เปลี่ยนหนี้บ้านก้อนใหญ่ ให้กลายเป็นหนี้จิ๋ว เพียงแค่รีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารออมสิน

ใครที่ผ่อนบ้านครบ 3 ปี แล้วรู้สึกว่าดอกเบี้ยบ้านที่ต้องจ่ายไปในแต่ละเดือนมันเริ่มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จ่ายไปตั้งเยอะ แต่เข้าเงินต้นเพียงน้อยนิด ต้องฟังทางนี้เลย ธนาคารออมสินกำลังมีโปรรีไฟแนนซ์บ้านสุดเด็ดดวง ที่ใน 3 ปีแรก อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.950% เท่านั้น ไม่ถึง 3% เลย จุดเด่นของการรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารออมสิน - อัตราดอกเบี้ยต่ำ ช่วยลดภาระการผ่อนชำระ ประหยัดค่าใช้จ่าย - ได้วงเงินกู้รวมสูงสุด 110% ของราคาประเมินหลักทรัพย์ - ผ่อนชำระได้นานสูงสุด 40 ปี - สามารถกู้เพิ่มเติมเพื่ออุปโภคบริโภคได้ ซึ่งโปรรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารออมสิน ก็มีเลือกถึง 3 แบบด้วยกัน โดยอัตราดอกเบี้ยก็จะแตกต่างกันไป 1.ผ่อนบ้านในราคา 1-5 ล้าน แบบไม่รับการสนับสนุนค่าจดจำนอง - จะได้อัตราดอกเบี้ยถูกที่สุด เฉลี่ย 3 ปีแค่ 2.950% เท่านั้น 2.ผ่อนบ้านในราคา 1-5 ล้าน แบบรับการสนับสนุนค่าจดจำนอง - จะได้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีที่ 3.280% 3.แต่ถ้าขอกู้เพิ่มเติมด้วย จะโดนดอกเบี้ยที่สูงกว่า - จะได้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 4.490% ซึ่งถ้าเน้นประหยัดจริงๆ ก็ให้เลือกในรูปแบบที่ 1 เพราะจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ถูกที่สุด และผ่อนเข้าไปตัดเงินต้นมากที่สุด คุณสมบัติของผู้ที่จะรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารออมสิน 1.เป็นลูกค้าที่มีสัญญากู้เงินเพื่อที่อยู่อาศัยกับสถาบันการเงินอื่น 2.มีประวัติการชำระหนี้ดี ปัจจุบันไม่มีหนี้ค้างชำระ 3.มีอาชีพและรายได้แน่นอน ค่าธรรมเนียมในการรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารออมสิน 1.ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ประเภทสินเชื่อเคหะ และสินเชื่อบุคคล -วงเงินขอกู้ไม่เกิน 1,000,000 บาท จะได้เสียค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 2,000 บาท -วงเงินขอกู้ตั้งแต่ 1,000,001 – 3,000,000 บาท จะได้เสียค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 2,800 บาท -วงเงินขอกู้ตั้งแต่ 3,000,001 บาทขึ้นไป จะได้เสียค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 3,700 บาท 2.ค่าตรวจสอบสภาพที่ดิน และหรืออาคาร ครั้งละ 800 บาท 3.ค่าตรวจสอบผลการปลูกสร้างหรือต่อเติมซ่อมแซมอาคาร ครั้งละ 800 บาท สรุปรายละเอียดเกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์บ้านของธนาคารออมสิน ข้อดีหลักๆ ของการมารีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารออมสินคือได้อัตราดอกเบี้ยที่ถูกมาก เฉลี่ย 3 ปีดอกเบี้ยต่ำสุดอยู่ที่ 2.950% และสามารถขอกู้เพิ่มได้ด้วย สำหรับใครที่ต้องการจะนำเงินมาตกแต่งบ้านเพิ่ม หรือใช้ในการอุปโภคบริโภคได้ด้วย มีโปรโมชั่นให้เลือกหลากหลาย เช็กดอกเบี้ยของธนาคารอื่นๆได้ทีนี่ >> ดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้านเดือนพฤษาคม 2567 สนใจรับคำปรึกษารีไฟแนนซ์บ้าน คอนโดฯ สอบถามเข้ามาได้ที่นี่ คลิกเลย หรือ แอด Line

  ธนากร นวมรัตน์


  20 พฤษภาคม 2567

จ่ายหนี้บ้านไม่ไหว กลัวรีไฟแนนซ์บ้านไม่ได้ ทำไงดี?

ใน ปัจจุบัน คนไทยกำลังประสบปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างหนัก โดยล่าสุดหนี้ครัวเรือนของไทยทะลุ 16.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 90.9% ของ GDP ซึ่งก็มีหลายคนเลยที่กำลังติดอยู่ในวังวนของหนี้ ทั้งหนี้บัตรเครดิต หนี้รถ และหนี้บ้าน แถมไม่กล้าที่จะไปปรับโครงสร้างหนี้หรือรับการช่วยเหลือเพราะกลัวว่าในอนาคตจะไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้อีก เพราะจะมีประวัติติดตัวเราไป และในด้านการผ่อนจ่ายหนี้บ้าน ก็มีลูกเพจทักเข้ามาถามผมเช่นเดียวกันว่า ตอนนี้เริ่มจะผ่อนค่าบ้านไม่ไหวแล้ว มีวิธีการจัดการอย่างไร ถ้าเข้ารับโครงการปรับโครงสร้างหนี้ จะสามารถรีไฟแนนซ์ได้หรือไม่ ผมอยากให้มองเป็น 2 กรณีแบบนี้นะครับ กรณีที่ 1 ผ่อนต่อไม่ไหวจริงๆ ชักหน้าไม่ถึงหลัง ไปต่อไม่ได้ แบบนี้ควรเข้ารับการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้เราสามารถผ่านพ้นช่วงวิกฤต ณ ตอนนี้ไปได้ก่อน แต่อาจจะเสียผลประโยชน์ในการรีไฟแนนซ์ไป แต่ถ้าเราสามารถกลับมาผ่อนจ่ายตามปกติแล้ว ก็ไม่ต้องกังวล ให้เราผ่อนจ่ายไปเรื่อยๆก่อน เพื่อรักษาเครดิตครั้งใหม่ แล้วค่อยไปทำเรื่องรีไฟแนนซ์ใหม่อีกครั้ง กรณีที่ 2 ยังผ่อนต่อไหวอยู่ ทางที่ดีก็คือให้ผ่อนต่อไปเรื่อยๆ เพราะจะทำให้เราสามารถรีไฟแนนซ์ง่าย และทำธุรกรรมการเงินอื่นได้ง่ายตาม สรุปง่ายๆ ก็คือ ถ้ายังผ่อนไหวอยู่ ก็ไม่ควรปรับโครงสร้างหนี้ เพราะจะทำให้เสียเครดิตและเสียค่าปรับเพิ่มอีก และพอจะทำการรีไฟแนนซ์บ้านเพื่อลดดอกเบี้ย ก็อาจจะทำได้ยาก เพราะสถาบันการเงินอาจจะมองว่าในช่วงเวลานึงคุณไม่สามารถชำระหนี้ได้ตรงตามที่กำหนดหรือทำสัญญากันไว้ได้ แต่ถ้าไม่ไหวแล้วจริงๆ ก็ไปปรับโครงสร้างหนี้ซะ ก่อนที่หนี้ของคุณจะลุกลามเพิ่มเติม สำหรับใครที่ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมหรือต้องการจะรีไฟแนนซ์กับธนาคารกรุงศรี สามารถ คลิกที่นี่ หรือ แอด Line https://url.in.th/line-refinance

  ธนากร นวมรัตน์


  01 เมษายน 2567

สรุปมาตรการแก้หนี้ครัวเรือน จากธนาคารแห่งประเทศไทย

เมื่อวานนี้แอดมีโอกาสได้ไปร่วมฟังการอบรมเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือคนที่เป็นหนี้ครัวเรือนจากทางธนาคารแห่งประเทศไทย ได้รับความรู้และความสนุกเยอะมาก เลยอยากเอามาแบ่งปันให้ทุกคนได้อ่านกัน เนื่องจากในปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยได้สูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่เราเห็นว่า รถยนต์ถูกยึดมากขึ้น มีการผิดนัดชำระหนี้ต่างๆมากขึ้น ทางธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีความเป็นห่วงและได้ออกมาตรการการช่วยเหลือเหล่าลูกหนี้มาถึง 3 ข้อใหญ่ๆด้วยกัน 3 มาตรการช่วยลูกหนี้ 1.ช่วยลูกหนี้ต่อเนื่อง ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ การเสนอแนวทางปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ให้ลูกหนี้ที่เริ่มมีปัญหาชำระหนี้แต่ยังไม่เป็นหนี้เสีย อย่างน้อย 1 ครั้ง ลูกหนี้ที่มีปัญหาชำระหนี้ ที่เป็นหนี้เสีย อย่างน้อย 1 ครั้ง เริ่มช่วยเหลือตั้งแต่เดือน มกราคม 2567 ที่ผ่านมา 2.ช่วยลูกหนี้เรื้อรังกลุ่มเปราะบางให้สามารถปิดจบหนี้ได้ ลูกหนี้เรื้อรังกลุ่มเปราะบาง จะได้รับความช่วยเหลือให้ปิดจบหนี้ได้เร็วยิ่งขึ้น ภายใน 5 ปี และลดภาระดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้น ด้วยอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี โดยจะเริ่มในเดือน เมษายน 2567 3.คุ้มครองสิทธิลูกหนี้ให้เป็นธรรมยิ่งขึ้น -เจ้าหนี้ห้ามคิดค่าปรับไถ่ถอนสินเชื่อก่อนกำหนด สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลทุกประเภท ยกเว้นกรณี Refinance สินเชื่อบ้านในช่วงเวลา 3 ปีแรก และห้ามคิดค่าธรรมเนียมการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ -ลูกหนี้ต้องได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสินเชื่อที่ถูกต้องครบถ้วนและเปรียบเทียบได้ ผ่านสื่อโฆษณา การเสนอขาย และการแก้หนี้ -ห้ามคิดดอกเบี้ยบนดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อที่ให้แก่ลูกค้ารายย่อย . สำหรับใครที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติมหรือไม่ได้รับบริการทางการเงินอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมสามารถติดต่อร้องเรียนได้ที่ ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) โทร 1213

  ธนากร นวมรัตน์


  28 มีนาคม 2567

3 แนวทางปลดล็อกหนี้บัตรเครดิต

"หนี้บัตรเครดิต" ปัญหาสุดคลาสสิคที่ใครก็สามารถตกอยู่ในภาวะนี้ได้ หากใช้จ่ายเกินกำลัง ซึ่งเมื่อถูกหนี้ตัวหนี้ท่วมตัวขึ้นมา จะกระทบต่อสภาพคล่องทันที เพราะดอกเบี้ยจ่ายทบต้นจะบานปลายไปเรื่อย ๆ ยิ่งหากไม่ไหวแล้วจ่ายได้เพียงแค่ขั้นต่ำทุกเดือน เงินต้นแทบไม่ลด และระยะเวลาการชำระหนี้ก็ยืดไปไม่รู้จบ... ผมเข้าใจดีเพราะเคยอยู่ในภาวะดังกล่าวมาแล้ว ซึ่งนอกจากจะส่งผลเสียต่อสภาพคล่องทางการเงิน ยังลามไปถึงสภาพคล่องทางจิตใจด้วย เป็นเครียด เป็นท้อ ยิ่งวันดีคืนดีถูกจดหมายทวงหนี้ เป็นเขินอายไปด้วยเลย กว่าจะหลุดพ้นก็เสียอะไรไปมากมาย (โทษใครไม่ได้ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเอง ฮ่า ๆ) อาจจะเคยแชร์เรื่องวิธีแก้หนี้ไปบ้างเมื่อหลายปีก่อน แต่วันเวลาผ่านไป มีแนวทางใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น จึงคิดว่าหากรวบรวมมาให้ลูกเพจอ่านอีกครั้งน่าจะเกิดประโยชน์ไม่น้อย... แนวทางปลดล็อกหนี้บัตรเครดิตที่ว่ามามีอยู่ 3 วิธี ประกอบด้วย 1. ใช้สินทรัพย์ปลอดภาระช่วยผ่อนหนักเป็นเบา หากมี อสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน, ทาวเฮาส์ หรือ คอนโด รวมถึง รถยนต์ ที่เป็นชื่อของเราเองและปลอดภาระ สามารถช่วยบรรเทา "หนี้บัตรเครดิต" ได้แจ๋วที่สุด โดยแบ่งเป็นแต่ละรูปแบบดังนี้ 1.1 ขายเพื่อนำเงินสดเติมสภาพคล่อง กรณีนี้สำหรับท่านที่มี "หนี้บัตรเครดิต" สูงมาก ๆ ระดับหลายแสนบาทถึงระดับมากกว่าล้านบาทขึ้นไป เพราะที่อยู่อาศัยสามารถแก้เกมด้วยการเช่าอยู่ได้ หรือ รถยนต์ก็สามารถใช้บริการสาธารณะได้ (แม้จะสะดวกน้อยกว่าก็ตาม) แต่อาจจะทำใจได้ยากหน่อยตอนตัดสินใจ เพราะบ้านหรือรถ ที่ปลอดภาระไปแล้ว เหมือนสมบัติของเรา ตัดใจปล่อยไปยากเหลือเกิน อย่างไรก็ตาม หากมีบ้านอยู่ มีรถขับ แต่ไม่มีเงินใช้ ไม่มีสภาพคล่อง ไม่มีความสุข ก็ป่วยการที่จะมีมันต่อไป (อาจจะดูว่าแนะนำแบบนี้ง่ายไปหรือเปล่า แต่ผมใช้วิธีนี้ และตอนนี้มีความสุขดีมากนะ พอตั้งตัวได้ค่อยหาซื้อใหม่ก็ยังไม่สาย ดีกว่าจมอยู่กับทุกข์ที่เกิดจากหนี้ท่วมตัว) ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับ "หนี้บัตรเครดิต" ของท่านเองว่ามีกี่มากน้อย ผมไม่ได้แนะนำให้ไปขายทั้งหมด บางทีแค่ขายบ้านหรือรถอย่างใดอย่างหนึ่งก็อาจจะครอบคลุมหนี้ที่มีทั้งหมดแล้ว... 1.2 เข้ากระบวนการไฟแนนซ์ รถยนต์ที่ปลอดภาระ สามารถนำไปขอสินเชื่อได้ เช่น รถแลกเงิน หรือ เงินติดล้อต่าง ๆ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยจะต่ำกว่าบัตรเครดิตที่ต้องจ่ายขั้นต่ำ แถมยังผ่อนน้อยผ่อนนานแบบลดต้นลดดอกได้ ที่เด็ดกว่าคือบ้านปลอดภาระ สามารถขอสินเชื่อ "บ้านแลกเงิน" ได้ โดยเราจะได้เงินก้อนมาด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า 10% ต่อปี ตอนนี้หลายธนาคารมีโปรโมชั่น 3 ปีแรกอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยเพียง 4-6% มีวงเงินสูงตามราคาประเมินบ้าน และผ่อนได้นานระดับ 20-30 ปีเลยทีเดียว ซึ่งหากได้สินเชื่อก้อนนี้มา นอกจากจะเคลียร์ "หนี้บัตรเครดิต" ที่อัตราดอกเบี้ยมหาโหดจนหมดได้แล้ว ยังมีเงินเหลือเป็นสภาพคล่องและต่อยอดใช้ให้เกิดประโยชน์ด้านอื่น ๆ ได้อีก หากสนใจ Lumpsum เรามีบริการเปรียบเทียบสินเชื่อนี้ คลิกได้เลยที่นี่ สมัครสินเชื่อบ้านแลกเงิน 2. รวมหนี้ด้วยการ "รีไฟแนนซ์" : วิธีนี้มี 2 รูปแบบ 2 องค์ประกอบ คือ 2.1 "รีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้าน" หากท่านกำลังผ่อนบ้านอยู่ และครบกำหนดสามารถรีไฟแนนซ์ได้แล้ว จงรีบดำเนินการ เพราะนอกจากจะได้อัตราดอกเบี้ยใหม่ที่ต่ำกว่าเดิม ยังจะมีเงินเหลือไปปิดหนี้อีกด้วย ยกตัวอย่างง่าย ๆ ด้วยตัวเลขกลม ๆ เช่น บ้านราคา 1 ล้านบาท ผ่อนเดือนละ 10,000 บาท ผ่านไป 3 ปี ผ่อนไปแล้ว 360,000 บาท เมื่อขอรีไฟแนนซ์ที่ใหม่วงเงิน 1 ล้านบาทเท่าเดิม ก็จะมีส่วนต่างดังกล่าวมาใช้เคลียร์หนี้ได้ (ส่วนต่างยังไม่ได้นับรวมดอกเบี้ยนะจ๊ะ เป็นการยกตัวอย่างให้เห็นภาพเฉย ๆ ของจริงจะมีรายละเอียดมากกว่านั้น) และหากแม้ส่วนต่างดังกล่าวจะยังไม่พอใช้ปิด "หนี้บัตรเครดิต" ก็ยังสามารถขอสินเชื่ออเนกประสงค์เพิ่มเติมได้ เพื่อมาปิดหนี้ให้จบ ๆ ไป ที่สำคัญอัตราดอกเบี้ยจากการ "รีไฟแนนซ์บ้าน" ถือว่าต่ำที่สุด ในบรรดาสินเชื่อทั้งหมด แถมผ่อนน้อยผ่อนนานแบบลดต้นลดดอกได้อีกด้วย... หากเข้าเงื่อนไขนี้และสนใจสินเชื่อ "รีไฟแนนซ์บ้าน" Lumpsum เราก็มีบริการเปรียบเทียบสินเชื่อนี้ คลิกได้เลย บริการเปรียบเทียบดอกเบี้ยและยื่นสมัครสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน 2.2 "รีไฟแนนซ์ด้วยสินเชื่อบุคคล" กรณีนี้คือท่านไม่มีสินทรัพย์ปลอดภาระใด ๆ มีแต่ "หนี้บัตรเครดิต" เพียว ๆ อาจจะต้องขอสินเชื่อบุคคล เพื่อมาปิดหนี้ดังกล่าว อาจจะขอกับธนาคารเดิมที่ใช้บริการบัตรเครดิต หรือธนาคารใหม่ก็ได้ เพราะสินเชื่อส่วนบุคคลจะยืดหยุ่นกว่า เมื่อได้เงินก้อนก็นำไปปิดหนี้บัตรเครดิตให้หมด เพื่อรวมหนี้เหลือสินเชื่อบุคคลก้อนเดียว ซึ่งจะง่ายต่อการจัดการ และสามารถผ่อนน้อยระยะยาวแบบลดต้นลดดอกได้ ทำให้สภาพคล่องกลับมาหายใจหายคอได้บ้าง 3. ขอปรับโครงสร้างหนี้ จงงัดวิธีนี้มาใช้หากแนวทางข้างต้นไม่ได้ผล คือเข้าไปขอเจรจากับเจ้าหนี้ "บัตรเครดิต" โดยตรงเลย บอกเขาว่าเราไม่ไหวแล้ว พร้อมหลักฐานว่าไม่ไหวยังไง มีรายการค่าใช้จ่ายอะไรบ้างต่อเดือน คงเหลือเท่าไหร่ จากนั้นก็ขอปรับโครงสร้าง "หนี้บัตรเครดิต" เป็นหนี้ระยะยาวไปเลย ผ่อนจ่ายต่อเดือนไหวเท่าไหร่ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยจะต่ำกว่าจ่ายขั้นต่ำไปเรื่อย ๆ ไม่มากนัก แต่โครงสร้างการตัดเงินต้นจะเปลี่ยนไป ทำให้ภาระต่อเดือนลดลง และตัดเงินต้นได้ไวขึ้น เมื่อจัดการหนี้บัตรเครดิตด้วยแนวทางใดแนวทางหนึ่งที่กล่าวมาแล้ว ต่อมาก็คือต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายและวางแผนให้รอบคอบ ไม่สุรุ่ยสุร่าย หากมีเวลาก็หารายได้เพิ่ม เพื่อปิดหนี้ให้หมด และที่สำคัญต้องไม่ก่อหนี้ใหม่ระหว่างจัดการหนี้เก่า หากทำได้อย่างมีวินัย ไม่นานท่านก็จะเป็นอิสรภาพจากหนี้สินที่มี หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  09 ธันวาคม 2565

วิธีเป็นหนี้อย่างสบายใจ

เห็นหัวเรื่องแล้วคง เอ๊ะ ! กันล่ะสิคุณผู้อ่านทุกท่าน เป็นหนี้ที่ไหนมีความสบายใจด้วยก็ถูกครับ การไม่เป็นหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ แต่บางทีเราก็ จำเป็น ต้องสร้าง หนี้ เพื่อ.........................(เติมคำในช่องว่างได้เลย เพราะเวลาจะสร้างหนี้มักมีเหตุผลจำเป็นเสมอ อิอิ)เรื่องที่จะแชร์กันในตอนนี้คือ แล้วถ้าจะไปสร้างหนี้ หรือ สร้างไปแล้ว เราจะสามารถจัดการอย่างไรให้เป็นหนี้ได้อย่างสบายใจและเหมาะสมถูกต้อง ?มันมีวิถีอยู่ครับ (อาจจะไม่ได้ใหม่ หรือ คงได้อ่านได้ฟังกันมาบ้างแล้ว แต่ผมยังไม่ได้ย่อยข้อมูลมาแชร์ลูกเพจล่ำซำ จึงขอจัดเสียตอนนี้เลย ถือว่าเป็นการทบทวนเพื่อเตือนสติกันไปในตัวแล้วกัน ^^)อันดับแรกก่อนเป็นหนี้ต้อง ทำความเข้าใจก่อนลงนามในสัญญาทุกครั้ง !!! สิ่งที่ต้องรู้ประกอบด้วย 1.วัตถุประส​งค์ในการกู้เงินตรงตามที่ขอกู้​ 2. ระยะเวลาที่ให้กู้เงิน, วันชำระเงิน และความถี่ในการชำระเงิน 3. จำนวนเงินทั้งที่เป็นตัวเลขและตัวอักษรถูกต้องตรงกัน 4. อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บเป็นแบบคงที่หรือลอยตัว หากเป็นแบบลอยตัวธนาคารต้องแจ้งประเภทของอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง เช่น MRR MLR MLR+x% หรือ MLR-x% 5. ตารางแสดงจำนวนเงินผ่อนต่องวดที่แสดงทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 6. ประเภทและรายละเอียดของหลักประกันในสัญญาจำนองหลักประกัน ตรงตามที่ระบุในสัญญาหรือไม่ เงื่อนไขการไถ่ถอนและการเปลี่ยนแปลงหลักประกัน 7. เงื่อนไขการผิดนัดชำระหนี้ เช่น ดอกเบี้ยผิดนัด, ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้ และเงื่อนไขการยึดหลักประกันเมื่อผิดนัดชำระหนี้ 8. เงื่อนไขการชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนด เช่น หากอยากเอาเงินก้อนมาโปะหนี้ก่อนครบอายุเงินกู้จะทำได้หรือไม่และมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง 9. รายละเอียดอื่น ๆ เช่น ค่าจดจำนองหลักประกัน, ค่าประเมินราคาหลักประกัน, ราคาประเมินของหลักประกัน (ถ้ามี) และค่าใช้จ่ายในการทำประกันวินาศภัยต่าง ๆ 5 ข้อในวิถีของการใช้หนี้ที่ควรจะเป็น เพื่อความสุขและความสบายใจในระยะยาว 1. ต้องใช้เงินตามวัตถุประสงค์ กู้มาทำอะไรต้องเอาไปใช้ตามนั้น อย่าวอกแวกแบ่งเงินไปใช้อย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง 2. เลี่ยงชำระขั้นต่ำ เพราะหนี้ของท่านจะกลายเป็นมหากาพย์ดอกเบี้ยจ่ายในระยะยาว ไม่จบไม่สิ้นสักที 3. ชำระหนี้ตรงเวลาและเงื่อนไข ตั้งเตือนไว้เลย ทุกคนมีโทรศัพท์มือถืออยู่แล้ว อย่าให้ขาดให้เกิน เพราะมันมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม หรือหากยุ่งจริง ๆ ตัดอัตโนมัตผ่านบัญชีธนาคารไปเลย 4. มีเงินก้อนต้องโปะทุกครั้ง โดยเฉพาะหนี้ที่เป็นแบบลดต้นลดดอก หากมีรายได้พิเศษ หรือมีเงินก้อนเข้ามา ต้องโปะทุกครั้งที่ทำได้ เพราะหนี้จะหมดไวมาก 5. มีปัญหาหรือจ่ายไม่ไหวต้องเคลียร์กับเจ้าหนี้ หากทำตาม 4 ข้อข้างต้น ส่วนมากจะไม่ต้องมาถึงข้อนี้ แต่หากฉุกเฉินขึ้นมาหรือโชคชะตาไม่เป็นใจ ทำให้ขาดสภาพคล่อง ต้องไปเจรจากับเจ้าหนี้ทันที ขอผ่อนผัน ขอพักชำระ หรือ ขอปรับโครงสร้างหนี้อะไรก็ว่าไป แต่อย่าเงียบอย่าหนี้ เพราะสุดท้ายเป็นหนี้ก็ต้องใช้ การคุยก่อนถือเป็นการผ่อนหนักให้เป็นเบา หากหนีหายคุณจะเจอกับดอกเบี้ยและค่าปรับมโหฬาร นี่คือวิถีการเป็นหนี้ที่ดี ถ้าปฏิบัติได้ตามนี้ ประโยชน์สูงสุดก็จะเกิดแก่ตัวท่านเอง แม้อาจจะไม่ทำให้ท่านมีความสุขหรือสบายใจช่วงที่เป็นหนี้ แต่หากผิดข้อใดข้อหนึ่งข้างต้นไปล่ะก็ รับรองเป็นทุกข์ 100% ปรึกษาวางแผนการเงินส่วนบุคคลแบบครบวงจรได้ที่ Lumpsum สนใจรับคำแนะนำ สมัครวันนี้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย คลิกเลย!

  หนึ่ง ศราพงค์


  24 มิถุนายน 2565

หนี้พ่อแม่ เมื่อเสียชีวิต ลูกต้องใช้หนี้แทนหรือไม่

ผมขุดประเด็นนี้ขึ้นมาแชร์อีกรอบ (เคยเล่าไว้เมื่อ 2-3ปีก่อน) เพราะล่าสุดพ่อผมเสียชีวิตไป ...ประเด็นคือผ่านไปราว 3 เดือน มีจดหมายทวงหนี้มาที่บ้านครับ !!! ยอดหนี้ล้านกว่าบาท...ครับท่าน 1,xx,xxx บาท ... แม่เจ้าแทบช็อค ...โดยข้อความระบุว่า เรียน ..ชื่อผม.. ในฐานะทายาทโดยธรรมของนาย ...ชื่อพ่อผม... ตามด้วยเนื้อหามูลหนี้ทั้งหมด พร้อมลงท้ายว่า ในฐานะทายาทโดยธรรมต้องรับผิดในบรรดาหนี้ของ ....ชื่อพ่อผม.... ภายใน 15 วันนับตั้งแต่ได้รับหนังสือนี้แต่คิดขึ้นมาได้ว่าเคยศึกษาเรื่องนี้และทำคอนเทนต์แชร์ไว้ เลยกลับไปอ่านอีกรอบ และเพื่อความชัวร์จึงปรึกษารุ่นพี่ที่เป็นทนาย สรุปว่า...รอด !!!รอดได้อย่างไร มีคำตอบดังนี้ครับ... "หนี้" ถือเป็น "มรดก" เพราะ "มรดก" หมายถึง ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตายที่มีอยู่ก่อนถึงแก่ความตาย รวมถึงสิทธิและหน้าที่ เช่น หน้าที่ในการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ และความรับผิดต่างๆ เช่น การผิดสัญญาและการละเมิด เป็นต้น ทั้งหมดนี้เราจะเรียกรวมกันว่าเป็น กองมรดกของผู้ตาย ผู้มีสิทธิได้รับ "มรดก" คือ 1. ทายาทโดยพินัยกรรม ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกตามที่ผู้ตายกำหนดไว้ในพินัยกรรม 2. ทายาทโดยธรรม ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย มี 6 ลำดับ แต่ละลำดับมีสิทธิรับมรดกก่อนหลัง ประกอบด้วย ผู้สืบสันดานและคู่สมรส, บิดามารดา, พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน, พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน, ปู่ ย่า ตา ยาย และ ลุง ป้า น้า อา"มรดก" จะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลถึงแก่กรรม และมรดกของบุคคลนั้นจะตกทอดถึงทายาททันที ทั้งทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่และความรับผิด โดยทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่และความรับผิดที่เกิดขึ้นพร้อมกับหรือเนื่องจากความตายของเจ้ามรดก เช่น เงินที่ผู้รับผลประโยชน์ได้รับจากสัญญาประกันชีวิตของผู้ตาย ไม่ถือว่าเป็นกองมรดก หรือผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นภายหลังที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล ก็ไม่ถือว่าเป็นกองมรดกของผู้ตาย (ถือว่าเป็นผลประโยชน์ของทายาท)ดังนั้นเมื่อพ่อผมเสียชีวิตและไม่มีพินัยกรรม ผมในฐานะ ลูกหรือผู้สืบสันดาน มีสิทธิได้รับ "มรดก" โดยตรงซึ่ง "หนี้" ของพ่อ ถือเป็น "มรดก" ของผม เพราะเป็นหน้าที่ในการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ แม้ว่าเจ้ามรดกจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่หน้าที่ในการชำระหนี้คืนให้แก่เจ้าหนี้จะยังคงอยู่ ปัญหาคือ แล้วทายาทจะต้องชำระหนี้เท่าไหร่ ต้องชำระทั้งหมดเลยมั้ย แล้วถ้าเงินที่มีไม่พอจ่ายจะทำอย่างไรข้อความตามกฎหมายให้คำตอบไว้คือ ... กรณีที่เจ้ามรดกมีหนี้สินซึ่งสร้างภาระไว้ก่อนเสียชีวิตในจำนวนที่มากกว่าทรัพย์มรดก หรือมีแต่หนี้สิน ไม่มีการส่งมอบทรัพย์สินใดๆ ให้แก่ทายาทเลย ทายาทไม่ต้องรับผิดชอบชำระหนี้สินเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ทายาทได้รับ เช่น ทรัพย์มรดกของผู้ตายมีมูลค่า 2 ล้านบาท แต่ผู้ตายมีหนี้สินอยู่ 3 ล้านบาท ดังนั้นทายาทจะต้องรับชดใช้หนี้สินในจำนวนเงินที่ไม่เกิน 2 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนอีก 1 ล้านบาทที่เหลือ ทายาทไม่ต้องรับผิดชอบถือว่าเป็นหนี้ที่เกิดเฉพาะบุคคลนั้น หมายความว่า "หากผู้ตายมีแต่หนี้สิน และไม่มีทรัพย์มรดกเลย ทายาทก็ไม่ต้องรับผิดชอบในหนี้สินนั้น" อิงตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1754 ระบุชัดเลย "หากเจ้ามรดกมีหนี้สิน หนี้ถือว่าเป็นมรดก เจ้าหนี้สามารถทวงเงินกับทายาทได้เพียงเท่ากับมรดกที่ได้รับเท่านั้น หากมีหนี้มากกว่านั้นทายาทก็ไม่ต้องชำระ"ใช่ครับ ผมไม่ได้รับ "มรดก" ใด ๆ ที่เป็นทรัพย์สินจากคุณพ่อทั้งสิ้น แม้แต่บ้านที่พ่ออยู่ เพราะพ่อนำไปจำนองไว้กับญาติก่อนเสียชีวิต และญาติได้ยึดที่บ้านนั้นไปแล้วดังนั้นผมจึงรอดจากเหตุการณ์นี้ จึงอยากนำมาแชร์ให้ทราบโดยทั่วกัน เพราะอาจจะมีกรณีแบบนี้กับท่านได้ในอนาคต เพราะเวลาคนเราโดนหมายทวงหนี้ต่าง ๆ สิ่งแรกที่มักเกิดขึ้นคือตกใจและร้อนใจอย่าบ้าจี้ขี้กลัวนะ ถ้าแบงก์หรือเจ้าหนี้มาขอประนอมหนี้ส่วนต่างที่มากกว่ามรดก อย่าไปเซ็นยินยอมอะไรทั้งสิ้นเกี่ยวกับการประนอมหนี้ เพราะจะกลายเป็นอีกเรื่องไปเลยนอกจากนี้ "หนี้" ที่มาจาก "มรดก" มีอายุความแค่ 1 ปีนะครับ หากพ่อ-แม่เป็นหนี้ หลังจากเสียชีวิต 1 ปี เจ้าหนี้ยังไม่มาทวง ก็ไม่มีสิทธิทวงแล้วนะ เพราะถือว่าสิ้นอายุความแล้ว....หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  27 พฤษภาคม 2565

ลูกหนี้ต้องรู้ เขียนจดหมายยังไงให้เจ้าหนี้ยอมช่วย

ลูกหนี้ทั้งหลาย รู้หรือไม่ หากวันหนึ่งเราเริ่มชำระคืนหนี้ไม่ไหว สามารถขอเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ได้ตลอด และสามารถทำได้ตั้งแต่ยังเป็นหนี้ปกติจนถึงเป็นหนี้เสีย กระทั่งอยู่กระบวนการทางศาลแล้วก็ตาม ผมไปอ่านบทความที่น่าสนใจจาก ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วพบว่าน่าสนใจมาก จึงอยากนำมาแชร์กัน โดยการเขียนจดหมาย เป็นอีกวิธีที่ใช้ติดต่อกับเจ้าหนี้เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ จุดเด่นคือ สามารถส่งเรื่องถึงเจ้าหนี้ได้โดยตรง มีหลักฐานชัดเจน ไม่ต้องประหม่าเวลาเจอหน้า ขณะที่ลูกหนี้ยังมีเวลาเรียบเรียงความคิดและข้อเสนอปรับโครงสร้างหนี้ที่ตนเองทำได้หรือจ่ายไหวอีกด้วย โครงสร้างจดหมายที่จะส่งไปเพื่อให้เจ้าหนี้ยอมช่วย ควรมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้ 1. ข้อมูลส่วนตัวแบบละเอียด ชื่อ สกุล ที่อยู่ เบอร์โทร อีเมลล์ ใส่ไปให้ครบ 2. ข้อมูลหนี้ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 2.1 ประเภทหนี้ทั้งหมดที่มีกับเจ้าหนี้รายที่เราต้องการเจรจา เช่น บ้าน รถ บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด (ใส่ข้อมูลเลขที่สัญญา หมายเลขบัตร หรือเลขที่ลูกค้า ด้วย) 2.2 จำนวนเงิน ได้แก่ ภาระผ่อนหนี้ต่อเดือน ยอดหนี้คงเหลือปัจจุบันกับเจ้าหนี้รายนี้ และ 3.สถานะผ่อนหนี้กับเจ้าหนี้รายนี้เป็นอย่างไร เช่น ยังจ่ายอยู่แต่จ่ายได้น้อยลง หรือไม่จ่ายมาแล้วกี่งวด 3 ข้อมูลเกี่ยวกับรายรับ-รายจ่าย บอกให้ละเอียดถูกต้องตามข้อเท็จจริง แหล่งรายรับและจำนวนเงิน เราประกอบอาชีพอะไร มีรายรับเฉลี่ยต่อเดือนประมาณเท่าไหร่ เรามีรายจ่ายอะไรบ้างและจำนวนเงิน ให้ข้อมูลรายจ่ายที่มีต่อเดือน จำแนกออกว่ามีอะไรบ้าง เท่าไหร่ 4. ข้อมูลสภาพคล่องที่มี เมื่อหักค่าใช้จ่ายและหนี้แล้วมีเงินเหลือเท่าไหร่ สาเหตุที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้เกิดจากอะไร เช่น โควิด-19 ทำให้ขายของไม่ได้ เจ็บป่วย ถูกลดเงินเดือน ตกงาน กิจการถูกปิด พร้อมทั้งชี้แจงว่าสาเหตุโดยละเอียดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบอย่างไร คาดว่ายาวนานแค่ไหน และได้พยายามแก้ไขปัญหาเบื้องต้นอย่างไร 5. แนวทางขอความช่วยเหลือที่เราต้องการ เสนอแนวทางที่เราต้องการพร้อมบอกเหตุผล ซึ่งลูกหนี้ควรเสนอตัวเลือกในใจไปให้เจ้าหนี้ก่อนอย่างน้อย 1 หรือ 2 ทางเลือก เช่น หากดูแล้วโควิด-19 น่าจะคงอยู่ไม่น้อยกว่า 3 เดือน เราอาจเสนอขอพักชำระหนี้ 6 เดือน แต่ต้องคิดเผื่อว่าหากได้พักชำระหนี้แค่ 3 เดือน เราจะไหวหรือไม่ ซึ่งอาจต้องมาดูว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นบ้างหรือกลับมาเท่าเดิมหลังการพักชำระหนี้ 3 เดือนหรือไม่ ต้องหาอาชีพเสริมหรือลดค่าใช้จ่ายส่วนใดได้อีก อีกทางเลือกหนึ่งคือช่วงเดือนที่ 4 เป็นต้นไป ลองขอชำระเป็นแบบขั้นบันได คือ ในช่วงแรกอาจขอจ่ายน้อย ๆ แล้วค่อยๆ เขยิบจ่ายมากขึ้นไปเรื่อย ๆ หากมีแนวโน้มว่ารายได้ของเราจะค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้น เป็นต้น เหล่านี้คือโครงสร้างจดหมายขอไกล่เกลี่ยหนี้ที่ควรมี เพื่อเพิ่มโอกาสในการอนุมัติให้ความช่วยเหลือจากเจ้าหนี้ และขอย้ำอีกครั้งว่าทุกรายละเอียดในจดหมายต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้องตามความเป็นจริง เพราะทางเจ้าหนี้ย่อมตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่แล้ว หากเราใส่ข้อมูลมั่วซั่วไม่ชัดเจน โอกาสได้รับความช่วยเหลือก็จะลดลงด้วยเช่นกัน...

  หนึ่ง ศราพงค์


  06 พฤษภาคม 2565

อย่าหาทำ 3 สิ่งนี้ ถ้าไม่อยากใช้หนี้แทนคนอื่น

"หนี้สิน" บางทีก็มาในรูปแบบการช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งหลายครั้งผู้ที่ได้รับการเอื้อเฟื้อไปกลับตอบแทนด้วยการทิ้งภาระหนี้ไว้ใช้ชดใช้แทนซะอย่างงั้น ถ้าเป็นหนี้แล้วไม่รู้จะจัดการยังไงให้ Lumpsum ช่วยคุณจัดการสิ ดังนั้นผมเลยอยากแชร์ 3 เรื่องที่ไม่ควรทำ (โดยขาดการไตร่ตรองให้รอบคอบ) หากไม่อยากใช้หนี้แทนคนอื่น ดังนี้ 1. กู้เงินให้คนอื่นยืมต่อ อันตรายมาก ๆ เลยนะครับ หากมีใครมาขอให้คุณ "ทำบัตรเครดิต-กดเงินสดให้หน่อย", "กู้สินเชื่อบุคคลให้หน่อย", "เอารถเข้าไฟแนนซ์ให้หน่อย" หรือหนักข้อขนาด "กู้ซื้อบ้านซื้อรถให้หน่อย" โดยจะมาพร้อมเหตุผล, ความจำเป็น และสัญญาการใช้คืนอย่างมีวินัยใฝ่คุณธรรม เรื่องนี้ก็เหมือนกับเวลามีคนมายืมเงินคุณนั่้นแหล่ะ ก่อนให้กับหลังให้นี่มันคนละฟ้ากับเหวเลย ยิ่งหากเป็นการขอสินเชื่อแล้วให้คนอื่นยืมต่ออีกที ต้องอย่าหาทำโดยเด็ดขาด เพราะหากเขาไม่ใช้คืนขึ้นมา ภาระทั้งหมดจะตกแก่เราโดยตรง เพราะผู้ขอสินเชื่อเป็นชื่อเรา เจ้าหนี้เขาไม่รับรู้รับฟังแน่ ๆ แม้เราจะไม่ได้เป็นคนใช้สินเชื่อเหล่านั้น... 2. ค้ำประกันโดยไม่ศึกษาให้รอบคอบ คล้ายกับกรณีแรก แต่อ่อนกว่า เพราะเราไม่ได้เป็นผู้ขอสินเชื่อโดยตรง ซึ่งเราต้องมั่นใจให้ได้ทุกครั้งที่จะเซ็นค้ำประกันอะไรให้ใคร เพราะหากทำไปมั่วซั่ว แล้วคนขอสินเชื่อไม่ใช้หนี้ สุดท้ายเจ้าหนี้จะมาฟ้องเอากับเรา ผมเองเจอบ่อยมาก ส่วนมากจะมาจากญาติที่ไม่ค่อยสนิท (เพราะคนสนิทจะรู้ว่าไม่ได้แน่ ฮ่า ๆ ) และผมก็ปฏิเสธไปว่า "ไม่สะดวกครับ" เรื่องแบบนี้บางทีต้องใจแข็งนะ เพราะหากเกรงใจระวังจะเสียการ สงสารระวังจะฉิบหาย นะจะบอกให้... 3.ช่วยคนอื่นแต่ลืมสำรวจสถานะการเงิน ข้อนี้มักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีจิตใจเมตตากรุณาสูง แต่ลืมเช็คว่าตัวเองก็มีสภาพคล่องตึงเป๊ะอยู่แล้ว ภาระล้นมือ แต่ทุกครั้งที่มีคนมาขอยืมเงินก็จะแบ่งให้เสมอ สุดท้ายโดนเบี้ยว กลายเป็นเราต้องไปก่อหนี้เพิ่มเพื่อมารักษาสภาพคล่องของตัวเอง จากเดิมภาระเยอะอยู่แล้ว โดนซ้ำเติมเข้าไปอีก แค่เพราะใจดีผิดคน ดังนั้นก่อนให้ความช่วยเหลือใคร ต้องประเมินสถานะการเงินตัวเองก่อน ไม่ไหวก็คือไม่ไหว อย่าฝืน สุดท้ายเราจะทุกข์เอง... การช่วยเหลือผู้อื่นเป็นเรื่องที่ดีนะครับ แต่ต้องทำอย่างรอบคอบ ประเมินความเสี่ยงให้รอบด้านก่อน มีแผนสำรองเสมอ อย่าทำชุ่ย ๆ เพราะความเมตตา ซึ่งสุดท้ายผลที่ได้รับอาจจะไม่สวยงามอย่างที่คิด และถูกตอบแทนด้วยการต้องมาชดใช้หนี้แทนคนอื่น จึงเตือนมาเพื่อทราบ หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  18 มีนาคม 2565

อยากมี Passive Income ต้องลงทุนอย่างไร?

เราต้องการทำงานที่ชอบเราต้องการอาหารที่อร่อยเราต้องการสุขภาพที่ดีเราต้องการครอบครัวที่อบอุ่น‍เราต้องการเที่ยวอย่างมีความสุขและอีกหลายความต้องการ จริง ๆ แล้วเราไม่ได้ต้องการเงินเราเพียงต้องการ "อิสรภาพ" แต่ "อิสรภาพ" ต้องใช้เงิน "การลงทุน" เป็นเส้นทางไปสู่ "อิสรภาพทางการเงิน"เพื่อให้สินทรัพย์หรือเงินทำงานแทนเรานำมาซึ่งรายได้ที่เรียกว่า "Passive Income"แต่จะต้องลงทุนอย่างไรนั้น ไปดูพร้อมกันเลยครับ Active Income VS Passive Income Active Income เป็นรายได้จากการที่เราทำงานเพื่อให้เกิดรายได้ เช่น พนักกงานออฟฟิศมีรายได้เป็นเงินเดือน ค่าคอมมิสชั่น ฟรีแลนซ์ได้ค่าจ้าง เป็นต้น หรือจะเรียกง่าย ๆ ก็คือ การทำงานเพื่อแลกเงินนั่นเอง ส่วน Passive Income เป็นรายได้ที่เกิดจากสินทรัพย์ทำงานแทนเรา เพื่อสร้างรายได้ที่เป็นกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ โดยปกติสามารถสร้าง Passive Income ได้ด้วย 2 วิธีการหลัก คือ การลงทุนทางตรง เช่น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แล้วปล่อยให้เช่า ทำให้มีรายได้จากค่าเช่าเข้ามาทุกเดือน เป็นต้น กับการลงทุนทางอ้อมผ่านตราสารทางการเงิน เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ หุ้นกู้เอกชน ที่เราจะได้รับกระแสเงินสดในรูปของดอกเบี้ย และการลงทุนในหุ้นและกองทุนรวม ที่จะได้รับกระแสเงินสดในรูปของเงินปันผล เป็นต้น • Active Income เราต้องทำงานเพื่อให้มีรายได้ ส่วน Passive Income ใช้สินทรัพย์ทำงานแทนเรา • Active Income มีเวลาจำกัด กล่าวคือ เราจะมีรายได้ตราบเท่าที่เรายังทำงานได้เท่านั้น แต่ Passive Income แม้เราจะทำงานไม่ได้แล้ว แต่ก็ยังมีรายได้อยู่ และยังสามารถส่งต่อเป็นมรดกได้อีกด้วย • Active Income คือการทำงานที่เราจะได้รับผลตอบแทนเกือบจะทันที เช่น เงินเดือน หรือค่าจ้าง เป็นต้น ส่วน Passive Income ต้องใช้ระยะเวลาเพื่อให้เกิดรายได้ (ช่วงเริ่มต้นลงทุน) แน่นอนว่าทุกคนมี Active Income ต้องทำงานเพื่อเงิน แต่จะดีกว่ามั้ย? ถ้าเรามีรายได้อีกทางจาก Passive Income ที่ใช้เงินทำงานแทนเรา รูปแบบผลตอบแทนจาก Passive Income รายได้จากการลงทุนที่เป็น Passive Income มีอยู่ 3 รูปแบบ คือ 1. ดอกเบี้ย ที่ได้จากการฝากเงิน หรือลงทุนในตราสารหนี้ (พันธบัตรกับหุ้นกู้เอกชน) 2. ปันผล ที่ได้จากการลงทุนในหุ้นและกองทุนรวม 3. ค่าเช่า ที่ได้จากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แล้วปล่อยให้เช่า เช่น สร้างอพาร์ตเม้นท์ให้เช่า ซื้อคอนโดมิเนียมแล้วให้เช่า เป็นต้น ตัวอย่าง อยากมี Passive Income เดือนละ 10,000 บาท ต้องลงทุนอย่างไร และใช้เงินทุนเท่าไหร่? 1. เงินฝากออมทรัพย์ นับเป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่ง ที่มีความเสี่ยงต่ำมาก ซึ่งนั่นก็แลกมากับผลตอบแทนที่ต่ำมากเช่นกัน ปัจจุบันให้อัตราดอกเบี้ยเพียง 0.25% ฉะนั้น ถ้าอยากมี Passive Income เดือนละ 10,000 บาท ต้องมีเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์สูงถึง 48 ล้านบาท 2. ตราสารหนี้ แบ่งเป็น พันธบัตรรัฐบาลกับหุ้นกู้เอกชน เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ จึงให้ผลตอบแทนไม่สูงมากในระดับ 2-5% ต่อปี ฉะนั้น ถ้าอยากมี Passive Income เดือนละ 10,000 บาท ต้องลงทุนในตราสารหนี้ราว 2.4–6.0 ล้านบาท 3. อสังหาริมทรัพย์ เป็นรูปแบบการลงทุนที่ได้รับความนิยมมานาน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้าน ทาวเฮ้าส์ คอนโดมิเนียมเพื่อปล่อยเช่า หรือการสร้างหอพัก อพาร์ตเม้นท์เพื่อให้เช่า ซึ่งเป็นการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทางตรง นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทางอ้อมที่ใช้เงินลงทุนน้อยกว่า ผ่านกองทุนอสังหาริมทรัพย์แทนได้เช่นกัน เช่น Property Fund, Real Estate Investment Trust (REITs) และ Infrastructure Fund (IFF) ที่มีนโยบายลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน บนผลตอบแทน 6%-10% ถ้าอยากมี Passive Income เดือนละ 10,000 บาท ต้องลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ราว 1.2-2.0 ล้านบาท 4. กองทุนรวมหุ้น เหมาะกับคนที่ยอมรับความเสี่ยงได้สูง เพิ่งเริ่มต้นลงทุน มีทุนน้อย และไม่มีเวลาติดตามข่าวสารการลงทุนมากนัก เพราะมีผู้จัดการกองทุนลงทุนแทน เนื่องจากเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ทำให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงเช่นกันในระดับ 8% - 12% ฉะนั้น ถ้าอยากมี Passive Income เดือนละ 10,000 บาท ต้องลงทุนในกองทุนรวมหุ้น 1.0-1.5 ล้านบาท 5. หุ้น เป็นรูปแบบการลงทุนคล้ายการลงทุนในกองทุนรวมหุ้น เพียงแต่เป็นการลงทุนในหุ้นโดยตรง เหมาะกับคนที่มีความรู้ความเข้าใจการลงทุนในหุ้นพอสมควร เริ่มต้นสร้าง Passive Income การจะมีรายได้ประจำอย่างสม่ำเสมอทุกเดือนจาก Passive Income ต้องใช้เวลาสะสมความมั่งคั่งเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริง การลงทุนมีขึ้นและมีลง ไม่มีใครสามารถทำนายภาวะการลงทุนในอนาคตได้อย่างแม่นยำ เทคนิคการลงทุนที่จะช่วยให้มือใหม่อย่างเราลงทุนได้อย่างมีความสุขและบรรลุเป้าหมาย ก็คือ การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ DCA (Dollar Cost Averaging) นั่นเอง การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ DCA มีจุดเด่น 3 ข้อ1. ลดความผิดพลาดจากการจับจังหวะการลงทุน เพราะมีงานวิจัยที่ได้ข้อสรุปว่าในการลงทุนระยะยาวการจัดพอร์ตหรือสินทรัพย์การลงทุนเป็นส่วนสำคัญกว่า 90% ที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายในการลงทุน 2. เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงอย่างกองทุนรวมหุ้น เพราะจะทำให้มีโอกาสได้ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยที่ต่ำกว่าในระยะยาว 3. สร้างวินัยการลงทุน เพราะเป็นการลงทุนแบบอัตโนมัติ ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ตามระยะเวลาที่เรากำหนดได้เอง โดยไม่ต้องหวั่นไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาวะตลาดที่เกิดขึ้น ตัวอย่างการสร้าง Passive Income ด้วยการลงทุนแบบ DCA ในวันที่มีเงินเดือน 30,000 บาท กงยูเริ่มต้นลงทุนแบบ DCA ในกองทุนรวมหุ้นเดือนละ 20% ของเงินเดือน ซึ่งเท่ากับ 6,000 บาท หากกงยูยังคงลงทุนอย่างสม่ำเสมอด้วยเงินเดือนละ 6,000 บาท กงยูจะใช้เวลาราว 20 ปี ที่จะมีพอร์ตกองทุน 2,400,000 บาท ตามเป้าหมาย หลังจากนั้นจึงจะเก็บกินเงินปันผลได้เดือนละ 10,000 บาท (หากพอร์ตกองทุนรวมของกงยูให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 5% ต่อปี) แต่ในโลกความเป็นจริง ในอนาคตเงินเดือนของกงยูจะไม่ได้อยู่ที่ 30,000 บาท เพราะเมื่อกงยูอายุเพิ่มขึ้น ก็จะมีประสบการณ์ทำงานเพิ่มมากขึ้น จึงมีโอกาสที่เงินเดือนหรือรายได้จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นั่นหมายความว่าเงินสำหรับการลงทุนต่อเดือนของกงยูก็ควรเพิ่มขึ้นมาด้วยเช่นกัน ซึ่งนั่นจะช่วยให้กงยูบรรลุเป้าหมายพอร์ตกองทุนรวม 2,400,000 บาท ได้เร็วขึ้นกว่าเดิม มือใหม่อยากมี Passive Income ควรลงทุนระยะยาวแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ DCA Passive Income คือการใช้สินทรัพย์หรือเงินทำงาน ซึ่งหากใช้สินทรัพย์ทำงานได้อย่างถูกต้อง คอยดูแลและมอนิเตอร์ให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ความมั่งคั่งจาก Passive Income จะสามารถส่งต่อเป็นมรกดกได้ด้วย การลงทุนแบบ DCA เป็นตัวช่วยในการสร้างรายได้แบบ Passive Income ที่ดี เหมาะสำหรับคนที่เริ่มต้นลงทุน โดยเฉพาะคนที่มีทุนน้อยหรือมีทุนจำกัด และเมื่อตั้งใจลงทุนแบบ DCA อย่างมีวินัยในระยะยาว สุดท้ายแล้ววินัยในการลงทุนก็จะสร้างความมั่งคั่งทางการเงินให้เราอย่างแน่นอนครับ อย่างไรก็ตาม การสร้าง Passive Income ด้วยการลงทุนแบบ DCA ต้องใช้เวลาในการสร้างพอสมควร แต่อย่าเพิ่งท้อไปก่อนนะครับ เพราะความสำเร็จจากการมีรายได้แบบ Passive Income จะสวยงาม และเป็นเส้นทางที่จะทำให้เรามี “อิสรภาพทางเงิน” ได้อย่างแท้จริง

  ณัฐเศรษฐ ตุ้ยดา


  24 ธันวาคม 2564

5 ข้อที่บอกว่าคุณยังไม่พร้อมเป็นหนี้

ตั้งแต่มีโควิดมาเมื่อต้นปีก่อน สิ่งที่เจอบ่อยจากคนรู้จักหรือคนรอบกายที่ได้รับผลกระทบและขาดสภาพคล่องอย่างหนักคือ "มีที่ไหนให้กู้เงินบ้างไหม ?" โอ้วเป็นแนวทางแก้ปัญหาที่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าใดนัก เพราะสภาพคล่องแย่อยู่แล้ว แต่อยากสร้างหนี้เพิ่ม แล้วจะเอาอะไรไปใช้เขา บางรายคิดเพียงว่า เอามาหมุนก่อนแล้วค่อยว่ากัน ... ผมคงเคยเล่าเรื่องนี้แนบไปกับเรื่องอื่น ๆ พอควรแล้ว แต่ยังไม่เคยเขียนถึงประเด็นการตรวจความพร้อมก่อนสร้างนี้ จึงอยากนำมาแชร์ให้ได้อ่านกัน คือถ้าคุณยังมีพฤติกรรมแบบนี้ แนะนำหลีกเลี่ยงการสร้างหนี้เพิ่มโดยเด็ดขาด เพราะจะเป็นกับดักแห่งการแบกหนี้ในที่สุด ประกอบด้วย 1.รายได้ไม่พอรายจ่าย : ประเมินเลยว่าแต่ละเดือนมีภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง เทียบกับรายได้ที่เข้ามาสัมพันธ์กันหรือไม่ หากไม่ให้หยุดคิดสร้างหนี้เพิ่ม เพราะมันจะเป็นภาระเพิ่มแน่นอน ผมเคยมาแล้ว เช่น เงินเดือน 20,000 บาท แต่ภาระต่อเดือน 25,000 บาท แล้วดันไปหาหนี้มาหมุนเพิ่ม สุดท้ายระบบพัง ข้อนี้รวมถึงรายได้ต่อเดือนไม่เพียงพอต่อการเก็บออมด้วยนะ ก็ไม่ควรสร้างหนี้ เช่น รายได้ 20,000 บาท รายจ่าย 20,000 บาท ไม่มีเก็บออมเพื่ออนาคตหรือฉุกเฉิน แม้จะยังไม่ถึงกับติดลบ แต่หากไปสร้างหนี้เพิ่ม จะทำให้ภาระเพิ่ม ติดลบแน่นอน... =============================== 2.ยืมเงินคนอื่นทุกเดือน : เงินเดือนออกไม่ถึง 10 วันหมดแล้ว ที่เหลือหยิบยืมชาวบ้านมาหมุนใช้เดือนต่อเดือน สิ้นเดือนคืนนี้ วนลูปไม่รู้จบ แบบนี้ก็ไม่ควรสร้างหนี้ เพราะหนี้มีดอกเบี้ยและภาระผูกพันพันธ์ ฉิบหายแน่หากไปเพิ่มภาระจากการกู้ โดยเฉพาะนอกระบบ ... =============================== 3.มีหนี้แต่จ่ายขั้นต่ำทุกเดือน : อันนี้คือกลุ่มที่มีบัตรเครดิตหรือสินเชื่อบุคคล แล้วคิดอยากจะสร้างหนี้เพิ่ม เช่น บ้านหรือรถหรืออื่นๆ เลิกเถอะครับแนวคิดที่ว่าเป็นหนี้แต่มีของเป็นชิ้นเป็นอัน ดีกว่าไร้หนี้แต่ไม่มีอะไรเลย มันผิด !!! ใช่ครับคุณมีของเพิ่มขึ้น แต่ก็แลกกับภาระต่อเดือนเช่นกัน ขนาดหนี้ที่มียังจ่ายขั้นต่ำ แล้วเพิ่มหนี้ใหม่มาอีก เมื่อไหร่จะจบสิ้น มีอะไรฉุกเฉินขึ้นมา บรรลัยแน่นอน... =============================== 4.ไม่มีเงินสำรองฉุกเฉิน : ข้อนี้สำคัญ แม้จะมีศักยภาพการก่อหนี้ แต่ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น เหมือนโควิดที่ใครจะรู้ว่ามันจะเกิดและลากยาวขนาดนี้ หากไม่มีเงินสำรอง แล้วไปสร้างหนี้อีก เวลาฉุกเฉินขึ้นมา จะชักหน้าไม่ถึงหลังเอานะครับ... =============================== 5.ไม่มีการวางแผนการเงิน : อันนี้ร้ายแรงมาก เพราะหากทุกวันนี้ยังใช้จ่ายแบบไม่รู้ที่มาที่ไป อยากทำไรทำ ประเมินไม่ได้ว่า วันนี้พรุ่งนี้จะมีเงินเท่าไหร่ มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ให้เลิกความคิดสร้างหนี้เลย เพราะมันจะพะรุงพังจนกลายเป็นปัญหาไปในที่สุด... =============================== ลองเช็คดูได้เลยครับ หากมี 1 ใน 5 ข้อนี้ อย่าริสร้างหนี้เลย เพราะมันจะเป็นโทษมากกว่าประโยนชน์ หนี้ที่ดีคือหนี้ที่สร้างรายได้ หักลบกับต้นทุนดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายแล้ว ต้องเหลือเป็นสภาพคล่องให้เรา แต่หากสร้างหนี้เพื่อเป็นหนี้และภาระ อย่าเลยครับ ด้วยความปราถนาดี... หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  17 ธันวาคม 2564

3 จุดเสี่ยง ที่อาจทำให้เงินออมหายไป

เมื่อพูดถึง “ความเสี่ยงการเงิน “ คุณนึกถึงอะไร ? เชื่อว่า หลายๆคน เมื่อได้ยินคำนี้ จะนึกถึง การเก็บเงิน ออมเงิน เงินสำรองฉุกเฉิน การลงทุน ซึ่งนั่นก็ถูกต้องครับ แต่เราหลงลืมขั้นตอนไหนอยู่รึเปล่า ที่จะทำให้เกิดรอยรั่วเล็กๆ ซึ่งอาจจะส่งผลให้เราพบปัญหาการเงิน วันนี้เราเลยอยากพาทุกคนไปเช็คกันดูครับว่า ตอนนี้ตัวคุณกำลังมี “ความเสี่ยงการเงิน “ อยู่รึเปล่า 1.เงินออมมีเท่าไหร่ ลงทุนหมด “เงินออมไม่ทำให้คุณรวย อยากรวย ต้องต่อยอดเงินออมให้งอกเงย” หลายๆคนที่เริ่มมีเงินเก็บ เงินออม คงรู้สึกแบบนี้ ซึ่งนั่นก็ไม่ผิดครับ แต่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด เพราะ สิ่งที่น่ากลัวกว่าเงินออมไม่งอกเงย คือ การไม่มีสภาพคล่องการเงิน หรือแม้แต่เงินออมหาย !!! การลงทุนแลกมาด้วยความเสี่ยง ยิ่งคาดหวังผลตอบแทนสูง ก็เสี่ยงสูง ซึ่งสิ่งที่จะพอช่วย ขจัดความเสี่ยงได้ คือ เวลา แต่หากเรานำเงินออมทั้งหมดไปลงทุน นั่นแสดงว่า เรามีเวลากับเงินก้อนนี้จำกัด หากมีเรื่องต้องใช้เงิน เราจำเป็นต้องแบกรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น ดังนั้น การแบ่งสัดส่วนเงินออมและเงินลงทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพื่อขจัดความเสี่ยงที่เงินออมคุณจะหายไป 2.ความเสี่ยงที่มองไม่เห็น “สิ่งที่ยังไม่เกิดเรามักมองไม่เห็น” การประเมินความเสี่ยงเรื่องการเงิน สิ่งที่เรามักจะนึกถึงกันเป็นลำดับแรกๆ ก็คงเป็นเรื่อง จะทำยังไงให้มีเงินพอใช้ แบ่งเงินยังไงถึงจะมีเงินเหลือ เพราะนั่นดูใกล้ตัวเราที่สุด และดูจับต้องเป็นตัวเงินได้ง่าย แต่เรามักจะหลงลืมความเสี่ยงที่ใกล้ตัว อย่างด้านสุขภาพร่างกาย ค่ารักษาพยาบาล ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่มีใครมานั่งนึกถึงว่าถ้าป่วยเป็นยังไง ต้องนอนโรงพยาบาลจะเป็นยังไง เพราะเราไม่คาดหวังให้มันเกิดขึ้น แต่นั่นอาจจะเป็นความเสี่ยงนึง ยิ่งในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากเกิดความเสี่ยงที่เราไม่คาดคิด นั่นจะเป็นแผลสำคัญที่ทำให้เกิดรอยรั่วเงินออมของเราได้ ดังนั้น การประเมินความเสี่ยงเรื่องนี้ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ เพราะ “การป้องกันควบคุมง่ายกว่าแก้ปัญหา” ซึ่งการเลือกป้องกันความเสี่ยงเดี๋ยวนี้ง่ายและทางเลือกเยอะขึ้น คุณสามารถควบคุม ได้ตั้งแต่ “ วงเงินที่คุณจ่ายเบี้ยไหว จำนวนเงินที่ครอบคลุมภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ” อยากรู้ประกันแบบไหนที่จ่ายไหว และ ใช่ สำหรับคุณ คลิก https://www.lumpsum.in.th/Service/Life_insurance 3.มีหนี้ต้องรีบจ่าย “การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ” ประโยคคลาสสิคที่น่าจะคุ้นหูทุกคนมายาวนาน ซึ่งเมื่อพูดถึงหนี้ ก็อาจจะทำให้หลายๆคนรู้สึกว่า การมีหนี้เป็นสิ่งไม่ดี มีหนี้ต้องรีบจ่าย รีบโป๊ะ รีบปิด แต่รู้หรือไม่ การรีบปิดหนี้เร็วเกินไป มีโอกาสเสี่ยงให้คุณอยู่ในวังวลแห่งหนี้ไม่รู้จบ !!! จ่ายหนี้ ปิดหนี้ไวๆ มันก็ต้องดีสิ ? นั่นก็ใช่ครับ แต่อาจจะยังไม่หมด เพราะตัวแปรที่สำคัญจริงๆไม่ใช่หนี้ แต่เป็นการบริหารจัดการหนี้ !!! ซึ่งสาเหตุนึงที่ทำให้หลายๆคนจัดการหนี้ไม่ได้และเกิดปัญหาการเงิน คือ ขาดเงินสดสภาพคล่อง แต่นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยนึกถึงกันสักเท่าไหร่ เพราะมันขัดกับแนวคิดเรื่องหนี้ของเรา ลองนึกดูครับ เวลาเราจะไปกู้อะไรซักอย่าง เช่น บ้าน รถ สิ่งที่เรามักจะคำนึงถึงสิ่งแรกคือ ดอกเบี้ย ผ่อนเร็ว ดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนนาน ดอกเบี้ยสูง ซึ่งหากเราไม่อยากเสียดอกเบี้ยเยอะ สิ่งที่เรามักจะทำกันก็คือ เลือกแบบผ่อนไว ดอกต่ำ และที่(คิดว่า)ผ่อนไหว เงินเก็บไม่มีไม่เป็นไร เร่งปิดหนี้ไวๆไว้ก่อน แต่สิ่งที่หลายคนมักหลงลืมคือ การประเมินภาระต่างๆ ความเสี่ยงที่ต้องใช้เงินฉุกเฉิน และนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่จะเกิดวังวลของหนี้ หากมีเรื่องต้องใช้เงิน เงินเก็บไม่มี ไม่พอ หากกู้หนี้ก็เจอดอกเบี้ยแสนโหด ทั้ง 3 จุดเสี่ยงที่หลายๆคนอาจลืมนึกถึงไป ก็ลองนำไปเช็คตัวเองกันดูครับว่าตอนนี้เงินเรากำลังเสี่ยงที่จะหายไปจากรอยรั่วเหล่านี้รึเปล่า บางครั้งการพิจารณาให้รอบด้านมากขึ้น จะช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายได้ไกลขึ้นและปลอดภัยมากขึ้นครับ

  เทส ธนสิทธิ์


  07 ธันวาคม 2564

"บัตรเดบิต บัตรเครดิต" โดนตัดเงินผิดปกติ ทำไงดี?

"บัตรเดบิต บัตรเครดิต" โดยตัดเงินผิดปกติ รีบเชคบัญชีเงินฝาก และรายการใช้จ่ายบัตรเครดิต ด่วนเลยทุกคน เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่า ตั้งแต่ 1-17 ต.ค.ที่ผ่านมา มีธุรกรรมการตัดบัญชีผิดปกติถึง 1.07 หมื่นรายการ มูลค่าความเสียหายกว่า 130 ล้านบาท แบ่งเป็น บัตรเครดิต 100 ล้านบาท และ บัตรเดบิต 30 ล้านบาท รายการที่เกิดขึ้นเป็นธุรกรรมจากร้านค้าในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ และเป็นธุรกรรมที่ไม่ใช้รหัสยืนยัน OTP โดยมูลค่ารายการขนาดเล็กเฉลี่ย 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทยได้ตรวจสอบแล้ว พบว่า ไม่ใช่การรั่วไหลของข้อมูลจากธนาคาร แต่เกิดจากกลุ่มมิจฉาชีพใช้เทคโนโลยี AI ในการสุ่มตัวเลขหน้าบัตร 12 หลัก โดยใช้ตัวเลข 6 หลักแรกที่เป็นการบอกธนาคารผู้ออกบัตร (bill number) และสุ่มตัวเลข 6 หลักหลัง เพื่อสุ่มทดลองการทำธุรกรรมวงเงินขนาดเล็ก รวมถึงอาจจะเกิดจากการผูกบัญชีบัตรเครดิตหรือเดบิตไว้กับร้านค้าออนไลน์ที่จดทะเบียนในต่างประเทศ หรือบัญชีโฆษณาใน Facebook ซึ่งข้อมูลดังกล่าวอาจจะหลุดรั่วออกไป เช่น เลขที่บัตร และ เลขหลังบัตร (CCV) วิธีการป้องกันที่ทำได้ตอนนี้ คือยกเลิกการผูกบัตรกับร้านค้าออนไลน์ และปรับวงเงินการทำธุรกรรม รวมถึงกำหนดให้มีการใช้ OTP ในการทำธุรกรรมทุกครั้ง ส่วนผู้ที่ถูกตัดรายการแบบผิดปกติไปแล้ว ไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องรีบไปถอนเงินออก เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย เขามีการคุ้มครองเงินฝากของท่านอยู่แล้ว วิธีการคือแจ้งความผิดปกติผ่านคอลเซ็นเตอร์ได้เลย และธนาคารจะเร่งดำเนินการคืนเงินให้ภายใน 5 วัน ส่วนบัตรเครดิต จะเปิดบัตรใหม่ให้กับลูกค้าโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมใด ๆ ย้ำนะครับ ไม่ต้องตกใจตื่นตูมไปถอนเงินสดมากอดไว้ เพราะอาจจะเป็นอันตรายยิ่งกว่า โดยเฉพาะคนที่มีเงินมาก ๆ อาจจะหายได้โดยอุบัติเหตุหรือตั้งใจ หึหึ ธนาคารมีระบบคุ้มครองเงินฝากของท่านอยู่แล้ว หากรายการผิดปกติจะเร่งดำเนินการคืนเงินให้ อาจจะช้าหน่อย แต่ได้ชัวร์ ส่วนแนวทางป้องกันในอนาคต เหมือนที่กล่าวไปข้างต้น หมั่นตรวจเชคธุรกรรมการเงินออนไลน์ ตรวจสอบความเคลื่อนไหวการใช้จ่ายเสมอ (ยิ่งถ้าทำบัญชีรับ-จ่ายส่วนตัว จะป้องกันปัญหาธุรกรรมผิดปกติได้ดี เพราะจะรู้ว่าอะไรใช่ ไม่ใช่) อย่าผูกบัตรเครดิต บัตรเดบิต ไว้กับร้านค้าออนไลน์ที่ไม่มีระบบ OTP และควรแยกบัญชีหลัก กับ บัญชีธุรกรรมออนไลน์ ออกจากกัน เพื่อลดความเสี่ยง ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาทนะครับทุกคน อะไรก็ไม่รู้เยอะแยะไปหมด ด้วยความห่วงใย หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  21 ตุลาคม 2564

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม