อนออกมาเลยและดอกเบี้ยจะวิ่งทันทีที่เราได้รับเงินโอนเข้าบัญชี *สุดท้ายนี้ขอฝากไว้อีกเรื่องที่สำคัญค่ะ เดือดร้อนแค่ไหนก็ขอให้รักษาเงินทุนสำรองท้องพระคลังที่เรามีใน "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ" ที่อุตส่าห์ (อาจไม่เต็มใจ/ฝืนใจ) อดออมมายาวนานหลายปีร่วมกันกับนายจ้าง อย่าด่วนตัดสินใจลาออกจากกองทุนนั้นเด็ดขาด! ขอให้มันยังคงอยู่ไปจนถึงวันเกษียณ เพราะนี่...อาจจะเป็นเงินก้อนใหญ่สุดที่เราเหลืออยู่ในบั้นปลายชีวิต บทความที่เกี่ยวข้อง : กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ..ตู้เติมเงินในบริษัท ที่คุณต้องตักตวง!

  ชัชชญา ฮาเกิน


  13 เมษายน 2563

อยากเป็นไท จากหนี้เสีย คลินิกแก้หนี้ ที่เดียวจบ

[อัปเดต 17/07/2563] ใครเป็นหนี้เสีย (NPL) จากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน หากอยู่ในสถานะนี้ คิดไม่ออก นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย รีบอ่านโดยพลัน! "บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน" แม้มันช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการใช้จ่ายให้เราได้ก็จริง แต่ท้ายสุดหากเราพลาดพลั้งไป แน่นอนว่า..จากผู้ช่วยมันจะกลายเป็นผู้บงการชีวิตเราในที่สุด แต่ทุกปัญหามีทางออก ใครหลายคนอาจจะไม่ทราบมาก่อนว่า ประเทศไทยมีหน่วยงานภาครัฐ ที่ตั้งมาเพื่อช่วยคนที่เป็น "หนี้เสีย" จากสารพัดบัตรโดยเฉพาะ ซึ่งหน่วยงานนั้นคือ "คลินิกแก้หนี้ by SAM" อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อ่านบทความนี้ให้จบและทำความเข้าใจ ท่านจะเห็นหนทางสู่การ "เป็นไท" เพื่อที่จะได้มีสติ สมาธิ ไปทำมาหากิน เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว โดยที่ไม่ต้องมา "หวาดผวา" กับการถูกทวงหนี้เช้า-เย็น อีกต่อไป คลินิกแก้หนี้คือใคร คลินิกแก้หนี้ คือ หน่วยงานกลางที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้ แทนเจ้าหนี้ของลูกหนี้อย่างครบวงจร เกิดขึ้นเมื่อปี 2560 จากความคิดริเริ่มของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับ 35 สถาบันการเงิน (รายชื่ออยู่ด้านล่างสุดค่ะ) โดยมีบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เป็นหน่วยงานกลาง คอนเซ็ปต์การทำงานของคลินิกแก้หนี้ คือ เขาจะรวมหนี้ของเราที่มีอยู่กับเจ้าหนี้หลายรายมา "ปรับโครงสร้างหนี้ใหม่" (ไม่ใช่การทำหน้าที่ "ปล่อยสินเชื่อ" หรือการไป "ปิดหนี้" ให้) ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ให้ หนี้เสียประเภทไหนบ้าง เป็นหนี้เสีย (NPL) บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ของ 35 สถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ โดยจะต้องเป็นหนี้เสีย ก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ส่วนหนี้เสียประเภทอื่น เช่น หนี้บ้าน​ รถยนต์​ รถจักรยานยนต์ รอไปก่อนค่ะ ตอนนี้ยังไม่มีในโครงการ เช่นเดียวกับหนี้นอกระบบ ก็ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ คุณสมบัติผู้สมัคร 1. เป็นบุคคลธรรมดา (พนักงานประจำ หรือ อาชีพอิสระ) ที่มีรายได้ อายุไม่เกิน 65 ปี 2. เป็น "หนี้เสีย" บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันของ 35 สถาบันที่เข้าร่วมโครงการ 3. เป็น "หนี้เสีย" ก่อน 1 ก.ค.63 (ตามรายงานเครดิตบูโร ณ เดือน มิ.ย.63 ต้องมีสถานะค้างชำระ 91-120 วันขึ้นไป 4. หนี้รวมไม่เกิน 2 ล้านบาท *ปล.คดีดำ หรือคดีแดง ก็สามารถเข้าร่วมโครงการ คลิกนิกแก้หนี้ by SAM ได้ , คดีดำ หรือ คดีหมายเลขดำ หมายถึง คดีที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล และคดีแดง หรือ คดีหมายเลขแดง หมายถึง คดีที่ศาลมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาด หรือพิพากษาแล้ว (หากบังคับคดีแล้ว จะไม่เข้าเงื่อนไขในการสมัครเข้าร่วมโครงการนี้) *ปล.มีหนี้บัตรแค่ใบเดียว ก็เข้าร่วมโครงการได้ หากคุณสมบัติครบ ประโยชน์ที่จะได้รับ - ปกติแล้วหากเราผิดนัดชำระ อาจจะถูกปรับที่ดอกเบี้ยสูงถึง 18% สำหรับบัตรเครดิตและ 28% สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคล แต่การเข้าโครงการนี้จะถูกปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ และคำนวณด้วยอัตราดอกเบี้ยใหม่เพียงแค่ 4-7% เท่านั้น โดยดอกเบี้ยใหม่จะคำนวณจากช่วงรายได้ของเรา - ผ่อนสบายๆ ตามตารางชำระหนี้ นานสูงสุด 10 ปี - ทำสัญญาแก้หนี้เพียงฉบับเดียว ไม่ถูกทวงถามจากเจ้าหนี้หลายราย - แก้ไขหนี้หลายรายได้ครบ จบในที่เดียว - ไม่ก่อหนี้เพิ่ม ไม่ต้องพึ่งหนี้นอกระบบ - ชำระเฉพาะเงินต้นค้างชำระ หากสนใจสมัคร ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง ใช้เอกสารประกอบที่จำเป็นตามแต่กรณี ดังนี้ 1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือ สำเนาบัตรข้าราชการ / รัฐวิสาหกิจ 2. สำเนาทะเบียนบ้าน 3. ใบเปลี่ยนชื่อ-ชื่อสกุล (ถ้ามี) 4. เอกสารการตรวจสอบข้อมูลภาระหนี้จากเครดิตบูโร เพื่อให้ทราบข้อมูลภาระหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้ โดยตรวจสอบได้ที่ ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร เคาน์เตอร์ธนาคาร ยื่นผ่านตู้เบิกเงินสด (ATM) ยื่นผ่าน Mobile Banking ที่ทำการไปรษณีย์ไทย ยื่นคำขอผ่าน Internet Banking5. สลิปเงินเดือน ย้อนหลัง 3-6 เดือน 6. เอกสารแสดงการเดินบัญชี (statement) อย่างน้อย 6 เดือนย้อนหลัง 7. บัตรเงินบำนาญ (กรณีเป็นข้าราชการ) 8. ใบแนบหนังสือสั่งจ่าย (กรณีเป็นข้าราชการ) 9. หลักฐานการแสดงรายได้อื่น เช่น สัญญาให้เช่า สัญญาว่าจ้าง ฯลฯ 10. ใบแจ้งหนี้ / เอกสารแสดงความเป็นหนี้ มีวิธีการและขั้นตอนการสมัครอย่างไร รอนานแค่ไหนรู้ผล สมัครคลินิกแก้หนี้ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ได้จาก 3 ช่องทาง 1. ทางเว็บไซต์ กรอกข้อมูลในแบบฟอร์มใบสมัครออนไลน์ได้ที่นี่ www.debtclinicbysam.com 2. ทางไลน์ ID : debtclinicbysam 3. สมัครด้วยตนเองที่ 5 สาขา ได้แก่ กรุงเทพ / สุราษฎร์ธานี / ขอนแก่น / พิษณุโลก / เชียงใหม่ ดูได้จากลิงก์นี้ https://www.debtclinicbysam.com/ เลื่อนลงไปด้านล่างสุด จากนั้นรอผลการยืนยันจากสถาบันให้เข้าร่วมโครงการ เจ้าหน้าที่โครงการฯ จะติดต่อนัดหมายเพื่อให้เข้ามาลงนามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 0 2610 2266 เท่าที่อ่านจากคอมเมนต์ของลูกหนี้หลายรายในเพจของคลินิกแก้หนี้ ระยะเวลาในการรอผลอนุมัติเข้าโครงการประมาณ 1 เดือนเศษค่ะ ดังนั้น สมัครก่อนก็มีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาก่อน แต่สำคัญคือเอกสารต้องครบถ้วนค่ะ มีเงื่อนไขอะไรบ้าง ในการปฏิบัติตน ขณะเข้าร่วมโครงการ มีเงื่อนไขเพียง ชำระค่างวดตรงตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ และให้คำยืนยันไม่ก่อภาระหนี้เพิ่มในระยะเวลา 5 ปี นับจากเข้าร่วมโครงการ 35 สถาบันการเงินที่เข้าร่วมในโครงการคลินิกแก้หนี้ ธนาคารพาณิชย์ 17 แห่ง = ธ.กรุงศรี,ธ.กรุงเทพ,ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย, ธ.ไอซีบีซี (ไทย), ธ.กสิกรไทย, ธ.เกียรตินาคิน, ธ.แลนด์แอนด์เฮาส์, ธ.ไทยพาณิชย์,ธ.ธนชาต, ธ.ไทยเครดิตเพื่อรายย่อย, ธ.ทิสโก้, ธ.ยูโอบี, ธ.ทหารไทย, ธ.ซิตี้แบงค์ เอ็น.เอ., ธ.แห่งประเทศจีน (ไทย), ธ.กรุงไทย และ ธ.ออมสิน สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร 18 แห่ง = บ.อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส, บ.เจนเนอรัล คาร์ด เซอร์วิสเซส, บ.บัตรกรุงศรีอยุธยา, บ.เทสโก้ คาร์ด เซอร์วิสเซส, บ.อิออน ธนสินทรัพย์(ไทยแลนด์), บ.อีซี่ บาย, บ.ซิตี้คอร์ปลิสซิ่ง (ประเทศไทย), บ.พรอมิส (ประเทศไทย), บ.ซัมมิท แคปปิตอล, บ.ไอร่า แอนด์ ไอฟุล, บ.ไอทีทีพี, บ.เมืองไทย แคปปิตอล, บ.เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง หากตรวจสอบแล้วคุณสมบัติเข้าข่าย ให้รีบติดต่อเข้าไปเลยนะคะ เพื่อที่จะได้ผ่อนจากหนักเป็นเบา หนี้เสียเก่าจะได้เลิกมาหลอกหลอน ดอกเบี้ยถือว่าต่ำมากๆ ยิ่งช่วงนี้จัดโปรช่วยเหลือช่วงโควิด-19 ดอกเบี้ยเหลือแค่ 2-3% เท่านั้น ขอให้ทุกท่านโชคดี ปลอดหนี้เร็วๆ ค่ะ #ปลดดอกบัตรเครดิต #มาเลิกทาสบัตรเครดิต #คลินิกแก้หนี้ #อิสระภาพในการใช้ชีวิต สมัครเข้าโครงการ "คลินิกแก้หนี้ by SAM" ในช่วง เม.ย. - ก.ย. 63 จะได้รับสิทธิลดดอกเบี้ย 2% จากมาตรการผ่อนปรนของโครงการคลินิกแก้หนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19

  ชัชชญา ฮาเกิน


  07 เมษายน 2563

13 อาชีพ ที่ทำในต่างจังหวัด แล้วเวิร์ค

เศรษฐกิจแบบนี้ ก็ทำเอามนุษย์เงินเดือนหลายคนเริ่มท้อ เริ่มคิดถึงบ้าน อยากกลับไปดูแลพ่อกับแม่หรือคนที่ตัวเองรัก แต่ก็อย่างว่า...ถ้ากลับไปแล้วจะทำมาหากินอะไรดี ลงทุนอะไรดี? แถมลงทุนไปแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ "เงินเก็บ" ที่มีก็อาจจะไม่มากพอ ที่จะรองรับผลขาดทุน ในช่วงแรกที่เราทำตลาดอีก วันนี้ดิฉันจะคัด 13 ธุรกิจ ที่เห็นคนรอบข้างทำมาจริงๆ และที่สอบถามจากคนรอบตัว รวมถึงค้นคว้าเพิ่มเติมจากโลกออนไลน์ นำเสนอเป็นไอเดียว่า อยากกลับบ้านเต็มทีแล้ว..ทำธุรกิจอะไรถึงจะเวิร์ค! #1.การเกษตร ทุกวันนี้เราพูดถึงแต่เรื่องเทคโนโลยีๆ พูดถึงแต่เรื่องของโลกดิจิทัล โลกของโซเชียลมีเดีย แต่ในอีกมุมอยากให้เราลองมองกลับสู่พื้นฐาน หรือรากเหง้าของสังคมไทย จะเห็นว่า "การเกษตร" คืออาชีพต้นน้ำ เป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำของคนไทย แถมยังส่งออกได้อีกด้วย หากเราจะกลับไปทำการเกษตรที่บ้านในต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเลี้ยงสัตว์ ปลูกข้าว ยางพารา สวนปาล์ม ข้าวโพด มะม่วง มะขาม มะนาว ทุเรียน ปลูกผัก ฯลฯ เราอาจจะต้องไปแบบมีความรู้ นั่นคือ ศึกษารูปแบบของการทำการเกษตร ที่จะช่วยให้ได้ปริมาณและคุณภาพสูงขึ้น ภายใต้ต้นทุนที่ต่ำลง พูดง่ายๆ คือ การเกษตรสมัยใหม่ หรือการเกษตรยุค 4.0 ซึ่งที่นิยมและเริ่มเห็นในต่างจังหวัดมากขึ้น นั่นคือ "การเกษตรอินทรีย์" มีตัวอย่างที่น่าสนใจ ลองอ่านเพิ่มเติมจากลิงก์นี้ “สินค้าเกษตรอินทรีย์” เผื่อจะได้แรงบันดาลใจ สำหรับใครที่อยากจะเริ่มต้นปูทาง ก่อนกลับไปอยู่ต่างหวัดค่ะ #2.โรงขนมจีน "บอกตามตรงเลยว่า เถ้าแก่หน้าใหม่ แถวหมู่บ้านดิฉันนี่เพียบเลย หากหมู่บ้าน หรือตำบลไหนยังต้องไปรับขนมจีนจากในเมืองมาขาย ลองคิดดูว่าหากคุณเป็นรายแรกๆ ที่ลงทุนในธุรกิจนี้ โอกาสที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ ย่อมมีแน่นอน" คนต่างจังหวัด โดยเฉพาะภาคอีสาน ชอบทานส้มตำเป็นชีวิตจิตใจ และของคู่กันก็คือขนมจีน หมู่บ้านดิฉันเดิมนั้น ไม่มีโรงขนมจีนเลย แต่เมื่อมีคนที่เห็นโอกาสและลองทำก่อน ก็ทำให้ชีวิตครอบครัวดีขึ้นถนัดตา หลังจากนั้น ก็มีโรงขมจีนโรงที่สอง และโรงที่สามตามมา แม้ว่าจะมีถึง 3 โรงขนมจีนในหมู่บ้าน แต่ว่าต่างคนก็ยังพออยู่ได้ ลืมตาอ้าปากได้ จากเดิมที่แค่หาเช้ากินค่ำ โรงขนมจีนกลายมาเป็นอาชีพหลักในครอบครัว ทุกวันจะมีขาประจำมารับไป เป็นคนในและนอกหมู่บ้าน และแม้จะมีถึง 3 เจ้า แต่หากยังคงคุณภาพและความสะอาด คงเส้นคงวา ไม่ต้องกลัวคู่แข่ง ยังไงเสียลูกค้าก็ย่อมเลือกที่จะเป็นขาประจำ อ่านเพิ่มเติมจากลิงก์นี้นะคะ เป็นชาวบ้าน จ.นครปฐม เผื่อจะเป็นแรงบันดาลใจ "อาชีพทำเส้นขนมจีน" #3.ร้านขนมจีนบุฟเฟ่ต์ ถ้าตอนที่อยู่ กทม. เราเป็นหนึ่งที่ชอบทาน "ขนมจีนน้ำยา" โดยเฉพาะแบบบุฟเฟ่ต์ ทำไมเราไม่ลองทำแบบนี้ที่ต่างจังหวัดบ้างล่ะ เราไปทานกันบ่อยๆ ในกรุงเทพฯ มื้อเที่ยง มื้อเย็น ก็คนต่างจังหวัดมาทำขายให้เราทานทั้งนั้น แต่ถ้าวันนี้เรากลับไปอยู่บ้าน เราก็ทำขึ้นมาซะเลยให้คนในหมู่บ้านนี่แหละ ได้มาทานกัน เพียงแต่ราคาอาจจะปรับลงมาหน่อยให้เหมาะกับกำลังซื้อของคนแถวนั้น ลองวิเคราะห์และทำการบ้านดูว่า หมู่บ้านเรามีคนทำหรือยัง และกำลังซื้อดีไหม เพราะว่าขนมจีน 1กิโลกรัม ยี่สิบกว่าบาท ทานได้ทั้งครอบครัว แต่การมาทานที่ร้านเงินจำนวนนี้อาจจะได้แค่ 1 จาน อิ่มแค่คนเดียว ดังนั้น อาจจะเหมาะกับพื้นที่ ที่มีความเป็นในเมืองสักเล็กน้อย หรือไม่ก็หาแหล่งย่านทำงานหรือย่านการศึกษาและยิ่งใช้พื้นที่บ้านของเราเองก็จะประหยัดค่าเช่าไปได้มากทีเดียว ที่สำคัญลงทุนไม่มากเหมือนกับโรงขนมจีน และถ้ามันเวิร์คก็อาจจะต่อยอดเป็นอาหารบุฟเฟ่ต์อื่นๆ ต่อไปได้อีก #4.แฟรนไชส์ ร้านสะดวกซัก อีกเทรนด์ที่มาแรง คือ แฟรนไชส์เครื่องซักผ้า สังเกตได้เลยว่าในกรุงเทพฯ จะเริ่มมีร้านสะดวกซัก 24 ชั่วโมง เกิดขึ้นในย่านที่ตั้งของอพาร์ทเมนต์ คอนโด และดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบใช้บริการซักสะดวก เพราะประหยัดน้ำ ไฟ ใช้เวลาไม่นานก็ได้ผ้าแห้งพร้อมเก็บเข้าตู้ ที่สำคัญไม่ต้องเอาเครื่องซักผ้ามาตั้งให้เปลืองพื้นที่คอนโดอีกด้วย ดังนั้น หากหมู่บ้าน หรือตำบลไหนในต่างจังหวัดมี 7-11 แล้วละก็...นั่นหมายความว่าทางซีพี ได้ทำการตลาดแทนเรียบร้อยแล้วล่ะ ชุมชนคุณมีกำลังซื้อ มีกำลังจับจ่ายใช้สอย มีพฤติกรรมเหมือนคนเมือง เขาถึงเปิด 7-11 ดักเงินตลอด 24 ชั่วโมง เดาได้เลยว่าแถวหมู่บ้านน่าจะเริ่มมี "บริการรับซักผ้า" แน่ๆ และบอกได้เลยว่าอาชีพที่จะมาดิสรัปต์ หรือมาทดแทนคนที่รับซักผ้า หรือเปิดร้านซักผ้าหยอดเหรียญธรรมดาๆ ก็คือ ร้านซักสะดวก 24ชั่วโมง เพราะร้านพวกนี้ใช้สถานที่ 1 ห้องกว้างๆ มีพื้นที่ให้นั่งรอแบบคูลๆ มีไวไฟให้ใช้ฟรีๆ มีบริการอบผ้า ถือธนบัตรมาไม่ต้องขอแลกเจ้าของให้วุ่นวาย เพราะจะมีตู้ให้แลกเหรียญ น้ำยาซักผ้าไม่ต้องมีเป็นซองๆ ขาย เรียกว่าครบจบในที่เดียว ซักเสร็จ อบต่อใช้เวลารวมราว 1 ชม. คุณได้ผ้ากลับบ้านพับเข้าตู้เลย แต่ข้อนี้อาจจะลงทุนมากสักหน่อย ราคาเริ่มต้นมีตั้งแต่ประมาณ 1.3-3.2 ล้านขึ้นไป ขึ้นอยู่กับแบรนด์ แต่ถ้าใครทุนพร้อม สถานที่พร้อม นับว่าเป็นธุรกิจที่น่าสนใจทีเดียว #5.ร้านเสริมสวย สำหรับคุณผู้หญิง "เสริมสวย" ไม่มีวันตายจริงๆ ค่ะ เงื่อนไขมีข้อเดียวถ้าจะทำ ให้คุณไปสมัครเป็นลูกมือ เก็บประสบการณ์ก่อน จนกว่าจะทำเป็น (ไม่ใช่แค่ทำได้) เชื่อว่าหากินได้ตลอดชีพ ใครที่อายุยังไม่มากหากมีวิชานี้ติดตัว หากินได้ยาวๆ เลยค่ะ ดังนั้น อาจจะไม่ใช่อาชีพที่เราจะทำได้เลย แต่ต้องไปเรียนทฤษฎี เอาหลักการมาก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ ฝีกและพัฒนาฝีมือ ที่สำคัญคือ ต้องมีใจรักจริงๆ เพราะเหนื่อยมากๆ เนื่องจากเป็นงานบริการ และใช้แรงเราทำ 100% หากใครสนใจ หาที่เรียนได้ตามสถานที่เอกชนต่างๆ (อาจจะราคาสูงหน่อย) หรือหากเป็นของภาครัฐ จะมีโรงเรียนฝึกอาชีพ ดิฉันได้แนบลิงก์มา ใกล้ที่ไหนไปสมัครเรียนได้ที่นั่น จากนั้นอาจจะหาคอนเน็คชั่นจากเพื่อนๆ ที่มาเรียนด้วยกัน เพื่อแนะนำร้านฝึกงานให้เราค่ะ โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร ที่นี่จะมีสาขาวิชาเสริมสวย แต่งผมสตรี ซอยผมสตรี แต่งหน้า แต่งเล็บ ม้วนผม แต่งหน้า ฯลฯ ค่าเรียนหลักร้อยบาทเองค่ะ #6.ฟิตเนส คนต่างจังหวัด ก็รักสุขภาพเช่นกัน หากเราเป็นคนแรกที่นำ ศูนย์ฟิตเนส มาให้คนต่างจังหวัดได้สัมผัสประสบการณ์ของการออกกำลังกายในที่ร่ม ด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายที่ทันสมัย แบบที่คนเมืองนิยมกันบ้าง ก็น่าสนใจไม่น้อย แต่ข้อนี้อาจจะเหมาะสำหรับคนที่รักเรื่องการออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจ มีความรู้เรื่องการออกกำลังกาย มีเงินทุนพอสมควร และอยากให้คนในหมู่บ้านได้มีสุขภาพที่ดี ในราคาค่าบริการที่ย่อมเยาว์ เพราะเราคงไปคิดค่าบริการแพงไม่ได้ ต้องดูว่าคนต่างจังหวัดจ่ายได้ประมาณไหน อย่างในตำบลของดิฉัน มีร้านฟิตเนสมาเปิดเจ้าแรก สร้างความฮือฮาให้ชาวบ้านมาก เพราะไม่ต้องเข้าไปออกกำลังกายในเมือง ซึ่งคนมาใช้บริการเป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน ผู้สูงอายุ แม้ว่าระยะเวลาผ่านไป ความตื่นเต้นของคนจะน้อยลงไม่เท่าตอนแรก แต่ทางร้านก็ได้คนที่รักสุขภาพจริงๆ ที่แวะเวียนมาเป็นประจำ ราคาคิดเป็นรายวัน วันละ 40-50 บาท ในร้านก็ขายเครื่่องดื่มเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเจ้าของร้านเองก็บอกว่า มีความสุข ที่ได้ทำในสิ่งที่รัก แม้ว่าจะต้องรอเวลาในการคืนทุน ซึ่งข้อนี้อาจจะใช้เงินลงทุนเกือบ 1 ล้าน สำหรับฟิตเนสขนาดย่อมๆ ค่ะ โดยตัดเรื่องค่าเช่าตึกออกไป เพราะใช้ตึกของตัวเองค่ะ #7.ขายส่งผักสด "เป็นธุรกิจที่ที่น่าจับมาก หากหมู่บ้านใครยังไม่มีร้านขายส่งผักสด กำไรเนื้อๆ วันต่อวัน ขนาดที่ว่าคนทำมาเป็นสิบๆ ปี ยังไม่กล้าวางมือเลยค่ะ นับว่าเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่พลิกชีวิตครอบครัวจากหาเช้ากินค่ำ ยกระดับเป็นครอบครัวผู้มีอันจะกินในหมู่บ้านได้อย่างขาดลอย เห็นมากับตาจริงๆ" สิ่งที่ต้องมีคือรถระบะ 1 คัน (ช่วงแรกที่เห็น คือ ซื้อรถมือสองมาใช้ก่อน) เพื่อขับเข้าไปในเมือง ไปในแหล่งขายส่งผักสด เช่น จ.ร้อยเอ็ด จ.ขอนแก่น เราไปรับมาเพื่อมาขายต่ออีกที ให้กับคนในหมู่บ้าน และหมู่บ้านใกล้เคียง เขาก็จะมารับผักสดไปกระจายขายต่อเป็นทอดๆ แสดงว่า เราอาจจะมีเงินก้อนแรกจำนวนหนึ่ง สำหรับไปเหมาผักสดมาขาย "แต่เด็ดกว่านั้นคือ กำไร ขาดทุน ว่ากันวันต่อวันไปเลย แล้วมันจะไม่มันส์ได้ไง เพราะนับเงินสดๆ ทุกวัน ข้อเสียคือ มันเหนื่อยกว่าชาวบ้านชาวช่อง เพราะต้องแลกกับการนอนไม่เป็นเวลา เนื่องจากต้องตื่นในยามที่คนอื่นนอน เพื่อไปรับผักที่ตลาด" คู่แข่งจะทำบ้างก็ไม่ต้องกลัว เพราะโดยปกติแล้วคนต่างจังหวัด จะมีความเกรงอก เกรงใจกัน ดังนั้น เขาเคยเป็นขาประจำซื้อผักสดของใคร ก็จะเป็นขาประจำของคนนั้น ส่วนคนที่มาทำทีหลังก็อาจจะต้องเปิดตลาดใหม่ พอหาได้ก็สะสมขาประจำของตัวเองไปค่ะ "แม่ค้า พ่อค้า ขายส่งผักสด แถวบ้านงอกเป็นดอกเห็ด แต่ก็อยู่ได้ ขาประจำของใครของมัน นับว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เปลี่ยนชีวิตคุณป้า คุณน้า คุณอา แถวบ้านไปเยอะเลยค่ะ" #8.ร้านซ่อมมอเตอร์ไซด์ ข้อนี้อาจจะส่งตรงถึงคุณผู้ชาย หากใครที่มีฝีมือการซ่อมรถจักรยานยนต์ การเปิดร้านรับซ่อมรถจักรยานยนต์ ถือว่าน่าสนใจมากๆ เพราะกำไรดี ทั้งจากงานซ่อม และจากการขายอะไหล่ และดิฉันเห็นหลายครอบครัว ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นถนัดตา จากธุรกิจนี้ สำคัญคือ ต้องใจรักในอาชีพนี้จริงๆ กรเริ่มต้นใช้เงินลงทุนไม่สูงมาก หากเริ่มเปิดจากร้านเล็กๆ มีเงินก้อนไม่ถึงแสนบาทก็ทำได้แล้ว (แต่ถ้าใช้ทุนมากกว่านี้ ก็จะมีของลงที่ร้านเยอะหน่อย) เช่าตึกเล็กๆ ซื้ออะไหล่ที่จำเป็นมาลงร้าน แล้วสะสมลูกค้าไปเรื่อยๆ ถ้าบริการดีชาวบ้านก็บอกต่อแน่นอน "อย่าลืมประเมินตลาด เช่น แหล่งวัยรุ่นชอบแต่งรถ ก็อาจจะต้องเน้นจับกลุ่มวัยรุ่น เน้นขายอุปกรณ์แต่งรถ และแต่งรถแรง แต่ถ้าชุมชนนั้นมีผู้ใหญ่เป็นส่วนมาก ก็จะเน้นรถใช้งาน ไม่เน้นความแรง บริการซ่อมรถเพื่อใช้งานก็จะตอบโจทย์มากกว่า" "ซ่อมยังไม่เป็น" ไม่ใช่ปัญหา ถ้ามีใจรักไปที่ศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร มีเปิดสอนวิชาช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ ค่าสมัครเรียน หลักสูตรละ 105 บาท..โอ้ววว ให้ไวค่ะ มีให้เลือกทั้งภาคเช้า ภาคบ่าย ภาคค่ำ #9.ขายประกัน คนต่างจังหวัด มีวัฒนธรรมความเป็นอยู่แบบพี่ ป้า น้า อา ดังนั้น การที่เราจะเอาใจใส่ ถามไถ่ เยี่ยมเยียน ย่อมสะดวกกว่าการที่เราอยู่ห่างไกล แถมเราเป็นคนในหมู่บ้าน คนที่ซื้อก็รู้จักเหล่ากอ เราลูกเต้าเหล่าใคร ก็ง่ายที่จะเชื่อใจไว้ใจให้เราได้มีโอกาสดูแล และเขาก็จะบอกต่อญาติสู่ญาติ การที่คนไม่ค่อยซื้อประกันเพราะกลัวโดนหลอก แถมมีประสบการณ์ที่ไม่ดี นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนที่ทำดี ทำงานได้ยาก หากเราจะเป็นผู้ที่ไปเปิดโอกาสดีๆ ให้ความคุ้มครองกับคนต่างจังหวัด ด้วยความมุ่งมั่นในอาชีพนี้จริงๆ ก็เป็นอาชีพที่น่าใจ แต่จะต้องอึดและอดทนมากหน่อยในการให้ความรู้เรื่องการประกันชีวิต ประกันสุขภาพว่าสำคัญอย่างไร เคยเห็นหลายคนในหมู่บ้าน ที่ทำมาหากินในกรุงเทพฯ มานานหลายปี สุดท้ายกลับมาทำงานที่บ้านเกิดและเลือกมุงมั่นในอาชีพขายประกัน นับว่าประสบความสำเร็จจากการทำอาชีพนี้ และแน่นอนเมื่อดูแลคนในหมู่บ้านได้ดี ก็ค่อยขยับขยายออกสู่คนนอกหมู่บ้าน เปิดตลาดใหม่ๆ ต่อไป ตามความขยันของเราว่าต้องการมีรายได้มากน้อยเท่าไหร่ #10.โรงปลูกเห็ดขอนขาว เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในต่างจังหวัด ดีขึ้นอย่างถนัดตา ก็คือ "โรงปลูกเห็ดขอนขาว" อาชีพนี้มีพี่น้องเกษตรกรทำในหลายจังหวัด อย่างที่ดิฉันสอบถามญาติทาง จ.ร้อยเอ็ด นิยมทำอา ชีพนี้กันค่ะ ส่งขายทั้งในหมู่บ้านและที่ตลาดใหญ่นอกหมู่บ้าน ร่ำรวยกันพอสมควร เท่าที่ดูข้อมูลก็ลงทุนไม่มาก ดังนั้น หากมนุษย์เงินเดือนทำงานมาสักพัก มีเงินเก็บสักก้อนไม่ต้องเยอะแยะมากมาย ก็ลงทุนโรงปลูกเห็ดได้แล้วค่ะ บทความนี้น่าสนใจ เป็นประสบการณ์ตรงจากเจ้าของฟาร์ม "การเพาะเห็ดขอนขาว ลงทุนน้อย" มีรายละเอียดพอสมควร สำหรับท่านที่สนใจจริงๆ แนะนำให้อ่านค่ะ #11.ร้านขายอุปกรณ์โทรศัพท์ เป็นอีกหนึ่งธุรกิจ ที่ดิฉันเห็นคนในหมู่บ้านทำ (จริงๆ เป็นคนนอกหมู่บ้านที่เข้ามาลงทุน) แล้วชีวิตเปลี่ยน ซึ่งเป็นการเปิดร้านแห่งแรกๆ ของหมู่บ้านเลยค่ะ ใครจะซื้อโทรศัพท์ จะซ่อมโทรศัพท์ จะเติมเงิน จะซื้ออุปกรณ์เสริมต่างๆ เคสโทรศัพท์ หูฟังโทรศัพท์ ก็จะมุ่งหน้ามาที่ร้านนี้ ได้ทำเลดีพอสมควรอยู่หน้าตลาด และใช้พื้นที่ไม่มาก ห้องเล็กๆ ก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกนะคะ หากหมู่บ้านของท่าน ยังไม่มีร้านที่ให้บริการเกี่ยวกับโทรศัพท์เลย น่าจะช่วยให้ชาวบ้านสะดวกสบาย เวลาจะซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวกับมือถือ แม้เดี๋ยวนี้จะมีให้สั่งซื้อทางออนไลน์ แต่อย่าลืมว่าวิถีชีวิตของคนต่างจังหวัด ยังมีความอยากจับ อยากสัมผัสสินค้า อยากให้คนขายอธิบายอยู่นะคะ #12.ร้านขายของชำ ฟังแล้วอาจจะรู้สึกธรรมด๊า ธรรมดา จะไหวเหรอ? เพราะ 7-11 ครองเมือง แต่ปรากฎว่าในหมู่บ้านที่ดิฉันอยู่ หรือ แม้กระทั่งหมู่บ้านใกล้เคียง สังเกตได้ว่ายังมีโชห่วยเกิดใหม่ให้ได้เห็น บางทีก็สงสัยนะว่าทำไมคนเปิดร้านโชห่วยกันเยอะจัง "แต่ที่ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ แบบชัดเจนมากๆ คือ "ร้านขายส่งของชำ" ค่ะ ดิฉันเห็นแถวบ้าน จากร้านขายส่งเล็กๆ ลงของไม่มาก ปัจจุบันขยายใหญ่โต เป็นศูนย์กระจายสินค้าไปยังหมู่บ้านอื่นๆ ที่ทยอยแวะเวียนมารับของไปขายปลีก" เมื่อไปค้นข้อมูลยิ่งน่าเซอร์ไพรส์เพราะปี62 ร้านโชห่วยทั้งประเทศยังคงพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ทั่วประเทศมี 443,123 ร้าน จาก 438,820 ร้าน และรู้ไหมคะว่า "ภาคอีสาน" มีร้านโชห่วยเกิดใหม่มากสุดในสัดส่วน 34% ถ้าเราคิดจะเปิดทั้งทีไม่ว่าจะร้านเล็กๆ หรือทำสเกลใหญ่ เป็นร้านขายส่งอาจจะต้องทำร้านแนวโมเดิร์น เพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ลองหาความแตกต่าง ที่ร้านโมเดิร์นเทรดทั่วไปให้ไม่ได้ เรื่องที่เกี่ยวข้อง : “โชห่วย” Never Die! เมื่อปรับโฉมใหม่ เรื่องที่เกี่ยวข้อง : เศรษฐศาสตร์วันหยุด : ‘โชห่วย’ยังไม่ตาย #13.ทำงานประจำ ใครที่ยังแฮปปี้กับเงินเดือน ยังไม่กล้าเสี่ยงลงทุนอะไรเลย ท่านสามารถเข้าไปหางานที่ กรมการจัดหางาน ใส่เงื่อนไขต่างๆ จังหวัด, ประเภทการจ้างงาน, ประเภทตำแหน่งงาน, วุฒิการศึกษา แม้จะเป็นการทำงานที่ได้เงินเดือนน้อยลง เมื่อเทียบกับการทำงานที่ กทม.แต่บวกลบดูแล้วมันอาจจะพอๆ กันก็ได้ เพราะเราสามารถประหยัดค่าที่พัก (เนื่องจากอยู่บ้านของตัวเอง) และอาจจะประหยัดค่าเดินทางหากได้งานใกล้บ้าน...หลายคนขอแค่มีเวลา ดูแลพ่อกับแม่หรือคนที่เรารัก และได้สูดอากาศดีๆ แค่นี้ก็กำไรชีวิตแล้ว "อีกประการหนึ่ง ความรู้ความสามารถที่เรามี อาจจะช่วยหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ หรือในระดับจังหวัดได้ จากเดิมเราอาจจะเป็นคนดี เป็นคนเก่งของเพื่อนร่วมงาน คนเก่งของสังคมรอบตัวที่กรุงเทพฯ แต่เราอาจไม่ค่อยได้นำความรู้ความสามารถในด้านที่เรามี มาช่วยเหลือบ้านเกิดเท่าไหร่นัก นี่จึงเป็นโอกาสอันดีในการได้ตอบแทนบ้านเกิด" ท้ายนี้ ใครมีอาชีพเด็ดๆ อะไร อยากแบ่งปัน สามารถแชร์ไอเดียเพิ่มเติมมาได้เลยนะคะ หรือใครทำอยู่แล้ว ดี ไม่ดี อย่างไร แบ่งปันกันได้ที่ เพจ Lumpsum เพื่อเป็นประโยชน์กับมนุษย์เงินเดือน ที่กำลังคิดถึงบ้านทุกๆ คนค่ะ ^_^ *สรุปส่งท้าย - หา "ปัญหา" ของคนในหมู่บ้านให้เจอ แล้วนำธุรกิจนั้นๆ ไปช่วยแก้ปัญหา - ทุกอาชีพมีความเสี่ยง ที่อื่นทำสำเร็จ แต่ในบางพื้นที่อาจจะล้มเหลว - สำคัญมาก! ทุกอาชีพ ต้องทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ถ้าไม่ทำ เราจะไม่ทราบว่าเงินรั่วไหลไปไหนบ้าง เพราะที่เห็นมาก็มาก แม้ร่ำรวยขึ้นมาจากการทำธุรกิจก็จริง แต่เพราะความรวยบางทีมาไวกว่าที่คาดตั้งตัวไม่ทัน ไม่มีวินัยการเงิน สุดท้ายก็เกิดความหายนะกับธุรกิจได้เหมือนกัน - เริ่มเลยวันนี้! ก่อนจะไปทำรายรับ-รายจ่ายในรูปแบบผู้ประกอบการ ในตอนที่ท่านยังเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่ ท่านอาจจะลองฝึกวินัยด้านการเงินอย่างง่ายๆ ทำรายรับ-รายจ่ายตัวเองด้วยแอป #ล่ำซำ วันนี้ใช้เงินกี่บาท ซื้ออะไรไปบ้าง ทั้งเดือน ใช้จ่ายไปเท่าไหร่

  ชัชชญา ฮาเกิน


  30 มีนาคม 2563

ข้อดี ข้อเสีย ธุรกิจเครือข่ายที่จะทำให้คุณกระจ่าง!

ช่วงนี้รายได้ทางที่สองกำลังมาแรงใครๆ ก็อยากหาเงินเพิ่มกันทั้งนั้น และหลายคนอาจกำลังหาลู่ทาง เล็งธุรกิจเครือข่ายบ้าง ขายประกันบ้าง ขายของออนไลน์บ้าง ขายบทความบ้าง (ขายบทความ เคยเขียนไปในบทความที่แล้ว) ฯลฯ บทความที่เกี่ยวข้อง : ฮาวทู "หาเงิน" แบบจับเสือมือเปล่า ฉบับพนักงานออฟฟิศ วันนี้จะพูดถึง "ธุรกิจเครือข่าย" ที่มักมีคำพูดว่าทำง่าย แค่ใช้ดีแล้วบอกต่อ ก็ได้เงินกลับคืน เพื่อให้ใครหลายคนที่กำลังชั่งใจว่าลองทำดีมั๊ย? ศักยภาพอย่างเราทำได้หรือเปล่า? เอ๊ะ! รายได้ต่อเดือนมันประมาณไหน ลงทุนอะไรบ้าง? บทความนี้จะสรุป ข้อดี-ข้อเสีย เพื่อไขความสงสัยทั้งหมด คิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์ สำหรับคนที่กำลังชั่งใจ...ฝากไว้เป็นข้อคิด ข้อพิจารณา แต่จะขอออกตัวไว้ก่อนตรงนี้ว่า ดิฉันไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จจากธุรกิจนี้ แต่แค่คิดว่า "ประสบการณ์" ที่แลกมาด้วย "ช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต" วัยทำงานอยากสร้างตัวมันหาซื้อไม่ได้ และวันนี้จะแจกฟรี! ข้อดีของธุรกิจเครือข่าย #1. ลงทุนน้อย เมื่อเทียบกับเปิดกิจการเอง ธุรกิจเครือข่าย หรือการตลาดแบบเครือข่าย (MLM) สังเกตได้ว่ามีคำว่า "ธุรกิจ" ดังนั้น ธุรกิจหมายความว่าต้องมีการลงทุน มีผลขาดทุน มีผลกำไร ซึ่งหากเทียบกับธุรกิจอื่นแล้ว เครือข่าย ลงทุนไม่มาก ค่าสมัครหลักร้อย ซื้อของหลักพัน ก็สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ คุณไม่ต้องไปจดทะเบียนตั้งบริษัท ไม่ต้องลงทุนงานระบบงานธุรการหลังบ้าน ไม่ต้องมาวุ่นวายทำระบบบัญชี เพราะบริษัททำให้หมดแล้ว ไม่ต้องจ่ายเงินค่าจ้างคนงาน คุณเพียงแต่เข้าไปร่วมเป็นสมาชิก ก็สามารถทำธุรกิจได้เลย พูดง่ายๆ ก็คือว่า บริษัทมี "แพลตฟอร์ม" ทางธุรกิจให้หมดแล้ว เป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คุณแค่เอาน้ำร้อนเติมใส่ก็ทานได้แล้ว นั่นคือสมัคร ซื้อผลิตภัณฑ์ใช้ และไปบอกต่อเพื่อให้เกิดยอดขาย แล้วท้ายสุดก็จะได้ค่าคอมมิชชั่น ตามผลงานความขยัน #2. ฝึกความอดทน จากการถูกปฏิเสธ ถ้าการลงทุนในตลาดหุ้น มีอัตราความอยู่รอดที่ 20% (อีก 80% ก็ล้มหายตายจาก) การทำธุรกิจเครือข่ายก็คงไม่ต่างกัน คุณเองก็คือค่าเฉลี่ย แต่ค่าเฉลี่ยนี้ไม่ได้บอกว่า เฮ้ย คุณควรทำหรือไม่ควรทำ! มันก็เหมือนกันกับตลาดหุ้นตรงที่อัตราการรอดมันไม่สูง แต่คำถามคือทำไมคนก็ยังอยากจะเข้ามาลองล่ะ เพราะทุกคนมีความหวัง มีเป้าหมายเรื่องการเงิน ดังนั้น เมื่อตัดสินใจว่าคุณจะเป็นคนกลุ่ม 20% หรือ Survivor กว่าจะไปถึงเป้าหมายนั้น คุณต้อง "บอกต่อ" ให้มากพอ ยิ่งบอกต่อมากเท่าไหร่ คุณจะยิ่งเจอการ "ถูกปฏิเสธ" มากขึ้นเท่านั้นโดยที่คุณห้าม "นอยด์" เพราะอาการ "นอยด์" จะทำให้คุณขาดพลังในการบอกต่อว่า เฮ้ยสินค้าคุณมันดี มันน่าใช้ ธุรกิจคุณมันน่าทำ "แววตาคุณ" มันจะบอกทุกสิ่ง ดังนั้น หัวใจคุณต้อง "สตรอง" มากๆ เลยละค่ะ #3. ฝึกทักษะด้านการบริหารคน เมื่อคุณทำไปสักพักเครือข่ายธุรกิจคุณเติบโต ระหว่างทางคุณจะได้ฝึกความสตรองของจิตใจตัวเอง และคุณจะได้ฝึก "บริหารทีมงาน" ด้วย เพราะถ้าอยากจะมีรายได้มากต้องขยายเครือข่าย หรือสร้างทีม หลายคนทำงานบริษัท เราก็เป็นได้แค่ลูกน้อง แม้จะเก่งแค่ไหนแต่ไม่มีตำแหน่งให้ยืน บางทีอยากแสดงความสามารถอะไรก็ไม่ค่อยจะมีโอกาสหรือมีก็น้อย โดยเฉพาะระบบงานในสังคมไทยที่เป็นแบบปิรามิด สั่งจากบนลงล่าง มีขั้นมีตอน แต่ในการทำธุรกิจขายตรงคุณจะได้ปลดปล่อยศักยภาพ เมื่อทีมงานเติบโตแม้เราจะไม่ใช่หัวหน้าโดยตำแหน่ง แต่โดยโครงสร้างของแผนการตลาด เราคือผู้นำที่เข้ามาก่อน เราคือพี่เลี้ยง ดังนั้น ทุกศาสตร์ในการ "บริหารคน" คุณจะได้ใช้มันแน่นอนในฐานะผู้นำหรืออัพไลน์ ทั้งการฝึกอบรม (Training), การเป็นพี่เลี้ยง (Mentoring), การให้คำแนะนำ (Consulting) การโค้ช (Coaching) ฯลฯ แทบจะทุกบริษัทจะมีสอนกันในระดับผู้นำ หรือตำแหน่งสูงๆ จะเรียกเพชร เรียกเพรสซิเดนต์ เรียกไดมอนด์ เรียกโกลด์ หรืออะไรก็ว่ากันไป ควบคู่กับการที่เราจะต้องศึกษาเอง พัฒนาตัวเองในทุกๆ วันจากสนามจริง #4. ฝึกความเป็นเจ้าของธุรกิจ ปกติแล้ว เราทำงานประจำ เราก็ทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย โดยที่ไม่ต้องไปกังวลว่าสิ้นเดือนมา จะได้เงินเท่าไหร่ เพราะเคยได้เท่าไหร่ เราก็จะได้เท่านั้นในทุกๆ เดือน แต่การทำธุรกิจเครือข่าย รายได้ในแต่ละเดือนจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับยอดขายที่เราทำได้ในกลุ่มธุรกิจ แน่นอนไม่ใช่มาจากเราคนเดียว เพราะอย่างนี้จะไม่เรียกเครือข่าย ดังนั้น หากเดือนนั้นยอดขายตก แล้วหวังว่าจะได้ค่าคอมมิชชั่นเท่าเดือนก่อน มันคงเป็นไปไม่ได้ หรือเราจะรอให้ทีมงานทำตลาด แนะนำผลิตภัณฑ์ เปิดโอกาสให้ผู้คน แต่เราไม่ทำเป็นตัวอย่างเลย ในฐานะผู้ที่เข้ามาก่อน (อัพไลน์) แบบนี้จะเกิดปัญหาตามมาในองค์กรได้ง่ายๆ และอาจนำไปสู่การเข้าๆ ออกๆ ในธุรกิจ เพราะเกิดความขัดแย้งในสายงาน ดังนั้น ธุรกิจเครือข่ายคือธุรกิจของเราเองและเป็นงานด้านการบริหารคน ชนิดที่ว่าปราบเซียนมานักต่อนัก มันไม่หมูเหมือนการเป็น "ลูกจ้าง" กินเงินเดือนแน่นอน คุณจะได้ฝึกวางแผนทั้งระยะสั้น ระยะยาว เสมือนบริษัทที่ต้องทำแผนธุรกิจและตั้งเป้ายอดขายในแต่ละปีนั่นเอง #5. ฝึกบุคลิกภาพ คุณจะได้ฝึกบุคลิกภาพ ฝึกความกล้า เช่น การพูดต่อหน้าสาธารณชน การแต่งหน้า การแต่งตัว การนั่ง ยืน เดิน เรียกได้ว่า ทุกคอร์สที่จะพัฒนาความเป็นนักธุรกิจ จะมารวมกันอยู่ที่ธุรกิจเครือข่ายเพื่อที่จะพัฒนาคนธรรมดาๆ ให้เป็นคนที่กล้าแสดงออก และมีทักษะพร้อมที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจ เรียกได้ว่า สนามนี้ฝึกคุณให้กล้าจับไมค์ กล้าแสดงความเป็นผู้นำ กล้าพรีเซนต์ตัวเอง ไม่ว่าจะอาชีพไหนๆ ก็ตามค่ะ คุณจะได้สิทธิ์้นั้นเดี๋ยวนี้ หากเข้ามาศึกษาในธุรกิจเครือข่าย #6. ฝึกบริหารจัดการเวลา เวลาคนเรามี 24 ชั่วโมงเท่ากัน เมื่อคุณใช้ 8 ชั่วโมงในการทำงานประจำแล้ว เวลาที่เหลือคุณก็จะเริ่มจัดสรรมาให้กับ ธุรกิจเครือข่ายทำให้คุณได้ฝึกบริหารจัดการเวลาได้อย่างคุ้มค่า เพื่อสร้างรายได้ทางที่สอง แต่หลายคนบริหารเวลาผิด ชีวิตก็เปลี่ยนได้นะ แทนที่ 8 ชั่วโมงจะเป็นของงานประจำ (ที่นายจ้างจ่ายเงินเดือนคุณไม่เคยขาด) กลับเอาเวลาในส่วนนี้มาโทรศัพท์แนะนำผลิตภัณฑ์ นำเสนอโอกาสทางธุรกิจ เซอร์วิสลูกค้า แบบนี้ก็ไม่น่าจะเข้าท่าแล้ว ต้องบริหารจัดการให้ดีค่ะ ก่อนที่ฝ่ายบุคคลจะเรียกคุยเอาเสียก่อน #7. มีรายได้ทางที่สอง บอกเลยว่าเวิร์คแน่ถ้าลงมือทำให้มากพอ ถามว่ามันได้มากขนาดไหน รายได้นี่มีตั้งแต่หลักร้อยบาทไปจนถึงหลักแสนบาทต่อเดือน (ส่วนตัวเคยทำได้หลักพัน-หลักหมื่น) แต่ในแต่ละเดือนจะผันผวน อย่างที่บอกว่าขึ้นกับยอดขายสินค้า (เพราะมันไม่ใช่เงินเดือน) ที่สำคัญไปว่านั้น รายได้มากน้อยจะขึ้นอยู่กับ "แผนการตลาด" ด้วย ซึ่งแผนการตลาดในธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายจะมีหลายแบบมาก ทั้งแบบขั้นบันได แบบไบนารี่ แบบไฮบริด ฯลฯ และเดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่ามีพัฒนาการไปมากขนาดไหนแล้ว เอาเป็นว่าแต่ละบริษัทจะไม่เหมือนกัน และไม่ว่าอยู่บริษัทไหนก็ตามแต่ หลักการสำคัญคือ การทำยอดขายโดยการขยายทีมงาน ไม่ใช่การขายอยู่คนเดียว ข้อเสีย ของธุรกิจเครือข่าย #1. ยิ่งสูง ยิ่งเหนื่อย ความยุ่งยากและความเครียดจะมากขึ้น ตามตำแหน่งและรายได้ ให้นึกภาพคล้ายๆ กับคุณเริ่มจากเป็นพนักงานระดับปฏิบัติการ แล้วไต่ระดับขึ้นไปเป็นระดับผู้จัดการแผนก คุณจะมีผู้ใต้บังคับบัญชามากขนาดไหนที่ต้องดูแลและบริหาร แต่เปรียบกับธุรกิจเครือข่ายแล้ว คนเหล่านั้นก็คือ "ดาวไลน์" หรือคนในสายงานที่เข้ามาทีหลังเรานั่นเอง ตั้งกี่ร้อย กี่พันคน ทั้งคนที่แค่ใช้อยากสินค้าแต่ไม่ต้องการรายได้ และคนที่ทำจริงจังเพื่อหวังสร้างรายได้ ที่เราจะต้องดูแล ผ่านการบริหารทีมลงไปเป็นทอดๆ และนี่คือที่มาทำไมเราต้องฝึกอบรมให้เป็น โค้ชให้เป็น สอนงานให้เป็น ก็เพื่อบริหารคนในทีมนั่นเอง หากเราไม่ฝึกสิ่งเหล่านี้ องค์กรก็พร้อมล่มสลาย หรือไม่ก็ไปแบบกระท่อนกระแท่น รายได้ก็จะมาแบบกระท่อนกระแท่น จะบอกว่านั่งอยู่หอคอยเพราะตำแหน่งสูงแล้ว เครือข่ายโตแล้วนี่เห็นทีจะไม่ใช่ การที่จะไปหวัง "การซื้อซ้ำ" แบบออโต้เพราะของดีก็ต้องซื้อซ้ำ เดี๋ยวนี้มันยากขึ้น เพราะพฤติกรรมคนเปลี่ยน "ความจงรักภักดีในแบรนด์" มันมีน้อยลง แค่ตอนนี้ลองสไลด์หน้าจอมือถือ คุณเห็นครีมกี่ยี่ห้อแล้วล่ะ? #2. ค่าใช้จ่ายแฝง "ใช้ดี จึงอยากบอกต่อ" แล้วคุณจะไปบอกต่อสภาพไหนระหว่าง "ซอมซ่อ" กับ "ดูดี" เพราะวินาทีแรกที่ลูกค้ามองเรา เขาเห็นแค่การแต่งตัว อาจทำให้เขามโนทะลุไปยันสินทรัพย์และหนี้สินที่เรามีเลยทีเดียว แล้วเราอยากให้เขาอ่านเราแบบไหน? ดังนั้น First impression จึงสำคัญ อยู่ที่คุณจะสื่อสารภาษากายเช่นไร นี่จึงเป็นที่มาของการลงทุนในเสื้อผ้า หน้า ผม เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่บ่งบอกไลฟ์สไตล์เรา ซึ่งตอนที่เรายังไม่ได้ทำธุรกิจเครือข่าย (ซึ่งส่วนใหญ่เน้นสินค้าสุขภาพและความงาม) เราจะขายตัวเองแบบซกมกยังไงก็ได้ แต่เมื่อเรา "ทำธุรกิจ" รูปแบบในการแต่งตัวอาจจะต้องดูดีขึ้นมาอีกเลเวล ยังไม่นับรวมค่าเดินทางที่จะมากขึ้น จากเดิมที่มันเป็น Fixed cost ไป-กลับที่ทำงานประจำ แต่พอทำเครือข่ายขายตรง คุณไม่สามารถไปจำกัดได้ บางคนมีรายได้มากขึ้น ก็ดาวน์รถใหม่เพื่อเป็นยานคู่ใจในการทำธุรกิจ ทั้งเดินทางไปสัมมนา เข้าคอร์สอบรมต่างๆ สร้างคอนเน็คชั่น เป็นต้น ทั้งหมดนี้ เราก็ต้องลงทุนเอง มันจะไม่เหมือนทำงานประจำบริษัทใหญ่ๆ ที่ในตำแหน่งสูงๆ บางแห่งจะมีรถประจำตำแหน่งให้ #3. ของปลอมเยอะ บางบริษัทเปิดใหม่เหมือนจะของจริง ทำไปสักพักเกิดปัญหาภายใน สุดท้ายมีปัญหาด้านการเงิน สะเทือนมายังการจ่ายเงินค่าคอมฯ ให้กับสมาชิก ในที่สุดวงแตก แยกย้ายไปเริ่มต้นที่บริษัทใหม่ นับ 1 ใหม่ทั้งหาลูกค้า ทั้งการเรียนรู้สินค้า และแผนการตลาด เพราะอะไรของปลอมเยอะ ก็เพราะผู้นำบางคน ไม่อยากกินค่าคอมมิชชั่นแล้ว จึงไปเปิดบริษัทเอง สักพักก็ไม่รอด เพราะไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่ได้มองเรื่องผลกำไรในระยะยาว แต่หวังโกยเงินแค่ระยะสั้น สักพักรวมตัวแม่ทีม หานายทุนได้ เปิดบริษัทใหม่อีก..แต่คนที่ซวยนี่คือสมาชิก ดังนั้น จะทำบริษัทไหน ต้องเลือกให้ดี วิสัยทัศน์เจ้าของบริษัท นี่สำคัญมาก ยิ่งในยุคศตวรรษแห่งอินเทอร์เน็ต ยิ่งทำให้ "ธุรกิจแชร์ลูกโซ่" แฝงมาในคราบของธุรกิจเครือข่ายได้ง่ายดาย แถมแพร่กระจายได้เร็วยิ่งกว่าไวรัสโคโรนา ทำให้คนที่ไม่มีความรู้ หรือมีความรู้แต่อยากลิ้มลอง เข้าไปในธุรกิจเหล่านี้ สุดท้ายโดนหลอก เป็นข่าวเป็นคราว ทำให้วงการแย่ คนดีๆ ก็มี ธุรกิจเครือข่ายดีๆ ก็ยังมี แต่ที่เสียนี่เพราะคนโลภ ทำให้เสื่อมเสียไปทั้งวงการ (บทความหน้าจะมาบอกวิธีดูแชร์ลูกโซ่!) #4. การเข้ามาของผู้เล่นในตลาดง่ายขึ้น ทำตลาดยากขึ้น ในสมัยก่อน บริษัทเครือข่าย ขายตรง มีไม่กี่แห่ง ที่เราคุ้นชื่อกันก็จะมี แอมเวย์ กิฟฟารีน แต่เดี๋ยวนี้มีมากมายจนนับไม่ถ้วน และบริษัทต่างๆ ที่เปิดใหม่ก็มีทั้งบริษัทข้ามชาติ และบริษัทของคนไทยเอง แต่ละบริษัทก็จะชูจุดเด่นทั้งด้านสินค้าและแผนการตลาด เพื่อดึงดูดสมาชิก วงการนี้ จึงมีการเข้าๆ ออกๆ ของกลุ่มผู้นำค่อนข้างบ่อย (นั่นหมายความว่าหากคุณเพิ่งเข้าไปทำได้สักพัก คุณอาจกำลังเรียนรู้งานอยู่ดีๆ ปรากฎว่าอัพไลน์คุณที่เคยมาสอนงาน ดันย้ายค่ายหนีไปซะแล้ว) เพื่อโยกไปหาผลตอบแทนที่ดีกว่าจากแผน (การตลาด) ของบริษัทที่เปิดใหม่ อาจทำให้กระทบต่อขวัญและกำลังใจของลูกทีม ไล่ลงมาเป็นทอดๆ และท้ายสุดลูกทีม อาจจะตัดสินใจย้ายตามผู้นำไป #5. เพื่อนคุณจะเริ่มน้อยลงโดยอัตโนมัติ ในช่วงเริ่มต้นของการทำขายตรง หลายคนอาจเริ่มจากคนใกล้ตัวก่อน เราจะเริ่มนึกถึงเพื่อนประถม มัธยม มหาวิทยาลัย เพื่อนที่ทำงานเก่า เพื่อนที่ทำงานใหม่ เพื่อนมหาวิทยาลัยเก่า มหาวิทยาลัยใหม่ ฯลฯ และท้ายที่สุด คนเหล่านั้นก็ยิ่งห่างเราไป เริ่มไม่อยากรับสายโทรศัพท์เรา อันนี้ขึ้นอยู่กับศิลปะของแต่ละคนในการเจรจา และการเข้าหาคนซึ่งก็ต้องเรียนรู้ทั้งศาสตร์และศิลป์ แม้ว่าเดี๋ยวนี้เราสามารถเอาสินค้าไปขายในเฟซบุ๊กได้ ไม่ได้ไปชวนตรงๆ ก็โปรดอย่าลืมว่าคนในเฟซบุ๊กก็ไม่ใช่ใครอื่น คือเพื่อน ญาติเราอยู่ดี การโพสต์ขายของบ่อยๆ เชิญชวนบ่อยๆ อัปสินค้า อัปภาพวิถีชีวิต โชว์กินหรูอยู่ดี บางทีก็ต้องทำด้วยความพอดี อย่าให้ดูมากเกินไปจนเพื่อนเอือมแล้วกด unfriend ชนิดที่คุณไม่รู้ตัว! #6. แรงกดดันสูง แน่นอนว่าการพิสูจน์ตัวเอง ให้คนที่บ้านเห็นว่า คุณจะเดินตามฝันในธุรกิจนี้ คงไม่ใช่เรื่องง่ายเป็นแน่ โดยเฉพาะคนที่ตัดสินใจทำแบบ "เต็มเวลา" มันไม่ง่ายเหมือนการเป็นลูกจ้าง เพราะระหว่างทาง บททดสอบจะเข้ามามากมาย หลายคนมุ่งมั่นจนลืมคนข้างหลัง มีทั้งเลิกกับแฟน ทะเลาะกับครอบครัว เพราะเส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่หากจะลิ้มลองดูบ้าง ในรูปแบบของพาร์ทไทม์ คุณก็จะได้รับประสบการณ์อีกรูป ซึ่งอาจจะไม่โหดเท่ากับการทำเต็มเวลา เพราะคุณสามารถปรึกษาคนที่เขาทำเต็มเวลาได้ตลอด ทั้งเรื่องสินค้า เรื่องการเปิดโอกาสทางธุรกิจ แรงกดดันจึงอาจจะไม่มากเท่า ท้ายนี้อยากฝากว่าทุกธุรกิจ ทุกอาชีพการงาน ย่อมมีทั้งข้อดี-ข้อเสีย ธุรกิจขายตรงก็เช่นกันมันอยู่ที่เป้าหมายของเราว่าต้องการอะไร อยากมีรายได้เท่าไหร่ อยากทำขำๆ เสริมจากเงินเดือนเราก็จะรับรายได้ขำๆ แหละ แต่ถ้าอยากทำจริงจัง ก็มี "โอกาส" ที่จะรับราย ได้หลักหมื่นหลักแสนเช่นกัน # สนับสนุนให้คนไทยมีรายได้ทางที่สอง

  ชัชชญา ฮาเกิน


  23 มีนาคม 2563

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม