3 แนวทางปลดล็อกหนี้บัตรเครดิต

"หนี้บัตรเครดิต" ปัญหาสุดคลาสสิคที่ใครก็สามารถตกอยู่ในภาวะนี้ได้ หากใช้จ่ายเกินกำลัง ซึ่งเมื่อถูกหนี้ตัวหนี้ท่วมตัวขึ้นมา จะกระทบต่อสภาพคล่องทันที เพราะดอกเบี้ยจ่ายทบต้นจะบานปลายไปเรื่อย ๆ ยิ่งหากไม่ไหวแล้วจ่ายได้เพียงแค่ขั้นต่ำทุกเดือน เงินต้นแทบไม่ลด และระยะเวลาการชำระหนี้ก็ยืดไปไม่รู้จบ... ผมเข้าใจดีเพราะเคยอยู่ในภาวะดังกล่าวมาแล้ว ซึ่งนอกจากจะส่งผลเสียต่อสภาพคล่องทางการเงิน ยังลามไปถึงสภาพคล่องทางจิตใจด้วย เป็นเครียด เป็นท้อ ยิ่งวันดีคืนดีถูกจดหมายทวงหนี้ เป็นเขินอายไปด้วยเลย กว่าจะหลุดพ้นก็เสียอะไรไปมากมาย (โทษใครไม่ได้ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเอง ฮ่า ๆ) อาจจะเคยแชร์เรื่องวิธีแก้หนี้ไปบ้างเมื่อหลายปีก่อน แต่วันเวลาผ่านไป มีแนวทางใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น จึงคิดว่าหากรวบรวมมาให้ลูกเพจอ่านอีกครั้งน่าจะเกิดประโยชน์ไม่น้อย... แนวทางปลดล็อกหนี้บัตรเครดิตที่ว่ามามีอยู่ 3 วิธี ประกอบด้วย 1. ใช้สินทรัพย์ปลอดภาระช่วยผ่อนหนักเป็นเบา หากมี อสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน, ทาวเฮาส์ หรือ คอนโด รวมถึง รถยนต์ ที่เป็นชื่อของเราเองและปลอดภาระ สามารถช่วยบรรเทา "หนี้บัตรเครดิต" ได้แจ๋วที่สุด โดยแบ่งเป็นแต่ละรูปแบบดังนี้ 1.1 ขายเพื่อนำเงินสดเติมสภาพคล่อง กรณีนี้สำหรับท่านที่มี "หนี้บัตรเครดิต" สูงมาก ๆ ระดับหลายแสนบาทถึงระดับมากกว่าล้านบาทขึ้นไป เพราะที่อยู่อาศัยสามารถแก้เกมด้วยการเช่าอยู่ได้ หรือ รถยนต์ก็สามารถใช้บริการสาธารณะได้ (แม้จะสะดวกน้อยกว่าก็ตาม) แต่อาจจะทำใจได้ยากหน่อยตอนตัดสินใจ เพราะบ้านหรือรถ ที่ปลอดภาระไปแล้ว เหมือนสมบัติของเรา ตัดใจปล่อยไปยากเหลือเกิน อย่างไรก็ตาม หากมีบ้านอยู่ มีรถขับ แต่ไม่มีเงินใช้ ไม่มีสภาพคล่อง ไม่มีความสุข ก็ป่วยการที่จะมีมันต่อไป (อาจจะดูว่าแนะนำแบบนี้ง่ายไปหรือเปล่า แต่ผมใช้วิธีนี้ และตอนนี้มีความสุขดีมากนะ พอตั้งตัวได้ค่อยหาซื้อใหม่ก็ยังไม่สาย ดีกว่าจมอยู่กับทุกข์ที่เกิดจากหนี้ท่วมตัว) ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับ "หนี้บัตรเครดิต" ของท่านเองว่ามีกี่มากน้อย ผมไม่ได้แนะนำให้ไปขายทั้งหมด บางทีแค่ขายบ้านหรือรถอย่างใดอย่างหนึ่งก็อาจจะครอบคลุมหนี้ที่มีทั้งหมดแล้ว... 1.2 เข้ากระบวนการไฟแนนซ์ รถยนต์ที่ปลอดภาระ สามารถนำไปขอสินเชื่อได้ เช่น รถแลกเงิน หรือ เงินติดล้อต่าง ๆ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยจะต่ำกว่าบัตรเครดิตที่ต้องจ่ายขั้นต่ำ แถมยังผ่อนน้อยผ่อนนานแบบลดต้นลดดอกได้ ที่เด็ดกว่าคือบ้านปลอดภาระ สามารถขอสินเชื่อ "บ้านแลกเงิน" ได้ โดยเราจะได้เงินก้อนมาด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า 10% ต่อปี ตอนนี้หลายธนาคารมีโปรโมชั่น 3 ปีแรกอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยเพียง 4-6% มีวงเงินสูงตามราคาประเมินบ้าน และผ่อนได้นานระดับ 20-30 ปีเลยทีเดียว ซึ่งหากได้สินเชื่อก้อนนี้มา นอกจากจะเคลียร์ "หนี้บัตรเครดิต" ที่อัตราดอกเบี้ยมหาโหดจนหมดได้แล้ว ยังมีเงินเหลือเป็นสภาพคล่องและต่อยอดใช้ให้เกิดประโยชน์ด้านอื่น ๆ ได้อีก หากสนใจ Lumpsum เรามีบริการเปรียบเทียบสินเชื่อนี้ คลิกได้เลยที่นี่ สมัครสินเชื่อบ้านแลกเงิน 2. รวมหนี้ด้วยการ "รีไฟแนนซ์" : วิธีนี้มี 2 รูปแบบ 2 องค์ประกอบ คือ 2.1 "รีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้าน" หากท่านกำลังผ่อนบ้านอยู่ และครบกำหนดสามารถรีไฟแนนซ์ได้แล้ว จงรีบดำเนินการ เพราะนอกจากจะได้อัตราดอกเบี้ยใหม่ที่ต่ำกว่าเดิม ยังจะมีเงินเหลือไปปิดหนี้อีกด้วย ยกตัวอย่างง่าย ๆ ด้วยตัวเลขกลม ๆ เช่น บ้านราคา 1 ล้านบาท ผ่อนเดือนละ 10,000 บาท ผ่านไป 3 ปี ผ่อนไปแล้ว 360,000 บาท เมื่อขอรีไฟแนนซ์ที่ใหม่วงเงิน 1 ล้านบาทเท่าเดิม ก็จะมีส่วนต่างดังกล่าวมาใช้เคลียร์หนี้ได้ (ส่วนต่างยังไม่ได้นับรวมดอกเบี้ยนะจ๊ะ เป็นการยกตัวอย่างให้เห็นภาพเฉย ๆ ของจริงจะมีรายละเอียดมากกว่านั้น) และหากแม้ส่วนต่างดังกล่าวจะยังไม่พอใช้ปิด "หนี้บัตรเครดิต" ก็ยังสามารถขอสินเชื่ออเนกประสงค์เพิ่มเติมได้ เพื่อมาปิดหนี้ให้จบ ๆ ไป ที่สำคัญอัตราดอกเบี้ยจากการ "รีไฟแนนซ์บ้าน" ถือว่าต่ำที่สุด ในบรรดาสินเชื่อทั้งหมด แถมผ่อนน้อยผ่อนนานแบบลดต้นลดดอกได้อีกด้วย... หากเข้าเงื่อนไขนี้และสนใจสินเชื่อ "รีไฟแนนซ์บ้าน" Lumpsum เราก็มีบริการเปรียบเทียบสินเชื่อนี้ คลิกได้เลย บริการเปรียบเทียบดอกเบี้ยและยื่นสมัครสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน 2.2 "รีไฟแนนซ์ด้วยสินเชื่อบุคคล" กรณีนี้คือท่านไม่มีสินทรัพย์ปลอดภาระใด ๆ มีแต่ "หนี้บัตรเครดิต" เพียว ๆ อาจจะต้องขอสินเชื่อบุคคล เพื่อมาปิดหนี้ดังกล่าว อาจจะขอกับธนาคารเดิมที่ใช้บริการบัตรเครดิต หรือธนาคารใหม่ก็ได้ เพราะสินเชื่อส่วนบุคคลจะยืดหยุ่นกว่า เมื่อได้เงินก้อนก็นำไปปิดหนี้บัตรเครดิตให้หมด เพื่อรวมหนี้เหลือสินเชื่อบุคคลก้อนเดียว ซึ่งจะง่ายต่อการจัดการ และสามารถผ่อนน้อยระยะยาวแบบลดต้นลดดอกได้ ทำให้สภาพคล่องกลับมาหายใจหายคอได้บ้าง 3. ขอปรับโครงสร้างหนี้ จงงัดวิธีนี้มาใช้หากแนวทางข้างต้นไม่ได้ผล คือเข้าไปขอเจรจากับเจ้าหนี้ "บัตรเครดิต" โดยตรงเลย บอกเขาว่าเราไม่ไหวแล้ว พร้อมหลักฐานว่าไม่ไหวยังไง มีรายการค่าใช้จ่ายอะไรบ้างต่อเดือน คงเหลือเท่าไหร่ จากนั้นก็ขอปรับโครงสร้าง "หนี้บัตรเครดิต" เป็นหนี้ระยะยาวไปเลย ผ่อนจ่ายต่อเดือนไหวเท่าไหร่ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยจะต่ำกว่าจ่ายขั้นต่ำไปเรื่อย ๆ ไม่มากนัก แต่โครงสร้างการตัดเงินต้นจะเปลี่ยนไป ทำให้ภาระต่อเดือนลดลง และตัดเงินต้นได้ไวขึ้น เมื่อจัดการหนี้บัตรเครดิตด้วยแนวทางใดแนวทางหนึ่งที่กล่าวมาแล้ว ต่อมาก็คือต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายและวางแผนให้รอบคอบ ไม่สุรุ่ยสุร่าย หากมีเวลาก็หารายได้เพิ่ม เพื่อปิดหนี้ให้หมด และที่สำคัญต้องไม่ก่อหนี้ใหม่ระหว่างจัดการหนี้เก่า หากทำได้อย่างมีวินัย ไม่นานท่านก็จะเป็นอิสรภาพจากหนี้สินที่มี หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  09 ธันวาคม 2565

เคลียร์หนี้ด้วย "บ้านแลกเงิน"

ตอนที่แล้วผมได้นำเสนออัตราดอกเบี้ยของ "บ้านแลกเงิน" แต่ละสถาบันการเงินไปแล้ว ตามอ่านได้ที่นี่ "มัดรวมอัตราดอกเบี้ย และเงื่อนไขของสินเชื่อบ้านแลกเงิน" ตอนนี้ผมจะมาแชร์ว่าหากท่านมีหนี้หลายประเภทมะรุมมะตุ้มพัวพันกับชีวิตอยู่ และมีอสังหาริมทรัพย์ที่ปลอดภาระเช่น บ้าน, คอนโด หรือตึกแถว สามารถนำไปขอสินเชื่อ "บ้านแลกเงิน" เพื่อจัดการหนี้เหล่านั้น เพื่อให้เหลือต้องชำระเพียงก้อนเดียว ในอัตราดอกเบี้ยที่แสนต่ำ หากย้อนไปดูอัตราดอกเบี้ยที่เคยนำเสนอไป จะเห็นว่าดอกเบี้ยสินเชื่อประเภทนี้อยู่ในช่วงเพียง 4.3 - 9.145% ต่อปี และเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่ออื่น ๆ ต่างกันระดับเท่าตัว เช่น... 1.สินเชื่อ Nano Finance : ไม่เกิน 33% ต่อปี 2.สินเชื่อบุคคล (ไม่มีหลักประกัน) : ไม่เกิน 25% ต่อปี 3.สินเชื่อบุคคล (มีหลักประกัน) : ไม่เกิน 24% ต่อปี 4.บัตรเครดิต : ไม่เกิน 16% ต่อปี 5.อื่น ๆ ที่ไม่อยู่ในการกำกับ : ไม่เกิน 15% ต่อปี กรณีที่คุณมีหนี้อันใดอันหนึ่งข้างต้นนี้เพียงประเภทเดียวก็ไม่เท่าไหร่ เพราะสามารถชำระได้ตามความสามารถ ไม่ว่าจะขั้นต่ำ หรือขั้นโปะ หรือขั้นเท่า ๆ กัน แต่...หากมี 2-3 ประเภทขึ้นไปเตรียมปวดกระบาลได้เลย เพราะหากไม่วางแผนให้ดี แล้วจ่ายแต่ขั้นต่ำของแต่ละหนี้ เชื่อเหลือเกินว่าชำระกันยาวนานแน่นอน เพราะการจ่ายขั้นต่ำเงินต้นลดลงน้อยมาก เช่น มีหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล (แบบไม่มีหลักประกัน) คงเหลือราว 200,000 บาท อันนี้อัตราดอกเบี้ย 25% ต่อปี, มีหนี้บัตรเครดิตที่ต้องจ่ายขั้นต่ำมูลค่าอีก 50,000 บาท อันนี้อัตราดอกเบี้ย 16% ต่อปี แถมต้องจ่าย 2 เด้ง, มีหนี้จำนองรถอีก 300,000 บาท อันนี้อัตราดอกเบี้ย 24% ต่อปี เบ็ดเสร็จรวม 550,000 บาท แถมด้วยการคิดอัตราดอกเบี้ยแบบวาไรตี้สุด ๆ หรือหากวางแผนมาดีแล้ว ก็ต้องคอยพะวักพะวนว่าหนี้ไหนจ่ายวันไหน อัตราดอกเบี้ยแต่ละอันเป็นเท่าไหร่ เงินต้นลดไปแค่ไหนแล้ว วุ่นวายอยู่ดี ปัญหานี้แก้ได้ไม่ยาก เพราะท่านสามารถนำสินทรัพย์อสังหาฯ ปลอดภาระที่มี ไปขอสินเชื่อ "บ้านแลกเงิน" ซึ่งจะได้เงินก้อนมาก แล้วนำไปปิดหนี้ทั้งหมดที่มีซะ ประหยัดทั้งสมองและอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า สมมติเหมือนเดิมว่า ท่านนำคอนโดไปขอสินเชื่อ "บ้านแลกเงิน" ได้มา 1,000,000 บาท ปิดหนี้ 550,000 บาท นั่นซะ ก็ไม่ต้องไปจ่ายดอกเบี้ยอันแสนวาไรตี้ดังกล่าวยาว ๆ แล้ว (อาจจะมีดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมนิดหน่อย แต่น้อยมาก) เงินที่เหลือสามารถนำไปต่อยอดลงทุน, ต่อเติมซ่อมแซมคอนโด-บ้าน, ใช้ด้านการศึกษาต่อยอดความรู้ บลา ๆ ๆ ได้ (แต่ต้องใช้ให้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์นะ) ทีนี้มาดูภาระต่อเดือนจากการกู้แบบนี้บ้าง ผมใช้โปรแกรมสำเร็จรูปคำนวณนะครับ google ดูได้เลยมีทุกแบงก์ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องกดเครื่องคิดเลขเอง สะดวกและป้องกันความ Error... ยอดหนี้ 1,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยตีไปเฉลี่ย 6% ผ่อนได้นานด้วย สมมติว่า 20 ปี ก็จะตกเป็นภาระต่อเดือนคือ 7,800 บาท เท่านั้น หากอยากหาดอกเบี้ยต่องวด ก็ใช้สูตร (เงินต้นคงเหลือ x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x 31 วัน) หารด้วย 365 วัน = (1,000,000 x 6% x 31) / 365 คิดเป็นดอกเบี้ยราว 5,069 บาท ดูเหมือนเยอะ!!! เพราะเราผ่อนนาน แต่ดอกเบี้ยจ่ายนี้จะลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจากคิดจากเงินต้นคงเหลือ และยิ่งหากเราโปะจากค่างวดเฉลี่ยที่ต้องจ่าย เงินต้นก็จะหายไปมาก หนี้ก็จะหมดเร็ว และดอกเบี้ยจ่ายก็จะน้อยลง * อีกกรณี หากต้องการสินเชื่อประเภทนี้เพื่อเคลียร์หนี้อย่างเดียวก็ทำได้ครับ .... ใช้ตัวอย่างเดิม คุณมีหนี้รวม 550,000 บาท จากหลายประเภท กู้เงินจากสินเชื่อ "บ้านแลกเงิน" ได้ 1,000,000 บาท เอาไปปิดหนี้ 550,000 บาท จะเหลือ 450,000 บาท ใช่ไหม? นำไปโปะเลยจ้าาาาาาาาา ทีนี้จากอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายเดือนละ 5,069 บาท จะลดเหลือเพียง (550,000 x 6% x 31) / 365 = 2,803 บาท จ่ายค่างวดเดือนละ 7,800 บาท เป็นเงินต้นไปแล้วถึง 4,997 บาท และยิ่งโปะยิ่งหมดเร็ว แต่ หากยังจ่ายหนี้แบบเดิม 5-10% ของยอดหนี้ ยังไงก็มากกว่า แถมส่วนใหญ่เป็นดอกเบี้ยด้วย และยังวุ่นวายกับการคิดคำนวณ รวมถึงวันชำระหนี้ด้วย รวมมาเป็นก้อนเดียวบริหารจัดการง่ายกว่าเยอะ ^^ อะทีนี้ถามว่าหากอสังหาฯ ของคุณยังผ่อนไม่หมด แต่อยากทำแบบนี้ล่ะ ก็สามารถนำไปรีไฟแนนซ์ได้นะจ๊ะ เคยอธิบายไปแล้ว สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ รวม สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน 8 ธนาคาร ดอกเบี้ยต่ำกว่า 3 % หรือหากไม่มีอสังหาฯ ใด ๆ เลย แต่มีหนี้หลายอย่างมากมายเหลือเกิน ทำไงได้บ้าง ติดต่อ "คลินิกแก้หนี้" เลยจ้า ดูรายละเอียด สินเชื่อบ้านแลกเงิน เพิ่มเติมได้ที่นี่ อยากให้ผู้อ่านทุกคนไร้หนี้มีสภาพคล่องอย่างยั่งยืน.... หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  16 กันยายน 2565

มัดรวมอัตราดอกเบี้ย และเงื่อนไขสินเชื่อบ้านแลกเงิน

เหมือนที่เคยบอกไว้ในหลาย ๆ ตอนว่าสินเชื่อบ้านแลกเงิน ค่อนข้างพิเศษ เมื่อเทียบกับสินเชื่อเงินก้อนอื่น ๆ อย่างแรกคืออัตราดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำ เฉลี่ย 3 ปีแรกต่ำสุดเพียง 4.3% แถมให้วงเงินค่อนข้างสูง (แล้วแต่ราคาประเมินสินทรัพย์นะ) โดยบางแบงก์ให้วงเงินสูงระดับ 50 ล้านบาทเลยทีเดียว ขณะที่วงเงินอนุมัติอยู่เฉลี่ยราว 80% ของราคาประเมิน แต่บางเจ้าก็ให้สูงถึง 90% เลยทีเดียว แถมผ่อนได้นานสูงสุด 30 ปีไม่พอนะ บางแบงก์ยังมีโปรโมชั่น ฟรีค่าประเมิน, ค่าจดจำนอง ค่าภาษี บลา ๆ ซึ่งอันนี้ต้องเข้าไปดูเงื่อนไขโดยละเอียดของแต่ละแบงก์อีกที เพราะหากนำมาทำเป็นตารางทั้งหมด ตาลายแน่นอน ฮ่า ๆ ทั้งนี้เราคัดเฉพาะแบงก์ที่มีข้อมูลสินเชื่อบ้านแลกเงิน ในเว็บไซต์เท่านั้นนะครับ เพราะบางแบงก์มีบริการนี้แต่ไม่ค่อยมีรายละเอียด เช่น ไม่มีการแสดงอัตราดอกเบี้ย, วงเงิน หรือ ระยะเวลาผ่อน โดยต้องกรอกข้อมูลเพื่อรอเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ จึงไม่ได้นำมารวมในตารางนี้และข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น เอาไว้เป็นแนวทางให้ลูกเพจได้นำไปศึกษาต่อ ซึ่งเงื่อนไขโดยละเอียดขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ของผู้กู้และคุณสมบัติของผู้กู้ อย่างไรก็ตามลองสอบถามโดยตรงกับแบงก์ที่ท่านสนใจได้เลย...หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^แต่หากอยากได้ผู้ช่วยในการหาข้อมูล Lumpsum เรามีบริการเปรียบเทียบและสมัครสินเชื่อบ้านแลกเงินผ่านทางออนไลน์ สมัครง่ายๆ ไม่ถึง 3 นาทีเสร็จ ซึ่งรวบรวมทุกข้อเสนอที่ดีที่สุดของแต่ละแบงก์มาไว้ที่เดียว คลิกได้เลยที่นี่ รวมอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขของสินเชื่อบ้านแลกเงิน

  หนึ่ง ศราพงค์


  13 กันยายน 2565

"สินเชื่อบ้านแลกเงิน" สินเชื่อที่มีแต่ความแจ๋ว

รู้ไหมว่าสินเชื่อบ้านแลกเงิน มีจุดเด่นเพียบเลย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหาเงินมาเติมสภาพคล่อง, ลงทุน หรือต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่ม เท่าที่หาข้อมูลมาข้อสังเกตเพียงอย่างเดียวของ สินเชื่อบ้านแลกเงิน คือคุณต้องมี "อสังหาริมทรัพย์" (บ้าน, คอนโด, ทาวน์เฮาส์ หรืออาคารพาณิชย์) เป็นของตัวเองเท่านั้นแหละ อ่านไว้เผื่อวันหน้ามีขึ้นมาและต้องการใช้เงินทุน จุดเด่นของบ้านแลกเงิน ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ 1. ดอกเบี้ยถูก โดยทั่วไปบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลมักมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15–25% ต่อปี ซึ่งถือว่าสูงและอาจสร้างภาระทางการเงินได้ หากถือหนี้ไว้นาน ๆ แต่หากเปลี่ยนมาใช้บ้านแลกเงิน อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยจะอยู่เพียงประมาณ 5–7% ต่อปี การเปลี่ยนจากหนี้ดอกเบี้ยสูงมาเป็นหนี้ดอกเบี้ยต่ำ จึงช่วยลดภาระการผ่อนต่อเดือน และทำให้เสียดอกเบี้ยรวมน้อยลง 2. วงเงินอนุมัติยืดหยุ่นตามความต้องการ ธนาคารอาจอนุมัติวงเงินสูงสุดถึง 80–90% ของราคาประเมินบ้าน แต่คุณไม่จำเป็นต้องกู้เต็มจำนวนก็ได้ครับ หากต้องการเพียงบางส่วนก็สามารถเลือกได้ เช่น บ้านประเมินได้ 2 ล้านบาท แต่คุณต้องการใช้เงินเพียง 5 แสนบาท ก็สามารถเลือกกู้เท่าที่จำเป็นได้เลย วิธีนี้ช่วยให้ภาระหนี้ไม่บานปลาย และไม่ต้องแบกรับค่างวดเกินความจำเป็น 3. ใช้ได้หลายวัตถุประสงค์ เงินก้อนจากบ้านแลกเงิน ไม่มีข้อจำกัดตายตัว สามารถนำไปใช้ได้ตามความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนธุรกิจ ปิดหนี้บัตรเครดิตดอกเบี้ยแพง ปรับปรุงซ่อมแซมบ้าน หรือเก็บไว้เป็นเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินก็ยังได้ ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและการวางแผนการเงินของคุณเอง 4. ไม่ต้องขายบ้านก็ได้เงิน หลายคนพอคิดถึงการใช้บ้านแลกเงิน อาจจะกลัวว่าเหมือนขายบ้านทิ้งไป แต่ความจริงแล้ว คุณยังเป็นเจ้าของบ้านเหมือนเดิม แค่ใช้บ้านมาเป็นหลักประกันการกู้เท่านั้น ข้อดีคือบ้านยังเป็นของเราเหมือนเดิม แต่สามารถแปลงบ้านให้เป็นเงินก้อนมาใช้ได้จริง 5. มีโอกาสรีไฟแนนซ์ภายหลัง บ้านแลกเงินก็เหมือนสินเชื่อบ้านทั่วไป คือ รีไฟแนนซ์ได้ ถ้าวันหนึ่งเราเจอธนาคารที่เสนอดอกเบี้ยถูกกว่า หรืออยากลดค่างวดต่อเดือน ก็สามารถย้ายไปธนาคารใหม่ได้ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขธนาคารเดิมและใหม่ด้วยนะครับ ส่วนใหญ่ต้องผ่อนครบ 3 ปีก่อนถึงจะย้ายได้ ถ้าวางแผนดีๆจะช่วยให้ประหยัดดอกเบี้ยระยะยาวไปได้อีกเยอะเลย แต่หากอยากได้ผู้ช่วยในการหาข้อมูล Lumpsum เรามีบริการเปรียบเทียบสินเชื่อบ้านแลกเงิน ซึ่งรวบรวมทุกข้อเสนอที่ดีที่สุดของแต่ละธนาคารมาไว้ที่เดียว คลิกได้เลยที่นี่ บทความที่เกี่ยวข้อง สินเชื่อบ้านแลกเงิน ทำยังไง

  หนึ่ง ศราพงค์


  02 กันยายน 2565

สินเชื่อ "บ้านแลกเงิน" ทำยังไง

วันนี้เราอยากชวนมารู้จักอีกหนึ่งตัวช่วยเสริมสภาพคล่องที่หลายคนมองข้ามไป นั่นคือ “บ้านแลกเงิน” บอกเลยว่าใครมีบ้านหรือคอนโดในมือ…อาจเปลี่ยนให้เป็นเงินก้อนได้ง่ายกว่าที่คิด เพราะ Lumpsum เราก็มีบริการข้อมูลเรื่องนี้เช่นกัน เรียกได้ว่าครบวงจร สามารถศึกษารายละเอียดสินเชื่อบ้านเพิ่มเติมได้ที่ "รู้จัก บ้านแลกเงิน สินเชื่อเสริมสภาพคล่องดอกเบี้ยต่ำ" บ้านแลกเงิน เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเพิ่มสภาพคล่อง เป็นการนำบ้านที่ปลอดภาระไปจำนองกับธนาคาร เพื่อขอวงเงินกู้มาหมุนเวียนธุรกิจ เสริมสภาพคล่อง หรือใช้จ่ายจำเป็น จุดเด่นคือได้วงเงินสูง ดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนสบาย ซึ่งดีกว่าสินเชื่อบุคคล, บัตรกดเงินสด หรือบัตรเครดิต หลายเท่า ข้อจำกัดของบ้านแลกเงิน ต้องมีอสังหาริมทรัพย์ที่ปลอดภาระแล้ว เช่น บ้าน, ทาวน์เฮาส์, คอนโด, อาคารพาณิชย์ หรือที่ดิน (แล้วแต่เงื่อนไขธนาคาร) หากพร้อมแล้ว… มาดูกับครับว่าควรเริ่มยังไง ผมมีวิธีเตรียมตัวแบบทีละขั้นตอนมาฝาก 1. ศึกษาข้อมูลและเงื่อนไขให้ครบถ้วน เริ่มจากหาข้อมูลของแต่ละธนาคาร เช่น วงเงินกู้ อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย ระยะเวลาผ่อน และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่สำคัญต้องศึกษาเปรียบเทียบหลาย ๆ ธนาคารนะครับ จะได้หาที่ที่ข้อเสนอดีที่สุด หากยากไปแนะนำเว็บ Lumpsum เรารวมธนาคารผู้ให้บริการบ้านแลกเงินดอกเบี้ยต่ำมาไว้ให้แล้ว ดูรายละเอียดคลิกได้เลย 2. เตรียมเอกสารให้พร้อม โดยการยื่นสมัครสินเชื่อบ้านแลกเงินต้องมีเอกสารยืนยันตัวตน ประกอบด้วย บัตรประชาชน, ทะเบียนบ้าน และใบเปลี่ยนชื่อ (ถ้ามี) รวมถึงเอกสารยืนยันรายได้ ประกอบด้วย หนังสือรับรองเงินเดือน, สลิปเงินเดือน, รายการเดินบัญชีย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน หากเป็นเจ้าของกิจการ ใช้ให้หลักฐานการเงินของธุรกิจที่ท่านทำอยู่ไปด้วย และสุดท้ายคือ เอกสารหลักทรัพย์ ประกอบด้วย สำเนาโฉนดที่ดิน และรูปถ่ายอสังหาฯ ให้ครบถ้วน เพื่อให้การยื่นเรื่องผ่านได้รวดเร็ว 3. เตรียมค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม เช่น ค่าประเมินหลักทรัพย์, ค่าจดจำนอง 1% ของวงเงินกู้, ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้, ค่าธรรมเนียมการขอสินเชื่อ (แล้วแต่ธนาคาร), ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย (บังคับ) และค่าเบี้ยประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (บางกรณีเป็นทางเลือก) 4.ขั้นตอนยื่นเรื่อง เมื่อเตรียมตัวพร้อมแล้ว ให้นำเอกสารไปยื่นที่ธนาคาร รอการพิจารณาประมาณ 1 - 2 สัปดาห์ หากอนุมัติและตกลงรับวงเงินและอัตราดอกเบี้ยแล้ว ธนาคารจะนัดเซ็นสัญญา แล้วดำเนินการจดจำนองที่ดิน ณ สำนักงานที่ดินใกล้บ้านของผู้กู้ จากนั้นผู้กู้จึงจะได้รับเงินที่ขอกู้ไว้ เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ ข้อแนะนำเพิ่มเติม สินเชื่อ “บ้านแลกเงิน” จะคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก หมายความว่ายิ่งจ่ายเงินต้นเร็ว ดอกเบี้ยก็จะลดลงตาม ดังนั้นถ้าหลังจากกู้แล้วมีรายได้พิเศษ ควรโปะเพิ่มหรือจ่ายเกินค่างวดที่กำหนด จะช่วยลดดอกเบี้ยได้เยอะ และทำให้ปิดหนี้ได้ไวขึ้น อีกเรื่องที่สำคัญคือ อย่ากู้โดยไม่มีความจำเป็น แม้ดอกเบี้ยจะต่ำกว่าสินเชื่อไม่มีหลักประกัน แต่สิ่งที่นำไปค้ำคือทรัพย์อสังหาฯ ของเราเอง แถมยังมีภาระผ่อนรายเดือนเพิ่มเข้ามา กู้มาใช้โดยไม่วางแผนก็เหมือนดึงเงินในอนาคตมาใช้ก่อน ซึ่งถ้าบริหารไม่ดี อาจกลายเป็นปัญหาทางการเงินตามมาได้นะครับ หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  30 สิงหาคม 2565

รู้หรือไม่ "รีไฟแนนซ์บ้าน" เพิ่มสภาพคล่องให้คุณได้

การรีไฟแนนซ์บ้านจะสามารถเพิ่มสภาพคล่องให้คุณได้ โดยมี 2 สเต็ป ดังนี้ 1. โดยธรรมชาติ การรีไฟแนนซ์บ้าน นอกจากจะทำให้ดอกเบี้ยช่วง 3 ปีแรกถูกลง ยังสามารถเพิ่มระยะเวลาผ่อนชำระได้ด้วย และการที่อัตราดอกเบี้ยต่ำลง ระยะเวลาผ่อนมากขึ้น จะทำให้ยอดชำระต่องวดลดลง ภาระรายเดือนท่านก็จะลดลงตามไปด้วย สภาพคล่องก็จะกลับคืนมาอย่างน้อย 5 - 10% หรือมากกว่านั้น แล้วแต่เงื่อนไขของธนาคารใหม่และการเจรจาของท่าน (บทความที่เกี่ยวข้อง : รีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้าน คุ้มจริงหรือจ้อจี้)(แต่สำหรับท่านที่ไม่มีปัญหาสภาพคล่อง อยากจ่ายเท่าเดิม ก็จะทำให้ยอดหนี้เงินต้นของท่านหมดไวขึ้น เพราะการรีไฟแนนซ์ทำให้ดอกเบี้ยต่ำลง) 2. โดยโครงการสนับสนุนของแบงก์ชาติ กล่าวคือ "มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการรวมหนี้" โปรเจคนี้ออกมาช่วงปีก่อน เพื่อหาทางออกให้ลูกหนี้ที่มีหนี้สินพะรุงพะรังหลากหลายทาง ทั้ง สินเชื่อบ้าน, บัตรเครดิต, บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลโครงการนี้จะมัดรวมหนี้ทั้งหมดของท่านไปยำรวมกับสินเชื่อบ้าน โดยทำการรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านเดิม อาจจะธนาคารใหม่หรือธนาคารเดิมก็ได้ ซึ่งจะทำให้ต่อเดือนท่านจะมีภาระที่ต้องชำระเพียงแห่งเดียว คือหนี้ที่ปรับโครงสร้างแล้วอยู่ในสินเชื่อบ้าน จุดเด่นคืออัตราดอกเบี้ยจะลดลงมโหฬาร จากเดิมต้องจ่ายขั้นต่ำสินเชื่อบัตรเครดิต, บัตรกดเงินสด และ สินเชื่อส่วนบุคคล ที่ระดับอัตราดอกเบี้ย 18 - 22% ต่อปี หรือมากกว่านั้น แถมต้องจ่ายสินเชื่อบ้านที่มีอัตราดอกเบี้ยอีก 4 - 6% หรือมากกว่านั้นซึ่งหากเข้าร่วมโครงการนี้ หนี้ทุกอย่างจะรวมไว้กับสินเชื่อบ้าน และจะคิดอัตราดอกเบี้ย คือ ดอกเบี้ยสิ้นเชื่อบ้าน + 2% ต่อปี เท่านั้น หมายความว่าดอกเบี้ยจ่ายของท่านจะหายไปเพียบเลย และสภาพคล่องของท่านจะกลับคืนมาจำนวนมาก การรวมหนี้มี 3 รูปแบบหลัก 1. การรวมหนี้ภายในสถาบันการเงินเดียวกัน 2. การรวมหนี้ระหว่างสถาบันการเงิน โดยโอนหนี้บัตรจากธนาคารแห่งหนึ่งไปรวมกับหนี้บ้านของธนาคารอีกแห่งหนึ่ง หรือจะเป็นการโอนหนี้บ้านไปรวมกับหนี้บัตรก็ได้ 3. การโอนหนี้บ้านและหนี้สินเชื่อรายย่อยประเภทอื่นไปรวมกันที่สถาบันการเงินแห่งใหม่ที่ลูกหนี้ไม่เคยมีหนี้ด้วยมาก่อน ประโยชน์ของการรวมหนี้ 1. อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อรายย่อยลดลงเมื่อนำมารวมหนี้ ลูกหนี้จะมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น 2. ชำระหนี้ได้ง่ายขึ้น เพราะเหลือหนี้ก้อนเดียวและอัตราดอกเบี้ยอัตราเดียว 3. ลูกหนี้ไม่เสียประวัติข้อมูลเครดิต หากเจรจารวมหนี้สำเร็จตั้งแต่ก่อนเป็นหนี้เสีย ข้อควรรู้ 1. ลูกหนี้สามารถรวมหนี้ได้ไม่เกินมูลค่าของหลักประกัน ทั้งนี้ หากยอดหนี้ของสินเชื่อรายย่อยสูงกว่ามูลค่าหลักประกันสามารถขอรวมหนี้บางส่วนได้ 2. ลูกหนี้ต้องให้ความยินยอมเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็น เช่น ชื่อเจ้าหนี้ ยอดหนี้คงค้าง แก่ธนาคารที่ทำการรวมหนี้ 3. ลูกหนี้อาจถูกพิจารณาปรับลดวงเงินส่วนที่นำไปรวมหนี้ เพื่อให้อยู่ในระดับที่ลูกหนี้สามารถบริหารจัดการได้สำหรับธนาคารที่เข้าร่วมโครงการมีทั้งสิ้น 14 แห่ง ครอบคลุมหมดเลยในบรรดาแบงก์เอกชนที่ให้บริการด้านสินเชื่อของไทย สนใจติดต่อสอบถามได้โดยตรงกับธนาคารที่ท่านสนใจเลยและหากอยากเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย "รีไฟแนนซ์" ของแต่ละแบงก์ว่าใครให้ต่ำสุด เรามีบริการเปรียบเทียบสินเชื่อ "รีไฟแนนซ์" มาบริการ คลิกได้เลย หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^ บทความที่เกี่ยวข้อง รวม สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน 8 ธนาคาร ดอกเบี้ยต่ำกว่า 3 % รู้จัก บ้านแลกเงิน สินเชื่อเสริมสภาพคล่องดอกเบี้ยต่ำ

  หนึ่ง ศราพงค์


  19 สิงหาคม 2565

รวม 8 สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน ให้ดอกเบี้ยต่ำกว่า 3%

ใครกำลังมองหา "สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน" มาทางนี้โลด !!! วันนี้แอดรวบรวมแบงก์ที่ให้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกต่ำที่สุดมานำเสนอ และต่ำกว่า 3% ทั้งหมด!!! แอดสำรวจเงื่อนไขของแต่ละแบงก์ว่าใครให้ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกต่ำสุด ด้วยเงื่อนไขอะไรบ้าง พบว่ามีทั้งสิ้น 8 ทางเลือกด้วยกัน แต่ละทางเลือกก็จะมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป เช่น เงินเดือนขั้นต่ำ, วงเงินขั้นต่ำ หรือต้องทำประกันคุ้มครองวงเงิน และอื่น ๆ ซึ่งสามารถเลือกให้ตรงกับคุณสมบัติของตัวเองได้ ที่แน่ ๆ ระดับอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกเพียง 2.39 - 2.78 เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำมาก เมื่อพิจารณาจากทิศทางดอกเบี้ยที่กำลังจะเป็นขาขึ้นอย่างแน่นอน รีไฟแนนซ์บ้าน ดอกเบี้ยต่ำกว่า 3 % ดังนั้นใครที่กำลังจะรีไฟแนนซ์บ้านรีบเลย มองหาอัตราดอกเบี้ยที่ถูกใจแล้วไปศึกษาเพิ่มเติมได้เลยยยยยยยย ส่วนท่านใดที่มีคุณสมบัติไม่ตรงกับ 8 ออปชั่นข้างต้น หรือว่าอยากหาข้อมูลเพิ่มเติม ให้ Lumpsum เป็นผู้ช่วยสิ รับรองข้อมูลแน่น ๆ เลย เพียง คลิกที่นี่ หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  05 สิงหาคม 2565

รีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้าน คุ้มจริงหรือจ้อจี้

ช่วงนี้ขออนุญาตหมกมุ่นกับการ รีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้าน เพราะ 10 ส.ค.นี้่แล้วที่ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการประชุมครั้งที่ 4 ของปีนี้ ซึ่งคาดการณ์กันว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และโดยปกติหลังจาก กนง.ปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สถาบันการเงินก็จะปรับตามดังนั้นคุณลูกหนี้ทั้งหลายเตรียมรับมือไว้ได้เลย รีบรีไฟแนนซ์บ้านก่อนดอกเบี้ยพุ่ง โดยหากผ่อนชำระสินเชื่อบ้านมาจนครบกำหนดสามารถทำเรื่อง "รีไฟแนนซ์" ได้ ก็ควรเริ่มเตรียมความพร้อม หาข้อมูลเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยและความคุ้มค่าในการ "รีไฟแนนซ์" ได้แล้วผมเลือกจั่วหัวเรื่องแบบเรียกแขกพอควร ฮ่า ๆ แต่จุดประสงค์จริง ๆ คืออยากให้ศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจเท่านั้นเอง รีไฟแนนซ์ คืออะไร การรีไฟแนนซ์ เป็นการกู้เงินก้อนใหม่ไปโปะหนี้ก้อนเก่า เพื่อลดภาระการผ่อนชำระและอัตราดอกเบี้ย (ซึ่งอาจจะถูกกว่าที่เดิม) โดยมีสินทรัพย์หรือบ้านของเราหลังเดิมเป็นตัวค้ำประกัน ซึ่งก่อนตัดสินใจ "รีไฟแนนซ์" ต้องเปรียบเทียบรายละเอียดเงื่อนไขต่าง ๆ ไม่เพียงแค่เรื่องดอกเบี้ยลดลง จำนวนเงินผ่อนต่อเดือนลดลง หรือระยะเวลาผ่อนนานขึ้นเท่านั้น ยังมีเรื่องค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นซึ่งเราจะต้องคำนวณความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจทุกครั้งซึ่งหากทุกสิ่งที่กล่าวมาในข้างต้นทำให้ภาระทางการของคุณลดลง "การรีไฟแนนซ์บ้าน" ก็เป็นธุรกรรมที่คุ้มค่าแน่นอน.... ข้อควรระวัง 1. อาจมีค่าปรับหากปิดหนี้ก่อนเวลา อ่านสัญญาเดิมที่มีให้ดี เพราะอาจจะมีค่าปรับของวงเงินสินเชื่อคงค้าง เพราะทุกวันนี้ลูกหนี้นิยม "รีไฟแนนซ์" สถาบันการเงินผู้ปล่อยกู้บางแห่งจะมีเงื่อนไขผูกมัดไว้ เช่นห้ามรีไฟแนนซ์ หรือปิดหนี้ภายในกี่ปี ปกติ 3 ปี ถึง 3 ปีครึ่ง หรืออาจจะมี 4 ปี ซึ่งหากปิดก่อนจะเสียค่าปรับ เพราะฉะนั้นอ่านเงื่อนไขให้ดี 2. ค่าใช้จ่ายการกู้ใหม่ การรีไฟแนนซ์ ก็คือการกู้ใหม่ดังนั้นจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เช่น ค่าธรรมเนียมในการจดจำนอง 1% ของราคาประเมิน, ค่าประเมินราคาหลักประกันราว 3,000 บาท, ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้, ค่าประกันอัคคีภัย หรืออาจจะมีค่าธรรมเนียมในการขอสินเชื่อ เป็นต้น ต้องคิดรวมเป็นต้นทุนทั้งหมด หากเปรียบเทียบกันสินเชื่อเดิมแล้วไม่ต่างกันมาก อาจจะดูเป็นการพิจารณาขอลดดอกเบี้ยน่าจะดีกว่า เพราะไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก 3. เปรียบเทียบเงื่อนไขสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้มากที่สุด อย่ารีบร้อน เพราะเงื่อนไขสินเชื่อของแต่ละสถาบันการเงินมีรายละเอียดต่างกัน บางที่อาจจะอัตราดอกเบี้ย 3 ปีแรกต่ำก็จริง แต่มีค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เพิ่มเติมเข้ามาด้วย ดังนั้นอย่าสรุปเอากับอัตราดอกเบี้ย ต้องประเมินค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการขอสินเชื่อใหม่ครั้งนี้ แนะนำเลยว่าควรไปลิสต์สถาบันการเงินทั้งหมดมาเลยว่าที่ไหนมีเงื่อนไขสินเชื่อ "รีไฟแนนซ์บ้าน" อย่างไรบ้าง แต่หากหาข้อมูลยาก Lumpsum เรามีบริการเปรียบเทียบสินเชื่อ "รีไฟแนนซ์บ้าน" มาบริการ คลิกได้เลย"รีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้าน" คุ้มค่าแน่นอน หากศึกษาข้อมูลมาอย่างรอบคอบ และได้เงื่อนไขที่ดีที่สุด จะทำให้ท่านลดภาระทางการเงินระยะยาวหนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^ บทความที่เกี่ยวข้อง รู้จัก บ้านแลกเงิน สินเชื่อเสริมสภาพคล่องดอกเบี้ยต่ำ รีไฟแนนซ์บ้านไม่ผ่าน ควรทำยังไงต่อ อ่านมาถึงตรงนี้ เพื่อนๆ ที่ผ่อนบ้านใกล้จะครบ 3 ปี หรือผ่อนบ้านครบ 3 ปี แล้ว ควรที่จะวางแผนรีไฟแนนซ์บ้าน ด้วยการหาข้อมูลดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้านแต่ละธนาคารได้รอได้แล้ว เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการผ่อนบ้านในปีถัดๆไป สนใจอยากรีไฟแนนซ์บ้านหรือเช็กดอกเบี้ย สามารถดูรายละเอียด พร้อมยื่นสมัครรับข้อเสนอพิเศษ คลิกได้ที่นี่...

  หนึ่ง ศราพงค์


  02 สิงหาคม 2565

บ้านแลกเงิน สินเชื่อเสริมสภาพคล่องดอกเบี้ยต่ำ

สารภาพตรง ๆ เลยว่า เพิ่งเคยเห็นคำว่า "บ้านแลกเงิน" ปกติเจอแต่ "รถแลกเงิน" ฮ่า ๆ จริง ๆ นะ จึงเกิดความสงสัย และหาข้อมูลว่าบ้านแลกเงินคืออะไร บ้านแลกเงินมีประโยชน์อย่างไรบ้าง? จากการรวบรวมเนื้อหาสาระจากหลายแหล่งพบคำตอบของบ้านแลกเงินว่า "บ้านแลกเงิน" คือ สินเชื่อเสริมสภาพคล่องที่ดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับสินเชื่ออื่น "บ้านแลกเงิน" เป็นสินเชื่ออเนกประสงค์ สำหรับผู้ที่มีบ้าน, ทาวน์เฮาส์, คอนโด หรือ อาคารพาณิชย์ (สำหรับพักอาศัย) ทั้งที่ปลอดภาระและอยู่ระหว่างผ่อน สามารถนำไปจำนองกับธนาคาร แลกกับเงินก้อนออกมาใช้จ่ายหรือเสริมสภาพคล่อง เช่น ต่อเติมบ้าน, ลงทุน หรือ ปิดหนี้บัตรเครดิต ซึ่งเท่าที่หาข้อมูลจากผู้ให้บริการสินเชื่อบ้านแลกเงิน พบว่าสามารถผ่อนจ่ายได้สูงสุดถึง 30 ปี (คล้ายกับสินเชื่อบ้านเลยทีเดียวเชียว) ที่สำคัญสินเชื่อบ้านแลกเงิน อัตราดอกเบี้ยต่ำใกล้เคียงกับสินเชื่อบ้านเลย เฉลี่ย 4 - 8% ต่อปี แล้วแต่ว่าไปขอกู้กับแบงก์ไหน ต่ำกว่าสินเชื่ออื่น เช่น สินเชื่อบุคคล, บัตรเงินสด หรือแม้แต่ "รถแลกเงิน" ก็ตาม และพอเป็นสินเชื่อที่มีบ้านเป็นหลักประกัน วงเงินย่อมได้มากกว่าสินเชื่อข้างต้นอยู่แล้ว โดยพบว่าหลายแห่งให้กู้ได้สูงสุดถึง 20 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับว่าหลักประกันท่านมีมูลค่าประเมินเท่าไหร่ สินเชื่อบ้านแลกเงินเหมาะมากเลยสำหรับคนที่ต้องการสภาพคล่อง ไม่ว่าจะนำไป ซ่อมแซมบ้าน, ต่อเติมบ้าน, ทุนการศึกษา, ลงทุน หรือ ปิดหนี้ (ดอกเบี้ยต่ำกว่าจ่ายขั้นต่ำแน่นอน) บ้านที่ผ่อนอยู่ก็ขอได้นะจ๊ะ โดยสามารถรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านและขอวงเงินกู้บ้านแลกเงินเพิ่มเติม จุดตันอย่างเดียวที่สำคัญของสินเชื่อบ้านแลกเงินคือ คุณต้องมี บ้าน, ทาวน์เฮาส์, คอนโด หรือ อาคารพาณิชย์ (สำหรับพักอาศัย) เพราะชื่อสินเชื่อก็บอกแล้วว่า "บ้านแลกเงิน" ฮ่า ๆ ใครที่ไม่มีสินทรัพย์ดังกล่าว ข้ามไปโลด หลายปีก่อนช่วงที่ผมแบกหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลมโหฬาร หากรู้ว่ามี "บ้านแลกเงิน" คงเข้าร่วมโครงการ เพราะประหยัดดอกเบี้ยจ่ายได้โขเลย สำหรับใครที่มีหนี้สุมอยู่แล้วมีสินทรัพย์อย่างบ้านในมือ ลองพิจารณาดูได้ เพราะดอกเบี้ยต่ำกว่าเห็น ๆ สนใจสินเชื่อบ้านแลกเงินหรือเช็กดอกเบี้ย สามารถดูรายละเอียด พร้อมยื่นสมัครรับข้อเสนอพิเศษ คลิกได้ที่นี่... บทความที่เกี่ยวข้อง "รีไฟแนนซ์บ้าน" ก่อนดอกเบี้ยพุ่ง รีไฟแนนซ์บ้านไม่ผ่าน ควรทำยังไงต่อ หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  26 กรกฎาคม 2565

รีไฟแนนซ์บ้านไม่ผ่าน ควรทำยังไงต่อ

ยังอยู่กันที่เรื่องการ "รีไฟแนนซ์บ้าน" นะครับ เพราะใกล้เข้าสู่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้ว ชิงขอรีไฟแนนซ์บ้านตอนที่อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับ "ต่ำเป็นพิเศษ" จะดีกว่าเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าการ "รีไฟแนนซ์บ้าน" สินเชื่อบ้านทุก ๆ ครบกำหนด (ปกติ 3 ปี) จะช่วยให้ท่านประหยัดดอกเบี้ยจ่ายเป็นหลักแสนบาทเลยทีเดียว ดังนั้นไม่ควรละเลย ทำทุกครั้งที่มีโอกาสแต่...ประเด็นที่จะเล่าวันนี้คือ ถ้าขอ "รีไฟแนนซ์บ้าน" แล้วไม่ผ่านล่ะ ทำไงดี ? ส่วนใหญ่ผู้ที่ขอ "รีไฟแนนซ์บ้าน" หรือสินเชื่อบ้านไม่ผ่าน เพราะมีประวัติการชำระหนี้ล่าช้าเกิน 90 วันไม่ว่าจะ ตัวสินเชื่อบ้านเดิม, สินเชื่อรถ, บัตรเครดิต, บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคล และแม้ว่าสินเชื่อบ้านที่ผ่อนชำระอยู่จะจ่ายตรงทุกงวด ไม่มีบิดพริ้ว แต่ก็ยังไม่ผ่านอยู่ดี... คืองี้ครับ การ "รีไฟแนนซ์" มันคือการขอสินเชื่อใหม่ ดังนั้นสถาบันการเงินต้องตรวจสอบข้อมูลเครดิตของท่านอยู่แล้ว และหนี้อะไรก็ตามแต่หากท่านชำระล่าช้ามันจะมีประวัติแน่นอน ยิ่งหากขาดการชำระเกิน 90 วัน เอวัง แน่นอนครับ สถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยสินเชื่อให้ท่านหรอก เพราะถือเป็นความเสี่ยง แล้วทีนี้จะทำอะไรยังไงได้บ้าง กรณีขอรีไฟแนนซ์ไม่ผ่าน... 1. เช็คข้อมูลเครดิตของตัวเองให้พร้อม ดูซิว่าเคยมีประวัติล่าช้าไหม หากมีก็อาจจะขอ "รีไฟแนนซ์" ได้ยาก ดังนั้นอาจจะพิจารณาเป็นการ "ขอลดดอกเบี้ย" กับสถาบันการเงินเดิมไปก่อน 3 ปีข้างหน้าก็จัดการหนี้สินให้เรียบร้อย เพราะข้อมูลเครดิตจะแสดงเพียง 36 เดือนล่าสุดเท่านั้น 2. เครดิตล่าช้าบ้าง แต่ไม่เกิน 90 วัน ลองยื่นขอรีไฟแนนซ์หลาย ๆ ที่ดู เพราะแต่ละสถาบันการเงินมีความเข้มงวดต่างกัน โอกาสผ่านจะสูงขึ้น (แต่กรณีนี้อาจจะเสียค่าธรรมเนียมต่าง ๆ มากขึ้น ลองเช็คโปรโมชั่นของแต่ละสถาบันการเงินดู) 3. ไม่มีประวัติชำระล่าช้า แต่ก็ "รีไฟแนนซ์" ไม่ผ่าน ต้องไปคุยกับสถาบันการเงินที่ไปยื่นขอ "รีไฟแนนซ์" ว่าทำไมถึงไม่ผ่าน แก้ไขอย่างไรได้บ้าง แต่หากไม่ได้คำตอบ แนะนำ เปลี่ยนสถาบันการเงิน ซึ่งตอนนี้แทบทุกธนาคารจะมีบริการ "รีไฟแนนซ์" อยู่แล้ว เวลาขอ "รีไฟแนนซ์" ไม่ผ่าน ไม่ต้องเสียใจ และด่วนตัดใจ ให้ทบทวนตามคำแนะนำข้างต้นดู เชื่อว่าจะมีทางออกสำหรับทุกท่าน"รีไฟแนนซ์" ใหม่ไม่ได้ก็ "ขอลดดอกเบี้ย" มันก็เท่านั้นเอง ที่แน่ ๆ อย่าละเลย เพราะดอกเบี้ยที่เสียไปมันคือต้นทุนของท่านที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรง และแน่นอนหากใครอยากรู้ว่าสถาบันการเงินไหนมีบริการ "รีไฟแนนซ์" บ้าง และอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่เท่าไหร่ ให้ Lumpsum เป็นผู้ช่วยได้เลยครับ... สนใจอยากรีไฟแนนซ์บ้านหรือเช็กดอกเบี้ย สามารถดูรายละเอียด พร้อมยื่นสมัครรับข้อเสนอพิเศษ คลิกได้ที่นี่... หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  25 กรกฎาคม 2565

วิธีเป็นหนี้อย่างสบายใจ

เห็นหัวเรื่องแล้วคง เอ๊ะ ! กันล่ะสิคุณผู้อ่านทุกท่าน เป็นหนี้ที่ไหนมีความสบายใจด้วยก็ถูกครับ การไม่เป็นหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ แต่บางทีเราก็ จำเป็น ต้องสร้าง หนี้ เพื่อ.........................(เติมคำในช่องว่างได้เลย เพราะเวลาจะสร้างหนี้มักมีเหตุผลจำเป็นเสมอ อิอิ)เรื่องที่จะแชร์กันในตอนนี้คือ แล้วถ้าจะไปสร้างหนี้ หรือ สร้างไปแล้ว เราจะสามารถจัดการอย่างไรให้เป็นหนี้ได้อย่างสบายใจและเหมาะสมถูกต้อง ?มันมีวิถีอยู่ครับ (อาจจะไม่ได้ใหม่ หรือ คงได้อ่านได้ฟังกันมาบ้างแล้ว แต่ผมยังไม่ได้ย่อยข้อมูลมาแชร์ลูกเพจล่ำซำ จึงขอจัดเสียตอนนี้เลย ถือว่าเป็นการทบทวนเพื่อเตือนสติกันไปในตัวแล้วกัน ^^)อันดับแรกก่อนเป็นหนี้ต้อง ทำความเข้าใจก่อนลงนามในสัญญาทุกครั้ง !!! สิ่งที่ต้องรู้ประกอบด้วย 1.วัตถุประส​งค์ในการกู้เงินตรงตามที่ขอกู้​ 2. ระยะเวลาที่ให้กู้เงิน, วันชำระเงิน และความถี่ในการชำระเงิน 3. จำนวนเงินทั้งที่เป็นตัวเลขและตัวอักษรถูกต้องตรงกัน 4. อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บเป็นแบบคงที่หรือลอยตัว หากเป็นแบบลอยตัวธนาคารต้องแจ้งประเภทของอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง เช่น MRR MLR MLR+x% หรือ MLR-x% 5. ตารางแสดงจำนวนเงินผ่อนต่องวดที่แสดงทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 6. ประเภทและรายละเอียดของหลักประกันในสัญญาจำนองหลักประกัน ตรงตามที่ระบุในสัญญาหรือไม่ เงื่อนไขการไถ่ถอนและการเปลี่ยนแปลงหลักประกัน 7. เงื่อนไขการผิดนัดชำระหนี้ เช่น ดอกเบี้ยผิดนัด, ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้ และเงื่อนไขการยึดหลักประกันเมื่อผิดนัดชำระหนี้ 8. เงื่อนไขการชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนด เช่น หากอยากเอาเงินก้อนมาโปะหนี้ก่อนครบอายุเงินกู้จะทำได้หรือไม่และมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง 9. รายละเอียดอื่น ๆ เช่น ค่าจดจำนองหลักประกัน, ค่าประเมินราคาหลักประกัน, ราคาประเมินของหลักประกัน (ถ้ามี) และค่าใช้จ่ายในการทำประกันวินาศภัยต่าง ๆ 5 ข้อในวิถีของการใช้หนี้ที่ควรจะเป็น เพื่อความสุขและความสบายใจในระยะยาว 1. ต้องใช้เงินตามวัตถุประสงค์ กู้มาทำอะไรต้องเอาไปใช้ตามนั้น อย่าวอกแวกแบ่งเงินไปใช้อย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง 2. เลี่ยงชำระขั้นต่ำ เพราะหนี้ของท่านจะกลายเป็นมหากาพย์ดอกเบี้ยจ่ายในระยะยาว ไม่จบไม่สิ้นสักที 3. ชำระหนี้ตรงเวลาและเงื่อนไข ตั้งเตือนไว้เลย ทุกคนมีโทรศัพท์มือถืออยู่แล้ว อย่าให้ขาดให้เกิน เพราะมันมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม หรือหากยุ่งจริง ๆ ตัดอัตโนมัตผ่านบัญชีธนาคารไปเลย 4. มีเงินก้อนต้องโปะทุกครั้ง โดยเฉพาะหนี้ที่เป็นแบบลดต้นลดดอก หากมีรายได้พิเศษ หรือมีเงินก้อนเข้ามา ต้องโปะทุกครั้งที่ทำได้ เพราะหนี้จะหมดไวมาก 5. มีปัญหาหรือจ่ายไม่ไหวต้องเคลียร์กับเจ้าหนี้ หากทำตาม 4 ข้อข้างต้น ส่วนมากจะไม่ต้องมาถึงข้อนี้ แต่หากฉุกเฉินขึ้นมาหรือโชคชะตาไม่เป็นใจ ทำให้ขาดสภาพคล่อง ต้องไปเจรจากับเจ้าหนี้ทันที ขอผ่อนผัน ขอพักชำระ หรือ ขอปรับโครงสร้างหนี้อะไรก็ว่าไป แต่อย่าเงียบอย่าหนี้ เพราะสุดท้ายเป็นหนี้ก็ต้องใช้ การคุยก่อนถือเป็นการผ่อนหนักให้เป็นเบา หากหนีหายคุณจะเจอกับดอกเบี้ยและค่าปรับมโหฬาร นี่คือวิถีการเป็นหนี้ที่ดี ถ้าปฏิบัติได้ตามนี้ ประโยชน์สูงสุดก็จะเกิดแก่ตัวท่านเอง แม้อาจจะไม่ทำให้ท่านมีความสุขหรือสบายใจช่วงที่เป็นหนี้ แต่หากผิดข้อใดข้อหนึ่งข้างต้นไปล่ะก็ รับรองเป็นทุกข์ 100% ปรึกษาวางแผนการเงินส่วนบุคคลแบบครบวงจรได้ที่ Lumpsum สนใจรับคำแนะนำ สมัครวันนี้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย คลิกเลย!

  หนึ่ง ศราพงค์


  24 มิถุนายน 2565

FED ขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหญ่ กระทบอะไรบ้าง ?

กระแสการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ แล้วนะครับ เป้าหมายคือสกัดเงินเฟ้อ เพราะพุ่งมาสูงเหลือเกิน ล่าสุดสหรัฐฯ ก็ขึ้นไปละ 0.75% ตามคาด ประเทศอื่น ๆ คงทยอยขึ้นตาม เพราะไม่งั้นจะเสียดุลเรื่องฟันด์โฟลว แล้วการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายส่งผลกระทบอะไรบ้าง ? ประเด็นนี้มี 2 มุม ขึ้นอยู่กับว่าเราเป็นผู้กู้หรือผู้ฝากเงิน เพราะเวลาแบงก์ชาติประกาศขึ้นดอกเบี้ย สถาบันการเงินต่าง ๆ จะต้องพากันปรับขึ้นด้วยเช่นกัน และอาจจะปรับขึ้นมากกว่าอัตรานโยบายของแบงก์ชาติด้วย เพราะสถาบันการเงินต้องประเมินหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการกำหนดอัตราดอกเบี้ย เช่น ความต้องการเงินกู้ ปริมาณเงินฝาก อัตราเงินเฟ้อ ต้นทุนดำเนินการของธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น ดังนั้นพอมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ในมุมผู้ฝากเงินแน่นอนว่าจะได้รับอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น แต่...มุมผู้กู้ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศด้วย จะได้รับผลกระทบเต็ม ๆ เพราะจะมีต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายเพิ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีหนี้ก้อนใหญ่ ๆ เช่น กู้ซื้อบ้านหรือกู้มาทำธุรกิจ แล้วในมุมการลงทุนล่ะ ? มีกูรูเคยกล่าวไว้ว่า "ช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเป็นขาลง ตลาดหุ้นจะขึ้น แต่ช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น ตลาดหุ้นจะลง” อันดับแรกที่เห็นชัด ๆ แล้วคือ ฟันด์โฟลวจะไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเช่น ตลาดหุ้น และไหลเข้าไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยกว่า เช่น พันธบัตร เมื่อฟันด์โฟลวไหลออก สภาพคล่องในตลาดหุ้นก็จะลดลง ราคาหุ้นต่าง ๆ ก็จะอยู่ในขาลงด้วย เพราะมีแรงขายออกและการที่ฟันโฟลวไหลออก เงินบาทก็จะได้รับผลกระทบได้ด้วยทำให้อ่อนค่าลง ธุรกิจกลุ่มนำเข้าก็จะได้รับผลกระทบไปตาม ๆ กันและการขึ้นดอกเบี้ย จะมีเอฟเฟคต่อผลตอบแทนด้วย !!! คืองี้ ... ปกติบริษัทจะระดมทุนจากแหล่งเงินทุน 2 แหล่ง 1.จากผู้ถือหุ้น 2.กู้ยืม จาก ธนาคาร หรือ การออกหุ้นกู้ เพราะฉะนั้นถ้าหากบริษัทมีการกู้เงินมาลงทุนสิ่งที่บริษัทจะต้องจ่ายคืนให้ผู้ให้กู้ก็คือ “ดอกเบี้ย” ซึ่งแทบทุกบริษัทในตลาดหลักทรัพย์มีส่วนของหนี้สินอยู่ในงบดุล ทำให้ “ดอกเบี้ย” จึงเป็นต้นทุนทางการเงินของแทบทุกบริษัทภาระทางการเงินเพิ่มขึ้นทำให้บริษัทจะต้องนำกำไรที่หามาไปชำระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นนั้นทำให้อัตรากำไรของบริษัทนั้นลดลง และการที่บริษัทกำรไรลดลงย่อมส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นโดยตรง (แต่บางธุรกิจจะได้ประโยชน์จากการขึ้นอัตราดอกเบี้ย เช่น กลุ่มอุตสหกรรมการเงิน) ข้อเสียเยอะแยะ แล้วขึ้นทำไม ? ก็เงินเฟ้อมันพุ่งสูงปรี๊ดรอบหลายปี บางประเทศหลายสิบปี (เพราะสงครามทำให้ราคาพลังงานแพงขึ้น) และเงินเฟ้อหากปล่อยไว้จะส่งผลเสียในระยะยาวมากกว่า เพราะมูลค่าเงินเท่าเดิม แต่ข้าวของแพงขึ้นมโหฬารดังนั้นต้องขึ้นดอกเบี้ยมาสกัด เพราะเวลาขึ้นดอกเบี้ย การใช้จ่ายจะลดลง ดีมานด์สินค้าและบริการจะลดลง กลไกราคาจะปรับตัวให้สมดุลมากขึ้น และเงินเฟ้อจะค่อย ๆ ลดลงซึ่งก็คาดหวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามทฤษฎี และไม่มีปัจจัยลบใหม่ ๆ มาซ้ำเติมอีก ช่วงนี้นักลงทุนต้องกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสม เพราะสินทรัพย์เพื่อการลงทุนต่าง ๆ ลงกันทั่วหน้า ทั้งหุ้น คริปโทฯ ทอง บลา ๆ สบายใจหน่อยที่น้ำมันยังขึ้นเอา ๆ หยอก ๆ ฮ่า ๆ ...หนึ่งเอง หนึ่งไง จะใครล่ะ ^^

  หนึ่ง ศราพงค์


  17 มิถุนายน 2565

Loading...

ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม